คิดใหม่สำหรับการวางผังเมืองกรุงเทพมหานคร

ดร.โสภณเสนอ การวางผังเมืองในเชิงรุกและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและ กทม.โดยรวมก็คือ การเน้นการพัฒนาเมืองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ไปรุกหรือทำลายพื้นที่โดยรอบ จัดการขนส่งมวลชนระบบรางใจกลางเมือง จัดหาพื้นที่พัฒนาเมืองอย่างมีการวางแผนล่วงหน้า

18 ส.ค. 53 - ในขณะนี้ผังเมืองกรุงเทพมหานครกำลังจะหมดอายุลง และได้ทราบว่ากรุงเทพมหานครซึ่งเป็นผู้จัดทำผังเมือง จะขอยืดอายุผังเมืองปัจจุบันไปอีก 1 ปี เพราะต้องใช้เวลาในการปรับปรุงผังเมืองใหม่  ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส  ในฐานะที่บริหารศูนย์ข้อมูลที่เก็บรวบรวมการเติบโตของชุมชนเมืองจากการเกิดขึ้นของโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ ๆ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2537 ขอเสนอแนวคิดสำคัญในการปรับปรุงผังเมือง

1. ทำเมืองให้แน่น  ปกติแนวคิดในการทำผังเมืองกรุงเทพมหานครก็คือ การทำเมืองให้หลวม นัยว่าเพื่อเก็บพื้นที่ไว้ให้ลูกหลานพัฒนา แต่ ดร.โสภณ เชื่อว่านี่เป็นแนวคิดที่ผิดพลาด กรุงเทพมหานครควรส่งเสริมให้มีการพัฒนาที่ดินให้หนาแน่นในเขตใจกลางเมือง เพื่อไม่ต้องไปขยายเมืองอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในเขตชานเมืองเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งยังส่งผลให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายสูงในการจัดหาระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการออกสู่นอกเมือง อีกทั้งยังเป็นการทำลายพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่สีเขียวและสิ่งแวดล้อมรอบนอกของเมือง

โดยนัยนี้รัฐบาลควรเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่ก่อสร้างต่อพื้นที่ดิน (Floor Area Ratio หรือ FAR) ในเขตใจกลางเมืองให้สูงขึ้น เพื่อให้เกิดการลงทุนสร้างอสังหาริมทรัพย์ใจกลางเมืองมากขึ้น  รัฐบาลยังสามารถหารายได้จากการนี้ เช่น ในบางพื้นที่ FAR เท่ากับ 10:1 หรือสร้างได้ 10 เท่าของขนาดที่ดิน  ก็กำหนดให้สร้างได้มากขึ้นเป็น 20:1 ส่วนที่เพิ่มขึ้นให้เสียภาษีสมมติเท่ากับ 5,000 บาท/ตร.ม. ของพื้นที่ที่เพิ่ม เช่น พื้นที่หนึ่งมีขนาด 4,000 ตร.ม. หรือ 1,000 ตร.ว. (2.5 ไร่) แต่เดิมอาจสร้างได้เพียง 40,000 ตร.ม. หากกำหนดให้สร้างได้ เป็น 20 เท่า ก็จะสร้างได้ 80,000 ต.รม.

ในกรณีข้างต้นนี้ หากอาคารแต่เดิมมีพื้นที่ขาย 60% หรือ 24,000 ตร.ม. และขายได้ 80,000 บาทต่อ ตร.ม. ก็จะเป็นเงิน 1,920 ล้านบาท  แต่หากสามารถสร้างขายได้ 48,000 ตร.ม. ก็จะได้เงินถึง 3,840 ล้านบาท ในขณะที่เจ้าของโครงการจะเสียภาษีในส่วนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น 200 ล้านบาท (ตร.ม.ละ 5,000 บาท สำหรับ 40,000 ตร.ม. ที่เพิ่มขึ้น) หรือเพียง 2.5% ของมูลค่าที่ได้รับเพิ่มขึ้น เป็นต้น  รายได้นี้สามารถรวบรวมนำมาพัฒนาระบบขนส่งมวลชนหรือการพัฒนาเมืองในด้านอื่นเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

 อย่างไรก็ตามกรณีนี้บางท่านอาจเป็นห่วงว่า อาจทำให้บ้านเมืองดูแออัดเกินไป ดร.โสภณ กล่าวว่า กรณีนี้ไม่เป็นความจริง เพราะสิงคโปร์และเกาะแมนฮัตตันในนครนิวยอร์กล้วนมีความหนาแน่นกว่าประเทศไทยมาก แต่ผู้อยู่อาศัยก็ยังรู้สึกโล่งกว่าการอยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครปัจจุบัน เพราะนครอื่น ๆ มีการบริหารและจัดการเมืองที่มีประสิทธิภาพกว่านั่นเอง

2. การสร้างรถไฟฟ้าใจกลางเมือง  ในปัจจุบันมีแนวคิดที่จะก่อสร้างรถไฟฟ้าออกสู่ชานเมือง ซึ่งเป็นการสวนกระแสกับแนวคิดการก่อสร้างรถไฟฟ้าแต่เดิม และแนวคิดการสร้างรถไฟฟ้าในเชิงสากลเป็นอย่างมาก เพราะยิ่งจะทำให้เกิดการขยายเมืองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และทำให้จำนวนประชากรผู้ใช้รถไฟฟ้ามีจำนวนไม่เพียงพอ ทำให้การดำเนินการรถไฟฟ้าขาดทุนและไม่มีความเป็นไปได้ทางการเงินเท่าที่ควร

กรณีดังกล่าวนี้ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จึงเสนอให้สร้างรถไฟฟ้าใจกลางเมือง เพื่อให้เกิดความคุ้มทุนในการก่อสร้าง และเป็นการสอดรับกับแนวคิดการทำเมืองให้แน่น และทำให้เมืองเติบโตในแนวดิ่งมากว่าแนวราบ ซึ่งทำให้เมืองขยายออกไปอย่างไร้ระเบียบ และสร้างปัญหาให้กับประชากรในเมืองอีกต่างหาก

การสร้างรถไฟฟ้านี้อาจทำเป็นแบบรถใต้ดิน ซึ่งสภาพดินในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็ไม่มีปัญหาในการก่อสร้างแต่อย่างใด หรืออาจเป็นแบบรถไฟฟ้าขนาดเบา (Light Rail) ก็ได้ เส้นทางสำคัญที่ควรดำเนินการ ได้แก่ ถนนกรุงเกษม ถนนจรัลสนิทวงศ์ ถนนจันทน์-สาธุประดิษฐ์ ถนนเจริญกรุง  ถนนนราธิวาสราชนครินทร์  ถนนพระรามที่ 3  ถนนพระรามที่ 4 – ปรีดี พนมยงค์ – รามคำแหง  ถนนพระรามที่ 9  ถนนลาดพร้าว  ถนนสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี  ถนนสามเสน  ถนนอิสรภาพ เป็นต้น

3. การวางแผนพัฒนาเมืองเชิงรุก ทั้งนี้ได้แก่ การศูนย์ธุรกิจเสริมใจกลางเมือง หรือการสร้างเมืองใหม่ เป็นต้น  การสร้างธุรกิจเสริมใจกลางเมือง ก็เช่น การนำที่ดินของทางราชการ เช่น ค่ายทหารใจกลางเมือง มาสร้างเป็นศูนย์ธุรกิจใหม่ เช่น ถนนพหลโยธิน-วิภาวดี (ช่อง 5 – สนามกีฬากองทัพบก)  ถนนโยธี หรือถนนทหาร เพื่อให้เกิดการพัฒนาเป็นศูนย์ธุรกิจเสริมใจกลางเมือง 

นอกจากนี้พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ถนนสรรพาวุธ ถนนทางรถไฟสายเก่า ท่าเรือคลองเตย จนถึงถนนพระรามที่ 3 จรดถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ยังสามารถนำมาสร้างพื้นที่ World Expo หรือการพัฒนาเชิงพาณิชย์เพื่อให้เกิดการพัฒนาใหม่ ๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดการลงทุนนับล้านของล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดินไทยในหนึ่งปี

ส่วนพื้นที่รอบนอก เช่น หนองจอก ลาดกระบัง ยังสามารถเวนคืนที่ดินมาเพื่อการก่อสร้างเมืองใหม่ที่มีระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ แล้วจัดสรรที่ดินแปลงให้นักพัฒนาที่ดินเข้าทำการพัฒนาในราคาที่ต่ำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน  อย่างไรก็ตามในการเวนคืนเพื่อการนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องเวนคืนในราคาที่สูงกว่าราคาท้องตลาดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกเวนคืน

การวางแผนพัฒนาเมืองเชิงรุกนี้ จะทำให้การพัฒนาเมืองอย่างไร้ทิศทางชะลอหรือหยุดลง เพราะรัฐบาลจัดหาพื้นที่เพื่อการพัฒนาพร้อมสาธารณูปโภคและระบบขนส่งมวลชนให้แล้ว  อย่างไรก็ตาม มีความจำเป็นต้องจัดตั้งองค์กรพัฒนาเมืองเพื่อการรวบรวมที่ดินและบริหารจัดการพัฒนาในระยะยาว
 
โดยสรุปแล้ว การวางผังเมืองในเชิงรุกและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและกรุงเทพมหานครโดยรวมก็คือ การเน้นการพัฒนาเมืองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่ไปรุกหรือทำลายพื้นที่โดยรอบ การจัดการขนส่งมวลชนระบบรางใจกลางเมือง และการจัดหาพื้นที่พัฒนาเมืองอย่างมีการวางแผนล่วงหน้า เป็นต้น
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์