ข่าวสด:สัมภาษณ์ ไพโรจน์ พลเพชร ค้น"ความจริง-ตีแผ่"เหตุสลายม็อบ

ไพโรจน์ พลเพชร มีชื่อปรากฏเป็น 1 ใน 8 คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ชุดที่มี นายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธาน

แต่ได้ประกาศขอถอนตัวไป ทั้งที่ยังไม่ทันเริ่มทำงาน

ไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) เปิดใจถึงสาเหตุว่าเป็นเรื่องเข้า ใจกันผิดระหว่างการทาบทามเป็นกรรมการ

แต่ ที่สำคัญคือตนเองต้องการทำงานคู่ขนานและตรวจ สอบ คอป. ในฐานะคณะทำงานในโครงการพิเศษ สืบค้น ความจริงเหตุการณ์เมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553

สาเหตุที่ลาออกจากคอป.

ผม ทำงานองค์กรสิทธิมนุษยชนถึง 9 องค์กร อาทิ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน มูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม มูลนิธิประสานวัฒนธรรม คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนา เอกชน เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เป็นต้น และมีสถาบันศึกษา 1 สถาบันคือ ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาฯ

โดยร่วมทำโครงการพิเศษสืบค้นความจริงเหตุการณ์เมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 รวบรวมข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ทั้งหมด เพื่อทำเป็นรายงาน เจตนาต้อง การให้เป็นรายงานคู่ขนานกับหน่วยงานรัฐ รวมทั้งกรรม การอิสระด้วย

ตรงนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่รับ ผมต้องการทำงานแยกออกจากกันเพื่อให้เป็นอิสระ สามารถตรวจสอบซึ่งกันและกันได้

โครงการ สืบค้นความจริงฯ ที่องค์กรสิทธิมนุษยชน ร่วมกับสถาบันศึกษาทำเป็นรายงานคู่ขนาน เพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิในสังคมไทย โดยเฉพาะความรุน แรงในสังคมไทยที่ผ่านมา จำเป็นต้องมีหลายฝ่ายเข้ามาทำรายงาน ซึ่งรายงานอาจจะตรงหรือไม่ตรงกันก็ได้ เนื่อง ด้วยฐานที่มาของข้อมูล แหล่งข้อมูลที่ต่างกัน ทำให้ข้อมูลรายงานที่ออกมาสามารถตรวจสอบกันและกันได้

พูดคุยกันอย่างไร ถึงได้ปรากฏชื่อใน คอป.

ทีม งานของอาจารย์คณิต ทาบทามมา ผมเรียนท่านตั้งแต่ต้นว่าผมมีภารกิจ โอกาสเข้าร่วมคงยาก แต่ยังไม่ได้คุยในรายละเอียดเนื้องานว่าภารกิจของผมคืออะไร อาจารย์อาจเข้าใจว่ามันเป็นภารกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภารกิจในโครงการสืบหาความจริงในเหตุการณ์ ตอนหลังได้คุยเรื่องนี้อย่างละเอียด

หลังจากมีชื่อผมไปแล้ว เรียนท่านว่าถ้าผมทำงาน 2หน้าที่ในคราวเดียวกัน เรื่องเดียวกันคงเป็นไปไม่ได้ มัน จะทำให้รายงานโครงการของผมสูญเสียความเป็นอิสระ หรือของอาจารย์ก็สูญเสียความเป็นอิสระจากผมไปด้วย

ตรงนี้จึงเป็นเหตุผล อาจารย์ก็ยอมรับ เรื่องนี้ขอชี้แจงว่า ผมไม่ได้รับเป็นกรรมการ มันจึงไม่ใช่การลาออก

การตัดสินใจไม่รับเป็นคณะกรรมการ เพราะ มีการท้วงติงจากเครือข่ายฯหรือไม่

ไม่ ได้ท้วงติง จริงๆ เป็นเรื่องวิธีการทำงานขององค์กร สิทธิฯ เพราะพูดตั้งแต่ต้นว่าต้องเป็นรายงานคู่ขนานกับภาครัฐ ผมตระหนักในวิธีการทำงานอยู่แล้วว่า มันต้องไม่ไปอยู่ในจุดที่ทำให้ไม่สามารถรักษาคู่ขนานกันได้

เป็นเพราะไม่เชื่อมั่นวิธีการทำงานของรัฐหรือไม่

ไม่ ได้คิดอย่างนั้น การผลักดันให้มีกรรมการอิสระ ทางองค์กรสิทธิมนุษยชนหรือองค์กรอิสระ ได้เสนอรัฐบาลมาตั้งแต่เหตุความรุนแรงเมื่อเดือนเม.ย.2552 ให้ตั้งองค์การอิสระ ดังนั้น เราเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพื่อตรวจ สอบเหตุการณ์

เมื่อมีการแต่งตั้งนายคณิต เป็นประธาน ผมก็เห็นว่าท่านกล้าหาญที่ยอมรับตำแหน่งนี้ เพราะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งและความหวาดระแวง แต่กรรมการอิสระจะดำรงความอิสระหรือไม่ คำพูดมันอาจไม่เพียงพอ ต้องขึ้นอยู่กับการกระทำ

กระบวนการทำงานของกรรมการอิสระ เช่น เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้าให้ข้อมูลหรือไม่ รับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายหรือไม่ หาผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างความมั่นใจในการตรวจ สอบ ผมคิดว่านั่นเป็นกระบวนการทำงานซึ่งจะพิสูจน์เอง

หากเขาไม่เป็นอิสระ เขียนรายงานมาแล้วไม่เป็นที่ยอมรับของผู้คน เขาจะเสียหาย จึงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่น

ก่อนหน้านี้เคยระบุว่าความขัดแย้งแก้ยากกว่าการปฏิรูป เป็นอย่างไร

กรรมการ ชุดนี้เป็นกรรมการสืบค้นความจริง เพราะปัจจุบันเราอธิบายความจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน เรามีอคติ มีจุดยืน มีความโน้มเอียงทางการเมือง ดังนั้น การได้ความจริงออกมาจะเป็นเครื่อง มือหนึ่งที่จะลดความหวาดระแวงกันได้ และความจริงที่ได้มา จะนำไปสู่การพิจารณาความรับผิดชอบของคนที่เกี่ยวข้อง หรืออาจนำไปสู่การแก้ปัญหา

การเข้าถึงความจริงจึงเป็นบันไดขั้นแรก ที่ยากกว่าการ ปฏิรูป เพราะการปฏิรูปเป็นการพูดถึงโครงสร้างที่ไม่ได้อยู่ ในความขัดแย้งมากที่เผชิญหน้ากันอยู่จริง

หมายความว่าต้องทำความจริงให้ปรากฏก่อน

ถูก ต้อง การปฏิรูปก็ทำไป ผมไม่ขัดแย้ง เพียงแต่ภาร กิจหลักคือต้องคืนความจริงให้กับทุกคนที่ได้รับผลกระทบของความรุนแรง เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความยุติธรรม เช่น เราต้องอธิบายได้ว่าคนที่เสียชีวิต 90 กว่าราย คนที่บาดเจ็บเกือบ 2 พันคนเกิดจากอะไร ถ้าเราอธิบายไม่ได้ เราไม่มีเหตุผลเพียงพอ ไม่มีความจริงที่อธิบายที่ยอมรับกันได้ เราก็คืนความจริงให้กับผู้คนไม่ได้

ดังนั้น การได้ความจริงเพื่อคืนความจริงให้กับผู้คนจึงเป็นความยุติธรรมเบื้องต้นที่จะลดความหวาดระแวงให้กับผู้คนได้

ในฐานะทำงานด้านสิทธิมนุษยชน คิดว่า การสร้างความปรองดองควรเริ่มจากจุดไหน

เริ่ม จากจุดที่รัฐบาลต้องลดการใช้อำนาจตามอำเภอใจ เช่น ยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้คืนสู่สถานการณ์ปกติ

รวมทั้งสนับสนุนให้กระบวนการยุติธรรม แม้แต่คนที่ถูกจับกุมทั้งหลายขณะนี้ ดำเนินตามกระบวนยุติธรรมอย่างเข้มงวด ตรงไปตรงมา ถือเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่จะลดการเผชิญหน้า ลดความหวาดระแวง ตรงนี้เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นเฉพาะหน้า

ส่วนเงื่อนไขการหาความจริง แน่นอนว่ารัฐบาลต้องสนับสนุนองค์การอิสระให้เขาทำงานอย่างอิสระ ต้องสนับสนุนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสาร ข้อเท็จจริง เรื่องทรัพยากรต่างๆ มันถึงจะทำให้กระบวนการเหล่านี้เดินไปได้

การตรวจสอบข้อเท็จจริงในเหตุการณ์เมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 คืบหน้าถึงไหนแล้ว

ระหว่าง นี้อยู่ในการรวบรวมข้อเท็จริงจากเอกสาร ทั้ง จากแพทย์ คลิปต่างๆ รายงานคำให้การที่เป็นเอกสารเผยแพร่ทางสื่อ รวมทั้งรวบรวมคำสั่งของหน่วยงานรัฐ กฎหมายที่ออกมาแต่ละฉบับ

ถัดมา คือเราต้องบันทึกปากคำคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งเรามีเป้าหมาย เป็นผู้สื่อข่าวในประเทศ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ คนที่เกี่ยวข้องที่เป็นผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ของรัฐ

การทำงานต้อง ใช้เวลาพอสมควร เบื้องต้นเรากำหนด ไว้ที่ 6 เดือนที่ต้องทำรายงานชิ้นแรกออกมา แต่ความจริงเพิ่งเริ่มเตรียมงานเดือนมิ.ย. ส่วนการจะแถลงต่อสาธารณชนให้ทราบนั้น ต้องรอดูจากข้อเท็จริงที่ได้มา

การทำงานของเราไม่มีการตั้งธงอะไรไว้ล่วงหน้า หลัก การคือต้องให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลให้มากที่สุด

อยากเรียกร้องว่าให้ทุกฝ่ายที่รู้เห็นเหตุการณ์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ มาให้ข้อมูลกับหน่วยงานไหนก็ได้ที่ท่านไว้วางใจ

เราต้องร่วมกันรับผิดชอบที่จะทำความจริงให้ปรากฏถึงจะทำให้เราสามารถพิสูจน์ค้นหาความจริงได้ในเหตุ การณ์ทั้งหมดได้

เราต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยกันทั้งหมด

 

ที่มา: ข่าวสดรายวัน 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7166

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์