ใจ อึ๊งภากรณ์: การปฏิรูปของอภิสิทธิ์คือ การเกี่ยวข้าวในทะเลทราย

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

สิ่งหนึ่งที่ขบวนการเสื้อแดงยืนยันและพิสูจน์ตลอดคือ พลเมืองธรรมดาไม่เคยโง่และไม่เคยที่จะไม่เข้าใจประชาธิปไตย ดังนั้นเวลาพิจารณาคำว่า ปฏิรูปเราควรนิยามตามความเข้าใจของคนทั่วไป ซึ่งย่อมจะมีความหมายในเชิงบวก คือเป็นกระบวนการที่จะ ทำให้สังคมดีขึ้นแต่บ่อยครั้งชนชั้นปกครองพยายามปล้นขโมยคำว่า ปฏิรูปนี้ไปใช้ในทางตรงข้าม เพื่อปกปิดวัตถุประสงค์แท้ของเขา

ตอนนี้ในอังกฤษ รัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยม ประกาศว่าจะ ปฏิรูประบบรัฐสวัสดิการ เวลาผมและประชาชนจำนวนมากฟังคำพูดแบบนี้ เราจะหนาว เพราะในความเป็นจริงข้อเสนอของเขาคือการทำลายมาตรฐานและการบริการประชาชนที่มาจากรัฐสวัสดิการ มาตรการต่างๆ ของรัฐบาลอังกฤษในการตัดงบประมาณรัฐ กระทำไปเพื่อที่จะให้พลเมืองจ่ายหนี้ที่รัฐก่อขึ้นจากการพยุงธนาคารในวิกฤตเศรษฐกิจ มันเป็นการหลีกเลี่ยงการทวงเงินคืนจากธนาคารที่ปั่นหุ้นและเล่นการพนันจนเศรษฐกิจโลกพัง มันเป็นการหมุนนาฬิกากลับ มันควรจะเรียกว่าเป็นมาตรการถอยหลังที่ทำให้สังคมยาลง มากกว่าที่จะเรียกว่าเป็น การปฏิรูป

ในสังคมไทยปัจจุบันภายใต้ความมืดและการข่มเหงของอำมาตย์เผด็จการ มีการใช้คำว่า ปฏิรูปอีกครั้ง โดยนายกมือเปื้อนเลือดอภิสิทธิ์ ซึ่งต้องถือว่าเป็นการเปลี่ยนความหมายของคำว่า ปฏิรูปไป 180 องศาจากความหมายที่สังคมไทยยอมรับในยุคที่มีการร่างรัฐธรรมนูญปี 40 ในยุคนั้นแน่นอน มีการถกเถียงกันว่าจะปฏิรูปอะไรอย่างไร แต่สังคมโดยรวมมีการยอมรับว่าต้องเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้นสำหรับคนธรรมดาหลังจากที่อยู่ภายใต้อำนาจทหารและอำนาจคนใหญ่คนโตมานานเกินไป นอกจากนี้เนื่องจากมันเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ หลายคนมองด้วยว่าโครงสร้างเก่าๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่กีดกันคนธรรมดา กลายเป็นอุปสรรค์ในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยรวมแล้วการร่างรัฐธรรมนูญปี 40 ถือว่าเป็นความก้าวหน้าของสังคมไทย ทั้งในวิธีการร่าง และผลที่ได้มา อย่างไรก็ตามอิทธิพลของนักวิชาการที่สนับสนุนกลุ่มทุนใหญ่ (พวก เสรีนิยม”) มีมากกว่าอิทธิพลของประชาชนธรรมดา มีการให้ความสำคัญกับนักวิชาการ ผู้รู้มากเกินไป และรัฐธรรมนูญปี 40 ก็สะท้อนผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่และกลุ่มชนชั้นนำมากเกินไปด้วย เช่นในเรื่องการสนับสนุนกลไกตลาดแทนการบริการประชาชนโดยรัฐ หรือการเสนอให้ ส.ว. และองค์กรอิสระ ปลอดการเมืองซึ่งเป็นไปไม่ได้และเป็นเพียงหน้ากากปิดบังอิทธิพลของกลุ่มทุนและชนชั้นนำพวกที่ไม่เคยมาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้การเพิ่มอำนาจของนายกรัฐมนตรีและการเพิ่มอิทธิพลของพรรคเสียงส่วนใหญ่ในสภาที่มากับรัฐธรรมนูญปี 40 เป็นสิ่งที่อาจไม่เป็นประโยชน์กับคนจน โดยเฉพาะในกรณีที่รัฐบาลใช้นโยบายที่ไม่เป็นประโยชน์กับเขา เนื่องจากการมีรัฐบาลที่เข้มแข็งมากขึ้นอาจทำให้รัฐบาลไม่ฟังประชาชนก็ได้ และโอกาสของพรรคการเมืองใหม่ๆ ของคนจน (ถ้ามี) ก็จะน้อยลง แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องสนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยาแต่อย่างใด

ใครที่ยังไม่ชัดเจนว่าแนว เสรีนิยมขัดขวางเสรีภาพของประชาชนคนธรรมดาแค่ไหน ควรตรวจดูว่าพวกนักวิชาการเสรีนิยมในไทยส่วนใหญ่ไปมีจุดยืนอะไรในปัจจุบัน คำตอบคือเกือบ 100% ต้อนรับรัฐประหาร 19 กันยา และเป็นเสื้อเหลืองที่ดูถูกและเกลียดชังคนจน ก่อนหน้านั้นพวกนี้ก็ได้แต่โจมตีโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค และการบริการคนจน ว่าเป็นการ ขาดวินัยทางการคลังทั้งๆ ที่เขาไม่เคยพูดแบบนี้กับเรื่องการขึ้นงบประมาณทหาร ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนหลังรัฐประหารและภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์

เราไม่จำเป็นต้องเรียนสูงจบปริญญาอะไรเพื่อเข้าใจว่า การปฏิรูปที่มาจากรัฐบาลอภิสิทธิ์จะไม่มีเป้าหมายเพื่อทำให้สังคมดีขึ้นหรือเพื่อขยายสิทธิเสรีภาพ แค่ดูผลงานและที่มาในโลกจริงของรัฐบาลนี้ก็จะเข้าใจ เช่น เราทราบว่ารัฐบาลนี้มาจากการทำรัฐประหารโดยทหาร มาจากการบงการโดยทหาร ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเพราะไม่เคยครองใจประชาชนส่วนใหญ่ เป็นรัฐบาลที่สั่งทหารฆ่าประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยไปเกือบ 90 ศพ ทั้งๆ ที่ประชาชนเหล่านั้นไม่มีอาวุธ เป็นรัฐบาลที่ปกปิดเซ็นเซอร์สื่อทุกชนิดอย่างที่ไม่เคยเซ็นเซอร์มากก่อน เป็นรัฐบาลที่จำคุกคนที่มีความเห็นต่างภายใต้กฎหมายคอมพิวเตอร์ กฎหมายหมิ่นฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเป็นรัฐบาลที่ใช้สองมาตรฐานทางกฎหมายอย่างหน้าตาเฉย ใช้ระบบศาลอย่างลำเอียง ไม่คิดว่าตนต้องอธิบายอะไร โกหกไปเรื่อยๆ สร้างซีดี ออกรายการโทรทัศน์ ทำอย่างหน้าด้านๆ เพราะรู้ว่าไม่ต้องปรึกษาประชาชน ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง และเพราะมีกระบอกปืนและรถถังหนุนหลัง

ทุกอย่างที่รัฐบาลนี้และทหารที่หนุนหลังรัฐบาลทำไป ไม่ใช่ อุบัติเหตุไม่ใช่การ รู้ไม่ถึงแต่เป็นการจงใจทำ แถมผู้ที่อภิสิทธิ์แต่งตั้งมาเพื่อควบคุมดูแล การปฏิรูป” (นายอานันท์ ปันยารชุน) เป็นคนที่รับใช้เผด็จการทหาร ร.ส.ช. หลังการทำรัฐประหารปี 34 เขาเป็นคนที่มองว่าชนชั้นปกครองมือเปื้อนเลือดไม่ควรถูกจับมาลงโทษ (เพราะอภัยโทษให้สุจินดาที่ทำรัฐประหารและสั่งฆ่าคนในเหตุการณ์พฤษภา 35) เขาเป็นคนที่เคยแสดงความเห็นว่า ประชาธิปไตยไทยๆไม่ต้องเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ เป็นคนที่คัดค้านสหภาพแรงงาน (ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง) เป็นคนที่เคยพูดว่าพี่น้องมุสลิมมาเลย์ในภาคใต้ควร ลืมเหตุการณ์นองเลือดตากใบ และเป็นคนที่มองว่าไม่ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ

ดังนั้นใครที่คิดว่ารัฐบาลนี้จะผลักดัน การปฏิรูป” (ในความหมายที่คนธรรมดาเข้าใจ) มีแค่สองประเภทคือ คนโกหก กับคนปัญญาอ่อน .... แล้วทำไมนักวิชาการจำนวนมากจึงเข้าไปร่วมกับ กระบวนการปฏิรูปของอำมาตย์?? ส่วนใหญ่เป็นคนที่หวังได้ชื่อเสียง หวังได้หน้า หวังได้ผลประโยชน์ หรือเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับตัวเองเกินเหตุ พวกนี้เป็นคนโกหกชัดๆ เป็นคนที่รับใช้ผู้เป็นใหญ่ไม่ว่าจะเป็นใคร และพร้อมจะเปลี่ยนจุดยืน แล้วแต่ว่าใครมีอำนาจ เขาเป็นคนที่จงใจปิดหูปิดตา และทำเป็นมองไม่เห็นสภาพสังคมไทยตอนนี้ และประกาศว่า ความเลวทรามทั้งหมดเป็นการกระทำของรัฐบาลทักษิณและคนเสื้อแดงเป็นคนจนโง่ๆ ที่ถูกหลอกถูกซื้อ

อีกส่วนหนึ่งของนักวิชาการที่เข้าร่วม อาจส่วนน้อย คือคนปัญญาอ่อนทางการเมือง ทำไมคนที่ไม่ได้สนับสนุนรัฐประหารหรือสนับสนุนพวกเสื้อเหลือง และมีประวัติของการยืนเคียงข้างคนจน จึงปัญญาเสื่อมจนเลือกไปร่วมกับอภิสิทธิ์? ไม่ใช่เพราะถูกซื้อ ผมรับรองว่าเขาบริสุทธิ์ใจ แต่ถ้าเราจะเข้าใจพฤติกรรมของเขา ต้องเข้าใจว่าเขาคิดว่าการล้มอำมาตย์และการสร้างรัฐไทยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย หรือการลดบทบาททหารโดยสิ้นเชิง ทำไม่ได้แต่ถ้าจะมีละครการปฏิรูปอย่างที่กำลังเกิด เขามองว่าถ้าเขาเข้าไปร่วมด้วย มันอาจมีประโยชน์บ้าง ดีกว่าไม่ร่วม แต่เขาเข้าใจผิดมหาศาล เพราะแทนที่จะเกิดประโยชน์ จะไม่มีอะไรเลยที่มีความหมายจริงๆ เกิดขึ้น และเขาจะถูกใช้เป็นไม้ประดับเพื่อให้ความชอบธรรมกับการโฆษณาชวนเชื่อของอำมาตย์ต่างหาก

บางคนอาจมองว่าเวลาผมใช้คำว่า ปัญญาอ่อนทางการเมืองมันแรงไปหน่อย ผมว่าไม่แรงไป เพราะใครที่ยอมคิดอะไรด้วยเหตุผลหรือด้วยวิธีการคิดแบบวิทยาศาสตร์อย่างง่ายๆ ย่อมเข้าใจว่าหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างในโลกมีเงื่อนไขจำเป็นก่อนที่มันจะเกิดขึ้นได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Necessary Conditions ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะปลูกพืชผล ต้องมีน้ำมีแร่ธาตุมีแสงแดด หรือถ้าสัตว์กับมนุษย์จะมีชีวิตต้องมีออกซิเจนคือต้องสามารถหายใจได้ ในเรื่องสังคมศาสตร์ก็เหมือนกัน เราไม่สามารถปฏิรูปสังคมถ้าไม่มีประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพได้ การปฏิรูปจอมปลอมของอภิสิทธิ์ จึงเป็น การเกี่ยวข้าวในทะเลทรายเพราะในทะเลทรายปลูกข้าวไม่ได้แต่แรก มันเป็นภาพลวงตาประเภทที่เกิดขึ้นกลางทะเลทรายร้อนๆ

ถ้าเราจะปฏิรูปสังคมไทยให้ดีขึ้น เราจะต้องกำจัดลบทิ้งอิทธิพลของทหารในการเมืองและสังคมโดยสิ้นเชิง เหมือนที่เป็นอยู่ในประเทศประชาธิปไตยทั่วไป เราต้องสร้างเงื่อนไขไม่ให้ทหารทำรัฐประหาร ทหารต้องไม่คุมสื่อ ทหารต้องไม่มีส่วนในการควบคุมสังคม และทหารจะต้องไม่มีสิทธิ์อ้างสถาบันใดก็ตามเพื่อการทำลายประชาธิปไตย ทหารต้องรับใช้ประชาชนอย่างเดียว ไม่มีเจ้านายอื่น ดังนั้นการปฏิรูปบทบาททหารเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งในกระบวนการปฏิรูป โดยเฉพาะในบริบทที่ทหารแทรกแซงการเมืองและสังคมไทยมาตลอด การปฏิรูปทหารหมายถึงการลดงบประมาณทหารอย่างถอนรากถอนโคนด้วย แต่แน่นอนรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่บงการโดยทหาร และกรรมการปฏิรูปของอภิสิทธิ์ไม่มีวันพูดถึงเรื่องเหล่านี้เลย

ขณะนี้เราเห็นความเสื่อมเสียของระบบ ยุติธรรมและกฎหมายในไทย ในระยะสั้นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบต่อความเสื่อมเสียนี้คือทหารและรัฐบาลปัจจุบัน แต่ผู้พิพากษาและศาลก็มีส่วนสำคัญในการทำลายระบบยุติธรรม ดังนั้นถ้าจะปฏิรูปให้ไทยเป็นนิติรัฐ ต้องปลดผู้พิพากษาและศาลจำนวนมาก และเลือกตั้งคนที่มีอุดมการณ์ในความเป็นธรรมทางกฎหมายเข้ามาแทนที่ พร้อมกันนั้นต้องลดอำนาจเผด็จการของศาล โดยนำระบบลูกขุนมาใช้ตัดสินคดีต่างๆ และต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาลที่ทุกวันนี้ใช้ป้องกันความไม่เที่ยงธรรมของศาล อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือต้องยกเลิกความป่าเถื่อนของโทษประหาร และลดเวลาในการพิจารณาคดีต่างๆ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมที่แท้จริง ไม่ใช่ว่าคดีต่างๆ จะลากไปเรื่อยๆ เป็นปีๆ เพื่อให้โจรหากินกับกฎหมายและเพื่อข่มขู่คนที่ถูกกล่าวหา โดยที่เขามีเมฆดำลอยอยู่เหนือชีวิตเป็นปีๆ และเราต้องย้ำว่าผู้ถูกกล่าวหาย่อมบริสุทธิ์เสมอก่อนที่จะจบการพิจารณาคดี ยิ่งกว่านั้นนักโทษทุกคน ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการพิจารณาคดี จะต้องได้รับการปฏิบัติในลักษณะที่รักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต้องไม่ถูกล่ามโซ่ และต้องไม่ถูกบังคับให้แต่งชุดนักโทษที่ทำลายความเป็นมนุษย์ เวลาขึ้นศาลไม่ควรแต่งชุดนักโทษ เพราะจะสร้างภาพล่วงหน้าว่าเป็นคนที่กระทำความ ผิด

 ถ้าจะปฏิรูปสังคม เราควรจะมาคุยกันว่าจะใช้กฎหมายและเรือนจำเพื่อปกป้องประชาชนและสังคม หรือเพื่อลงโทษแก้แค้น เพราะสังคมอารยะจะเน้นอันแรกเป็นหลัก การแก้แค้น โดยเฉพาะด้วยความรุนแรง ไม่ใช่พฤติกรรมของสังคมอารยะ อย่างที่มีคนอื่นพูดไปแล้ว การแลกตาต่อตา เพียงแต่ทำให้สังคมตาบอดสังคมอารยะต้องเข้าใจว่าทำไมคนบางคนกระทำความผิด และต้องพยายามแก้ที่ต้นเหตุในสังคม ดังนั้นสภาพของเรือนจำไม่ควรจะแย่อย่างในปัจจุบัน และไม่ควรจำคุกคนที่ไม่เป็นอันตรายจริงๆ กับเพื่อนมนุษย์คนอื่น การปฏิรูปการเมือง จะต้องรวมไปถึงการลดจำนวนคนที่ถูกคุมขัง โดยเฉพาะคดีขโมยทรัพย์หรือยาเสพติด

ก่อนที่จะปฏิรูประบบยุติธรรมได้ สังคมเราจะต้องไม่มีนักโทษการเมือง เพราะนักโทษการเมืองเป็นคนที่ถูกคุมขังด้วยสาเหตุที่มีมุมมองทางการเมืองต่างจากชนชั้นปกครอง การมีนักโทษการเมืองพิสูจน์ว่าไม่มีประชาธิปไตย ดังนั้นใครที่อยากปฏิรูปสังคมไทย จะต้องมีส่วนในการรณรงค์ให้ปล่อยนักโทษเสื้อแดงทั้งหมด และจะต้องรณรงค์ให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ และกฎหมายคอมพิวเตอร์ และปล่อยคนอย่าง ดา ตอร์บิโด คุณจะปฏิรูปอะไรได้ ถ้าไม่มีสิทธิ์คิดต่างจากอำมาตย์?

ถ้าจะปฏิรูปสังคม เราต้องกล้าทบทวนความคิดหลายอย่างที่เคยถือว่า จารึกบนแท่นหินเช่นเรื่องรัฐชาติ ภาษา และพรมแดน หรือระบบการปกครอง ตอนนี้เรามีวิกฤตในภาคใต้ วิกฤตนี้มาจากท่าทีของรัฐรวมศูนย์ไทยที่มีต่อคนที่มีเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม และศาสนาที่ไม่เข้ากรอบ ความเป็นไทยการทหารแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้ เหมือนกับที่การทหารสร้างประชาธิปไตยไม่ได้ และการคลั่ง ชาติไทยเป็นสิ่งที่จะนำไปสู่ความรุนแรง และการกดขี่คนอื่น เราน่าจะเรียนรู้ได้แล้วจากประสบการณ์ในภาคใต้ และจากประสบการณ์ความเลวทรามของพวกพันธมิตรฯ ที่พยายามก่อสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชาเรื่องเขาพระวิหาร จริงๆ แล้วเขาพระวิหารใช้เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ในเรื่องการท่องเที่ยว ใช้มาอย่างนั้นในอดีตหลายปีแล้วด้วย เพียงแต่เกิดปัญหาจอมปลอมเมื่อพวกหัวเพี้ยนคลั่งชาติ ต้องการสร้างเรื่องเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นโจมตีรัฐบาลไทยรักไทยเท่านั้น

ประเด็นสำคัญๆ ที่ต้องพิจารณาในการปฏิรูปสังคมไทยมีอีกมากมาย และไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของบุคคลคนเดียวที่จะเสนอประเด็น เรื่องอื่นที่สำคัญเช่นเรื่องสื่อ โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพของวิทยุชุมชน สื่ออินเตอร์เน็ท และบทบาทอันสมควรของโทรทัศน์สาธารณะ เพราะปัจจุบันนี้โทรทัศน์ ไทย PBS นับว่าเป็นช่องที่น่าอับอายขายหน้าสากล เนื่องจากเข้าข้างอำมาตย์และรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้เราต้องกล้าตั้งคำถามว่า ทำไมทหารต้องมีสื่อของตนเองด้วย?

ถ้าจะปฏิรูปสังคม ต้องพิจารณาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา และการเพิ่มสิทธิต่างๆ ของลูกจ้างในสหภาพแรงงาน... รวมถึงสิทธิในความหลากหลายทางเพศของพลเมืองอีกด้วย แต่นอกจากนี้เราต้องพูดกันถึงการกระจายรายได้และการสร้างความมั่นคงในชีวิตผ่านระบบรัฐสวัสดิการและการเก็บภาษีก้าวหน้า เพราะถ้าพลเมืองเราจะมีส่วนร่วมเต็มที่ในสังคม เราต้องลดความเหลื่อมล้ำและกำจัดความยากจน นี่คือแนวทางที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยแท้ ดังนั้นการปฏิรูปจะขาดการพูดถึงรัฐสวัสดิการไม่ได้ แต่อย่าไปหวังว่ากระบวนการของอภิสิทธิ์จะลดความเหลื่อมล้ำเลย เพราะอำมาตย์ทำลายประชาธิปไตยตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยา เพื่อปกป้องอภิสิทธิ์ของเขาจากการเปลี่ยนแปลงใดๆ

ในโลกแห่งความเป็นจริงของสังคมไทย ผู้ที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะมีส่วนสำคัญในกระบวนการปฏิรูป คือผู้ที่ใฝ่ฝันถึง รัฐไทยใหม่ที่ไม่มีอำมาตย์ในรูปแบบต่างๆ ไม่มีการแทรกแซงการเมืองโดยทหาร มีประชาธิปไตยและเสรีภาพ และไม่มี ความเป็นเจ้าเป็นนายเหนือไพร่คือมีความเท่าเทียมระหว่างพลเมืองทุกคนนั้นเอง ความก้าวหน้าของสังคม ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากผู้นำไม่กี่คน ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากนักวิชาการหรือนักกฎหมาย และเราหวังอะไรไม่ได้จากพรรคเพื่อไทยในแง่ของการปฏิรูปสังคมอย่างจริงจัง เพราะพรรคนี้เป็นเพียงแค่เงาจางๆ ของพรรคไทยรักไทย

การปฏิรูปเป็นสิ่งที่มาจากการเคลื่อนไหวของคนจำนวนมากในสิ่งที่เรียกว่า ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมคนเสื้อแดงเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และเป็นขบวนการแท้จริงที่จะนำไปสู่การปฏิรูปสังคมให้ดีขึ้น แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ถ้าจะปฏิรูปสังคมในรูปธรรมต้องมีการถกเถียงแลกเปลี่ยน จัดตั้ง (อาจต้องสร้างพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่หลากหลาย) และการเรียนรู้ร่วมกันในขบวนการเสื้อแดง เพื่อให้เราเริ่มชัดเจนมากขึ้นว่าเราต้องการปฏิรูปสังคมไทยให้ไปในทิศทางใด 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์