สัมภาษณ์สมบัติ บุญงามอนงค์: “ถ้าจะกรุณา ก็ควรจะจับผมในวันอาทิตย์ ผมจะดีใจมาก”

ประชาไทสัมภาษณ์ สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุดผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องความทรงจำให้กับคนตายในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมอย่างขะมักขะเม้นอยู่เฟซบุ๊ก โดยให้เขาวิเคราะห์จุดอ่อนที่ผ่านมาของคนเสื้อแดง และมองภาพตัวเองในอนาคตอันใกล้ว่าเขาจะทำอย่างไรต่อ หลังจากอัยการยื่นฟ้องต่อศาลในความผิดฐานละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ประชาไท: อยากให้ช่วยขยายความเรื่องความพลาดของเสื้อแดงในเรื่องการต่อสู้เชิงวัฒนธรรม
สมบัติ: เพิ่งเขียนโน้ตเรื่องนี้ไปวานนี้ (12 ก.ค.) ในเฟซบุ๊ค เรื่องทำไมคนชั้นกลางหรือสลิ่มถึงต่อต้านเสื้อแดง แต่เรามองมิติทางเศรษฐกิจนะ คือมันไม่ใช่สงครามของเขา และโลกทรรศน์ของคนกรุงเทพฯ ก็อยู่แค่อาณาบริเวณ แต่ถ้าเราทำ symbolic กันแล้ว สีลม ราชประสงค์นี่คือแปลงนาดีๆ นี่เอง ไปยึดแปลงนาเขาเขาก็สู้ตาย มันเป็นการคุกคามที่แตะต้องได้ จริงๆ แล้วสลิ่มไม่ได้มีปัญหากับเสื้อแดงด้วยตัวเขาเอง เขาเป็นพวกที่ไม่ถึงขนาดจะต้อง take side เลือกข้าง คือมันมีส่วนหนึ่งที่ take side ไปแล้วเป็นพวกเหลือง เขาเป็นแล้ว แต่ส่วนใหญ่เหลืองอยู่ไม่มาก

ประชาไท: แปลว่า ประเมินว่า การไปบุกสีลม ราชประสงค์เป็นความพลาด?
สมบัติ: ถูก การคาราคาซังอยู่นานเป็นความพลาดอย่างถึงที่สุด วาทกรรมที่ว่า "เรามีเพียงเรา" มันถูกตีความเกินกว่าที่ตอนณัฐวุฒิ (ไสยเกื้อ) พูดตอนแรก ณัฐวุฒิพูดถึงชนชั้นสูง แต่พอมวลชนเสื้อแดงเอาไปพูดหลายๆ ครั้ง ทำให้กลายเป็นไม่มีใครเลย แม้แต่คนชั้นกลางก็ไม่ใช่ มันเป็นการผลักไสไล่ส่งให้คนชั้นกลางหรือคนเมืองเป็นอื่น แล้วเราไม่มีความพยายามในการทำแนวร่วม ความอดทนความพยายามจะสื่อสารก็ไม่มี ไม่มียุทธศาสตร์กับชนชั้นกลางเลยปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

ประชาไท: จริงๆ อาจไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจากติดลบก็ได้ คือชนชั้นกลางไม่ใช่เพียงเพิกเฉย ไม่ใส่ใจ แต่โน้มเอียงไปทางไม่ค่อยชอบสิ่งที่เสื้อแดงสื่อสารอยู่แล้วด้วยหรือเปล่า
สมบัติ: ใช่ แต่ว่าเขาไม่รู้สึกแอคทีฟถึงขนาดปฎิเสธนะ เขาอาจจะดูไม่บวกไม่อะไร แต่ไม่ได้รู้สึกต้องกระทำต่อคนเสื้อแดง แต่รอบนี้คนพวกนี้กระทำเลย เช่น การออกบัตรเชิญ แสดงให้เห็นว่าการทำแนวร่วมของพันธมิตรฯ กับชนชั้นกลางประสบความสำเร็จ เป็นการช่วงชิงภาพของคนเมืองมาใช้ได้ ที่มาชุมนุมจริงๆ พันธมิตรฯ ทั้งนั้นแหละ แต่ว่าสามารถช่วงชิงภาพได้
คอนโทรลภาพได้ และมันพูดได้ มีมิติที่ง่ายกว่า คือพันธมิตรฯ สามารถโน้มน้าวให้คนชั้นกลางเข้าใจพันธมิตรฯ ได้มากกว่าที่คนเสื้อแดงทำให้คนชั้นกลางเข้าใจคนเสื้อแดง

ประชาไท: อะไรตรงไหนที่บอกว่าคนชั้นกลางจะเข้าใจพันธมิตรฯ ได้มากกว่า
สมบัติ: เรื่องความสงบสุข มันเป็นแกนแท้ของชนชั้นนี้เลย เพราะเขาอยู่ในโครงสร้างทางสังคมที่เขาพอใจ นี่ไม่ใช่สงครามของเขา คนชั้นกลางได้เข้าร่วมต่อสู้แล้ว และได้ชัยชนะมาแล้วเมื่อปี 16 และ 35 และเขาได้ส่วนแบ่งทางอำนาจมาแล้ว มันก็เหลืออยู่กลุ่มสุดท้ายที่ยังไม่ได้ส่วนแบ่งอำนาจและกำลังขอแชร์อำนาจในเกมอำนาจนี้

ทีนี้จิตสำนึกหรือรูปการสำนึกของคนชั้นกลางคือเขาไม่ได้เดือดร้อนอะไร เขาสามารถมีเสรีภาพ ดำรงอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อน ยังไม่ถึงยุคข้าวยากหมากแพง จริงๆ ก็ถึงบ้างแล้ว ได้รับผลกระทบบ้างแล้ว แต่การที่คนเสื้อแดงมาอยู่ที่ราชประสงค์ กลายเป็นคนเสื้อแดงที่ทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ การทำมาค้าขาย โดดมารับดาบพอดี มันก็ลงตัวมากเลย ก็เลยไปเป็นแบบนี้

ประชาไท: ถ้าเช่นนั้น จุดอ่อนของเสื้อแดงที่ผ่านมา คืออะไร
สมบัติ: ในเชิงขบวน ผมเห็นโครงสร้างส่วนล่างมีปัญหา พิสูจน์ได้จากเมื่อแกนนำโดนจับไป 40-50 คน โครงสร้างส่วนล่าง มวลชนส่วนล่าง ซึ่งอยู่ครบก็ระส่ำเลย ไปไม่เป็น ไม่สามารถปฎิบัติการอะไรได้ ภาวะนี้สะท้อนว่า การจัดตั้งหรือแนวคิดเรื่องขบวนการประชาธิปไตยมันยังลงไม่ถึงที่สุด มวลชนแค่มานั่งชุมนุมทางการเมือง ทั้งๆ ที่พวกเขามีศักยภาพมาก 3-4 ปีนี้ไม่ได้ทำเรื่องพวกนี้เลย เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่ละกลุ่มแค่เอาคนมาร่วมชุมนุม ไม่ได้คิดอ่านหรือสร้างกิจกรรมของกลุ่มตัวเองขึ้นมา ทำให้พอเขาเด็ดหัวเสร็จ ขบวนนี้ก็ไม่สามารถขยับได้

นี่เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแปลง ต้องสร้างวาทกรรมแกนนอนขึ้น ทำให้เกิดกลุ่มที่ในแวดวงเอ็นจีโอเรียกว่ากลุ่มสหาย ขนาด 5-20 คนเป็นกลุ่มคนเล็กๆ ที่สามารถรวมตัวกันได้ โดยไม่ต้องใหญ่ ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปได้อย่างสะดวก เคลื่อนไหวเร็วและไม่เล็กเกินไปจนทำอะไรไม่ได้เลย ไซส์ขนาดนี้มันอยู่ได้ทุกจังหวัดและในกรุงเทพฯ ทุกซอย คือทุกซอยในกรุงเทพฯ ต้องมีเสื้อแดงไม่ต่ำกว่า 5-20 คน ถ้าโมเดลนี้ทำสำเร็จ มันพลิกเลย เพราะมันจะเป็นไปตามทฤษฎีมวลชนเป็นฐานราก ถ้าทำเรื่องนี้สำเร็จ มันจะแข็งแรงมากเลย จะปูพื้นฐานไปสู่การต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานและทำเรื่องที่ยากๆ ได้

ประชาไท: ข้อจำกัดของการเป็นแกนนอน เป็นเรื่องศักยภาพของตัวประชากรด้วยไหม คือที่ผ่านมาของกลุ่มคุณที่เคลื่อนไหว ส่วนมากเป็นนักศึกษา ชนชั้นกลาง?

สมบัติ: ไม่ใช่ มันเป็นปัญหาเรื่องวัฒนธรรมแกนนอน เรามีวัฒนธรรมแกนตั้ง พอเรารู้ว่าข้างบนขยับอะไร เราก็เดินตาม พอเราไม่ได้ปลูกฝังวัฒนธรรมแกนนอน มันทำให้ไม่คุ้น ทั้งที่แต่ละคนมีศักยภาพ ตื่นตัวแอคทีฟ เราจะไปจัดตั้งอะไรได้ง่ายขนาดนี้ ปกติไปทำงานมวลชน เขายังหลับอยู่เลย แต่นี่ทั้งตื่นทั้งแอคทีฟ แต่จับกลุ่มกันไม่ถูก ปฎิบัติการกันไม่เป็น มันขาดวัฒนธรรมและตัวอย่างความรู้

แต่วัฒนธรรมแบบแกนนอนไม่ใช่วัฒนธรรมแบบเหมือนกัน แบบในวัฒนธรรมแนวดิ่ง ที่สั่งมาแล้วก็กระจายและเลียนแบบกัน แต่วัฒนธรรมแนวนอนเป็นวัฒนธรรมนวัตกรรมต่อยอด มีการออกแบบความเป็นเฉพาะของแต่ละกลุ่ม ซึ่งมีลักษณะเป็นธรรมชาติกว่า ดังนั้น แนวนอนจึงเป็นระบบที่ยืดหยุ่นและสามารถปลดปล่อยศักยภาพของปัจเจกได้ แนวตั้งนี่มีปัญหา พอสั่งลงมาต้องมีการชุมนุมนะ แต่พอไปถึง แต่เรามีศักยภาพนะ แต่ไปนั่งแค่เป็นหนึ่งในผู้ชุมนุม มันไม่ได้ปลดปล่อยศักยภาพเลย แต่ทำให้คนๆ หนึ่งเป็นแค่จำนวนนับทางสถิติเท่านั้น มีค่าน้อยมาก

ประชาไท: ที่ทำอยู่นี่เป็นการทำเป็นตัวอย่าง
สมบัติ: ถูก ทำตัวอย่าง (เช่นกินกาแฟ?-ประชาไท) ถูกแล้วก็ขยาย เวลากินกาแฟเสร็จให้แต่ละคนที่มาร่วม ขยายและร่วมสร้างกิจกรรมของเขาเอง อย่างไทยแลนด์มิลเลอร์ มีแรลลี่ คาราโอเกะ ใครไปทางไหนไปเลย ไม่ต้องมาปรึกษากัน ยกเว้นเรื่องจำเป็นที่จะต้องปรึกษา แต่ว่าแต่ละกลุ่มย่อย ควรจะดำเนินการได้เอง ไม่อย่างนั้นมันจะเข้าไปสู่ทางตัน ระบบการนำในอดีตมีปัญหาเรื่องคอขวด มี information จำนวนมากขึ้นไปรอประมวลที่ข้างบนแล้วรอสั่งการลงมา ซึ่งผิด

ประชาไท: มองว่าที่ผ่านมาเสื้อแดงเป็นแบบนั้น?
สมบัติ: ในฐานะผู้บริหารองค์กร ผมสนใจเรื่องระบบโครงสร้างการบริหารจัดการ ผมคิดว่านี่มันไม่ใช่องค์กร แต่เป็นขบวน คือผมคิดว่าสามเกลอเขาเต็มประสิทธิภาพเขาแล้ว

ประชาไท: แปลว่าไม่ใช่ความผิดพลาดของเขาหรือ
สมบัติ: ไม่ อาจจะมีบ้าง แต่มันเป็นการมองที่ผิด มันเป็นรูปแบบที่โบราณ มันไม่มันส์ มันยังเป็นแค่การต่อสู้ในการช่วงชิงอำนาจ มันไม่ใช่ขบวนการประชาธิปไตย จะมีบ้างก็ตอนเสนอโรงเรียน นปช. นั่นมาถูกทางแล้ว แต่การลงทุนเรื่องพวกนี้ต่ำมาก แล้วก็ไปให้ความสำคัญกับการต่อสู้ที่สร้างแรงปะทะกดดัน

ถ้าไปดูประวัติศาสตร์ตอนเหมารบกับญี่ปุ่น ตอนพรรคคอมมิวนิสต์รบกับญี่ปุ่น เจียงไคเช็คก็แบ่งประเทศกัน เป็นเหนือ-ใต้ เหมาขณะที่ทำพันธมิตรฯ กับเจียงไคเช็ค ไปรบกับญี่ปุ่น แต่จริงๆ แล้ววันๆ เอาแต่คุยกับชาวบ้าน จัดตั้งทางความคิดกับชาวนา พอหลังสงครามโลก เหมามีฐานกำลังมหาศาล ทฤษฎีแข็งแรง ไม่ใช่ผมชื่นชมคอมมิวนิสต์นะ ผมชื่นชมวิธีการในการจัดการศึกษา ผมคิดว่าเราต้องทำ แต่ไม่ใช่แค่การศึกษาเท่านั้น แต่การทำกลุ่มเล็กจะบูรณาการทุกเรื่อง นี่เป็นระบบที่ควรจะเป็นในการต่อสู้ของภาคประชาชนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย นี่เป็นข้อเสนอของเสื้อแดงที่เป็นเอ็นจีโอ

ประชาไท: ที่ผ่านมาได้เสนอกับแกนนำบ้างไหม
สมบัติ: เสนอ แต่ไม่ทัน มาไม่ทัน และผมไม่คิดว่าข้อเสนอของผมเป็นที่ยอมรับ ข้อเสนอผมมันดูหน่อมแน้ม คำถามคือจะชนะยังไง เช่น ผมเคยเสนอว่า การรีบยุบสภาไม่ใช่ข้อดี ผมกลับเห็นว่าเราควรจะเปิดโอกาสให้อภิสิทธิ์อยู่ให้นานที่สุดเท่าที่เขาพอจะมีความสามารถในการอยู่ มันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะถ้าเราเชื่อว่าอภิสิทธิ์ไม่มีศักยภาพและอยู่ในระบบที่ล้าหลัง มันจะเปิดเผยตัวเอง และเรามีโอกาสในการศึกษา พัฒนา ทำข้อเสนอ ปรากฎว่าเกมกลายเป็นว่าเราไม่สามารถปล่อยให้อภิสิทธิ์อยู่เย็นเป็นสุขได้ ต่อไปนี้อย่าอยู่เย็นเป็นสุขเลย นี่คือสิ่งที่ณัฐวุฒิประกาศตอนที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล เนื่องจากเขาเจ็บแค้นมากจากการถูกกระทำ แกนนำมีความรู้สึกว่า เมื่อเขาเคยถูกกระทำเช่นนี้จากฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายตรงข้ามต้องลิ้มรสการหนีหัวซุกหัวซุน การม็อบจนอยู่ทำเนียบไม่ได้ หรือการคุกคามจากทุกส่วน นี่เป็นวิธีคิดของศัตรูที่ตรงข้ามกัน

ประชาไท: แรงขับเคลื่อนของแกนนำหลักเป็นเรื่องความคับแค้นมากกว่าเรื่องของการเมือง?
สมบัติ: มีความคับแค้นอยู่มาก ทำให้ท่วงทำนองมันแรง พอคิดว่ามีกำลังเพียงพอปุ๊บก็รู้สึกว่าจะเอา

ประชาไท: ซึ่งมันไปสอดคล้องกับอารมณ์ของคนเสื้อแดงด้วย?
สมบัติ: อารมณ์คนเสื้อแดงเป็นอีกแบบหนึ่ง เนื่องจากเขาเป็นคนชั้นล่าง กลางล่างลงมา ดังนั้น การต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเขา การต่อสู้ยาวๆ ไม่ใช่เรื่อง ดังนั้นเราจะเห็นว่า ท่วงทำนองการปะทะกันของมวลชนกับทหารในยุค 35 กับ 53 ต่างกันมาก ถ้าเป็นยุค 35 พอยิงปุ๊บ ชนชั้นกลางถอยหมอบ แต่พอปี 53 ไม่ใช่ วิ่งเข้าใส่ เพราะถ้าไม่ชนะครั้งนี้ก็จะไม่มีโอกาสกลับมาชนะอีก คนก็จะเลือกอย่างนี้เพราะหมดตัวแล้ว มันเป็นปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจ เขาไม่คิดหลังอะไรแล้ว เรียกว่าสละได้

ไม่ใช่ว่าเขาคิดน้อยนะ ผมไม่เชื่อว่าใครคิดน้อยกว่าใครในเรื่องของชีวิต เช่น มาบอกว่าคนชั้นกลางคิดมากกว่าผมว่าไม่ใช่ แต่เป็นการดีดลูกคิดกันคนละแบบ มันมีการประเมินความคุ้มค่า ผมคิดว่าคนที่เขาวิ่งเข้าไปเสี่ยงความตาย เขาก็ได้ประเมินความคุ้มค่าแล้ว เขาคิดว่ามันคุ้ม ขณะที่คนชั้นกลางคิดแล้วมันไม่คุ้ม เพราะเขามีต้นทุนสูงกว่า มีหน้าตักสูงกว่า เขามีชีวิตที่ดีกว่าได้แม้ว่าจะพ่ายแพ้ แต่ว่าคนชั้นล่างเขาคิดว่าเขาไม่สามารถมีชีวิตที่ดีกว่าได้ถ้าเขาพ่ายแพ้ และเขาไม่มีทุนพอที่จะกลับมาสู้อีกครั้งหนึ่ง ผมว่านี่เป็นวิธีคิดที่ทำให้แลกกันแรง

ประชาไท: นี่กำลังให้ความชอบธรรมกับการเพิกเฉยต่อชีวิตของมวลชนที่หลายฝ่ายประณามแกนนำหรือเปล่า คือหลายฝ่ายก็ประณามว่าแกนนำก็รู้อยู่แล้วว่าชาวบ้านสู้ตายแต่ก็ยังพามาถึงจุดนี้
สมบัติ: ผมคิดว่าแกนนำต้องรับผิดชอบ แต่มันไม่ได้เกิดจากการที่แกนนำดำเนินการโดยคนเดียว แต่มันเกิดจากภาวะของขบวนของมวลชนที่เมื่อประมวลภาพทั้งหมดแล้วเราจะเห็นว่า แกนนำทำเกินทักษิณ และมวลชนก็ทำเกินแกนนำ ล้ำหน้าแกนนำไปแล้ว ดังนั้น เมื่อต่างคนต่างทำเกินกัน ตัวละครสุดท้ายคือมวลชนจึงเป็นตัวกำหนด ทำให้ดาวน์ม็อบไม่ลง เพราะทุกครั้งที่บอกว่าไม่ปรองดองก็จะมีขวดน้ำกระเด็น หรือหลังเวที ดูไม่ได้เลย มีการเดินมาด่าแบบโกรธแค้น หรือแม้แต่วันสุดท้ายที่ไปกันแล้ว ก็ยังมีคนยืนแบบโกรธแค้น อยากจะสู้ตายอยู่ คนพร้อมจะแลก มันมีภาวะแบบนั้นจริงๆ มันมาถึงจุดนั้นจริงๆ

มันมีประโยคพูดหนึ่งตอนที่พูดถึงปรองดองแล้วถูกด่า ที่แกนนำประกาศบนเวทีว่า จำเป็นต้องปรองดองเพื่อป้องกันการสูญเสีย ที่หลังเวทีมีคนตะโกนบอกว่า เราสูญเสียไปแล้ว มันไม่ใช่ป้องกันการสูญเสียนะ มองมุมหนึ่งเป็นสปิริตของแกนนำ ที่ตัดสินใจไปโดยเคารพต่อการตัดสินใจของมวลชน อีกมุมหนึ่ง เพราะว่าคุณแพ้ ความพ่ายแพ้ก็ต้องแสดงสปิริต ทบทวน ผมไม่รู้หรอกว่าเขาจะทบทวนอย่างไร แต่ผมคิดว่าเขาต้องทบทวนและตอบคำถามนี้ เพราะคุณพาคนมาเป็นล้านแล้วตายกันแบบนี้และแพ้ คุณต้องตอบคำถามในฐานะแกนนำ หลบไม่พ้น พูดอย่างนี้ผมไม่มีความรับผิดชอบพอจะทำสิ่งนี้ได้นะ แต่ทุกคนที่อยู่บนเวทีต้องตอบให้ได้ว่าทำไม และจะแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร แน่นอนแม้เขาจะไม่ได้เป็นคนยิง แต่ในฐานะเป็นแกนนำต้องตอบ

ประชาไท: ก่อนหน้านี้คุณเคลื่อนไหวอิสระ พอแกนนำเข้าคุกไปหมดแล้ว คุณค่อนข้างโดดเด่นขึ้นมาในโลกออนไลน์ และถูกจับไป การถูกจับครั้งนี้เป็นโทษหรือเป็นประโยชน์อย่างไรต่อการเคลื่อนไหวของตัวเอง
สมบัติ: อันดับแรก ผมไม่ได้มีเจตนาอยากจะถูกจับและไม่ได้ประเมินสถานการณ์ว่าจะเป็นแบบไหน ผมหลบๆ ซ่อนๆ อยู่พอประมาณ (หัวเราะ) เป็นที่รู้กันในวงการว่าผมไม่ปรากฎในที่ไหนนอกจากออนไลน์ผ่านพร็อกซี่ เบอร์โทรศัพท์ไม่รับ โยกเอาโทรศัพท์ไปไว้ที่อื่น ทำทุกอย่างเพื่อไม่อยากจะถูกจับ และผมไม่ได้ประเมินอะไร ทุกอย่างเป็นไปตามสถานการณ์

เมื่อผมถูกจับ มันกลายเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดการเคลื่อนไหวบางอย่างขึ้น ทำไปทำมา กลายเป็นประเด็นขึ้นมา เพราะมันชี้ชัดว่า แม้แต่การต่อสู้ที่มันดู...ดูจะไม่มีอะไรที่สุด แม้แต่พวกแกนนำ ยังบอกว่า พี่เป็นพวกหน่อมแน้ม หมอเหวงบอกว่าหนูหริ่งคุณเป็นคนดีนะ มองโลกในแง่ดี คือจะด่าเรานั่นแหละ (หัวเราะ) แต่ว่า นึกภาพออกไหม คนที่ใช้ไม่ได้ที่สุดในการนำเสนอยุทธศาสตร์น่ะ (หัวเราะ) เออ รัฐบาลแม่งเอา (หัวเราะ) เล่นเว้ย เป็นเรื่องตลก คือขำด้วย สมเพชตัวเองด้วย แล้วมันก็ปะปนกันไป คือผมพูดไม่ถูกอะ

คือถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวจากภายนอก แล้วพี่โดนเข้าไปแบบนี้ แบบเสียผู้เสียคน มันหมดสภาพเลยนะ มันจะพิสูจน์ได้เลยว่าสิ่งที่เราเชื่ออยู่ วิธีการที่เราทำอยู่ ไม่มีใครเอาเลย มันหน่อมแน้มจริงๆ จนไม่มีใครเอา แต่ว่าเราเชื่อฉิบหายเลยนะ

ประชาไท: คุณเชื่ออะไร
สมบัติ: เราเชื่อวิธีการต่อสู้ทางการเมืองที่หลากหลายและทรงพลังได้โดยมีวิธีการหลายรูปแบบ และเราต้องการนวัตกรรม ที่มูลนิธิกระจกเงา เราก็พูดเรื่องนี้เยอะ ผมเป็นเจ้าสำนัก ที่เวลาจะขึ้นโครงการอะไรมันเรื่องใหญ่มาก ต้องคุยว่างานที่จะทำมีนวัตกรรมอย่างไร และผมเป็นเจ้าสำนักเรื่องนวัตกรรม แต่พอมาทำงานทางการเมือง นวัตกรรมของผมเป็นเรื่องหน่อมแน้ม นี่เป็นเรื่องที่ผมก็สับสน มันไม่มีใครซื้อเลย ก็เดินขายหลายทีแล้วนะ เดินขายไอเดียแกนนำไม่มีใครซื้อ สุดท้ายผมเลยต้องมาทำเอง

ประชาไท: ก็เลยโดนจับ?
สมบัติ: ผมคิดว่าเขาไม่ได้จับผม เพราะเห็นว่าผมมีศักยภาพอะไร

ประชาไท: แล้วเขาจับทำไม
สมบัติ: ใครแหลมก็จับทั้งนั้น ไอ้นี่ดันแหลม มันยังไม่เลิก

ประชาไท: ไม่คิดว่าเขาจับเพราะเขาเพ่งเล็งว่าคุณกำลังรวบรวมมวลชนอยู่ในโลกออนไลน์หรือ
สมบัติ: หลังจากนั้น ผมคิดว่าเขาคิด เขามอนิเตอร์พอสมควร เพราะมันยังเหลืออยู่ไม่กี่คนที่เคลื่อนไหวอยู่ แต่ช่วงที่เขาออกหมายจับ ผมคิดว่าเขายังไม่มีความคิดจะไล่จับอะไรกันชัดเจน จนเราไม่เลิก และผมคิดว่าการติดตามอย่างเข้มข้น เริ่มขึ้นหลังจากที่ผมยังอยู่ในโลกออนไลน์แล้วเริ่มขายวันอาทิตย์สีแดง ผมคิดว่าเขามอนิเตอร์แบบถี่เลย

ประชาไท: แปลว่าเขาเห็นจากผลที่เกิดตามมา
สมบัติ: ผมคิดว่าเขามอนิเตอร์ผมชัดขึ้น หลังจากเห็นว่าการเคลื่อนไหวของผมในโลกออนไลน์มันมีความชัดเจนขึ้น เนื่องจากในภาคสนามมันไม่มีพื้นที่แล้ว มันก็เหลือแต่โลกออนไลน์ แล้วมีสีสันมากเลย แบบมันเอาใหญ่เลย ทวิตเตอร์วันอาทิตย์เปลี่ยนโลโก้กันกระจาย
(สมบัติรณรงค์เปลี่ยนภาพ avatar ในเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์เป็นภาพพระอาทิตย์สีแดงในทุกวันอาทิตย์ - ประชาไท)

ประชาไท: เกิดคำว่า "วันอาทิตย์สีแดง" ขึ้น
สมบัติ: ถูกๆ ผมคิดว่ามันถูกตาม ถูกมอนิเตอร์ แทนที่ผมจะมีสถานะเท่ากับคนที่ถูกหมายจับคนอื่นทั่วๆ ไป เขาก็เริ่มติดตามควานหาและจับให้ได้ เพราะมีหมายแล้ว มีความชอบธรรม โชคร้ายของเขาคือไปจับผมตอนที่ผมไปผูกผ้า

ประชาไท: ก็เลยยิ่งกลายเป็นสัญลักษณ์
สมบัติ: ถูก มันถูกจับในหลายองค์ประกอบนะ ผมคิดว่ากระแสที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เกิดจากว่าผมไปผูกผ้าอย่างเดียว หรือความเป็นตัวผมเพียงลำพัง การไม่มีแกนนำ หรือแม้แต่แนวทางที่ผมดำรงอยู่มาตลอด สิ่งเหล่านี้มันถูกควบรวมกันไว้ หรือถ้าไม่มีเฟซบุ๊ค มันก็อาจจะไม่เกิดสิ่งนี้นะ พอเกิดเครือข่ายทางสังคมปุ๊บ ทันทีที่มันถูกกระทำ เกิดเรื่องปุ๊บ มันยกกำลังได้เร็วมากเลย แล้วมันคากระแสไว้อย่างไม่ยอมหยุด และมันก็เชื่อมโยงไปสู่มิติอื่นๆ คือถ้าผมไม่มีเฟซบุ๊คนี่ยุ่งเลย

ในเฟซบุ๊คมันมีแฟนคลับ มีเพื่อนที่อ่านผมทุกวัน ช่วงที่ยังไม่โดนจับ ผมทำหน้าที่เป็น counseling ทำการบำบัดทางจิต ความเจ็บป่วยของคน หลายคนแนะนำว่า ถ้าทุกข์มาก ลองแอด บ.ก. ดูสิ แล้วเขาจะรู้สึกว่าไอ้มันยังเฟรชได้ ยังรู้สึก ยังกวนประสาทได้ ไม่ต้องใช้ชื่อปลอม ยังเล่นในที่เปิดได้ ไม่อยู่ในภาวะความกลัว ยังคิดอะไรใหม่ๆ บ้าๆ บอๆ ยังตลกได้อยู่ ในเฟซบุ๊ค ผมก็มีสองบุคลิก นิ่งๆ ไปเลยกับแบบตลกเลย คนก็รู้สึกว่าแอดมาแล้ว สุขภาพจิตดี

ประชาไท: ทำไมแม้แต่โดนจับก็ยังสุขภาพจิตดี
สมบัติ: ส่วนหนึ่ง ผมคิดว่าผมเป็นคนบุคลิกแบบนี้อยู่แล้ว ผมไม่รู้จะทำตัวเองให้รันทดไปทำไม ยกเว้นมันรันทดจริงๆ แต่ครั้งนี้ไม่รันทดเท่าไหร่ คือมันเล่นได้มากกว่าหลายครั้ง รู้วิธีการเล่นอาจจะเพราะโดนหลายครั้งก็ได้ นี่ครั้งที่สามแล้ว มีความกังวลน้อยมาก อารมณ์ผม ผมตัวเองว่ามาออกค่าย ไม่มีอะไรเลย ก็ใช้ชีวิต แล้วผมจะไม่ยอมให้อะไรมาคุกคามชีวิต ผมจะไม่ยอมเสียสติ ผมรู้ว่าผมกำลังสู้กับอะไร เขาควบคุมตัวผม เพื่อให้ผมรู้สึกกลัว ด้อยค่า ต้องมาทบทวนตัวเองเพื่อจะถดถอย เรารู้ว่าคำสั่งเหล่านี้หมายความว่าอย่างไร พอเรารู้ความหมายนี้ปุ๊บ เราต้องตอบโต้ด้วยการไม่ถดถอย และยังสวนกลับได้ ยังสามารถขีดเขียน แต่ตอนแรกนึกไม่ออกนะ มันก็ไปของมันเอง ตอนแรกมีเจ้ามาเอากระดาษเอาสมุดโน้ตมา เอาปากกาสีแดงมาเรียบร้อยเลยนะ แล้วก็แนะนำให้ผมเขียน ผมก็เขียนแบบเฟซบุ๊ค ตอนแรกเขียนจดหมายถึงกรรมการสิทธิฯ ก่อน พอจดหมายฉบับนั้นออกมามีคนบอกว่ามัน public นะ น่าจะเขียนต่อ กูจะเขียนจดหมายหาใครวะเนี่ย ไลฟ์สไตล์เราคืออะไร วัฒนธรรมเราคือเขียนความคิดใส่เฟซบุ๊ค แต่เราไม่สามารถเขียนใส่เฟซบุ๊คได้ ผมก็เขียนใส่กระดาษแบบที่เขียนในเฟซบุ๊ค via (หัวเราะ) มันสนุกมากเลย แล้วผมรู้สึกว่ามันได้อารมณ์มากเลยนะ เขียนแล้วมันดี

ประชาไท: ที่ออกมานี่คือการออกมาชั่วคราวนะ อัยการสั่งฟ้องไปแล้ว แล้วระหว่างนี้จะใช้ชีวิตอย่างไร จะรณรงค์ต่อไป?
สมบัติ: ฟังดูเหมือนจะดูบ้าๆ หน่อยนะ คือผมคิดว่า ชีวิตผมจะเหมือนให้เขาจับเราอีกทีหนึ่ง มันต้องเดินอย่างนี้ เดินไปเลย เดินตรงๆ ออกมาก็ทำซ้ำ ไม่ซับซ้อน ไปเรื่อยๆ อาทิตย์นี้ไม่จับ ไม่จับใช่ไหม ทำได้ ทำได้ทำอีก

ประชาไท: จะท้าทายเขาหรือ
สมบัติ: ก็ตีความได้ว่าเป็นการท้าทาย แต่ว่าก็เป็นการใช้ชีวิตน่ะ ชีวิตเราก็เป็นเรื่องการท้าทายอยู่แล้ว แต่ผมไม่มีเจตนาที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายนะ แต่ว่าเราต้องรักษาพื้นที่ทางการเมืองที่เราเชื่อว่ามีความชอบธรรม ไม่อย่างนั้นเขาจะกดจนไม่มีพื้นที่เลย และผมเชื่อว่า การกดโดยไม่มีพื้นที่เลยจะเป็นโทษกับทุกฝ่าย เสื้อแดงก็จะพาตัวเองมุดลงดินและมันก็จะผิดพลาด จะเดินทางผิด ด้วยความรับผิดชอบต่อพี่น้องเสื้อแดงด้วยกัน ผมคิดว่าผมควรจะสร้างทางเลือกให้กับพวกเขา และก็ยังพอเห็นเส้นทางในการต่อสู้ อย่างน้อยก็ใส่เสื้อสีแดงวันอาทิตย์ ซึ่งผมเชื่อสุดใจเลยว่าจะชนะรัฐบาลชุดนี้ด้วยการใส่เสื้อแดงทุกวันอาทิตย์ แค่นั้นเอง เชื่อสุดใจขาดดิ้น ไม่ต้องไปม็อบ ขนกำลังคนมา ไม่จำเป็น

ประชาไท: วันอาทิตย์นี้จะทำอะไร
สมบัติ: วันอาทิตย์นี้ครบรอบ 2 เดือนเหตุการณ์ราชประสงค์ก็จะไปผูกเหมือนเดิม หนึ่งก็ผูกผ้า สองก็ซื้อคอนเซ็ปท์พี่สมยศ (พฤกษาเกษมสุข) จุดเทียนแดง แล้วก็อาจจะมีเพอร์ฟอร์มานซ์ ตรงหน้าเกษรพลาซ่า แต่ไม่ใช่การชุมนุมทางการเมืองนะ เป็นการไว้อาลัยแต่ว่าอาจจะมากันเยอะหน่อย

ประชาไท: มีการประเมินว่า ทำได้อีกไม่กี่ครั้ง เดี๋ยวก็ต้องโดนจับอีก เตรียมตัวอย่างไร
สมบัติ: การจับผมไม่ต้องเตรียม นี่ไม่ใช่ภาระผม การจับตอนนี้คนที่เป็นภาระคือคนจับ นี่เป็นภาระเขาไม่ใช่ภาระผม ผมใช้ชีวิตปกติ คือผมไม่มีปัญหา ผมไม่ต้องหลบแล้ว ผมใช้ชีวิตแบบนี้แหละ เส้นทางตรงๆ แบบนี้ คุณจะเจอผมทุกวันอาทิตย์ ถ้าอยากจะจับผม ถ้าจะกรุณา ก็ควรจะจับผมในวันอาทิตย์ ผมจะดีใจมาก และเมื่อถูกจับแล้วจะทำอะไรต่อก็ไม่ใช่หน้าที่ผมอีก คือผมว่าผมก็ได้ทำหน้าที่แล้ว

ผมก็แค่ วันธรรมดาผมก็ใช้เฟซบุ๊ค เขียนสัก 10 สเตตัส ข้อความสั้นๆ ลงทุนน้อย แล้ววันอาทิตย์ก็ไปผูกผ้า เทียนนี่ผมก็จะไม่ซื้อนะ ผมก็เชื่อว่าจะมีคนซื้อเทียนมาให้ ทำกันเองทุกอย่าง ผมไม่ต้องทำอะไรแล้ว ผมก็คิดว่าผมก็ทำแค่นี้แหละ ไม่เห็นชีวิตจะต้องลำบากอะไรเลย ถูกจับ ที่นั่นก็เคยไปแล้ว เราก็รู้แล้วมันเป็นยังไง เปลี่ยนที่ก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก คุณข่มผม คุณจะข่มผมยังไง คุณจะซ้อมผมเหรอ คุณจะพาผมไปสระบุรี อยู่ค่ายทหาร คุณคิดดีกว่าอยู่ ตชด. ใช่ไหม คิดว่าทำอย่างนั้นแล้วดีกว่าใช่ไหม คิดว่าจะจบใช่ไหม

ประชาไท: ไม่กลัวว่าเขาจะพาไปทำอะไรหรือ
สมบัติ: จะทำอะไรผม ผมทำอะไร ผมไปผูกผ้า (หัวเราะ) ผมไม่ได้ไปซ่องสุมกำลัง ผมแค่ผูกผ้านะ ผมทำอะไร บ้ารึเปล่า ผมไม่เข้าใจ จะทำอะไรผมอะ โทษฐานที่ผมไปผูกผ้า? ก็ผมไปผูกผ้า (พูดกลั้วหัวเราะ) ถ้าผมแบบไปหลบหนี ไปเตรียมถังอ้อแอ้ ประเภทไปซื้อถังแก๊สมาแล้วกำลังดาวน์โหลดสูตรสำเร็จซีโฟร์นี่ไปอย่าง ผมไม่มีเลย ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่ว่าแทนที่จะไปเสี่ยงเซียมซี จุดธูปไหว้พระ ก็แค่นั้นน่ะ ผมว่าถ้ารัฐบาลเต้นกับผมนะ เล่นเกมนี้กับผมนะ ผมสนุกเลย เกมนี้ผมเขียนเอง มันเป็นเกมฝั่งของเรา ผมไม่เดินเข้าเกมเขานะ

ประชาไท: เกมนี้ชัยชนะอยู่ตรงไหน คือทำอย่างนี้รัฐบาลก็คงไม่ยุบสภา?
สมบัติ: เราไม่ต้องการให้เขายุบสภา ก็จนคุณหมดเวลา ไขลานมันต้องหมดใช่ไหม พอหมดเวลาเราก็ไปคูหา เพียงแค่ว่าระหว่างจะหมดเวลาเราก็นวดไปเรื่อยๆ เราก็ใส่เสื้อสีแดงแบบยกกำลังในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งผมว่ามันขยายตัว ผมว่ามันแดงขึ้นทุกสัปดาห์แล้วนะ แต่ไม่ใช่แคมเปญใหญ่ แบบใส่กันทั่วประเทศ ไม่ใช่ แต่เนื่องจากว่าผมไม่เร่งไง คุณอยู่ได้ปีเจ็ดเดือน ผมก็อาทิตย์สีแดงได้ปีเจ็ดเดือน ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งเสร็จผม เพราะผมมีโอกาสขยายความคิดยกกำลัง แล้ววันเลือกตั้งต้องเป็นวันอาทิตย์ใช่ไหม ผมเห็นภาพเลย โอ้โห มันจะแดงงงง (ลากเสียง) ภาพสุดท้ายของวันสิ้นสุดวันอาทิตย์สีแดงก็คือวันที่ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มันก็จะแดงมาก

ระหว่างนี้ก็ใส่เสื้อแดงแก้ขัด คือคนใส่เสื้อแดงวันอาทิตย์ไม่ธรรมดานะ ใส่เสื้อแดงไปเดินห้าง เดินตลาด เดินอย่างกับไปประท้วงกล่าวปราศรัย คือใส่เสื้อแดงในความรู้สึกว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง สำนึกนี้สำคัญมาก แล้วยิ่งประเภทนัดกัน 2-4 คนไปนั่งกินสเวนเซ่น กินก๋วยเตี๋ยว กินกาแฟ มันคูลอะ มันเหมือนเป็นการประท้วง แต่ไม่ได้ทำอะไร แค่ซดกาแฟ กินก๋วยเตี๋ยว หรือกินพิซซ่า แต่ว่ามันเป็นภาพทางการเมืองของคน 3-4 คนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ ผมเคยไปนั่งกิน คนนี่หันขวับ

มันเป็นการใช้ต้นทุนที่ต่ำมาก ใช้คนน้อยๆ แต่มันมีอิทธิพลต่อคนจำนวนมากที่เห็น อาจจะ 1 ต่อ 10 หรือ 20 เท่าตัว เป็นปฎิบัติการที่ต้นทุนต่ำ สอดรับกับวัฒนธรรมวิถีชีวิตของคน คุณไม่ได้แก้ผ้านี่ คุณใส่เสื้อ เพียงแต่ว่าคุณใส่เสื้อสีแดง ถ้าแก้ผ้านี่ขัดวัฒนธรรม แต่การใส่เสื้อเป็นสีต่างๆ ไม่ขัดกับวัฒนธรรม แล้ววันอาทิตย์สีแดงอยู่แล้ว ตามราศี มันไม่ได้ขัดอะไรเลย มันเป็นข้อเสนอที่เป็นไปได้ อย่างเรียบง่าย แล้วเมื่อไหร่ที่คนเข้าใจรหัสนี้เมื่อไหร่ มันมีนัยยะทางการเมืองทันที

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์