ตร.เชียงราย เรียกอีก 2 นศ.รายงานตัวเพิ่ม ชี้ตกเป็นเหยื่อคนเสื้อแดงหลอกใช้

ตำรวจเชียงรายเรียกนักศึกษา ม.แม่ฟ้าหลวงอีก 2 คน รายงานตัวเพิ่ม เหตุชูป้ายค้านประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่ แจงไม่ได้จับกุมหรือกระทำรุนแรง เผย 5 คนถูกแกนนำคนเสื้อแดงหลอกใช้ อ้างหลักฐานมีการสื่อสารกันผ่าน Facebook

วันที่ 21 ก.ค.53 ตำรวจ สภ.เมืองเชียงราย เรียกนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) 2 คน คือ นายเอกพันธ์ ทาบรรหาร และนายสาทิตย์ เสนสกุล อายุ 19 ปีเท่ากัน ไปให้ปากคำในข้อหา ชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปหรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ตามประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ยังบังคับใช้ในพื้นที่ กรณีทำการรณรงค์ โดยถือป้ายแสดงความไม่เห็นด้วยกับการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในเขตเทศบาลนครเชียงราย และหน้าศาลากลางจังหวัด เมื่อ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา นักเรียนและนักศึกษา จำนวน 3 คน ประกอบด้วย นายกิตติพงษ์ นาคเกศ อายุ 24 ปี นายนิติเมธพนฎ์ เมืองมูลกุลดี อายุ 23 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และนายกอ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนแห่งหนึ่งเขตเทศบาลเชียงราย ได้เดินทางเข้าแสดงตนต่อพนักงานสอบสวน ที่ สภ.เมืองเชียงราย ในกรณีเดียวกัน อีกทั้งยังได้ออกหมายเรียก นายธนิต บุญญนสินีเกษม แกนนำกลุ่มพลังมวลชนเชียงราย แกนนำคนเสื้อแดงในพื้นที่เข้าให้ปากคำด้วย เนื่องจากอยู่ร่วมในเหตุการณ์
 
นายนิติเมธพนฎ์ หนึ่งในกลุ่มนักศึกษาที่มารายงานตัวเปิดเผยด้วยว่า หลังถูกออกหมายเรียกทุกคนไม่ได้ถูกข่มขู่คุกคาม ยังคงใช้ชีวิตไปตามปกติ ส่วนการอยู่ในสังคมทั้งการเรียนและทั่วไปไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีแต่คนคอยห่วงใยและไต่ถามด้วยความเป็นห่วง โดยส่วนใหญ่ห่วงในอนาคตหลังการเรียนของพวกตนว่าจะไม่สดใส เพราะเป็นคนต้องคดี ซึ่งตนอธิบายว่าสังคมน่าจะเข้าใจ เพราะเราไม่ได้ถูกดำเนินคดีอาญา แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
“ไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นที่ต้องถูกดำเนินคดี เพราะพวกเราไม่ได้ทำความผิดทางอาญา แต่เกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งเรื่องนี้ต้องดูกันที่เจตนาว่าเราทำไปเพราะหวังจะให้เกิดความหวาดกลัวหรือไม่ เพราะในความเป็นจริงคือไม่ได้หวังเช่นนั้น” นายนิติเมธพนฎ์กล่าว
 
อย่างไรก็ตาม นายนิติเมธพนฎ์ยอมรับว่า ก่อนจะถูกหมายเรียกดำเนินคดี มี 1 ใน 5 คน เคยถูกคนข่มขู่ด่าว่าและถูกตำรวจเข้าไปค้นบ้านรวมทั้งตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่มีหมายค้นใดๆ แต่ไม่กล้าออกมาเปิดเผยตัว เพราะเกรงกลัวกระทั่งถูกดำเนินคดีด้วยกันทั้งหมดดังกล่าว
 
ด้าน พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ ผบก. ภ.เชียงราย กล่าวว่า ตำรวจยืนยันว่าไม่ได้ทำรุนแรงเกินกว่าเหตุในการดำเนินคดีกับเยาวชนทั้ง 5 คน และแกนนำคนเสื้อแดงอีก 1 คน ดังกล่าว เพราะไม่ได้จับกุมหรือกระทำรุนแรงใดๆ แต่เป็นการออกหมายเรียก หลังพบว่าทั้งหมดกระทำความผิดในเขตประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยช่วงเกิดเหตุมีชาวบ้านที่ตื่นกลัวจากการออกมาถือป้ายข้อความต่างๆ แล้วแจ้งกับตำรวจ ขณะนี้ทั้งหมดก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ ตนเห็นว่าเยาวชนทั้ง 5 คน เป็นเหยื่อที่ถูกแกนนำคนเสื้อแดงหลอกใช้ และตำรวจมีหลักฐานเป็นคอมพิวเตอร์ที่ระบุการสื่อสารระหว่างแกนนำคนเสื้อแดงกับกลุ่มเยาวชนดังกล่าวผ่านเว็บ Facebook ด้วย ดังนั้นเรื่องนี้จึงดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่าง
 
ส่วน น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมือง การเมืองและสิทธิชุมชน แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า รัฐบาลคงต้องพิจารณาและไตร่ตรองการบังคับใช้กฎหมายที่ร้ายแรงฉบับนี้ โดยการนำกฎหมายดังกล่าวมาดำเนินการกับนักศึกษาทั้ง 5 คน ถือเป็นการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นใช้ยาแรงเกินไป เพราะนักศึกษาเพียงแสดงความเห็นทางการเมืองที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เท่านั้น ถ้าเห็นว่าผิด ควรเรียกนักศึกษาและผู้ปกครองมาทำความเข้าใจก็พอ 
 
“กรณีนี้ถือเป็นตัวอย่างของปัญหาการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ทำให้รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ และพลาดท่าไปละเมิดสิทธิของเยาวชนที่แสดงความเห็นอย่างบริสุทธิ์ และการที่รัฐบาลใช้ยาแรงอย่างนี้จะมีผลตามมา 2 อย่าง คือ ดื้อยา และเชื้อโรคปรับตัวต่อสู้กับรัฐบาล ซึ่งต้องยอมรับว่ายุทธศาสตร์ของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลขณะนี้ไม่ใช่การใช้ความรุนแรง หรือทำให้เกิดสงคราม กลางเมือง แต่ต้องการดิสเครดิตในเรื่องสิทธิมนุษยชน รัฐบาลจึงควรทบทวนการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่เช่นนั้นรัฐจะสูญเสียความเชื่อมั่นในการรักษาความมั่นคง และมีผลกระทบต่อแผนการปรองดอง เพราะรัฐบาลอาจถูกมองว่ากำลังพยายามขจัดคนที่คิดเห็นตรงข้าม รวมทั้งจะยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมด้วย” น.พ.นิรันดร์ กล่าว 
 
น.พ.นิรันดร์ ระบุว่า ขณะนี้อนุกรรมการกำลังรวบรวมข้อมูลปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยลงพื้นที่ที่มีการควบคุมตัวผู้ที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ไม่ว่าจะเป็นขอนแก่น มหา สารคาม อุบลราชธานี อุดรธานี มุกดาหาร เชียงใหม่ เชียงราย ร้อยเอ็ด และชัยภูมิ เพื่อนำมาประมวลและสรุปเป็นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเพื่อให้พิจารณาต่อไป
 
ที่มา: เรียบเรียงจากข่าวสดออนไลน์

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์