ดีเอสไอส่งสำนวนสั่งฟ้อง 17 แกนนำนปช.'ยุยง-ปลุกปั่น'

อัยการมั่นใจสั่งฟ้อง 25 คนคดีก่อการร้าย ทัน 11 ส.ค. "หมอเหวง" เบิกความยื่นประกันตัวรอศาลอุทธรณ์พิจารณาปล่อยตัว ขณะ 3 แนวร่วม นปช.ปฏิเสธครอบครองอาวุธสงคราม–ระเบิด บ่นน้อยใจ แกนนำ-พท.ไม่คิดช่วยเหลือ ส่วนศาลอาญารับฟ้องคดี "แท็กซี่เสื้อแดง" พกระเบิด 

 
อัยการยันส่งฟัน 25 คนทัน 11 ส.ค.นี้ 
 
มติชนออนไลน์ วานนี้ (9 ส.ค.53) ที่สำนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 10.00 น.นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำสำนวนการสอบสวน พร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายสถาพร มณีรัตน์ นายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายขวัญชัย ไพรพนา สาระคำ นายนิสิต สินธุไพร นายวีระ มุสิกพงศ์ นพ.เหวง โตจิราการ นายสมชาย ไพบูลย์ นางศิริวรรณ นิมิตรศิลป์ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายพายัพ ปั้นเกตุ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ นายวิสา คัญทัพ และนางไพจิตร อักษรณรงค์ ภรรยา เป็นผู้ต้องหาที่ 1-17 ในความผิดฐาน พูดจายุยง ปลุกปั่น ปลุกระดม ชักจูงหรือใช้ผู้ร่วมชุมนุมฝ่าฝืนหรือกระทำผิดกฎหมายจนเกิดความวุ่นวายปั่นป่วน ตามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 มาตรา 215 มาตรา 216 และฝ่าฝืนข้อกำหนดหรือประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำนวน 8 ลัง หรือ 42 แฟ้ม จำนวน 15,8000 หน้า ส่งมอบให้แก่ นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ รับสำนวนไว้พิจารณา โดยมี นายวีระ และนายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย สองผู้ต้องหาเดินทางเข้ารายงานตัวกับอัยการพร้อม นายคารม พลทะกลาง ทนายความ
 
ภายหลัง นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ กล่าวว่า นายธาริต ได้นำสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา และนำตัวนายวีระ และนายสถาพร กับพวกซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดียุยง ปลุกปั่นฯ รวม 3 คนส่งมอบให้กับอัยการ โดยอัยการนัดให้นายวีระ นายจตุพร และนายสถาพร มาฟังการสั่งคดีในวันที่ 29 พ.ย.นี้ เนื่องจาก นายจตุพร และนายสถาพร เป็น ส.ส. อยู่ในระหว่างสมัยประชุมสภาผู้แทนฯ ส่วนผู้ต้องหารายอื่นนัดจะสั่งคดีไปตามระบบของอัยการ โดยอัยการต้องเร่งพิจารณาในส่วนของ นายสมชาย ไพบูลย์ หนึ่งในผู้ต้องหาที่จะครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้ายในวันที่ 11 ส.ค.นี้ อัยการเหลือเวลาพิจารณาสำนวนอีก 3 วันทำงาน ซึ่งจะต้องพิจารณามีคำสั่งให้ทันก่อนครบกำหนดฝากขัง
 
นายธนพิชญ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนคดีก่อการร้ายที่ดีเอสไอมีความเห็นสมควรฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ แกนนำและแนวร่วม นปช. เป็นผู้ต้องหารวม 25 คน ว่า ขณะนี้อัยการสั่งไม่มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาคนหนึ่งคนใดหรือทั้งหมด โดยอัยการกำลังพิจารณาอยู่ยังมีเวลาอีก 3 วัน ก่อนจะครบกำหนดฝากขังนายเสกสรร พลตื้อ หนึ่งในผู้ต้องหา ในวันที่ 11 ส.ค. นี้ โดยอัยการจะพยายามเร่งพิจารณาสั่งคดีให้ทันเวลา ซึ่งจะต้องพิจารณาในภาพรวมการกระทำของผู้ต้องหาทั้ง 25 คน ไม่ใช่พิจารณาสั่งคดีเฉพาะผู้ต้องหาที่จะครบกำหนดฝากขัง โดยขณะนี้คณะทำงานอัยการกำลังพิจารณาสำนวนหากเสร็จสิ้นแล้วต้องส่งมอบให้ตนพิจารณา ก่อนส่งไปยังนายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด กลั่นกรองก่อนส่งให้นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดพิจารณาครั้งสุดท้าย โดยยังไม่ทราบว่าคณะทำงานมีความเห็นอย่างไร ส่วนที่ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอความเป็นธรรมให้สอบพยานเพิ่มอีก 200 กว่าปากนั้น อยู่ระหว่างอัยการสูงสุดพิจารณาว่าจะมีคำสั่งให้คณะทำงานอัยการสอบเพิ่มเติมหรือไม่
 
“วันนี้คณะทำงานซึ่งมีนายรุจ เขื่อนสุวรรณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 กำลังพิจารณาอยู่ ยังไม่มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาคนใด และยังไม่ได้รายงานความเห็นในคดีให้อัยการสูงสุดทราบ ยังมีเวลา จะพยายามพิจารณาสั่งคดีให้ทัน ที่ต้องทำให้ทันไม่ใช่เพราะว่ากดดัน แต่เป็นไปตามระบบกฎหมาย เมื่อครบฝากขังก็ต้องสั่งคดีให้ทันภายในกำหนดเวลา” อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ กล่าว
 
นายธนพิชญ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทำหนังสือถึงอัยการสูงสุดให้เร่งพิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายให้ทันก่อนครบกำหนดฝากขังว่า ท่านรัฐมนตรีส่งได้ เป็นเรื่องของความร่วมมือที่อยากจะชี้แจงให้อัยการทราบว่าคดีมีพยานหลักฐานอย่างไรบ้าง เป็นความประสงค์ที่อยากจะให้ความร่วมมือกับอัยการ แต่ในมุมมองของอัยการนั้นจะต้องพิจารณาสั่งคดีไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนเป็นหลัก ถ้าจะมีคำสั่งก็ต้องสั่ง สิ่งที่ปรากฏในสำนวนเป็นพยานหลักฐานถ้าฟังว่าฟ้องได้ อัยการก็ต้องฟ้อง ต้องยึดถือพยานหลักฐานเป็นหลัก
 
ด้านนายคารม กล่าวว่า ทั้งนายวีระ และนายสถาพร ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พร้อมยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมให้อัยการสอบสวนพยานเพิ่มเติมจำนวน 124 ปาก ในสองประเด็น คือ 1.ผู้ต้องหาทั้งสองเห็นว่า การชุนนุมกระทำไปด้วยความสงบ และ 2.ในส่วนของ นายสถาพร นั้นพฤติการณ์เป็นการพยายามประสานให้ประชาชนที่มาจากจังหวัดลำพูน เดินทางกลับภูมิลำเนา ไม่ได้มีส่วนกับการยุยง ปลุกปั่นฯประชาชน
 
นายคารม กล่าวถึงคดีก่อการร้ายว่า ได้รับการประสานจาก นายรุจ เขื่อนสุวรรณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ ว่า อัยการสูงสุดได้มีความเห็นให้สอบสวนพยานเพิ่มเติม ในคดีก่อการร้ายแล้ว ทำให้รู้สึกว่าข่าวที่ออกมาว่าอัยการมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาแล้ว เป็นการกดดันอัยการให้เร่งฟ้องก่อนครบกำหนดฝากขังผู้ต้อง ซึ่งหากอัยการต้องเร่งฟ้องผู้ต้องหาตามนั้นจริง ตนจะยื่นต่อศาลขอให้มีการไต่สวนมูลฟ้อง แม้ว่าอัยการจะเป็นโจทก์ก็ตาม เพราะเห็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดงควรต้องได้รับความเป็นธรรมบ้าง โดยมองว่าการที่กลุ่มพันธมิตรฯไปชุมนุมเกินกว่า 5 คน ที่สนามกีฬาไทยญี่ปุ่น-ดินแดง นั้น เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่กลับไม่มีการดำเนินคดีแต่อย่างใด โดยพล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.บอกว่าไม่เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.นั้น ถือเป็นเรื่องสองมาตรฐานที่ประเจิดประเจ่อเกินไป 
 
ขณะเดียวกัน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายการุณ โหสกุล แกนนำ นปช. และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินทางเข้ารายงานตัวต่อศาลอาญา ภายหลังครบกำหนดฝากขัง ในคดีที่ตกเป็นผู้ต้องหาก่อการร้าย
 
ภายหลัง นายจตุพร กล่าวว่า เข้ารายงานตัวต่อศาลอาญาตามข้อกำหนดของศาล คดีนี้มีประเด็นที่ต้องพูดถึงคือการที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ทำหนังสือเร่งรัดให้อัยการพิจารณาสั่งคดีก่อนครบกำหนดฝากขัง ทั้งที่ในอดีตไม่เคยมีการปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน ถือเป็นเรื่องที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การกระทำดังกล่าวมีเป้าประสงค์ชัดเจนว่า ต้องการให้ขัง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กับพวกในเรือนจำต่อไปอีก อาจจะยาวนาน 1- 10 ปี โดยเตรียมยื่นกระทู้ถามนายพีระพันธุ์ ในการประชุมสภาว่าการกระทำดังกล่าวมีเป้าประสงค์อย่างไร และเป็นอำนาจหน้าที่ของ รมว.ยุติธรรมหรือไม่ ที่ผ่านมานายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เคยมี รมว.ยุติธรรม รายใดกระทำเช่นนี้มาก่อน นอกจากนี้ตนยังได้รับข้อมูลมาว่า หนึ่งในคณะทำงานอัยการพิจารณาคดีก่อการร้าย ในอดีตเป็นหน้าห้องให้แก่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี มาก่อน จึงรู้สึกเป็นห่วงต่อชะตากรรมของนายณัฐวุฒิ และแนวร่วมคนอื่นที่อยู่ในเรือนจำ ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมชุนุนมกับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น ถือเป็นการทำลาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ประกาศออกมาใช้เองไปแล้ว 
 
 
"หมอเหวง" เบิกความยื่นประกันตัวรอศาลอุทธรณ์พิจารณา 
 
ส่วนที่ห้องพิจารณาคดี 614 ศาลอาญา ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว น.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย ยื่นคำร้องอุทธรณ์ขอปล่อยชั่วคราว หลังศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ไต่สวน ซึ่งทนายความผู้ร้องนำพยานเข้าสืบจำนวน 3 ปาก ประกอบด้วย นพ.เหวง พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา และนายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ พนักงานสอบสวนพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ
 
นพ.เหวง เดินทางจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มาเบิกความสรุปว่า การชุมนุมของกลุ่ม นปช.ต้องการเรียกร้องระบอบประชาธิปไตย เป็นการชุมนุมอย่างสันติ ไม่ได้ใช้ความรุนแรง หลังถูกสลายการชุมนุมได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยตนเอง ทั้งที่ทราบดีว่าคดีมีอัตราโทษสูง แต่ไม่คิดหลบหนี แต่หากยังถูกควบคุมตัวในเรือนจำ จะทำให้การรวบรวมพยานหลักฐานการต่อสู้คดีเป็นไปได้ยาก อีกทั้งป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ด้วย
 
ด้าน พล.อ. เลิศรัตน์ เบิกความสรุปว่า ตลอดการชุมนุมได้ติดต่อกับผู้ต้องหาเพื่อเจรจาให้ทั้งสองฝ่ายได้เจรจากันที่บ้านพักของตน แต่ไม่ได้ข้อสรุปในการเจรจาครั้งนั้น
 
ขณะที่นายธานินทร์ เบิกความสรุปว่า ไม่ได้คัดค้านการประกันตัวของ นพ.เหวง ตั้งแต่การฝากขังครั้งแรก เชื่อว่าหากปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับรูปคดีและพยานหลักฐานได้
 
ภายหลังไต่สวนเสร็จสิ้น ศาลอาญามีคำสั่งรวบรวมการไต่สวนส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป
 
 
3 แนวร่วม นปช.ปฏิเสธครอบครองอาวุธสงคราม-ระเบิด บ่นน้อยใจ "แกนนำ" ไม่เหลียวแล
 
มติชนออนไลน์ เมื่อเวลา 09.30 น. วันเดียวกันนี้ ที่ศาลจังหวัดพระโขนง ถ.สรรพาวุธ ศาลนัดสอบคำให้การคดีที่อัยการเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นางนฤมล วรุณรุ่งโรจน์ อายุ 50 ปี , นายชาตรี ศรีจินดา อายุ 33 ปี และนายสุรชัย นิลโสภา อายุ 28 ปี ซึ่งเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในความผิดฐานร่วมกันครอบครองอาวุธปืนสงคราม เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต และปลอมเอกสาราชการและใช้เอกสารปลอม
 
โดยศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้งสามฟังแล้วสอบคำให้การ จำเลยให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ศาลจึงกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก ในวันที่ 10 มิ.ย.2554
 
ต่อมาญาติของจำเลย ยื่นคำร้องและหลักทรัพย์ขอประกันตัว ทั้งนี้ศาลพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากเห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูง และพฤติการณ์เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
 
นางนฤมล วรุณรุ่งโรจน์ หนึ่งในจำเลยคดีนี้ กล่าวว่า พวกตนทั้งสามรู้สึกน้อยใจที่ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจาก นปช.และพรรคเพื่อไทย ทั้งที่พวกตนมาร่วมสู้เรียกร้องประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ อยู่แนวหน้าให้กับ นปช.และคนเสื้อแดงมาตลอด ตั้งแต่ปี 2549 ขณะที่แนวร่วมคนอื่นที่ถูกจับในข้อหาแบบเดียวกัน ต่างได้รับการประกันตัวปล่อยตัวชั่วคราวหมดแล้ว ทุกวันนี้บ้านตนก็กำลังจะถูกยึด แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะยังติดอยู่ในเรือนจำ ชีวิตแทบไม่เหลืออะไรแล้วตั้งแต่เข้าร่วมต่อสู้กับ นปช. 
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำเลยดังกล่าว ถูกตำรวจชุดปฏิบัติการ กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (191) ตำรวจ สน.คลองตัน และกองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 เข้าทำการจับกุมเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่ทาวน์เฮ้าส์ เลขที่ 231 หมู่บ้านฮอลริวู๊ด ซอยอ่อนนุช 17 แยก 9 แขวงและเขตสวนหลวง กทม. พร้อมของกลาง ระเบิดเพลิงบรรจุขวดน้ำมัน จำนวน 107 ขวด อาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนอาร์ก้า จำนวน 5 กระบอก อาวุธปืนคาร์บิน จำนวน 1 กระบอก เครื่องกระสุนใช้กับอาวุธปืนชนิดต่างๆจำนวนมาก แม็กกาซีน พร้อมซองใส่ ระเบิดลูกเกลี้ยง จำนวน 10 ลูก ระเบิดควัน และระเบิดแก๊สน้ำตา โดยการเข้าตรวจค้นจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มบุคคลลักลอบนำอาวุธปืนสงคราม และระเบิดเพลิงจำนวนมากมาเก็บซุกซ่อนไว้เพื่อก่อเหตุ และสร้างสถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 
 
 
ศาลรับฟ้องคดีดำ "แท็กซี่เสื้อแดง" พกระเบิดโดนจับหลังม็อบสลายกลาง พ.ค.
 
มติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายรุจ เขื่อนสุวรรณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอำนวย ชำนาญแก้ว อายุ 35 ปี ชาว กทม.อาชีพขับรถแท็กซี่ เป็นจำเลยในความผิดฐานมีเครื่องกระสุน (ลูกระเบิดมือ เอ็ม 26) ที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพกพาอาวุธไปในเมืองที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร
 
ตามคำฟ้องระบุพฤติการณ์จำเลยสรุปว่า เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2553 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ซึ่งอยู่ในระหว่างประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตท้องที่ กทม.จำเลยได้พกพาวัตถุระเบิดเอ็ม 26 หรือ ระเบิดมือขว้างสังหารแบบ 88 บ.26 จำนวน 1 ลูก ไปยังแยกพญาไท แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม.ซึ่งเป็นในเมือง หมู่บ้าน และสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ต่อมาจำเลยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมหลังจากตรวจค้นพาหนะรถแท็กซี่ของจำเลย พบระเบิดดังกล่าว พร้อมของกลางหลายรายการอธิเช่น บัตรสมาชิก นปช.1 ใบ, หมวกไหมพรมคลุมศีรษะสีดำ 1 ใบ, กางเกงยาวลายพรางทหาร 2 ตัว ฯลฯ ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ
 
โดยศาลประทับรับฟ้องคดีไว้เป็นคดีดำที่ อ.2490/2553 และจะเบิกตัวจำเลยซึ่งถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ มาสอบคำให้การในวันที่ 10 ส.ค.นี้
 
 
ที่มา: มติชนออนไลน์
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์