นักปรัชญาชายขอบ: ประวัติศาสตร์ของ พ.ศ.

ผมเคยเขียนโต้แย้ง ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ตามแผนปรองดอง) ในประเด็นที่ว่า การตัดสินใจทางการเมืองของคนชั้นกลางที่มีการศึกษาเป็นการตัดสินใจที่มีคุณภาพมากกว่าการตัดสินใจทางการเมืองของคนชั้นล่างที่มีการศึกษาต่ำ โดยชี้ว่า ความเห็นของ ดร.สมบัติอาจไม่จริงเสมอไป เพราะประวัติศาสตร์การเมืองเวลานี้ชี้ชัดว่าคนชั้นกลางที่มีการศึกษาดีกว่าเลือกสนับสนุน หรือยอมรับรัฐประหาร และกระบวนการสืบเนื่องจากรัฐประหาร ขณะที่คนชั้นล่างที่มีการศึกษาต่ำกว่าออกมาต่อต้านรัฐประหาร หรือปฏิเสธรัฐประหาร และกระบวนการที่สืบเนื่องจากรัฐประหาร (โปรดดูhttp:/www.prachatai3.info/journal/2010/06/29980)แม้เราอาจถกเถียงกันได้ว่า การที่คนชั้นล่างออกมาต่อต้านรัฐประหารนั้นอาจเป็นเรื่องของศรัทธาในตัวบุคคลหรือศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย? แต่การที่คนชั้นกลางมีการศึกษาดีสนับสนุน หรือยอมรับรัฐประหารนั้น เป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า การมีการศึกษาไม่ได้สร้างหลักประกันการตัดสินใจทางการเมืองที่มีคุณภาพ (ในความหมายว่ายึดหลักการประชาธิปไตย) เสมอไป

ฉะนั้น สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ การศึกษาของบ้านเราเป็นอะไรไป ทำไมคนที่มีการศึกษาดี เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย หรือกระทั่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยชั้นนำ จึงเลือกที่จะอยู่ข้างรัฐประหาร แสดงความเห็นสนับสนุน หรือตัดสินใจเข้าร่วมวงไพบูลย์กับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร?

เป็นความจริงหรือไม่ว่า การศึกษาแบบทางการ ในบ้านเราแทบไม่ได้ใส่ใจกับการสร้างอุดมการณ์หรือจิตวิญญาณประชาธิปไตยเลย ยิ่งหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง มีลักษณะเป็น ประวัติศาสตร์ของ พ.ศ. ที่มี เนื้อหาสำคัญ ประมาณว่า ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น นักเรียนที่เรียนประวัติศาสตร์แบบนี้อาจทำข้อสอบได้เกรด A หากเขากากบาทถูกว่า พ.ศ.ใดมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง

นักเรียนที่ได้เกรด A ไม่จำเป็นต้องเข้าใจบริบททางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง โครงสร้างอำนาจ ความคิด และบทบาทของคนชั้นนำในเวลานั้น ความเป็นอยู่ สิทธิอำนาจของประชาชนทั่วไป ไม่ต้องเข้าใจการก่อตัวของแนวความคิด เหตุผล อุดมการณ์ที่นำมาสู่การเกิดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เช่น การเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เป็นต้น

ทั้งนี้เพราะ แบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ คือแบบเรียนที่ตัดตอน ลดทอนความจริงบางแง่บางด้านออกไป เช่น เมื่อเรียนประวิศาสตร์ พ.ศ.2475 นักเรียนไม่มีโอกาสจะได้อ่านประกาศคณะราษฎรฉบับเต็มที่วิพากษ์วิจารณ์ความฟอนเฟะของระบบกษัตริย์ในขณะนั้น การปกครองที่กดขี่ ความอยุติธรรมต่างๆ เป็นต้น อันเป็นเหตุผลสำคัญที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงการปกครอง

วิชาประวัติศาสตร์ไม่มีเนื้อหา หรือ เวที ให้กับการวิเคราะห์ ประเมินค่าอุดมการณ์ และอื่นๆ ที่อาจทำให้ผู้เรียนเกิดมโนสำนึกว่า อุดมการณ์ และการเสียสละของผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง มีความหมาย (meaningful) ต่อสภาพสังคมและวิถีชีวิตในยุคเราอย่างไร และหรือมี คุณค่า เป็นบทเรียนต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นอย่างไร

ฉะนั้น เมื่อเรียนประวัติศาสตร์ของ พ.ศ.2475 นักเรียนอาจรู้สึกซาบซึ้ง และสำนึกในบุญคุณของผู้ที่ถูกยึดอำนาจมากว่าที่จะเห็น คุณค่า ของ คณะราษฎร ผู้ก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือผู้แรกเริ่มสร้างประวัติศาสตร์การปกครองระบอบประชาธิปไตยขึ้นในประเทศของเรา

เช่นเดียวกัน เมื่อเรียนประวัติศาสตร์ 14 ตุลา 16 ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 19 พฤษภา 35 และต่อไปคือ ประวัติศาสตร์ 10 เมษา-พฤษภา 53 นักเรียนที่กากบาทถูกว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ก็คงได้เกรด A เขาเป็นนักเรียนที่ได้ คะแนนดีมากเพียงเพราะว่าเขาท่องจำ ประวัติศาสตร์ของ พ.ศ. ได้ดี เขาไม่จำเป็นต้องซึมซับ ความเจ็บปวดทางประวัติศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องซาบซึ้งใน อุดมการณ์ หรือจิตวิญญาณรักประชาธิปไตยของบรรพชนผู้เสียสละเพื่อประชาธิปไตย ไม่ต้องรับรู้หรือเกลียดชังความอำมหิตของผู้ที่ใช้อำนาจรัฐ ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้เขาจึงเป็นนักเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่ได้คะแนนดีแต่ไร้หัวใจที่จะเห็นคุณค่าของอุดมการณ์และความเสียสละของผู้รักประชาธิปไตย จึงไม่แปลกที่สังคมวันนี้จะเต็มไปด้วยผู้มีการศึกษาดีแต่ไร้หัวใจ ประณามชาวบ้านที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยทัศนะที่ตื้นเขิน ฉาบฉวย กระทั่งหยาบคาย จนถึงดูหมิ่น เกลียดชัง ขยะแขยง!

แน่นอนว่า การศึกษาเรื่องประชาธิปไตย (democratic education) และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เป็นเงื่อนไขสำคัญ (precondition) ที่จะทำให้การมีส่วนร่วมทางการเมือง หรือการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชนมีความหมายต่อการพัฒนาประชาธิปไตย แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ความเป็นจริงของสังคมไทยวันนี้ คนที่มีการศึกษา (กระทั่งคนที่อยู่ในภาคการศึกษา) กลายเป็นคนส่วนน้อยที่มีจิตสำนึกและออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

คนเหล่านี้ไม่ทุกข์ร้อนกับการที่รัฐละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานของฝ่ายที่คิดต่างทางการเมือง ด้วยการปิดสื่อ การคง พรก.ฉุกเฉิน (ใช้อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ) การอ้างนิติรัฐ (rule of law) แต่ไม่มีกระบวนการสอบสวนที่เที่ยงธรรม (fair trial) ไล่จับกุมฝ่ายตรงข้าม/กักขังโดยไม่ตั้งข้อหา ละเมิดสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคในทางกฎหมาย สองมาตรฐาน ฯลฯ

คนเหล่านี้ (ที่เป็นเจ้าของสื่อ และสามารถส่งเสียงผ่านสื่อได้มากกว่า) ไม่ได้ใส่ใจว่า ประชาธิปไตยต้องสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับหลักสิทธิมนุษยชนที่ทำหน้าที่ (function) เคารพและปกป้องความสง่างามของมนุษย์ (human dignity) ฉะนั้น รัฐบาลที่ลุแก่อำนาจจึงละเมิดสิทธิมนุษยชนได้อย่างสะดวกดาย

จึงเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่งที่ประเทศกึ่งดิบกึ่งดีทางเสรีภาพ (partly free) อย่างบ้านเราจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นประเทศที่มีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากบรรดาผู้ที่มีการศึกษา (ที่ผ่านระบบการศึกษาอันบิดเบี้ยว ไม่สร้างอุดุมการณ์ และจิตวิญญาณประชาธิปไตย) นั่นเองคือ อุปสรรค ของการเปลี่ยนแปลง!

 

 

ความคิดที่ถูกล่ามโซ่ ตอนเป็นเ

[b]ความคิดที่ถูกล่ามโซ่[/b]

ตอนเป็นเด็กผมไม่ชอบวิชาหมวดสังคมศึกษา โดยเฉพาะ “วิชาประวัติศาสตร์”
ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ชอบ
มันหมือนมีคำถามอยู่ในใจว่าจะรู้ไปทำไม?
รู้เพียงเพื่อจะสอบเอาคะแนน? เพือผ่านพ้นชั้นเรียนไปได้?
ถึงกระนั้นสิ่งที่เขายัดเยียดให้ มันก็ยังแทรกเข้ามาในความทรงจำของผมจนได้
ผมจำเป็นต้องรู้บ้างไม่อย่างนั้นอาจจะสอบตก ซ้ำชั้นเรียน
ผมถูกล่ามโซ่ความคิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

เมื่อเติบใหญ่จึงพอจะเข้าใจอยู่บ้างว่า [color=blue]ประวัติศาสตร์นั้นเป็นเพียงทฤษฎี[/color]
เป็นเพียงสมมุติฐาน [color=blue]หากเป็นตำราเรียนแล้วอาจจะถูกสอดแทรกจินตนาการ[/color]
เหมือนกับภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ทั้งหลายที่สรรสร้างกันขึ้นมา
พอโตขึ้นจึงรับรู้ว่า คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตนั้น เป็นเพียงทฤษฎีของฝรั่งนายหนึ่งเท่านั้น
หนองแส ตาลีฟู น่านเจ้า พีล่อโก๊ะ โก๊ะล่อฝง ไม่รู้อะไรล่อกันอุตลุตไปหมด
ตอนเด็กก็เพียงได้แต่สงสัยว่าคนไทยโบราณทำไมไม่มีชื่อเป็นคำไทย
เช่น “นายจัน หนวดยาว” “นายอิน คิ้วดก” หรือ “นายคำอ้าย” ก็ยังดี
แต่ไม่รู้ว่าใครตัดสินเลือกเอาทฤษฎีนี้มาใส่ในตำราเรียนรุ่นเก่าๆ
ทั้งๆที่ความจริงมีอยู่ตั้งหลายทฤษฎี แต่ละทฤษฎีล้วนน่าฟังทั้งนั้น
แล้วทฤษฎีของฝรั่งนายนี้ ดูท่าทางจะมีความเป็นไปได้น้อยที่สุดด้วยซ้ำ
เพราะมันขัดแย้งกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่ขุดค้นพบในจีนเป็นอย่างมาก
ตาลีฟู จึงเป็น เมือง “ต้าหลี่” ของชนพื้นเมือง “ชาวไป๋” ซึ่งใช้ภาษาจีนโบราณในการสื่อสาร
“น่านเจ้า” ก็ช่างใกล้เคียงภาษาจีน “หนานโจว” ซึ่งเมืองของชาวจีนลงท้ายด้วย “โจว” มีอยู่มากมาย
เพราะว่า “โจว” 州 (zhōu) มันหมายถึง เมือง จังหวัด รัฐ หรือ แว่นแคว้น อะไรประมาณนี้
ส่วน “หนาน” 南 (nán) หมายถึงทิศใต้ “หนานโจว” จึงหมายถึง “แคว้นใต้”
ซึ่งชื่อผู้ปกครองแคว้นก็มีสามพยางค์แบบชื่อคนจีนทั่วไป

ผมไม่แปลกใจนักว่าทำไมคนที่เรียนสูงๆจำนวนมากจึงมีความคิดสวนทาง
เขาถูกล่ามโซ่ความคิดไว้ต่างหาก ยิ่งเรียนสูงโซ่มันก็จะเส้นโตมากขึ้นจนยากที่จะดิ้นหลุด
แต่บางคนอาจจะรู้สึกว่าโซ่มันหนักและอึดอัดแย่ จึงได้ทำการปลดโซ่ให้ตนเองไป

ดีนะที่ผมไม่ได้เรียนสูงๆ ถึงตอนนั้นผมอาจจะเป็นอีกคนหนึ่งที่ปลดโซ่ให้ตนเองไม่ได้

lk

[quote=lk]>>>จึงเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่งที่ประเทศกึ่งดิบกึ่งดีทางเสรีภาพ (partly free)<<<
you meant "hardly free"?[/quote]

โปรดดูที่เว็บ freedom house นะครับ เขาแบ่งโซนประเทศต่างๆเป็น not free/partly free/free และจัดประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม partly free ความหมายก็คือ ไม่ใช่ทั้ง not free และ free นั่นแหละ ผมจึงเรียนมันว่า "กึ่งดิบกึ่งดีทางเสรีภาพ" เพื่อต้องการจะสื่อให้เห็นสภาพการแสดงความคิดเห็นที่ถูกคุมด้วย พรก.ฉุกเฉิน กฎหมายหมิ่น (เป็นต้น) ในเวลานี้เป็นหลัก หากไม่ตรงความหมายเป๊ะๆก็ขออภัยด้วยครับ

นักปรัชญาชายขอบ

ตุณ นักปรัชญาชายขอบ ครับ

ตุณ นักปรัชญาชายขอบ ครับ อุดมการณ์เพื่อทักษิณไง ผมคนหนึ่งแหละไม่เอากับคุณด้วยหรอก ออกไปเคลื่อนไหว ทักษิณก็ได้ประโยชน์ แล้วจะออกไปทำหอกอะไร นั่งดูทีวีอยู่กับบ้านไม่ดีกว่าเรอะ ไม่ได้งี่เง่าที่จะได้ไปนั่งตากแดดหัวแดงเพื่อคนแค่คนเดียว พอปลุกระดมได้ที่ ใกล้จะมีเรื่อง เห็นครอบครัวมันเดินทางไปต่างประเทศทุกที แค่นี้ก็อ่านทางออกแล้ว ผมหัวหงอกแล้วครับไม่ใช่เด็ก จะได้โง่รู้ไม่ทัน

ทุเรศว่ะ wrote:ตุณ

[quote=ทุเรศว่ะ]ตุณ นักปรัชญาชายขอบ ครับ อุดมการณ์เพื่อทักษิณไง ผมคนหนึ่งแหละไม่เอากับคุณด้วยหรอก ออกไปเคลื่อนไหว ทักษิณก็ได้ประโยชน์ แล้วจะออกไปทำหอกอะไร นั่งดูทีวีอยู่กับบ้านไม่ดีกว่าเรอะ ไม่ได้งี่เง่าที่จะได้ไปนั่งตากแดดหัวแดงเพื่อคนแค่คนเดียว พอปลุกระดมได้ที่ ใกล้จะมีเรื่อง เห็นครอบครัวมันเดินทางไปต่างประเทศทุกที แค่นี้ก็อ่านทางออกแล้ว ผมหัวหงอกแล้วครับไม่ใช่เด็ก จะได้โง่รู้ไม่ทัน[/quote]

ผมหัวหงอกแล้วครับไม่ใช่เด็ก รู้ทันนักปรัชญาชายขอบนะ แต่รู้ไม่ทันสนธิ ฮิฮิฮิ

Quote:

[quote] เมื่อเรียนประวัติศาสตร์ของ พ.ศ.2475 นักเรียนอาจรู้สึกซาบซึ้ง และสำนึกในบุญคุณของผู้ที่ถูกยึดอำนาจมากว่าที่จะเห็น “คุณค่า” ของ “คณะราษฎร” ผู้ก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือผู้แรกเริ่มสร้างประวัติศาสตร์การปกครองระบอบประชาธิปไตยขึ้นในประเทศของเรา[/quote]

[i]ประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะเสมอ ในเมื่อตอนนี้ฝ่ายปฏิปักษ์คณะราษฎรเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ประวัติศาสตร์ก็ต้องเขียนให้คณะราษฎรเป็น"ผู้ร้าย" ชอบชิงสุกก่อนห่าม ทำการเพื่อตัวเอง ฯลฯ ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเป็น"พระเอก" (ยี่เก) คุณนักปรัชญาฯเคยเห็นประวัติศาสตร์หน้าไหนที่คนเขียนเขียนบอกว่าตัวเองระยำแค่ไหนบ้างหรือเปล่า? ยอมแฉว่าตัวเองไปปล้นชิงใครมาบ้าง?

ประเด็นที่ใหญ่กว่าประวัติศาสตร์เขียนว่าอย่างไรคือ การแสวงหาข้อเท็จจริงนอกตำรา การยอมรับว่าประวัติศาสตร์แม้จะว่าด้วยเหตุการณ์ที่ผ่าน(ตาย)ไปแล้ว แต่ประวัติศาสตร์ไม่ไช่วิชาที่หยุดนิ่ง มีพลวัตรของมันเองตลอดเวลา ขึ้นกับการค้นพบใหม่ๆตลอดเวลา การยอมรับการโต้แย้งทางวิชาการ เสรีภาพทางวิชาการ ทางความคิด ไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบหรือกะลาครอบอันคับแคบ ความก้าวหน้าทางวิชาการจึงเกิด ประวัติศาสตร์ก็จะเข้าใกล้"ความจริง"มากขึ้นตามลำดับ[/i]

ส่วนที่ผู้เขียนกล่าวว่า[quote] การศึกษาของบ้านเราเป็นอะไรไป ทำไมคนที่มีการศึกษาดี เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย หรือกระทั่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยชั้นนำ จึงเลือกที่จะอยู่ข้างรัฐประหาร แสดงความเห็นสนับสนุน หรือตัดสินใจเข้าร่วมวงไพบูลย์กับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร?[/quote]

[i]คำตอบสั้นๆคือ ผลประโยชน์ครับ แม้จะฟังดูหยาบคายไม่ให้เกียรติ แต่เป็นความจริงอย่างถึงที่สุด คนเหล่านี้"ทราบดี"วาอะไรคืออะไร แต่ที่เขาเลือกที่จะมีจุดยืนอยู่ข้างนั้น เพราะผลประโยชน์โดยแท้ จึงทำให้นักวิชาการหลายคนยอม"หักล้าง"หลักการทางวิชาการที่ร่ำเรียนมา หรือสร้างทฤษฎีใหม่สะท้านโลกอย่าง"ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" หรือบิดเบี้ยวหลักการสากลอย่างกรณี"ตุลาการ(ตอแหล)ภิวัฒน์" นั้นเป็นตัวอย่างการบิดเบี้ยวทางวิชาการอย่างไร้ยางอายที่สุด

ความจริงไม่ไช่เรื่องผิดปกติที่คนเราจะคิดถึงผลประโยชน์ตัวเอง ถ้าเป็นแค่คนกิ๊กก๊อกอย่างdoctor Jก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่การอ้างชื่อเสียง เกียรติภูมิของสถาบัน,ตัวเอง ไปรับใช้กการบิดเบี้ยวทางวิชาการมันสร้างความเสียหายแก่สังคมมากมาย จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ต้องประณามก่นด่าให้ถึงที่สุด[/i]

ไม่อย่างนั้น ผมก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าอดีตactivistที่เคยหนีตายเข้าป่า กลับมาdefendคนที่ครั้งหนึ่งเคยคิดจะกุดหัวพวกเขาได้อย่างไร?

I Pad

[quote=I Pad]ขี้ข้าประชาไทก็แค่ขี้ข้าประชาไท

มีความกล้าและหน้าด้านที่แอบอ้างจาบจ้วง (แต่ก็กล้าเพียงแค่นี้ เพราะชีวิตจริงต้องแอบซ่อนสันดานชั่วแบบนั้นลึกยิ่งกว่าในถังขี้เสียอีก อี๋ย์ย์ย์ พวกนี้อุบาด และ โสโครกจริงว่ะ ฮิฮิ)

นี่ก็แสดงให้เหตุธาตุแท้ที่เลวกว่าสัตว์ของพวกเนรคุณประเทศ แบบ ดอกทองเจ น้ำปิง น้ำลัด และ พวกเสนียดประเทศประจำประชาไท

ธาตุแท้ของสัตว์นรก มาแสดงอวดอ้างชูหางยังไง? ก็ไม่ดูเป็นบัญฑิตไปได้[/quote]

พวกเราไม่ใช่ขี้ข้าประชาไท เพียงแต่ประชาไทเปิดโอกาสให้เราได้บอกว่าเราคิดอย่างไร?

พวกเราไม่เคยเนรคุณแผ่นดิน แผ่นดินนี้เป็นของเราทุกคน
แผ่นดินนี้บรรพบุรุษของเราอาศัยมานานแสนนาน
เพียงแต่วันดีคืนดีมีคนมาขีดเส้นรอบๆแล้วบอกว่า "เป็นของกู"
แล้วก็ยัดเยียดว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนี้ดี มึงต้องยึดถือเป็นสรณะ
ของดีจริงเขาไม่จำเป็นต้องโฆษณากันหรอก คนทั่วไปเขารับรู้และสัมผัสได้เอง

มันก็เหมือนการนับถือศาสนา คุณจะบังคับใครให้นับถือศาสนาของคุณได้อย่างไร?
ข้อดีของศาสนานั้นๆต่างหากที่จะทำให้คนนับถือหรือไม่นับถือ

ก็มีคนไม่น้อยที่ไม่เคยเข้าถึงศาสนา แต่ันับถือเพียงรูปสัญญลักษณ์
เพียงต้องการความคุ้มครองในทางปฏิหารย์จากสิ่งที่นับถือเท่านั้น
หากใครมาแสดงอาการเหมือนไม่ค่อยนับถือสิ่งสักการะนั้นของตน
เขาก็จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ทั้งๆที่เราไม่ได้ไปทำลายสิ่งสักการะนั้นของเขาเลย
แต่เขากลับบังคับให้เรานับถือและเลื่อมใสให้พอๆกับที่เขาทำอยู่

พวกเราเป็นคนด้วยกันทั้งนั้น ด้วยความเป็นคนของเรา
เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า คนนั้นเลวกว่าสัตว์
เพราะคนที่มีหน้าตาคล้ายๆกับพวกเราบางคนนั้น เหี้ยมโหดเกินกว่าสัตว์เสียอีก
สัตว์หลายๆชนิดมันจะไม่ฆ่าเผ่าพันธุ์พวกเดียวกันเอง

doctor J wrote:Quote:

[quote=doctor J][quote] เมื่อเรียนประวัติศาสตร์ของ พ.ศ.2475 นักเรียนอาจรู้สึกซาบซึ้ง และสำนึกในบุญคุณของผู้ที่ถูกยึดอำนาจมากว่าที่จะเห็น “คุณค่า” ของ “คณะราษฎร” ผู้ก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือผู้แรกเริ่มสร้างประวัติศาสตร์การปกครองระบอบประชาธิปไตยขึ้นในประเทศของเรา[/quote]

[i]ประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะเสมอ ในเมื่อตอนนี้ฝ่ายปฏิปักษ์คณะราษฎรเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ประวัติศาสตร์ก็ต้องเขียนให้คณะราษฎรเป็น"ผู้ร้าย" ชอบชิงสุกก่อนห่าม ทำการเพื่อตัวเอง ฯลฯ ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเป็น"พระเอก" (ยี่เก) คุณนักปรัชญาฯเคยเห็นประวัติศาสตร์หน้าไหนที่คนเขียนเขียนบอกว่าตัวเองระยำแค่ไหนบ้างหรือเปล่า? ยอมแฉว่าตัวเองไปปล้นชิงใครมาบ้าง?

ประเด็นที่ใหญ่กว่าประวัติศาสตร์เขียนว่าอย่างไรคือ การแสวงหาข้อเท็จจริงนอกตำรา การยอมรับว่าประวัติศาสตร์แม้จะว่าด้วยเหตุการณ์ที่ผ่าน(ตาย)ไปแล้ว แต่ประวัติศาสตร์ไม่ไช่วิชาที่หยุดนิ่ง มีพลวัตรของมันเองตลอดเวลา ขึ้นกับการค้นพบใหม่ๆตลอดเวลา การยอมรับการโต้แย้งทางวิชาการ เสรีภาพทางวิชาการ ทางความคิด ไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบหรือกะลาครอบอันคับแคบ ความก้าวหน้าทางวิชาการจึงเกิด ประวัติศาสตร์ก็จะเข้าใกล้"ความจริง"มากขึ้นตามลำดับ[/i]

ส่วนที่ผู้เขียนกล่าวว่า[quote] การศึกษาของบ้านเราเป็นอะไรไป ทำไมคนที่มีการศึกษาดี เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย หรือกระทั่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยชั้นนำ จึงเลือกที่จะอยู่ข้างรัฐประหาร แสดงความเห็นสนับสนุน หรือตัดสินใจเข้าร่วมวงไพบูลย์กับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร?[/quote]

[i]คำตอบสั้นๆคือ ผลประโยชน์ครับ แม้จะฟังดูหยาบคายไม่ให้เกียรติ แต่เป็นความจริงอย่างถึงที่สุด คนเหล่านี้"ทราบดี"วาอะไรคืออะไร แต่ที่เขาเลือกที่จะมีจุดยืนอยู่ข้างนั้น เพราะผลประโยชน์โดยแท้ จึงทำให้นักวิชาการหลายคนยอม"หักล้าง"หลักการทางวิชาการที่ร่ำเรียนมา หรือสร้างทฤษฎีใหม่สะท้านโลกอย่าง"ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" หรือบิดเบี้ยวหลักการสากลอย่างกรณี"ตุลาการ(ตอแหล)ภิวัฒน์" นั้นเป็นตัวอย่างการบิดเบี้ยวทางวิชาการอย่างไร้ยางอายที่สุด

ความจริงไม่ไช่เรื่องผิดปกติที่คนเราจะคิดถึงผลประโยชน์ตัวเอง ถ้าเป็นแค่คนกิ๊กก๊อกอย่างdoctor Jก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่การอ้างชื่อเสียง เกียรติภูมิของสถาบัน,ตัวเอง ไปรับใช้กการบิดเบี้ยวทางวิชาการมันสร้างความเสียหายแก่สังคมมากมาย จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ต้องประณามก่นด่าให้ถึงที่สุด[/i]

ไม่อย่างนั้น ผมก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าอดีตactivistที่เคยหนีตายเข้าป่า กลับมาdefendคนที่ครั้งหนึ่งเคยคิดจะกุดหัวพวกเขาได้อย่างไร?[/quote]

Absolutely agree with you.

*ขอฝันใฝ่ ในฝัน

*ขอฝันใฝ่ ในฝัน อันแน่วแน่
ความจริงแท้ จะอย่างไร มั่นใจเสมอ
โลกก้าวหน้า ประชาชน ค้นพบเจอ
ฉันและเธอ มีส่วนร่วม ความเป็นไป

*แผ่นดินนี้ เป็นของ ประชาชน
คนทุกคน ล้วนเท่าเทียม เปี่ยมสดใส
แผ่นดินนี้ มีประชาธิปไตย
ประชาไท ทั่วหล้า ฟ้าเดียวกัน

*แผ่นดินนี้ จักต้องดี กว่านี้แน่
เพราะมีผู้ ไม่ท้อแท้ แลสร้างสรรค์
มีผู้มี ใจสู้ รู้เท่าทัน
มีผู้พลี ชีวัน เพื่อประชาธิปไตย

*อำนาจอธิปไตย เป็นของประชาชน
ย่อมมีผล จริงแท้ แลยิ่งใหญ่
เมื่ออำนาจ ประชาชน ตัดสินใจ
จักต้องไร้ อำนาจใด มาแทรกแซง

*ประชาธิปไตย ย่อมได้ จากการสู้
และเชิดชู ประชาชน คนกล้าแกร่ง
ประวัติศาสตร์ จักเป็นจริง สิ่งสำแดง
หลังร่วมแรง ร่วมสู้ จนชูชัย

นักปรัชญาชายขอบ wrote:lk

[quote=นักปรัชญาชายขอบ][quote=lk]>>>จึงเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่งที่ประเทศกึ่งดิบกึ่งดีทางเสรีภาพ (partly free)<<<
you meant "hardly free"?[/quote]

โปรดดูที่เว็บ freedom house นะครับ เขาแบ่งโซนประเทศต่างๆเป็น not free/partly free/free และจัดประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม partly free ความหมายก็คือ ไม่ใช่ทั้ง not free และ free นั่นแหละ ผมจึงเรียนมันว่า "กึ่งดิบกึ่งดีทางเสรีภาพ" เพื่อต้องการจะสื่อให้เห็นสภาพการแสดงความคิดเห็นที่ถูกคุมด้วย พรก.ฉุกเฉิน กฎหมายหมิ่น (เป็นต้น) ในเวลานี้เป็นหลัก หากไม่ตรงความหมายเป๊ะๆก็ขออภัยด้วยครับ

นักปรัชญาชายขอบ[/quote]

i am just pulling your leg...:)

*ประวัติศาสตร์ แห่ง พ.ศ.

*ประวัติศาสตร์ แห่ง พ.ศ. 2553
แสนงดงาม ยิ่งนัก เป็นหนักหนา
เป็นปีทอง ของระบอบ อำมาตยา
เทวดา ยุเข่นฆ่า ประชาชน

*คืนพื้นที่ เมืองสวรรค์ อันบรรเจิด
หลังจากเกิด การชุมนุม ในถนน
การปราบปราม ทำให้เกิด จลาจล
มีผู้คน ล้มตาย มีไฟลุก

*ชาวสวรรค์ ชั้นบนบน ทนไม่ได้
เรียกร้องให้ ชนชั้นอื่น คืนความสุข
ความล้มหาย ตายไป ใครมีทุกข์
ทั้งไฟลุก และคนตาย ใครก่อกรรม

*ประวัติศาสตร์ แห่ง พ.ศ. 2553
การปราบปราม พวกผีบุญ ต้นทุนต่ำ
โดยคนดี ศรีประเสริฐ แลเลิศล้ำ
ชนชั้นนำ อภิสิทธิ์ ไร้ผิดใด

*ประวัติศาสตร์ จักจารึก คุณความดี
ของผู้มี อภิสิทธิ์ ฤทธิ์ยิ่งใหญ่
ส่วนความตาย ประชาชน คนยากไร้
เหมือนไม่เกิด สิ่งใดใด ในแผ่นดิน

น้ำลัด wrote:I Pad

[quote=น้ำลัด][quote=I Pad]ขี้ข้าประชาไทก็แค่ขี้ข้าประชาไท

มีความกล้าและหน้าด้านที่แอบอ้างจาบจ้วง (แต่ก็กล้าเพียงแค่นี้ เพราะชีวิตจริงต้องแอบซ่อนสันดานชั่วแบบนั้นลึกยิ่งกว่าในถังขี้เสียอีก อี๋ย์ย์ย์ พวกนี้อุบาด และ โสโครกจริงว่ะ ฮิฮิ)

นี่ก็แสดงให้เหตุธาตุแท้ที่เลวกว่าสัตว์ของพวกเนรคุณประเทศ แบบ ดอกทองเจ น้ำปิง น้ำลัด และ พวกเสนียดประเทศประจำประชาไท

ธาตุแท้ของสัตว์นรก มาแสดงอวดอ้างชูหางยังไง? ก็ไม่ดูเป็นบัญฑิตไปได้[/quote]

พวกเราไม่ใช่ขี้ข้าประชาไท เพียงแต่ประชาไทเปิดโอกาสให้เราได้บอกว่าเราคิดอย่างไร?

พวกเราไม่เคยเนรคุณแผ่นดิน [b][color=red]แผ่นดินนี้เป็นของเราทุกคน[/color][/b]
แผ่นดินนี้บรรพบุรุษของเราอาศัยมานานแสนนาน
เพียงแต่วันดีคืนดีมีคนมาขีดเส้นรอบๆแล้วบอกว่า "เป็นของกู"
แล้วก็ยัดเยียดว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนี้ดี มึงต้องยึดถือเป็นสรณะ
ของดีจริงเขาไม่จำเป็นต้องโฆษณากันหรอก คนทั่วไปเขารับรู้และสัมผัสได้เอง

มันก็เหมือนการนับถือศาสนา คุณจะบังคับใครให้นับถือศาสนาของคุณได้อย่างไร?
ข้อดีของศาสนานั้นๆต่างหากที่จะทำให้คนนับถือหรือไม่นับถือ

ก็มีคนไม่น้อยที่ไม่เคยเข้าถึงศาสนา แต่ันับถือเพียงรูปสัญญลักษณ์
เพียงต้องการความคุ้มครองในทางปฏิหารย์จากสิ่งที่นับถือเท่านั้น
หากใครมาแสดงอาการเหมือนไม่ค่อยนับถือสิ่งสักการะนั้นของตน
เขาก็จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ทั้งๆที่เราไม่ได้ไปทำลายสิ่งสักการะนั้นของเขาเลย
แต่เขากลับบังคับให้เรานับถือและเลื่อมใสให้พอๆกับที่เขาทำอยู่

พวกเราเป็นคนด้วยกันทั้งนั้น ด้วยความเป็นคนของเรา
เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า คนนั้นเลวกว่าสัตว์
เพราะคนที่มีหน้าตาคล้ายๆกับพวกเราบางคนนั้น เหี้ยมโหดเกินกว่าสัตว์เสียอีก
สัตว์หลายๆชนิดมันจะไม่ฆ่าเผ่าพันธุ์พวกเดียวกันเอง[/quote]

ขออนุญาตไฮไลท์keywordในความเห็นของคุณน้ำลัด

[b] แผ่นดินนี้เป็นของเราทุกคน [/b]

ขอถาม คุณรู้ไม่ทัน

ขอถาม คุณรู้ไม่ทัน

ถ้าคุณแสดงความเห็นคุณอย่างนี้ก็แสดงว่าคุณเป็นพวกชอบใช้ความรุนแรง และไม่เข้าใจการชุมนุมของคนเสื้อแดงจริงๆ คุณคิดว่าทุกคนจะไปเพื่อ ทักษิณ คนเดียวหรอคับ ผมว่าถ้าคุณคิดอย่างนี้ คุณก็ดูถูกคุณค่าของความเป็นคน ของตนเองนะครับ ใครจะมายอมตายแทน คนที่ไม่ใช่พ่อ แม่ พี่น้อง ของตนเอง และคุณมีข้อมูลมากพอแค่ไหน ที่คุณคิดว่าเสื้อแดงทั้งหมดทำเพื่อทักษิณ งั้นก็แสดงว่าคุณเป็นพวกชอบใช้กำลัง ไม่ใช้สมอง คุณเป็นพวกที่ชอบการทำรัฐประหาร และฉุดให้ประเทศไทยไม่ก้าวหน้า คุณก็คือบุคล ที่คิดแบบตื้นๆไม่ใช้สมอง คุณควรจะไปนั่งคิดและสำนึกคำว่าประชาธิปไตเสียใหม่ หรือไม่ก็ควรไปนั่งเรียนใหม่เลยนะ
ด้วยความเคารพนะครับ