จาตุรนต์ ฉายแสง : กรณีปราสาทเขาพระวิหาร

 

วันที่ 19 ส.ค. 2553 จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยเขียนบทความแสดงความเห็นต่อกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ผ่านบล็อก  http://chaturon.posterous.com/ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

กรณีปราสาทเขาพระวิหาร (1)

เมื่อไม่กี่ปีก่อนรัฐบาลไทยเคยมีนโยบายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยความคิดทางยุทธศาสตร์ว่า การช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านเป็นการช่วยเหลือประเทศไทยเองด้วย

ภายใต้นโยบายนั้นประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน  ทั้งพม่า ลาว กัมพูชา และต่อมามีเวียดนามด้วย มีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากยิ่งขึ้นและมีความร่วมมือ คบค้าสมาคมกันมากขึ้น

มีคนเคยคิดกันว่าวันหนึ่ง ถ้ามีการพัฒนาปราสาทพระวิหารให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีขึ้น ทั้งกัมพูชาและไทยจะได้ประโยชน์ และความจริงแล้วไทยจะได้ประโยชน์มากกว่ากัมพูชามาก เพราะทางขึ้นไปชมปราสาทที่สะดวกอยู่ทางฝั่งไทย

แต่จากกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และความขัดแย้งแตกต่างระหว่างไทยกับกัมพูชาในเรื่องนี้ ทำไปทำมากลับกลายเป็นว่าทั้ง 2 ประเทศต่างฝ่ายต่างกำลังชี้แจงข้อมูลต่อสหประชาชาติ ในขณะที่ทั้ง 2 ประเทศกำลังเตรียมพร้อมในการใช้กำลังทหารมากขึ้น   พร้อมๆกับข่าวที่หลายประเทศกำลังพลอยวิตกไปด้วยว่าเรื่องนี้อาจพัฒนาไปสู่การสู้รบกันระหว่าง 2 ประเทศ

คณะกรรมการมรดกโลกได้พิจารณาเห็นชอบให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่กรกฎาคม 2551 และกำลังจะพิจารณาแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร  เพียงแต่วันเวลาที่จะอนุมัตินั้นถูกเลื่อนจากปีนี้ไปเป็นปีหน้า

ไม่ว่าจะไปเวทีไหน  การที่ไทยหวังจะขอความเห็นชอบให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกัน หรือการที่ไทยจะคัดค้านการเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารนั้น  คงต้องยอมรับว่าเลยขั้นตอนไปแล้ว  เมื่อปราสาทพระวิหารได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วจะคัดค้านเรื่อยไป ไม่ให้มีแผนบริหารจัดการก็ย่อมเป็นไปไม่ได้อีก

ปัญหาที่อาจจะยังแตกต่างกันในรายละเอียดก็คือพื้นที่ที่จะบริหารจัดการจะครอบคลุมแค่ไหน

เท่าที่ฟังการถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้ รัฐบาลไทยคงจะคัดค้านแผนบริหารจัดการนี้ โดยยืนยันว่าพื้นที่รอบตัวปราสาทเป็นของไทย หากจะมีแผนบริหารจัดการ  ก็ให้บริหารจัดการได้เพียงตัวปราสาท พื้นที่โดยรอบปราสาททั้งหมดไม่สามารถอยู่ในแผนบริหารจัดการได้

เฉพาะเรื่องแผนบริหารจัดการนี้จะครอบคลุมพื้นที่แค่ไหน ถ้าดูตามคำพิจารณาของศาลโลกและการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว  ก็จะเห็นว่าประเทศไทยเสียเปรียบ  เพราะไทยเคยปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลกที่ให้เอาเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลและกำลังทหารออกจากบริเวณปราสาทมาแล้ว การจะอ้างว่าพื้นที่รอบตัวปราสาทเป็นของไทยเพื่อคัดค้านแผนบริหารจัดการนี้ก็คงจะไม่สำเร็จ

แต่ปัญหาเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารได้ลุกลามไปไกลกว่าประเด็นเหล่านี้อีกมาก นั่นคือกำลังมีความเสี่ยงที่ 2 ประเทศจะรบกันหรือปะทะกันด้วยกำลังเพราะเรื่องนี้ประการหนึ่ง  กับอีกประการหนึ่งคือ ข้อพิพาทในเรื่องนี้กำลังถูกหยิบยกขึ้นสู่การพิจารณาขององค์กรระหว่างประเทศอย่างอาเซียนและสหประชาชาติ

ที่ผ่านมาไทยกับกัมพูชา เช่นเดียวกับประเทศที่มีชายแดนติดต่อกันอีกจำนวนมาก เคยมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนมาเป็นเวลานาน เกิดการปะทะและสู้รบกันมาแล้วก็มี แต่ในที่สุดไทยกับกัมพูชาก็ตกลงที่จะแก้ปัญหาด้วยการตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาปักปันเขตแดน เพื่อแก้ปัญหาอย่างสันติ ด้วยการเจรจาหารือ เพื่อหาทางออกที่ดีร่วมกัน โดยประเทศทั้ง 2 เอง

วันนี้กลับมาพูดเรื่องอาจจะต้องรบกัน กับการหาทางออกโดยอาศัยสหประชาชาติเข้ามาช่วย

เราก้าวมาสู่จุดนี้กันได้อย่างไร

ปัญหาทั้งหมดเกิดจากการปลุกกระแสชาตินิยม-คลั่งชาติ ที่หวังประโยชน์ทางการเมืองของพันธมิตรฯ  ที่มีการผสมโรงอย่างแข็งขันโดยพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยคุณอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคเอง

การปลุกกระแสชาตินิยม คลั่งชาติของพันธมิตรนี้เริ่มแรกก็เพื่อใช้เป็นประเด็นในการปลุกระดมคนมาต่อต้านรัฐบาลคุณสมัคร สุนทรเวช  แต่มาถึงตอนนี้จุดมุ่งหมายหลักดูเหมือนจะเป็นการรักษาและฟื้นการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ  กับการสร้างกระแสความนิยมให้เกิดขึ้นแก่พรรคการเมืองที่ชื่อว่า “พรรคการเมืองใหม่”

ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เริ่มเคลื่อนไหวเรื่องนี้เพื่อล้มรัฐบาลคุณสมัคร สุนทรเวช  และในปัจจุบันก็พยายามยืนยันความคิดท่าทีเดิมแบบคลุมๆเครือๆ  เพื่อดึงความสนับสนุนจากผู้ที่มีความคิดในทางเดียวกันไว้ แต่ก็กำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะไม่สามารถทำอย่างที่พูดได้แล้ว เนื่องจากรู้ดีอยู่ว่าไม่สามารถทำอะไรสุดโต่งอย่างที่พวกพันธมิตรกำลังเสนอได้

รัฐบาลนี้ไม่ได้อธิบายข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา แต่ใช้วิธีทำเป็นขึงขังขู่ว่าไทยอาจลาออกจากการเป็นกรรมการมรดกโลก  หรืออาจถึงขั้นลาออกจากภาคียูเนสโก ซึ่งมีแต่จะแสดงถึงความขาดวุฒิภาวะให้เป็นที่อับอายไปทั่ว

สิ่งที่นายกอภิสิทธิ์ทำได้มากที่สุดขณะนี้คือการยืดเวลาออกไป  กับการโยนความผิดทั้งหมดไปให้รัฐบาลคุณสมัคร โดยเฉพาะที่คุณนพดล ปัทมะ

ทั้งๆที่ความจริงแล้ว สิ่งที่คุณนพดล  ปัทมะ พยายามทำไปนั้นคือ การกันเรื่องพื้นที่พิพาทออกจากการจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร  เพื่อป้องกันมิให้ไทยต้องเสียดินแดนส่วนนี้ไปอย่างเป็นทางการเสียเปล่าๆ

แต่รัฐบาลกลับสรุปง่ายๆว่าหากจะมีความผิดพลาดอะไร ก็อยู่ที่แถลงการณ์ร่วมระหว่างกัมพูชากับไทยที่คุณนพดลไปลงนามไว้  ทั้งๆที่แถลงการณ์ร่วมฉบับนั้นได้ถูกยกเลิกไปแล้ว และการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารก็ดี  หรือการจัดทำแผนบริหารจัดการก็ดี ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับแถลงการณ์ฉบับนั้นเลย

พันธมิตรและผู้สนับสนุนมีความเห็นโดยสรุปคือ การแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นให้ใช้เส้นสันปันน้ำตลอดแนว ซึ่งหมายความว่าตัวปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบปราสาท  รวมทั้งพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้นล้วนเป็นของไทย

พันธมิตรและผู้สนับสนุนเห็นว่าคำพิพากษาศาลโลกมีผลต่อตัวปราสาทเท่านั้น ไม่มีผลต่อพื้นที่โดยรอบปราสาท ซึ่งพวกเขาเห็นว่ายังเป็นของไทย ในส่วนคำพิพากษาของศาลโลก พวกเขาก็ยืนยันว่าประเทศไทยยังคงสงวนสิทธิที่จะคัดค้านคำพิพากษานี้อยู่ โดยความหมายแล้วก็คือ “พวกเขา” ถ้าไม่ใช่ทั้งหมดก็คงเป็นหลายส่วน  ยังเห็นว่าแม้ตัวปราสาทเองก็ยังเป็นของไทยอยู่

พันธมิตรและผู้สนับสนุนประกาศจุดยืนชัดเจนคัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลกและการจัดทำแผนบริหารจัดการ  พวกเขายังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกบันทึกข้อตกลงหรือ MOU ปี2543 เสีย  พร้อมๆกับเสนอให้รับบาลไทยใช้กำลังทหารขับไล่ชาวกัมพูชาที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรออกไป  พร้อมกับให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายออกไปจากพื้นที่ดังกล่าวด้วย

โดยสรุปก็คือ  ให้ยกเลิกการแก้ปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนโดยการเจรจาหารือ  แล้วให้หันมาใช้กำลังทหารเข้าจัดการนั่นเอง

สำหรับนายกฯอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์นั้น เห็นว่าศาลโลกพิพากษาให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่ประเทศไทยยังสงวนสิทธิ์ที่จะคัดค้านอยู่ ยังไม่เคยยอมรับคำพิพากษาของศาลโลก

คุณอภิสิทธิ์เคยอภิปรายในสภาขณะเป็นผู้นำฝ่ายค้านว่า เราใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดนยกเว้น “ตัวปราสาท”   ซึ่งก็ได้มี ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์บางคน ได้ช่วยขยายความเพิ่มเติมว่า พวกเขาเห็นว่าเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นที่เป็นของกัมพูชา นอกจากนั้นอย่าว่าแต่พื้นที่รอบๆปราสาทเลย แม้แต่พื้นที่ใต้ปราสาทก็เป็นของไทยทั้งสิ้น

เมื่อคุณอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯแล้วได้ยืนยันความเห็นนี้ในโอกาสต่างๆรวมทั้งในการอภิปราย หรือชี้แจงร่วมกับพันธมิตรเมื่อไม่กี่วันมานี้ คุณอภิสิทธิ์ก็ยังย้ำอย่างหนักแน่นว่า สิ่งที่เขาพูดไว้ในขณะเป็นผู้นำฝ่ายค้านนั้น ถึงวันนี้ก็ยังยืนยันเหมือนเดิม

ไม่มีใครไปถามย้ำว่าหมายถึงคุณอภิสิทธิ์ยังคงเห็นว่า พื้นที่ใต้ปราสาทเป็นของไทยใช่หรือไม่

แต่ถึงแม้คุณอภิสิทธิ์จะไม่พูดเรื่องนี้ออกมาให้ชัดเจน ใครที่ติดตามการใช้ตรรกะ เหตุผลของคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ก็คงไม่อาจเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากจะเห็นว่าคุณอภิสิทธิ์เองยังคงยืนยันว่าพื้นที่ใต้ปราสาทพระวิหารเป็นของไทยด้วย

โดยรวมๆแล้ว นายกฯอภิสิทธิ์กับพันธมิตรมีความเห็นต่อกรณีปราสาทพระวิหารใกล้เคียงกันมาก จุดต่างที่สำคัญตอนนี้ก็คือ  ในขณะที่พันธมิตรเรียกร้องให้ยกเลิก MOU ปี 2543 แต่นายกฯอภิสิทธิ์กลับเห็นว่า MOU ปี 2543 นี้เป็นประโยชน์และควรคงไว้ต่อไป

การใช้เวลาทางทีวี 3 ชั่วโมงของรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรเพื่ออภิปราย  หรือควรจะใช้คำว่าร่วมกันชี้แจงกรณีปราสาทพระวิหารนั้น ทำให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีความคิดเห็น จุดยืนที่ใกล้เคียงกัน ประเด็นที่ยังแตกต่างกันมากก็คือ การยกเลิก MOU ปี 2543

เมื่อรัฐบาลไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิก MOU ปี 2543 เช่นนี้แล้วพันธมิตรจะชุมนุมกดดันรัฐบาลอีกหรือไม่ หรือจะดำเนินการอย่างไรต่อไปก็ไม่มีใครทราบ เข้าใจว่าอย่างน้อยในระหว่างที่ยังมีการหาเสียงเลือกตั้งสก. สข.กันอยู่ พันธมิตรคงไม่หยุดการเคลื่อนไหวไปง่ายๆ  เพราะการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ดูจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งพันธมิตรเองและต่อการหาเสียงของพรรคการเมืองใหม่อยู่ไม่น้อยทีเดียว

แต่ความต่างระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตรยังไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับความเหมือนกัน หรือสิ่งที่พวกเขาเห็นตรงกัน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นสาเหตุทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ โดยไม่เป็นประโยชน์กับใคร โดยเฉพาะไม่เป็นประโยชน์กับประเทศไทยแต่อย่างใดเลย

ถ้าจะทำความเข้าใจว่าเราจะเอาอย่างไรกันดีกับกรณีปราสาทพระวิหารและเรื่องที่เกี่ยวข้อง   ซึ่งจะต้องศึกษาประวัติความเป็นมาและรายละเอียดข้อเท็จจริงในเรื่องนั้น เราอาจต้องตั้งคำถามใหญ่ๆ มากๆ เสียก่อนว่า ประเทศไทยเราจะอยู่ในโลกนี้อย่างไร เราจะอยู่อย่างไรในเอเชีย จะเอาอย่างไรกับอาเซียน ประเทศเพื่อนบ้าน  และกัมพูชา

ในยุคปัจจุบันการเป็นมิตรกับประเทศต่างๆ  อยู่ร่วมในกระบวนการโลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การคบหาสมาคมกับมิตรประเทศ สร้างสรรค์พัฒนาร่วมกันในเวทีโลก  เป็นสิ่งสำคัญจำเป็นอย่างยิ่ง

ในท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจของโลก เอเชียกำลังเป็นจุดที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะกำลังมีศักยภาพในการฟื้นตัว กระทั่งเป็นกำลังสำคัญในการฉุดให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเร็วขึ้นด้วย   ประเทศไทยเคยมีบทบาทริเริ่มหลายๆอย่างในเอเชีย  จนเป็นที่ยอมรับและทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศต่างๆในเอเชียมาแล้ว จึงไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะลดบทบาท  หรือทำลายศักยภาพของตนเองในการเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียที่กำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นทุกที

ที่ผ่านมาประเทศต่างๆในอาเซียนพยายามผลักดันให้มีการกระชับความสัมพันธ์ภายในอาเซียนให้แน่นแฟ้นขึ้น และไทยก็เคยถูกมองว่าจะมีบทบาทอย่างสำคัญในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและการพัฒนาอาเซียนให้ก้าวหน้าไป  อาจต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าอาเซียนจะพัฒนาไปถึงจุดที่คล้ายหรือใกล้เคียงกับยุโรป  แต่ความคิดที่ต้องการขับเคลื่อนอาเซียนไปในทิศทางนั้นก็นับว่าเป็นความคิดที่ก้าวหน้า เป็นประโยชน์ต่อประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้

ในส่วนของประเทศเพื่อนบ้าน คงต้องเริ่มจากความคิดพื้นฐานง่ายๆว่า การเป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นความสำคัญอย่างยิ่งยวด นอกจากนี้การอยู่ใกล้กันหรือติดกัน เมื่อประเทศหนึ่งมีปัญหา  ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศข้างเคียง การช่วยเหลือซึ่งกันและกันยิ่งมีความจำเป็น
 
การช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน จริงๆแล้วก็คือการช่วยเหลือตัวเราด้วยนั่นเอง

สิ่งที่ควรทำก็คือจับมือกับประเทศเพื่อนบ้านให้แน่น เพิ่มบทบาทการสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน มีบทบาทในเอเชียร่วมกับประเทศอื่นๆ  เพื่อยืนอยู่ในเวทีโลกอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ร่วมในกระบวนการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ประเทศต่างๆ  โดยหลีกเลี่ยงและพยายามลดผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการโลกาภิวัตน์

เมื่อมามองปัญหากรณีปราสาทพระวิหาร เราก็ควรเริ่มจากวิสัยทัศน์พื้นฐานอย่างนี้ อะไรที่เป็นการสวนทางกับวิสัยทัศน์อย่างนี้จึงไม่ควรทำ และต้องหาทางระงับยับยั้งเสีย

กรณีปราสาทเขาพระวิหาร (2)

เมื่อสัปดาห์ก่อน  ตอนที่มีข่าวว่ารัฐบาลกัมพูชาอาจจะนำเรื่องพิพาทกรณีปราสาทพระวิหารเสนอไปยังอาเซียนและสหประชาชาติ  รัฐบาลไทยนำโดยนายกฯอภิสิทธิ์ได้แสดงความเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยจะได้ชี้แจงข้อเท็จจริงแก่สหประชาชาติ  แต่มาสัปดาห์นี้ท่าทีของนายกฯอภิสิทธิ์และรัฐบาลดูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คือบอกว่าไม่ต้องการให้เรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาหารือที่มีประเทศที่ 3  หรือองค์กรระหว่างประเทศมาเกี่ยวข้องด้วย แต่ต้องการให้เป็นทางออกโดย 2 ประเทศคู่กรณี  คือไทยและกัมพูชาเท่านั้น

มีเสียงประสานจากนายเตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  ผู้ที่เคยทำงานเรื่องนี้มานาน  บ่นเสียดายที่รัฐบาลมีมติบอกเลิกบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับพื้นที่ในอ่าวไทย  และยืนยันประโยชน์ของบันทึกข้อตกลงดังกล่าว  รวมทั้งบันทึกข้อตกลงปี 2543  พร้อมกับการอธิบายว่ากว่า 2 ประเทศจะมาถึงจุดที่สามารถมีบันทึกข้อตกลงร่วมว่าจะหาทางออกด้วยการเจรจาหารือระหว่าง 2 ประเทศได้นั้นต้องใช้เวลานานนับ 10 ปี และต้องผ่านการพิพาท ขัดแย้ง  หรือแม้กระทั่งปะทะกันด้วยกำลังอาวุธมาแล้ว  ท่านยังได้ย้ำว่าทางออกสำหรับกรณีปราสาทพระวิหารและกรณีขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาก็คือการเจรจาหารือระหว่าง 2 ประเทศ โดยอาศัยบันทึกข้อตกลงที่มีอยู่แล้วนี้เอง

ขณะเดียวกันก็ยังมีข้อเสนอจากบางฝ่ายให้ยกเลิกบันทึกข้อตกลงปี 2543 บ้าง ให้ใช้มาตรการเชิงรุกบ้าง หรือกระทั่งให้ใช้กำลังผลักดันประชาชนและอาคารทรัพย์สินต่างๆของกัมพูชาออกไปจากพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรเสีย 

ที่เลยเถิดไปกว่านั้นคือ  ถึงขั้นเสนอให้ทวงปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นของไทยเลยก็มี   พร้อมกันนั้นก็มีข่าวการเตรียมพร้อมบ้าง เพิ่มกำลังหรือถอนกำลังของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือของทั้ง 2 ฝ่ายให้ได้ยินได้ฟังกันอยู่เป็นประจำ มีการพูดถึงความเสี่ยงที่ 2 ประเทศจะปะทะกันด้วยกำลังอาวุธบ่อยขึ้น ในขณะที่การปลุกกระแสชาตินิยมคลั่งชาติยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดคุณประสงค์ สุ่นศิริ ก็ได้เสนอให้ทหารไทยกระชับพื้นที่  ผลักดันคนกัมพูชาออกไปจากพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยไม่ต้องรอฟังคำสั่งของรัฐบาลไทย

ถ้าหากมีการปะทะกันด้วยกำลังทหารจะมีผลดีหรือไม่ดีกับไทยอย่างไร

ถ้ามีการนำเรื่องปราสาทพระวิหารเข้าสู่การพิจารณาของอาเซียนหรือสหประชาชาติจะมีผลดีหรือไม่มีกับไทยอย่างไร

สองเรื่องนี้สัมพันธ์กันเสียด้วย คือถ้ามีการสู้รบกันเกิดขึ้น  โอกาสที่เรื่องนี้จะไปสู่การพิจารณาของที่ประชุมใดที่ประชุมหนึ่งของสหประชาชาติก็จะมีสูงขึ้นทันที

ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายไปถึงขั้นนั้น  ผู้ที่จะเสียเปรียบอย่างมากก็คือ  ประเทศไทย

ต้องย้ำว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยคือการเจรจาหารือระหว่าง 2 ประเทศ โดยอาศัยบันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้วเป็นพื้นฐานในการเจรจา

การที่รัฐบาลไทยมีมติให้ยกเลิกข้อตกลงว่าด้วยการแบ่งพื้นที่ในอ่าวไทย  หรือความคิดที่มีการเสนอให้ยกเลิกบันทึกข้อตกลงปี 2543  ล้วนเป็นความคิดที่มีแต่จะนำความเสียหายมาสู่ประเทศไทยทั้งสิ้น

หากมีการนำเรื่องปราสาทพระวิหารและพื้นที่พิพาท รวมทั้งเรื่องเขตแดน เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาเซียนหรือสหประชาชาติ ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่ไทยจะสูญเสียดินแดนอย่างเป็นทางการ  ทั้งบริเวณปราสาทและพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร 

ดีไม่ดี ถ้ามีการยกเรื่องเขตแดนขึ้นมาพิจารณา  ไทยเราอาจเสียดินแดนมากกว่านั้นอีกด้วยก็ได้

ทั้งนายกฯอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์  และพันธมิตร พยายามจะทำให้คนเข้าใจเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้นที่มีคำพิพากษาของศาลโลกให้ตกเป็นของกัมพูชา  ซึ่งในข้อนี้นายกฯอภิสิทธิ์เคยอภิปรายในสภาฯไว้ว่า รัฐบาลไทยยังสงวนสิทธิ์ที่จะคัดค้านเรื่องนี้  ไม่เคยสละสิทธิ์นี้ไป

พวกเขายังไปไกลกว่านี้ถึงขั้นแสดงความเห็นให้คนเข้าใจว่าตัวปราสาทเท่านั้นที่ตกเป็นของกัมพูชา แต่พื้นที่ใต้ปราสาทยังเป็นของไทย  เหมือนปราสาทพระวิหารจู่ๆก็ลอยมาตกในเขตแดนของไทย

แต่ถ้าเราพิจารณาเรื่องนี้โดยไม่บิดเบือน หรือไม่แกล้งทำเป็นไม่รับรู้ข้อเท็จจริง เราก็จะพบว่าศาลโลกได้พิพากษาไปเมื่อปี พ.ศ. 2505 แล้วว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา และยังมีมติด้วยว่าให้ฝ่ายไทยถอนกำลังและผู้ดูแลออกจากปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชาด้วย
   
ที่นายกฯอภิสิทธิ์  พรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตร พยายามอธิบายว่าเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้นที่เป็นของกัมพูชา แต่พื้นที่รอบตัวปราสาทหรือแม้แต่พื้นที่ใต้ปราสาทเอง ล้วนเป็นของไทย   จึงเป็นการจงใจแกล้งทำเป็นไม่รับรู้ข้อเท็จจริงเพื่อหวังที่จะปลุกความคิดชาตินิยมแบบคลั่งชาติขึ้นมา โดยไม่คำนึงว่าจะเกิดผลเสียหายตามมามากน้อยเพียงใด
   
สำหรับปัญหาพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของใคร  และเส้นเขตแดนระหว่างประเทศอยู่ตรงไหนกันแน่นั้น หากพิจารณาคำพิพากษาของศาลโลกก็จะพบว่า แม้ว่าศาลโลกจะไม่ได้ชี้ว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของใคร แต่ศาลโลกก็ได้มีคำพิจารณาชี้ขาดไว้ว่า เส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในเขตพิพาทในบริเวณปราสาทพระวิหาร เป็นเขตที่ลากไว้บนแผนที่ของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างอินโดจีนกับสยาม ที่เรียกกันว่าภาคผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา
   
ไม่ใช่เส้นสันปันน้ำที่ฝ่ายไทยยกขึ้นต่อสู้ในสมัยนั้น หรือที่พยายามยกมาอ้างกันในขณะนี้

คำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี 2505 ได้มีผลไปแล้ว คือการที่รัฐบาลไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษานั้น โดยได้ถอนกำลังทหารออกจากปราสาทประวิหารและบริเวณใกล้เคียงมาแล้ว แม้ต่อมาจนถึงปัจจุบันยังมีข้อถกเถียงทางวิชาการ ไม่เป็นที่ยุติว่าคำพิพากษาของศาลโลก ได้รับรองแผนที่ที่กัมพูชาอ้างว่าถูกต้องแล้วหรือไม่ และมีสถานะทางกฎหมายเพียงใดแน่ก็ตาม แต่ถ้าเรื่องนี้มีการนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมองค์การระหว่างประเทศเมื่อไร ประเทศไทยย่อมเสียเปรียบกัมพูชาอย่างแน่นอน
   
การพิจารณาขององค์การระหว่างประเทศใดๆก็ตาม ย่อมหนีไม่พ้นการย้อนไปดูคำพิพากษาของศาลโลกปี 2505 ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะสามารถแก้คำพิพากษาเสียใหม่ว่า ปราสาทพระวิหารไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของกัมพูชาแต่อยู่ในเขตไทย 

ปัญหาที่จะต้องมีการพิจารณาต่อไปก็คือ พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของใครและเส้นเขตแดนที่ถูกอยู่ตรงไหน การจะตอบคำถามนี้ ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องถามต่อไปว่า การที่ศาลโลกพิจารณาว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชานั้น ศาลโลกใช้เส้นใดเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา คำตอบที่ปรากฏในคำพิพากษาก็คือ  เส้นเขตแดนที่ปรากฏใน ภาคผนวก 1 ที่กัมพูชานำมาอ้าง
   
ในการพิจารณาของศาลโลกในครั้งนั้น เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ร้องให้ตัดสินว่าเส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน  แต่ร้องว่าปราสาทอยู่ในเขตแดนของใคร   ศาลจึงไม่ได้ตัดสินเรื่องของเขตแดนโดยตรง  แต่ในการจะต้องตัดสินว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตแดนของใคร   ศาลย่อมต้องพิจารณาว่าเส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน ซึ่งปรากฏในคำพิพากษาว่าศาลไม่ถือเอาเส้นสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดน   แต่ถือเอาเส้นเขตแดนตามที่กัมพูชาเสนอ

ถ้ามีการตัดสินอย่างเป็นทางการว่า นั่นเป็นเส้นเขตแดนระหว่าง 2 ประเทศเมื่อใด ก็หมายความว่าไทยเราจะเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรอย่างเป็นทางการทันที  

ผู้ที่ได้โต้แย้งไม่ยอมรับเรื่องนี้ เช่น พวกพันธมิตรก็จะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องยอมรับความเห็นของที่ประชุมระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นของใคร รวมทั้งสหประชาชาติด้วย พร้อมกับอาจจะเสนอให้ฝ่ายไทยใช้กำลังทหารเข้าผลักดันประชาชนและทรัพย์สินของชาวกัมพูชาออกไปจากพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้นเสีย  เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ดังกล่าว  พวกนั้นบางคนก็ไปไกลถึงขั้นอาจเสนอให้ฝ่ายไทยยึดปราสาทพระวิหารมาเป็นของไทยเสียเลยด้วย

หากมีการใช้กำลังทหารเข้าจัดการแก้ปัญหา ก็จะยิ่งเป็นเหตุผลให้นานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก เรียกว่ามีแต่เสียกับเสียสำหรับฝ่ายไทย

ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ก็คือ  หันกลับมาใช้การเจรจาหารือระหว่าง 2 ประเทศ โดยอาศัยบันทึกข้อตกลงที่เคยมีมาแล้วเป็นพื้นฐานเงื่อนไขในการเจรจา หลีกเลี่ยงการที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมหารือในที่ประชุมองค์กรระหว่างประเทศใดๆ  เพื่อจะให้การหาทางออกในเรื่องนี้เป็นไปได้  และยังเกิดผลในทางที่เป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ประเทศ 

ทั้งรัฐบาลไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพันธมิตรจะต้องหยุดความพยายามที่จะปลุกกระแสชาตินิยมคลั่งชาติ  หยุดการบิดเบือนข้อเท็จจริงและการเคลื่อนไหวใดๆที่หวังผลประโยชน์ทางการเมืองของพวกตน  โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศอย่างที่ทำมาตลอดเสียที

 

Ernesto

[quote=Ernesto]ผมขอสนับสนุนสหายสุภาพเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนต่อไป[/quote]
ผมก็สนับสนุนด้วย

I'd second Ernesto's view

I'd second Ernesto's view about Khun Jaturong being the next Prime Minister of Thailand. He's a true gentleman and level-headed. Kudo to him for his courage without being overbearing.

Cambodia is not a province of

Cambodia is not a province of Thailand
August 19th, 2010 by Eisel Mazard, Guest Contributor ·

Cambodia is not a Province of Thailand: the Modern Myth of Suvaṇṇabhūmi

§1.

“Suvaṇṇabhūmi” (សុវណ្ណភូមិ) is not just the name of an airport: it has been an important part of Thai propaganda for over 100 years. Today, the myth of “Suvaṇṇabhūmi” is used to propound the claim that all of Cambodia, Laos and even Vietnam were formerly part of Thailand, but were later “lost” in a series of wars (with the details normally left up to the imagination).

This article traces the myth of Suvaṇṇabhūmi from its origins through several stages of transformation, down to its recent re-packaging by the Taksin-era Thai government, and its peculiar role in the still-ongoing border dispute between Thailand and Cambodia.

§2.

What is the origin of the “Suvaṇṇabhūmi” myth? In 1837, James Prinsep translated the stone inscriptions of the Indian Emperor Ashoka. 1837 may seem like a long time ago, but this is merely modern history: before the mid-19th century, nobody in Thailand was interested in the meaning of the word “Suvaṇṇabhūmi” and almost nobody knew the name of the emperor Ashoka.

After James Prinsep translated the inscriptions of Ashoka into English, people in Southeast Asia became very excited about the earliest origins of Buddhism (and began re-writing history). In Burma, Thailand, Laos and Cambodia, new myths were written, trying to prove that this ancient emperor in India sent “Buddhist Missionaries” to their own countries.

The Burmese tried to construe the discovery as if it showed that Burmese Buddhism came directly from India (during the life of Ashoka) and, at the same time, in Thailand people tried to interpret the same short passages of text in another way to prove that Buddhism came to Thailand first (not via Burma).

Some of this was “nationalist propaganda”, but some of it was just silly enthusiasm. Europeans scholars had discovered and published exciting “news” about the ancient world, and it changed the way people thought about the history of Buddhism. In the century that followed, it changed the way people thought about nationalism in Southeast Asia, too. Still today, most people in Thailand have a vague sense that “Ashoka” was an important King, who somehow “gave” Buddhism to Thailand.

The word “Suvaṇṇabhūmi” does not appear on the Delhi pillar that Prinsep translated, nor on any of the other major inscriptions (or “edicts”) of Ashoka; however, there is a badly damaged inscription of the same period with the word Suvaṇṇabhūmi on it (and almost none of the other words are legible on that stone).

§3.

The simple fact that gets overlooked in the propaganda is that Ashoka lived around the year 260 B.C. –i.e., more than 2,200 years ago. This is more than 1000 years before the oldest Pali and Sanskrit inscriptions that have ever been found in Cambodia, i.e., many centuries before the first archaeological evidence of the arrival of Buddhism in mainland Southeast Asia. At that time, there were no Thai people in “Thailand” and Angkor Wat did not exist in Cambodia (meanwhile, Burma was still in the very early stages of the Pyu migration and settlement, commencing circa 500 B.C., with many migrations and cultural changes coming thereafter before the inhabitants began to resemble what we now call Burmese).

Most people have difficulty visualizing periods of time beyond a thousand years, however, this is a fundamental fact that renders most of the propaganda a moot point: even if it were true that Ashoka had sent missionaries to what is now Burma and Thailand, who would have welcomed them “here” in the 3rd century B.C.?

The inscriptions of Ashoka themselves do not leave any doubt about the matter in the minds of scholars (i.e., no, Ashoka did not have diplomatic relations with the area that is now Thailand) but the mythology loosely inspired by the inscriptions is a mass-media phenomenon, and now a part of mainstream cultural “lore”, whereas very few people have an interest in the primary sources. Most of the difficult work in transcribing and translating the edicts of Ashoka had already been finished about a hundred years ago (e.g., Alfred C. Woolner, 1924, Asoka: Text and Glossary, now available as a cheap reprint from India) –this is no longer an area of philological debate.

§4.

By the same token, the popularity of the myth has very little to do with the study of stone inscriptions: as the story is told in Thailand (e.g., in its official presentation at the NDMI, a national museum discussed in §10, below) there’s normally a rapid segue from the mention of Ashoka’s name to the story of two monks named Soṇa and Uttara, who allegedly traveled from India to Thailand.

The Thai sources variously insinuate or directly claim that the journey of Soṇa and Uttara (from India to Thailand) is recorded in the edicts of Ashoka –but, as anyone who has read the inscriptions knows, this is completely false, so the segue between these two stories is often written in the vaguest terms possible.

The propaganda relies on the assumption that this story (that almost nobody reads for themselves, as it is written in Pali) records a series of historical and political facts from the same period of ancient history. The author of the story and its literary source is almost never mentioned, or else it is vaguely suggested that it originates from Ashoka’s edicts, as aforementioned.

The story of Soṇa and Uttara is a fable from medieval Sri Lanka. It does not say anything about Thailand, and it does not name a single (historical) Thai king; it does not describe any historical event that ever transpired in Thailand; it is not even a story about two Indian monks going to Thailand (much less an historical account thereof).

The story is about two monks who go to a magical kingdom where a monster (nāga, នាគ) is eating all of the king’s sons. The monks have an adventure trying to defeat this monster. In the end, they magically protect the kingdom by chanting in Pali. This impresses the local people, who then convert to Buddhism. To thank the two monks, the Royal family decides to name the new prince “Soṇuttara”, combining the names of the two monks; in fact, out of gratitude, they vow to name all of their kings “Soṇuttara” in the future. This is possibly a joke that doesn’t translate very well: Soṇa (សោណ) means “Dog” in Pali, and Uttara (ឧត្តរ) means “ultimate”.

There is no reason for anyone to think that the “golden land” mentioned as the setting for this fable is Thailand. Everything about the story seems to implicitly describe a place in ancient India; even so, it is a fictional setting of no specific importance. It is possible that no location in the real world was alluded to. There is no reason why anyone would think this story contains historical facts of political importance.

Is anyone in Thailand or Cambodia today really aware of how silly this story is? It was published in English for the first time over 100 years ago, i.e., in Wilhelm Geiger’s 1908 translation of the Mahāvaṃsa. The Thai propaganda about Soṇa and Uttara was probably based on that English-language source. This is a common pattern: it is easier to read English translations than to study the original Pali. A lot of the pseudo-history of Thailand was inspired by European research that was new at the time. Obviously, for anyone who is directly aware of how silly the original story is, it must seem even sillier to build a political ideology on this basis.

Some scholars have debated the location of the toponym mentioned in this story; however, for our practical interest here, it doesn’t matter where it was at all. The “golden land” mentioned in this fable is completely irrelevant to the history of Thailand (and Southeast Asia generally). The story itself was totally unknown in Thailand until modern governments started making propaganda out of it.

§5.

How, then, did an obscure stone inscription and an unknown fable from medieval Sri Lanka come to inspire the name of one of the world’s busiest airports? The propaganda about “Suvaṇṇabhūmi” became increasingly important in the series of wars that dominated the 20th century.

Prince Damrong wrote the history of Thailand as an explicitly nationalistic (and racialistic) project, creating the myth that Thai people originated in Mongolia and that they migrated via a kingdom in Yunnan. The myth presumes that the Thais were the rulers and inhabitants of the “Nan-Chao” kingdom (i.e., 南Ú¯ = Nanzhao); this was a real kingdom in Yunnan, but the idea that it was populated by Thai people is fiction, that has never had any evidence to support it. It is almost needless to say that there has never been any evidence that Mongolia was inhabited by Thais –in fact, it is fair to say that all evidence (linguistic and archaeological) indicates the contrary.

Prince Damrong invented this theory, specifying that the Thai people were driven out of Yunnan in the year 143 B.C.; this pseudo-historical date was apparently dreamed up without any evidence whatsoever (i.e., there is not now and never has been a shred of archaeological evidence to support this).

Inconveniently, I would note, this still insn’t early enough for the Thai people to migrate down to the coast and greet the supposed missionaries sent by the Emperor Ashoka. This is an obvious anachronism that is too often overlooked: even if we could accept Damrong’s version of history, it would be impossible for the Thais to have received Buddhism during the reign of Ashoka in India.

This is not news, but it remains generally unknown, whereas the myth of Suvaṇṇabhūmi is ubiquitous. Many Thai authors have already written critiques of Prince Damrong’s history, including Nidhi Eoseewong (who is probably the most famous and respected Thai historian of the last 50 years). For a good article on the history of writing history in Thailand, see: Charmavit Kasetsiri, 1979, “Thai Historiography from Ancient Times to the Modern Period”, in: Perceptions of the Past in South East Asia, the Asian Studies Association of Australia. More recently, Suriya Ratanakul (of Mahidol University, Thailand) has published critiques of Thai origin theories from a linguistic perspective. Many Thai scholars have contributed reasonable perspectives on these historical issues to the International Conference of Thai Studies; however, these critiques are generally shared amongst scholars and specialists –they do not become propaganda, nor can they have much influence with the masses.

§6.

Damrong’s “Suvaṇṇabhūmi” theory began with the idea that Thai people left China (moving from North to South) and conquered a large part of Southeast Asia. The political advantage of Damrong’s version of history was that it justified Thailand starting a war to conquer Shan State (ruled by Burma), and, possibly, the (re-)conquest of their (fictional) homeland in Yunnan, further north. Damrong’s most famous book on history is simply titled “Thai Fight Burma”, first published in 1917. Most of his theories are anti-Burmese and anti-Chinese, with no interest in Cambodia whatsoever (indeed, Cambodia is hardly ever mentioned).

In 1931, Luang Wichitwathakan published his version of Thai history. He later became the head of the “Department of Fine Arts”, where his efforts were not limited to writing books. He produced dramas performed on stage and songs broadcast on radio. He was a major influence in Thai popular culture, as well as in the “high culture” of written history. There was a transition in the 1930s from Prince Damrong’s version of history to Luang Wichitwathakan’s version. Although Damrong’s books continued to be used in classrooms, the author felt that he was marginalized in (and excluded from) Thai political discourse after 1932; simply, his works did not feature the new ideas that were increasingly dominant in Thai propaganda in this era (such as “Communism”, “Democracy”, etc.).

In general, no effort was made to create a coherent account of what Cambodia was, nor of who the Khmers are, nor of why cities like Lopburi (right in the center of modern Thailand) are so obviously of ancient Khmer origin. In this era, the contradistinction between Thai and Khmer was neither the primary interest of nationalist history, nor of racial discourse in Thailand; instead, we have a clear construction of Burma and China as rival civilizations, but tremendous ambiguity as to the role of the Lao and Khmer in the narrative. Vague claims that the Lao, Thai and Khmer were all originally one people are often enough found within a few paragraphs of equally vague claims that the Thai were superior to the other two, and had conquered them in a (Damrong-esque) great migration.

§7.

Thai History was written and re-written rapidly in the years leading up to World War Two. When the Thais (very briefly) occupied Shan State (in collusion with the Japanese) they published maps and propaganda declaring it “the original Thai homeland”. They published a new wave of Suvaṇṇabhūmi propaganda after their victory in the Franco-Thai war of 1941. There was a rush to produce propaganda fast enough to justify Thailand’s territorial claims from 1941 to 1947, as the Thais believed that they had an opportunity to conquer all of “French Indochina” at the end of World War Two.

However, in 1947 everything changed: the British signed a new treaty with Burma (the “Atlee Treaty”) ending Thai hopes of ruling Shan State, and the French recognized a new constitution for Laos as a separate nation. In the same year, Thailand had yet another coup d’état and began negotiations with the U.N. “Franco-Siamese Conciliation Commission”.

These negotiations in 1947 are much more important than the maps that have dominated the discussion of the dotted-line around Preah Vihear. In 1947, the Thai government told this special “Commission” at the U.N. that Thailand had always been the historical ruler of all of Laos, and at least ruled Battambang, if not all of Cambodia. The Thai argument was that France had somehow tricked the world into thinking Laos and Cambodia were separate countries, when they were really provinces of Thailand; therefore, the provinces should be returned to Thailand as the French were leaving. Of course, that is also a myth: it is the myth of “Suvaṇṇabhūmi”, already explained.

The U.N. was thus expected, “…to decide on the claims… which would expand the territory of Thailand all the way to the Vietnamese border… [and] the Commission rejected in its final report all of Thailand’s claims.” (Pheuipanh Ngaosyvathn, 1985, Asian Survey, vol. 25, issue 12, p. 1242-1259).

§8.

The UNESCO paperwork concerning the fate of this single temple (Preah Vihear) omits the real drama of history that created the border.

The French won a war against Thailand in 1893. Negotiations then began between France and England (from 1893-6) to decide Thailand and Cambodia’s borders. At that time, the British and French were very concerned with the control of Shan State and Yunnan –and neither the Thai nor the Cambodians had a voice in the negotiations that resulted in the Anglo-French settlement of 1896.

Today, it is difficult to imagine that landlocked Shan State and the nearly-impassable mountains that separate it from Yunnan were ever of such geo-political importance; however, starting in the 1870s, both the British and the French wanted to build railroads to Yunnan through this supposedly-strategic tract of land (I discussed the politics of European railroads and the opium trade at some length in my Historical Introduction to Laos in 1893, published by White Lotus Press a few years ago). Prince Damrong’s propaganda reflects the political concerns of that era, looking north from Bangkok, seeking to control Shan state and expand into China at a time when many feared the French and English would go to war to control trade (specifically, the opium trade) in the region.

§9.

The link between this strange history, the stranger myth of “Suvaṇṇabhūmi”, and the still-ongoing border dispute between Thailand and Cambodia may be summed up as follows.

The Thai army did defeat the French army in 1941, prior to the Japanese occupation. Cambodians are more likely to remember their own rebellion against the French in 1942; both events (1941 & 1942) demonstrated the weakness of the French military in Southeast Asia. Soon thereafter, the French were defeated by the Germans in Europe and defeated by the Japanese in Asia. After the Japanese retreat, the French were defeated by the Communists (within the former French colonies) when they tried to re-assert control. That can be counted as at least three important military defeats in a span of about 13 years (1941–54).

These simple facts tend to be omitted from European articles on this history (or on the current border dispute) –either because they are embarassaing, or because their salience is unclear to the authors. Their importance is tremendous, because the U.N. decision of 1947 was made in precisely this context.

In contrast to 1947, the history of the other agreements (and maps) is relatively trivial: the 1896 agreements (between the French and Thais) were superseded in 1902, and all of the agreements of 1902 were thrown aside in 1941.

In general, there was little-or-no representation for Cambodia at any of these negotiations; France did not even allow Cambodian representation at the armistice of 1954. This means that there was nobody at any of these meetings who could ask the obvious question of why Surin was assumed to be part of Thailand in the first place. The negotiations were defined by the threat posed by imperialist armies from Europe. When that threat disappeared, the logic behind the borders they had imposed disappeared, too.

The collapse of the French empire left Cambodia and Laos with irrational borders; it also left Thailand with an identity crisis. The Thai are now struggling to reconcile the notion of their own “Thainess” with the legacy of more ancient civilizations that now surround them, not only in Lopburi and Surin, but even as nearby as Nakon Pathom (i.e., almost a suburb of Bangkok). All of the pseudo-history propounded as propaganda sits uneasily next to the self-evident monuments of pre-Thai civilizations that are right in the middle of Thailand.

§10.

Some of these contradictions are demonstrated in the most recent re-writing of Thai history that I can comment on: the efforts of Taksin’s government, and the version of history presented by the “O.K.M.D.” (Office of Knowledge Management and Development).

This might be remembered as simply another “Taksin mega-project”; it was his own version of the Fine Arts Department, with a similarly broad agenda, including the creation of new museums. One acronym gives rise to another: the OKMD created the “N.D.M.I.” (National Discovery Museum Institute). The NDMI also had a very broad mandate, and was intended to take over a series of historical sites in downtown Bangkok (generally, old buildings already owned by the government) to create a series of museums. The first NDMI museum remains open, giving a permanent statement of the version of history that Taksin’s patronage created.

It is no surprise that the central concept of the museum is “Suvaṇṇabhūmi”: Taksin liked the idea so much that he named his airport after it.

The museum repeats many important lies from the old propaganda, including the idea that two monks named Soṇa and Uttara brought Buddhism to Thailand. The museum also formally states the curators’ appreciation for Prince Damrong as the inventor of Suvaṇṇabhūmi as an historical concept.

This re-telling of Thai history is also responsive to some more recent trends in European scholarship. In contrast to the old propaganda about “racial purity”, there is instead a message of harmonious “racial diversity”. There is dramatically less emphasis on the city of Sukhothai, and less emphasis on the unique King Ramkhamhaeng (now considered historically dubious and/or fictional, cf. James R. Chamberlain, ed., 1991, The Ram Khamhaeng Controversy, The Siam Society, Bangkok).

Instead of trying to prove that Thailand existed as an ancient empire (alongside Cambodia), the NDMI simply states that there were no empires, and no nation-states, prior to the modern era. They re-draw the map as a series of city-states, and then claim that all of it had always been “Suvaṇṇabhūmi”. This may seem like a non-confrontational way to re-invent the myth, but it still supports the (WWII-era) political contention that neither Cambodia nor Laos existed prior to the French “stealing” them from Thailand.

The new propaganda gets rid of the (offensive) notion that the racially-superior Thai people migrated south and conquered Southeast Asia, however, it also avoids any clear timeline of anybody migrating anywhere (or anybody conquering anybody). The same old story of Suvaṇṇabhūmi is simply being re-told without admitting that war, slavery and feudalism really were important parts of Thailand’s history: instead, we are given a message that the country was always built on trade, technology, and “ethnic harmony”.

I will not offer a lengthy criticism of the museum’s version of history in this article. However, the point here is simply this: although political concerns have changed, the myth of Suvaṇṇabhūmi is more prominent now than ever before. The Taksin government gave this term new impetus, and new prominence, presenting it as part of a new generation of propaganda. Every person who arrives at Bangkok airport is confronted with the myth of Suvaṇṇabhūmi as soon as they arrive, however it may be misspelled or mispronounced on their ticket or on the signs painted on the walls (Suwannaphum? Suvarnapoomee?).

§11.

As mentioned, from the 1930s up to 1947, the propaganda reflected different concerns, looking east from Bangkok. At that time, it seemed possible to extend Thai territory eastward, as the French Empire collapsed. Of course, the rapid rise and fall of the Japanese empire (in Southeast Asia) also encouraged expansionist schemes of this kind.

General Phibun Songkran, the same man who had (briefly) expanded Thai power into Burmese, Lao and Cambodian territory (1941–6), remained a pervading influence until 1958. In the late 1950s, the French army departed, the American army expanded its presence, and, from the Thai perspective, the war to extend Thai territory simply continued under the name of “anti-Communism”.

From 1949–1961 the U.S. supported Chinese KMT (anti-Communist) troops living in Northern Thailand. The old propaganda about a war to re-conquer the so-called Thai homeland in Yunnan (as Damrong imagined it) would have seemed useful for a series of Thai governments that were then preparing for an imagined war against Communist China (with American Support).

The original “Domino Theory” was presented in 1952, as a justification for the American military to occupy former French Colonies of Indochina as a barrier against Chinese Communism: the theory compares Communist influence to a game of dominoes, and was used to explain U.S. military involvement in Southeast Asia until 1973.

In 1973, U.S. President Nixon made a pact with Communist China; this had many effects, all over the world, but it also (permanently) ended Thailand’s ambitions to conquer part of Yunnan. They had already lost the possibility of conquering Shan State, and now all of their northward ambitions were made impossible. After 1973, eastward expansion was the only dream possible for the Thai military, and they became increasingly involved in America’s wars in Cambodia, Laos and Vietnam. The cycle of propaganda and pseudo-history continued through decades of active armed conflict on the Thai-Khmer border.

The suffering and tragedy of these wars is not the subject of this article. What I would say here, simply, is that Thai propaganda was written to support specific political objectives in each (sequent) era. The recurrent theme is that “Suvaṇṇabhūmi” is used to justify the aspiration to conquer more territory as if it had been Thai territory all along.

The Thai army invaded Laos in 1984, and then fought a larger war against Laos in 1987–8. They justified this as an attempt to win back the territory the French had stolen from Thailand.

I would here suggest that, from the Thai military’s perspective, the Cambodian border conflict (ca. 2010) is similar to the Lao (ca. 1988): they do not regard the line around just one temple as the problem. They consider the entire border illegitimate. The temple is just one opportunity to challenge that border. For many Thai nationalists in the military (or for anyone who believes the propaganda) Battambang is “lost” territory that Thailand must re-conquer. The opinion that all of Cambodia should be a province of Thailand is not uncommon –and seems to be an inevitable corollary of the Suvaṇṇabhūmi pseudo-history.

Is it any surprise that the Thai military claims French Indochina was formerly part of Thailand? In general, both Thai and Khmer people in the present generation have heard some aspects of this story from their grandparents, and learn other aspects from watching television. The different parts of the story never quite fit together, they never match with the jumble of information in the newspapers.

From a Cambodian perspective, looking North and West, it is obvious that a large part of Thailand is still ethnically Khmer, despite the conquests and counter-conquests of the last 300 years of history. Many Cambodians consider Surin a natural part of Cambodia; and many Thais consider Battambang a natural part of Thailand. Of course, many Cambodians grew up in refugee camps on Thai territory (while the U.S., U.N. and the Thai military all supported Pol Pot). As a result, there are many families with ties on both sides of the disputed border.

Among the farmers on the Thai side (in the “Lower Isan”, as some now call it) I think there is an unusual sense of kinship and cultural awareness, perhaps simply because there are so many looming monuments to the Cambodian culture that was once there.

In looking back over this history, and the pervasive importance of the propaganda that misrepresents it, there seems to be no cause for optimism whatsoever. My optimism, however, is not based in these facts, but merely in my experience of spending long periods of time on all sides of the borders that the current generation must cope with. Simply put, the peoples of rural Isan, Laos, and Cambodia, don’t want another war. As bad as current conditions may be, they’re still much better than what most of the residents became accustomed to over the last 50 years. They have demonstrated to all of us that they can both cope and thrive in the midst of some of history’s greatest tragedies.

Eisel Mazard (大影) is a scholar of Pali, the most ancient language and literature of Theravada Buddhism, and of the history, languages and politics of Theravada Asia. His research has primarily concerned mainland Southeast Asia: Cambodia, Laos, Yunnan and Thailand. He currently lives and works in Phnom Penh. Website: http://www.pali.pratyeka.org/

คุณจาตุรนต์ ข้อเสนอของคุณ

คุณจาตุรนต์ ข้อเสนอของคุณ ที่ให้่พรรคประชาธิปัตย์หยุดบิดเบือนความจริง เพื่อผลประโยชน์ต่อพรรคของตัวเอง นั้น บอกให้หมาเลิกกินขี้ยังจะง่ายเสียกว่า เพราะมันสันดานของพรรคนี้มาตั้งนมนานแล้ว มันเลิกไม่ได้จริงๆ

*ปลุกกระแส ชาตินิยม

*ปลุกกระแส ชาตินิยม สมความคิด
อำมหิต คลั่งชาติ สมปรารถนา
แล้วจะได้ อะไร ขึ้นมา
นอกจากเลือด น้ำตา และความตาย

*หวังรวมชาติ ด้วยสงคราม ตามความคิด
หวังพิชิต พวกเห็นต่าง สร้างจุดหมาย
หวังล้างปม เสียดินแดน แสนอับอาย
เป็นหวังดี ประสงค์ร้าย อันตรายนัก

*พระวิหาร คนโบราณ ท่านสร้างไว้
เชิญเทพไท้ เทวา มาปกปัก
ศิลปะ สถาปัตยกรรม งามยิ่งนัก
ควรร่วมมือ อนุรักษ์ จักเข้าที

*มรดกโลก เป็นของโลก ของชาวเอเชีย
ประเทศไทย ไม่ได้เสีย ซึ่งศักดิ์ศรี
ยิ่งช่วยให้ สมบูรณ์แบบ แยบยลดี
ยิ่งจักมี เกียรติยศ ควรจดจำ

*หยุดกระแสชาตินิยมแบบคลั่งชาติ
หยุดประกาศศักดาพาตกต่ำ
หากกระชับพื้นที่สิชอกช้ำ
ไม่มีใครให้ทำเขาข้างเดียว

เนียงประกายพฤกเคยจุดไฟชาตินิย

เนียงประกายพฤกเคยจุดไฟชาตินิยมเผาสถานฑูตไทยมาแล้ว เขมรน่ากลัวมาก ยกให้เขาไปเถิด

เห็นเขาบอกว่าจังหวัดสุรินทร์ก็เคยเป็นของเขมรมาก่อนด้วย

HiCambodia

[quote=HiCambodia]เนียงประกายพฤกเคยจุดไฟชาตินิยมเผาสถานฑูตไทยมาแล้ว เขมรน่ากลัวมาก ยกให้เขาไปเถิด

เห็นเขาบอกว่าจังหวัดสุรินทร์ก็เคยเป็นของเขมรมาก่อนด้วย[/quote]

เขมรหางเหลือง

ก็เห็นอภิสิทธิ์บอกว่า

ก็เห็นอภิสิทธิ์บอกว่า ไทยยังสงวนสิทธิ์ที่จะทักท้วง
แล้วใยไม่ใช้สิทธินั้น เดี๋ยวนี้ เล่าท่านนาโย๊ก

..................ไอ้งั่ง...ไ

..................ไอ้งั่ง...ไม่มีสตังค์ก็ไปกู้มาสิ.คราวหน้าถ้าจะปล้นให้หยิบหนังสือก่อนเลยจะได้ไม่ถูกเหน็บ..............

......”.......มีการปล้นสะดมร้านสะดวกซื้อเอาของไปมากมายหลายอย่าง แต่ไม่เอาหนังสือไปด้วยเพราะอ่านหนังสือไม่ได้ เนื่องจากผู้ชุมนุมจะเชื่อแกนนำอย่างเดียว ................”
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆศก ศอฉ. พูดก่อนหน้าล้อมกระชับขอพื้นที่ราชประสงค์คืนจากผู้ก่อการร้ายชาวไพร่ ?????

..............................................................๑...................................................

.............เพราะความจนปล้นปัญญาหรือว่าโง่...................เคยมีโอกาสใดเปิดให้นี่
อยากทำอะไรได้เลยไม่เคยมี.........................................อยากได้ดีที่เท่ไม่เฮโล
แต่ไฮโลว์โง่เง่าเอาไปหมด...........................................โอกาสอดมากกว่าอิ่มทั้งหงิมโง่
อยู่ใต้ถุนสังคมจมเกมส์โชว์............................................โอกาสโอ่โผล่ไกลแทบไม่มี
.............ไอ้ไฮโลว์โง่เง่ามันเขลาขลาด............................แทงพลาดคาดผิดติดแต่หนี้
ไม่ยอมเลิกลดละผละเสียที............................................ขออีกทีอีกทีจนหนี้บาน
นั่น 19 ก.ย. 49 อ้าวอีกแล้ว.........................................ผีถ้วยแก้วตะกละรัฐประหาร
ชนชั้นกลางวางมือร่วมยื้อจาน..................................ร่วมทหารสังหารรัฐตัดสิทธิ์คน
มาปีนี้สี่ปีแล้วแนวรบเริ่ม................................................มันกลับเพิ่มแนวรบประสบผล
แผนว่าผ่านแต่ผันผกนรกรณ.............................................นำผองชนชิงชังกันทั้งไทย
..............ลับลวงพรางร่างรัฐธรรมนูญ.............................ปี 50 ซุก ม.77 หมกเม็ดไว้
รัฐต้องมีอาวุธยุทธปัจจัย...............................................นั่นงัยในนัยยะงบประมาณ
งบประมาณกลาโหมหื่นโถมถา......................................เผยโฉมหน้าพ่อค้าอาวุธชุดสังหาร
ตลาดใหญ่ในภูมิภาคอยากประจาน.................................ทวยทหารสรรเสริญเพลิดเพลินไป
เหมาะตั้งร้านสะดวกซื้ออื้ออาวุธ..............................................เอาไว้กุดหัวกันทันสมัย
ไอ้พวกไม่อ่านหนังสือคือพวกไพร่..................................ประชาธิปไตยใครหลอกมา........
..............ขอเรียนท่านไก่อูผู้น่าถืบ.....................................ที่ไม่รีบหยิบหนังสือก็คือว่า
อันตัวข้าผู้น้อยไม่ค่อยมีเวลา.........................................ถ้าชักช้าห่ากระสุนพรุนนะซี..............

...........................................................๒..............................................

................

.............จากวันนั้นถึงวันนี้ที่งบทหาร............................แสนกว่าล้านผ่านสภาฝ่าวิถี
หลังซ้อมรบกับราษฎรสอนวิธี......................................ตายเป็นผีแบบไพร่ ๆ ไทยแท้ ๆ
อันอำนาจเนียน ๆ ไม่เปลี่ยนผัน....................................สถาบันทหารสอนซ่อนกระแส
ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีตีขะแมร์........................................คือเกมแก้แผลตัวกลัวประจาน
..............อันผองไพร่ได้เห็นเป็นตายสอน......................บนกองฟอนควันยังกรุ่นเห็นคุณทหาร
เก้าสิบเอ็ดศพกับงบประมาณ......................................หนึ่งแสนแปดหมื่นล้านสำราญใจ....!!!!...
ราษฎรอ่อนแอแกรีบกู้...............................................คอยดูว่าประชาธิปัตย์จัดให้
ผองพรรคร่วมรัฐบาลเห็นการณ์ไกล................................ประชาธิปไตยไทยใครใหญ่วะ..!!!!!!...............

ชี้แจงเบื้องหน้าเบื้องหลังได้

ชี้แจงเบื้องหน้าเบื้องหลังได้ครอบคลุมชัดเจนดี เหมือนผู้ใหญ่สอนเด็ก โดยเฉพาะประเด็นการเจรจาระหว่างไทยกับเขมร การจะกลับมาเริ่มต้นเจรจาทวิภาคีรอบใหม่เป็นไปได้ยากและมีแนวโน้มว่าเป็นไปไม่ได้เลย

เพราะเขมรเห็นแล้วว่า ไร้ประโยชน์ที่จะเจรจากับรัฐไทยภายใต้การชี้นำของพันธมิตร การที่เขมรแสวงหามิตรจากอาเซียนและร้องเรียน ยูเอ็น. เป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี

ทางออกที่เหมาะสมที่สุด คือ รอให้รัฐบาลชุดใหม่มาแก้ไขปัญหาและคอยป้องปรามมิให้ปัญหาในปัจจุบันลุกลามไปมากกว่านี้

ฟหกด

[quote=ฟหกด]ชี้แจงเบื้องหน้าเบื้องหลังได้ครอบคลุมชัดเจนดี เหมือนผู้ใหญ่สอนเด็ก โดยเฉพาะประเด็นการเจรจาระหว่างไทยกับเขมร การจะกลับมาเริ่มต้นเจรจาทวิภาคีรอบใหม่เป็นไปได้ยากและมีแนวโน้มว่าเป็นไปไม่ได้เลย

เพราะเขมรเห็นแล้วว่า ไร้ประโยชน์ที่จะเจรจากับรัฐไทยภายใต้การชี้นำของพันธมิตร การที่เขมรแสวงหามิตรจากอาเซียนและร้องเรียน ยูเอ็น. เป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี

ทางออกที่เหมาะสมที่สุด คือ รอให้รัฐบาลชุดใหม่มาแก้ไขปัญหาและคอยป้องปรามมิให้ปัญหาในปัจจุบันลุกลามไปมากกว่านี้[/quote]

เขมรอยู่วงนอกมองไทยแจ่มแจ้ง
ตอนพันมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ นักวาดการ์ตูนเขมรวาดลงหนังสือพิมพ์เป็นรูปอภิสิทธิ์ใส่เสื้อมีตัวอักษรว่า'PAD'อภิสิทธิ์ถือมีดจ่อคอหอยหญิงแก่ที่ชื่อ'THAILAND' มองไปยังนายกฯสมชาย
เขาอ่านขาดกระจุยว่าอภิสิทธิ์เป็นพวกแนวคิดเดียวกับพันธมิตรที่เอาประเทศไทยเป็นตัวประกันในการโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

ทางออกที่เหมาะสม มองทะลุมองต่างมุมว่าเรื่องนี้ปล่อยให้คาราซังต่อไป มันคาราคาซังมาหลาย10ปีก็ต่ออายุไปอีกหลาย10ปีซะ หึหึ จนกว่าพรรคปชป.ถูกยุบเสื่อมสภาพลงมากๆ และพันธมิตรเข้าคุกเยอะๆในหลากหลายข้อหา หากขืนทำเรื่องพวกนี้ตอน2กลุ่มนี้อยู่ ประเทศจะกระสับกระส่ายไปทั่วจากการปลุกกระแสคลั่งชาติ(ซึ่งอันที่จริงนักการเมืองในเขมรก็เคยใช้)โดยเฉพาะแถบชายแดนพิพาท

คือว่าทำไปดียังไง มันก็ลากเอาตุลาการวิบัติมาล้มล้างหมดน่ะ ไม่เกิดผลอะไรขึ้นมา
ลืมบทเรียนบทนี้แล้วหรือ?

อ่านแล้วสรุปได้ว่า กับเพื่อนบ

อ่านแล้วสรุปได้ว่า
กับเพื่อนบ้านเราควรเ็ป็นมิตรและใช้แนวทางเจรจาอย่างสันติ
กับคนในบ้า่นเราต้องใช้ทุกวิถีทางที่จะเอาชนะรวมถึงการให้การสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธ
(สาบานได้ว่าไม่ได้โยงเรื่องสองมาตราฐาน)

ผมว่า...เพราะอ๋อยพูดเหมือนมาร

ผมว่า...เพราะอ๋อยพูดเหมือนมาร์ก คิดเหมือนมาร์ก แบบนึ้ เจ้าของพรรคเพือไทยเขาจึงไม่ให้คิวนายกออ๋อยเสียที...

ลองเปลี่ยนไปสังกัด ปชป. นอกจากแนวคิดปกป้องพฤติกรรมพรรคแม้วในอดีตแล้ว ผมว่าแนวความคิดด้านเขมร อ๋อยคล้ายมาร์กมาก เรียกว่า ขอไปเป็นโฆษกส่วนตัวแทนคนเดิมได้สบายๆ เพราะอ๋อยเข้าใจปัญหาระดับนี้ชัดเจนกว่า...

ผมแนะให้อีกอย่าง....อ๋อย ออกจากพรรคเพื่อทุยเมื่อไหร่ ...อนาคตการเมืองโชติช่วงชัชวาลกว่านี้อีก

พ้นโทษห้ามลงเลือกตั้งเมื่อไหร่ ตั้งพรรคเล็กกับญาติพี่น้อง พรรคไหนก็อยากเชิญไปร่วมรัฐบาล ตำแหน่งรัฐมนตรีมีให้ลุ้นเห็นๆอยู่..

อิ อิ อิ ถ้าไม่โดนหางเลชคดีอื่นเสียก่อน นะครับ

ตอนนี้เกาะเพื่อทุยไปก่อนก็ได้......ประหยัดค่าใช้จ่าบดี....

อ่านแล้วเศร้า? อนาจใจ?

อ่านแล้วเศร้า? อนาจใจ? กับท่าที่ของไทยในขั่วความคิดต่างจนถึงขั่วการเมือง มันสะท้อนตัวตนของความไม่เป็นเอกภาพในเรื่องนี้ชัดเจน? สะท้อนมาเป็นจุดอ่อนในเรื่องนี้ของคนไทย? ต่อกรณีพระวิหาร หรือ ผลประโยชน์เขตแดนฝั่งติดกับเขมร เพราะ ที่สุด เราได้เอาเรื่องนี้ไปเป็นแนวรบด้านการเมืองในประเทศเต็มตัวอย่างน่าอนาจใจเสียแล้ว???

เพราะอ๋อยนี้คือระดับสำคัญจนเคยเป็นอดีตหัวหน้าพรรค? แม้ตรงนี้จะแสดงความคิดเห็นตรงมาตรงไปในมุมนั้นของท่านอ๋อย(แต่ไม่ได้เป็นสิ่งการันตีอะไรเลยว่ามุมนั้นของท่านอ๋อยถูกต้องสักกี่%) แต่เนื้อหาตามนี้ได้สะท้อนมุมมองต่อทรรศนะคติเรื่องนี้ ออกมาน่าผิดหวังน่าเป็นห่วง?(ในส่วนเอกภาพไม่ใช่ประเด็นคลั่งชาติอย่างที่ผลิตวาทะกรรมกรณีแบบนี้ให้ดุอเมริกาเป็นตัวอย่าง เมื่อประเทศมีปัญหาทุกเรื่องส่วนตัวของฝ่ายการเมืองหยุดหมดเขาจะพุดเสียงเดียวกันทันที)

และน่าสมเพสวิธีการเล่นการเมืองแบบไทยๆที่ไม่แยกแยะผลประโยชน์ชาติผลประโยชน์ตัวเอง? หรือผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง?(ไม่ได้ด่าแค่พรรคคุณอ๋อยแต่ด่าทุกฝ่ายทุกพรรคแม้แต่พรรคการเมืองใหม่ที่แอ็คชั่นเหมือนปกป้องผลประโยชน์ชาติ แต่ลึกๆก็เพื่อการเลือกตั้งที่มานี้)

เพราะเนื้อหาของการนำเสนอออกมาของทุกฝ่ายตอนนี้ มันไปคนละทิศละทาง ในแบบสาวไส้ให้กากินเสียด้วย? ทั้งที่มุมมองแต่ละชุดความคิด ไม่ใช่ชุดความคิดที่ถูกต้อง ทั้งหมด รวมทั้งคุณอ๋อย? สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่ง คือเอกภาพในเรื่องนี้ที่ผมเคยเสนอว่าเป็นวาระแห่งชาติ

ทั้งมิติการเมืองภาคปชช.(ที่ไม่ควรขีดกรอบแค่มุมความคิดมุมพธม. เท่านั้น) และภาคการเมืองตัวแทน(ที่เคยเสนอให้เอาเข้าสภา) เพราะเนื้อหาที่คุณอ๋อยเสนอมาตรงนี้? ควรอยู่ในเวทีสภาฯ แล้วหาฉันทามติออกมา ด้วยข้อมูลมุมที่คุณอ๋อยมี(ที่ผมฟันธงว่าคุณไม่ใช่ชุดข้อมูลที่ถูกต้องส่วนจะอย่างไรบ้าง ผมขอมีเวลาและกำหนดประเด็นโต้แย้งคุณใหม่) แต่ผมฟันธงว่าชุดข้อมูลอ๋อยจริงไม่ถึง10%

แต่แอ๊คชั่นแบบนี้ ท่าเต้นแบบนี้ ถ้ามาเต้นใกล้ๆผมจะโดนถีบ แล้วบอกว่าไสหัวออกไปไกลๆ ถ้ามันคิดกันได้จัญไรแมนแบบนี้(มาจากเนื้อหาเพลงที่ว่าวิญญานปู่จะร้องว่าลูกหลานจัญไร(ไม่เจตนาให้หยาบ)???

บางกอก

[quote=บางกอก]ผมว่า...เพราะอ๋อยพูดเหมือนมาร์ก คิดเหมือนมาร์ก แบบนึ้ เจ้าของพรรคเพือไทยเขาจึงไม่ให้คิวนายกออ๋อยเสียที...

ลองเปลี่ยนไปสังกัด ปชป. นอกจากแนวคิดปกป้องพฤติกรรมพรรคแม้วในอดีตแล้ว ผมว่าแนวความคิดด้านเขมร อ๋อยคล้ายมาร์กมาก เรียกว่า ขอไปเป็นโฆษกส่วนตัวแทนคนเดิมได้สบายๆ เพราะอ๋อยเข้าใจปัญหาระดับนี้ชัดเจนกว่า...

ผมแนะให้อีกอย่าง....อ๋อย ออกจากพรรคเพื่อทุยเมื่อไหร่ ...อนาคตการเมืองโชติช่วงชัชวาลกว่านี้อีก

พ้นโทษห้ามลงเลือกตั้งเมื่อไหร่ ตั้งพรรคเล็กกับญาติพี่น้อง พรรคไหนก็อยากเชิญไปร่วมรัฐบาล ตำแหน่งรัฐมนตรีมีให้ลุ้นเห็นๆอยู่..

อิ อิ อิ ถ้าไม่โดนหางเลชคดีอื่นเสียก่อน นะครับ

ตอนนี้เกาะเพื่อทุยไปก่อนก็ได้......ประหยัดค่าใช้จ่าบดี....[/quote]

[color=purple]ต้องขออนุญาตเห็นต่างจากคุณบางกอก [b]อ๋อยพูดและคิดไม่เหมือนมาร์คครับ[/b]

[b]อภิสิทธิ์พูดและคิดต่างจากจาตุรนต์ที่[/b]

หนึ่ง จาตุรนต์ไม่ได้เห็นด้วยที่อภิสิทธิ์ยกเลิกบันทึกข้อตกลงว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งเรื่องนี้คุณเตช บุนนาคก็ไม่เห็นด้วยกับอภิสิทธิ์(หรือจะให้เรียกอภิสิทธัตถะ?)

สอง อภิสิทธิ์ไม่เคยฟันธงไปเลยชัดเจนว่าพื้นที่พิพาท 4.6 ตร.กม. เป็นของใคร? บางครั้งก็พูดว่ายังเป็นของไทย(เวลาพูดกับพันธมิตร) บางครั้งก็บอกว่ายังเป็นพื้นที่พิพาท(เวลาพูดกับนักข่าว) แต่จาตุรนต์ไม่เคยบอกว่าเป็นของไทย บอกแค่ว่าถ้าเอาเรื่องนี้เข้าองค์กรระหว่างประเทศอย่างUN โอกาสที่ไทยจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบสูงมาก จึงเห็นว่าควรจะยึดหลักการเจรจาทวิภาคีเท่านั้น ส่วนมาร์คกลับไปกลับมาระหว่างไปUNกับเจรจาทวิภาคี (สงสัยคนเชิดหุ่นยังไม่ส่งซิกแนลเรื่องนี้)[/color]

หมายเหตุ

[i]คนฉลาดอย่างอภิสิทธิ์นั้น ถ้าวางตัวเป็นอิสระอย่างแท้จริงน่าจะคิดได้ไม่แพ้จาตุรนต์ เสียดายที่ยอมขายวิญญาณให้ปีศาจแก่ๆที่ใกล้จะหมดอายุใช้งานแล้ว(made a Faustian pact) แต่ถ้าวางตัวเป็นกลาง ก็คงเป็นได้แค่อาจารย์ธรรมศาสตร์ต๊อกต๋อย ไม่ได้เป็นนายกฯหุ่นเชิดอย่างทุกวันนี้ It's a price to pay[/i]

อยากแนะนำให้คุณอะตอมไปหาหนังส

[color=blue]อยากแนะนำให้คุณอะตอมไปหาหนังสือ Siam mapped ของอาจารย์ ธงชัย วินิจกุล อ่านเสียหน่อย จะได้เข้าใจที่มาที่ไปของมายาคติเรื่องดินแดน, พรมแดน อาณาเขต เสียดินแดน ได้ดินแดน ฯลฯ และจะได้รู้เท่าทันเสียที ว่าถูก"ฝังหัว"เรื่องรักชาติแบบไร้สาระ ขาดสติแบบนี้มาจากไหน วาทกรรมเรื่อง"เราสูญเสียดินแดนไม่ได้อีกแล้วแม้สักนิ้วเดียว"มาจากไหน มายาคติเรื่องพรมแดนของโลกปัจจุบันเขาไปถึงไหนกันแล้ว จะได้รู้ตัวว่ายังงมงายอยู่ในmicrocosm เรื่อง รักชาติ, สูญเสียดินแดน นานเกินไปแล้ว[/color]

[b]จะได้ตื่นขึ้นมาดูโลกแห่งความจริงเสียที[/b]

คุณจาตุรนต์ครับ ถึงตอนนี้คุณจ

คุณจาตุรนต์ครับ

ถึงตอนนี้คุณจะยังไม่มีโอกาสสัมผัสไพ่สักใบ
แต่โปรดถนอมตัวด้วยครับ
ยังมีคนอีกมากมายอยากเห็นไพ่ใบสำคัญอยู่ในมือคุณจาตุรนต์

ถึงวันนี้ไม่มีใครสามารถจะล้างไพ่ได้
วันนี้คนถือไพ่ใบพิเศษอาจจะกำลังมือขึ้น
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีวงจรชีิวิตเสมอ
ทุกสรรพสิ่งมีขึ้นมีลงมีเกิดมีตาย

ไพ่วงนี้มีโอกาสล้างตัวเองในไม่ช้า

คุณบางกอกครับ

คุณบางกอกครับ "อ๋อย"กับ"มาร์ก" คิดเหมือนกันมาก? เอาอวัยวะส่วนไหนคิดครับ? เท่าที่อ่านนี่ คนละขั่วกันเลย คนหนึ่ง(มาร์ค)บอกว่าพระวิหารเป็นของเขมรแค่ตัวปราสาทตามมติศาลโลกขณะนี้? แต่เพราะศาลโลกไม่ได้ชี้เขตแดน(ท่าที่ หรือจุดยืนนี้ตั้งแต่อภิปรายสมัยก่อน มาถึงวันนี้ที่พธม.ทวงถามและด่ากันเสียๆหายว่าเป็นโสเภณีทางการเมืองไร้จุดยื่น) และจนได้คำตอบยืนยันอีกที่ชัดๆที่สนามไทยญี่ปุ่นดินแดง

แต่อีกฝ่าย(อ๋อย) บอกว่า แผนที่ดงรัก(A1)หรือ1/200000 ระบุชี้ชัดว่าเป็นของเขมร และขึ้นศาลอีกทีก็จะชี้ให้เขมร อย่างเป็นทางการ(ที่ผมไม่เห็นด้วยกับอ๋อยตรงนี้อย่างยิ่ง) เพราะนี่คือต้นน้ำที่ทำให้มีการรับรองการขึ้นปราสาทฝ่ายเดียวจนเป็นที่มาของความคืบหน้าต่างๆของเขมร หรือเขมรหลุดเดี่ยวมาถึงปากประตูแล้ว?

บนความเข้าใจในข้อเท้จจริงอีกมุมที่สับสน?คนล่ะขั่วแบบนี้(วัดจากสองขั่วความคิดนี้คนละมุมกันเลย) นั้นคือมันจะประกอบเป็นที่มาในการวางนโยบายหรือวิธีทำไปตามความเชื่อเลย? นั้นคือที่มาของการที่เขมรหลุดเดี่ยวมาไกลขนาดนี้? ปัญหาเบื้อนต้นมาจากความเซ่อ,ความไม่เป็นเอกภาพเตะตัดขาหลังกันเอง(เพราะมันคนล่ะทาง) จนเป็นการกึ่งยิงกึ่งผ่านให้เขมรไปหลุดเดี่ยวแบบนั้น

มาถึงปชป.ตอนเป็นรบ.นี้ ก็ไม่ชัดเจนจน? ส่งผลมาถึงผู้ปฎิบัติข้าราชการจนถึงในพื้นที่บนเนื้อหาความไม่ชัดเจนเอาไงกันแน่? แต่เขมรชัดเจนเลยฟันธงเลย?จนเอาคนขึ้นมาอยู่ มาร์ก จึงพึ่งจะหลุดปากในวันที่สนามกีฬาฯดินแดงไม่กี่วันนี้ว่า พื้นที่ตรงนั้นของเรา ?เตรียมการบริหารจัดการการบุกพื้นที่ตรงนั้นของเขมรทั้งทางการทูตและเจรจา จนเป็นที่มาของเขมรต้องเต้นออกแอ็กชั่น ไปยังบังคีมูน(บักขี้มูล) ว่าไทยจะใช้ความรุนแรงกับเขมร

นั้นสะท้อนว่าต่างกันอย่างสุดขั่วกับความเห็นหรือท่าที่ ของอ๋อยตอนนี้ ว่ายกให้เขาไปซ่ะ? แล้ว ปูเสื่อแดงแล้วกราบงามๆ ยกพื้นที่ทับซ้อนทั้งหมดให้เขมรไปซ่ะ?ก็ของเขาน่ะ? แล้วมาพัฒนาร่วมกัน(ร่วมปัญญาอ่อนน่ะสิ?ก็ร่วมหัวยกให้เขาไปหมดแล้วร่วมตรงไหน)ต่างกันหัวชนฝาแบบนี้? คุณบางกอกยังบอกว่าเหมือนกัน ตรงไหน? ถ้าเหมือนอยู่บ้างก็คงจะ ทั้งสองเป็นคนไทย? เป็นผู้ชายเหมือนกันมั่งคุณบางกอก???

ครับคุณdoctor

ครับคุณdoctor Jกับคำนี้ของคุณ

[quote=doctor J][color=blue]อยากแนะนำให้คุณอะตอมไปหาหนังสือ Siam mapped ของอาจารย์ ธงชัย วินิจกุล อ่านเสียหน่อย จะได้เข้าใจที่มาที่ไปของมายาคติเรื่องดินแดน, พรมแดน อาณาเขต เสียดินแดน ได้ดินแดน ฯลฯ และจะได้รู้เท่าทันเสียที ว่าถูก"ฝังหัว"เรื่องรักชาติแบบไร้สาระ ขาดสติแบบนี้มาจากไหน วาทกรรมเรื่อง"เราสูญเสียดินแดนไม่ได้อีกแล้วแม้สักนิ้วเดียว"มาจากไหน มายาคติเรื่องพรมแดนของโลกปัจจุบันเขาไปถึงไหนกันแล้ว จะได้รู้ตัวว่ายังงมงายอยู่ในmicrocosm เรื่อง รักชาติ, สูญเสียดินแดน นานเกินไปแล้ว[/color]

[b]จะได้ตื่นขึ้นมาดูโลกแห่งความจริงเสียที[/b][/quote]

คือผมยอมรับในความคิดต่างของคุณได้? แต่ขอให้เวลาของพื้นที่เหตุผลในการชี้แจงโต้แย้งหักล้างตรงไหน?อะไร? อย่างไร? บ้าง แต่ถ้าที่แนะนำให้ไปอ่านคุณธงชัย วินิจฯ ผมขออ่านอาขยานที่หลานผมท่องให้ฟังดีกว่า?

เพราะเนื้อหาการแย้งของผมมันเลยข้ามเรื่อง อนุบาลแบบนี้ไปไกลแล้ว? รวมทั้งที่เคยๆตอบแย้งบุคคลที่มีเหตุผลมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือกว่าธงชัยฯหลายคนทั้งในนี้และที่อื่น? ผมไม่ว่าน่ะครับ? ยินดีเปิดกว้างทุกความคิดเห็นที่จะแย้งมา แต่ขอเน้นให้ชัดเจนในเหตุในผลและตรงประเด็น

จนถึงที่สุดแล้วมันหักล้างข้อมูลข้อคิดเห็นผมหมดแล้ว?ตรงนั้นผมอาจจะเปลี่ยนมุมุมองความคิดใหม่

ที่เป็นการตื่นมาสู่โลกความจริง ?ที่ใช้เหตุใช้ผมสนับสนุนหรือปลุกผมขึ้นมา? ไม่ใช่ตื่นแบบหลงมายากาสิโนอำนาจ ติดบ่วงขั่วความคิด?ชุดความคิด?,กรอบความคิด,ที่พันธนาการไว้ด้วยมายาสัมพัทธของเกมการเมือง กับแนวรบด้านชายแดนที่มีแต่คนไทยเท่านั้นที่รบกันเองกับชายแดนตรงนั้น???

รวมทั้งคุณเองด้วยเป็นทหารราบฝั่งเสื้อแดงอย่างหัวปักหัวปำ? ที่ใช้ความเชื่อมั่นในแดงนำเหตุผลข้อเท็จจริงของทางที่จะรักษาผลประโยชน์ชาติ? ไม่ใช่เหยื่อของกาสิโนอำนาจแบบคุณที่ยังหลงมนต์ในพะวังหรือวังวนกาสิโนอำนาจตรงนั้น? ด้วยการเอาเนื้อหาความเสียหายของประโยชน์ชาติมาเล่นชักเย่อการเมืองกันแบบนี้

นั้นคือถึงตรงนี้ควรจะปลุกใครกันแน่? ให้ตื่นจากภวังหรือวังวนปัญหาของกาสิโนอำนาจครั้งนี้เสียที???

เทสๆเหมือนปฎิ"หาร"ไม่ใช่หารย์

เทสๆเหมือนปฎิ"หาร"ไม่ใช่หารย์ถ้าความเห็นค้านเมื่อไหร่คอมไม่เดี้ยงก็ส่งข้อความไม่ไปใจกว้างๆหน่อยประชาใคร???

สมัยหนึ่งมีการแลกดินแดนส่วนน้

สมัยหนึ่งมีการแลกดินแดนส่วนน้อยเพื่อรักษาดินแดนส่วนใหญ่
สมัยหนึ่ง (ใกล้ๆ นี้) ทะเลาะกันเพราะดินแดนส่วนน้อย เพื่อที่จะ "เสีย" ดินแดนส่วนใหญ่
ถ้ายังไม่เลิก "คลั่งชาติ" แบบโง่ๆ

อะตอม wrote: คุณบางกอกครับ

[quote=อะตอม]
คุณบางกอกครับ "อ๋อย"กับ"มาร์ก" คิดเหมือนกันมาก? เอาอวัยวะส่วนไหนคิดครับ? ...
[/quote]

ปรกติคุณบางกอกเป็นถึงระดับเจ้าของกิจการ มีคนทำอะไรต่อมิอะไรแทนตัวเอง
เขาเป็นเพียงคนเซ็นต์เอกสาร มองเฉพาะใจความสำคัญบางจุดที่สนใจเท่านั้น
รายละเอียดเล็กๆน้อยๆจึงอาจละเลยไป และมอบหมายให้เป็นความรับผิดชอบของลูกน้องไป

คุณบางกอกจึงมองภาพรวมของคุณจาตุรนต์ว่ามีส่วนคล้ายคุณอภิสิทธิ์
มากกว่าจะมองว่าความคิดในรายละเอียดว่าแตกต่างกันหรือไม่
รายละเอียด มันอาจแปรเปลี่ยนไปตามความจำเป็นตามฝ่ายที่ตนสังกัดอยู่ได้
แต่วิธีการมองปัญหา วิธีการคิด วิธีการนำเสนอ มันอาจดูคล้ายคลึงกัน

นอกเรื่องนิดนึง กะว่าคุณจาตุร

นอกเรื่องนิดนึง

กะว่าคุณจาตุรนต์หรือคนพรรคเพื่อไทยจะเข้ามาอ่าน อยากจะฝากเรื่องนโยบายหรืออุดมการณ์พรรคว่านโยบายหรืออุดมการณ์ที่ควรจะมีได้แก่ ประชาธิปไตยท้องถิ่น/การกระจายอำนาจ/การปกครองท้องถิ่น รายละเอียดเบื้องต้นอ่านที่
ธเนศวร์ เจริญเมือง: ประชาธิปไตย 2 ระดับในสังคมไทย
http://www.prachatai3.info/journal/2010/07/30188

อันนี้ด้วยความรู้สึกหดหู่ใจที่คนไทยนอกจังหวัดกรุงเทพถูกกำหนดจากกรุงเทพฯ เอาเรื่องนี้ไปทำให้ทั้งพรรคเห็นความสำคัญและถือเป็นอุดมการณ์พรรคได้ไหมว่าประชาธิปไตยไทยหรือก้าวต่อไปของพรรคเพื่อไทยคือการปกครองท้องถื่น ยังไงเห็นแก่คนที่ต่อสู้บาดเจ็บล้มตายเพื่ออำนาจอธิปไตยในมือประชาชนอย่างแท้จริงด้วยเถอะ

นโยบายอีกข้อที่จะฝากก็คือการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของคนรวยคนจน ที่ควรทำอันดับแรกๆก็คือการเพิ่มค่าแรงงานเพื่อให้ชนชั้นกรรมกรมีชีวิตอยู่ในระดับมนุษย์ ไม่ใช่ในระดับทาสสมัยใหม่แบบปัจจุบันที่ได้ค่าจ้างแค่ค่ากินกันตายกับที่ค่าซุกหัวนอน

พูดก็พูดเถอะนะ มองทะลุไม่ค่อยเชื่อวาทกรรม'รัฐสวัสดิการ'ว่ะ มันกลายเป็นแค่'คำขวัญ'หรูๆติดปากไปแล้ว ที่ไม่เชื่อเพราะว่านี่เป็นความกลวงโบ๋อย่างนึง

ทำยังไงถึงไม่กลวงโบ๋?

ก็ต้องมี ความเข้าใจระดับดีและลึกซึ้งในเรื่องรัฐสวัสดิการก่อนจะพูดนะซี

ที่เห็นๆ ก็คือ 'เชื่อว่าดี'ก็เลยเฮโลพูดตามๆกันโดยคิดว่าพูดไปก็คงไม่ผิด

แต่ผิดสนั่น!

รัฐสวัสดิการที่เห็นนะมี2แบบ แบบแรกให้ฟรีเช่นการศึกษา แบบที่2แบบประกันชีวิต/ประกันสังคม เคราะห์ร้ายถึงได้รับการช่วยเหลือ

ทั้ง2แบบนี้ต่างก็มีเงื่อนไข แรงงานอาจจะไม่ได้รับก็ได้ เพราะไม่เจ็บไม่ป่วย

ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ทำไมไม่เอาสิ่งที่แรงงานจะได้ทุกคนซะล่ะ ซึ่งก็คือการเพิ่มรายได้ก่อน...ได้กันทุกคน

พอเรื่องรายได้ได้ตามสมควรแก่การดำรงชีวิตอย่างมนุษย์แล้ว(โดยยังไม่ต้องไปเอางบประมาณมาใช้) ก็มาทำเรื่องรัฐสวัสดิการต่อ ถึงตอนนี้ก็จะใช้งบประมาณละ ก็ต้องหาภาษีเพิ่มจะเป็นภาษีตัวไหนจะเลือกยังไง?

ตรงนี้แหละเรื่องจะใหญ่ละ เพราะมันจะกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจเยอะ ที่จริงการเพิ่มรายได้กรรมกรมันกระทบก่อนแต่ไม่อยากพูดมากเด๋วไก่ตื่น อิอิ การเพิ่มค่าแรงจะกระทบโครงสร้างอุตสาหรรมไทย กระทบส่งอออก กระทบการลงทุน กระทบGDP แต่ว่าแรงงานไทยเสียสละมาหลาย10ปีแล้ว มันถึงเวลาที่ต้องจ่ายคืนให้แรงงานนะ ทุกๆคนต้องปรับตัวสำหรับค่าแรงที่จะเพิ่มขึ้นนะ รวมทั้งกรรมกรด้วยแหละ ไอ้เรื่องแรงงานนี้จะว่าไปแล้ว มันต้องใช้ความรู้เศรษฐศาสตร์มหภาคเยอะนะ ต้องคิดกันเยอะนะ เรื่องรัฐสวัสดิการก็เหมือนกันใช้ความรู้ทางเศรฐศาสตร์เยอะแต่เป็น'เศรษฐศาสตร์การจัดการ' คือใครเรียนมาจะรู้ว่าภาษีแทบทุกตัวเนี่ยมันผลักภาระให้ผู้ซื้อได้หมด ทุนนิยมมันร้ายกาจตรงนี้ ร้ายมากด้วยที่จะเอาชนะ ดังนั้นถ้ารัฐสวัสดิการเอาแต่พูดว่า'เก็บภาษีเพิ่ม'ๆๆๆๆ เนี่ยเข้าทางทุนนิยมเต็มๆ เพราะขึ้นภาษีมาก็ผลักภาระไปถั่วเฉลี่ยเพิ่มราคาสินค้า ทุนนิยมเปลี่ยนภาษีเป็น'ต้นทุน' แล้วอะไรที่เจ็บแสบมากๆรู้มั้ย?????????????

เมื่อภาษีเป็น'ต้นทุน' ก็แปลว่า 'บวกกำไร'เข้าไปได้!

สมมติ'ต้นทุน'มี3อย่าง วัตถุดิบ+แรงงาน+ภาษี

ราคาสินค้า=ต้นทุน + กำไร(สมมติ20%)=ต้นทุน x 1.2

= (วัตถุดิบ x 1.2) + (ค่าแรง x 1.2) + (ภาษี x 1.2)

ทีนี้เห็นหรือยังว่า การเก็บภาษีหรือขึ้นภาษีสุ่ม4สุ่ม5 เพื่อรัฐสวัสดิการ อาจทำลายรัฐสวัสดิการได้! เพราะราคาสินค้าจะขึ้นตาม(ภาษีเพิ่มและกำไร่จากภาษีถูกผลักเข้ามาในราคาสินค้า) เกิดเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูงขึ้นมาก ทำให้ค่าแรงงานกรรมกรไม่พอใช้จ่ายอีกครั้ง สวัสดิการถูกลดคุณภาพเพราะเงินเฟ้อมาก

นี่ก็พูดตามที่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์3ตัวนะ 20กว่าปีละ มหภาค จุลภาค จัดการ คุณจาตุรนต์มีสมัครพรรคพวกดร.เศรษฐศาสตร์ก็ปรึกษาหารือกันไปเถอะ แล้วฝากถามว่าที่มองทะลุพูดเนี่ยถูกไหม? คือมองทะลุแค่สงสัยว่าทำไมประเทศรัฐสวัสดิการหลายประเทศค่าครองชีพมันถึงสูงมากน่ะ อย่างอังกฤษเงี้ย ญี่ปุ่นเงี้ย

มองทะลุ

[quote=มองทะลุ]นอกเรื่องนิดนึง...

นี่ก็พูดตามที่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์3ตัวนะ 20กว่าปีละ มหภาค จุลภาค จัดการ คุณจาตุรนต์มีสมัครพรรคพวกดร.เศรษฐศาสตร์ก็ปรึกษาหารือกันไปเถอะ แล้วฝากถามว่าที่มองทะลุพูดเนี่ยถูกไหม? คือมองทะลุแค่สงสัยว่าทำไมประเทศรัฐสวัสดิการหลายประเทศค่าครองชีพมันถึงสูงมากน่ะ อย่างอังกฤษเงี้ย ญี่ปุ่นเงี้ย[/quote]

เสร็จแล้วคนไทยก็รับสวัสดิการนั้น แล้วไปดำรงชีวิตอยู่ในแดนที่มีค่าครองชีพต่ำกว่า
เหมือนกับฝรั่งที่มามีเมียคนไทย และอาศัยอยู่ในเมืองไทยในบั้นปลายของชีิวิต

อย่างอังกฤษเขาก็คงทำเหมือนรัฐบาลมีแผนจะทำหรือบางอย่างทำไปแล้ว
ทำไปทำมาก็ต้องเก็บภาษีเพิ่ม แล้วค่าครองชีพก็เพิ่มทบตามๆกันไป

คนอังกฤษคนหนึ่งมาทำงานเมืองไทย มีเมียคนไทย บอกกับผมว่า
เขาได้รับเงินจากทางอังกฤษ แต่ก็ทำงานในเมืองไทยไปด้วย
เขาไม่คิดกลับไปอังกฤษหรอก กลับให้โง่เรอะ
ที่อังกฤษค่าครองชีพสูงมาก สวัสดิการที่มีไม่พอยาไส้
อยู่ที่โน่นเขาสามารถกินได้เพียงมันฝรั่ง อาหารที่ถูกที่สุดของที่นั่น
แต่เขาสามารถอยู่อย่างสุขสบายในเมืองไทยด้วยวงเงินที่เท่ากัน

จะสวัสดิการยังไงสุดท้ายก็มาเบียดบังเิงินไปจากชนชั้นล่างวันยังค่ำ
บางทีมันอาจเป็นเพียงระบบ "อัฐยายซื้อขนมยาย"

รัฐบาลไทยที่จัดการปัญหาปากท้องของชาวบ้านดีหรือไม่ดีนั้น
ผมว่ามันมี Indicator ตัวหนึ่งบ่งชี้ได้
ให้เปรียบเทียบราคาข้าวเปลือกกับราคาข้าวสาร
ประสิทธิภาพการจัดการมันอยู่ที่ความแตกต่างของราคาสองสิ่งนี้ครับ

เรียนคุณอะตอม หนังสือเล่มนี้เ

เรียนคุณอะตอม

หนังสือเล่มนี้เขียนมาตั้งแต่ปี 1994 แล้ว ได้รับคำชมเชยและรางวัลมามากแล้ว และผมเคยมีโอกาสอ่านมาก็หลายปีแล้ว ก่อนหน้าจะมีพันธมิตร, ทุนนิยมสามานย์ ฯลฯ หลายปี จึงได้ตาสว่าง มองเห็นขบวนการ"คลั่งชาติ"(ยุคก่อนพันธมิตร)ได้อย่างเป็นระบบและมีเหตุผล

สรุปใจความสำคัญของหนังสือได้ว่า แต่เดิมในยุคก่อนยุคอาณานิคม รัฐสยามโบราณไม่เคยมีการขีดเส้นพรมแดนกับใครทั้งสิ้น เพียงแค่แผ่อิทธิพลไปเหนือหัวเมืองใหญ่ๆอย่าง จำปาศักดิ์ , หรือ เมืองขอม, ปัตตานี ถ้าหัวเมืองอ่อนข้อให้ก็จะส่งเครื่องบรรณาการแสดงความยอมรับ ดังนั้น ขอบเขตอาณาจักรของแต่ละประเทศจึ่งขึ้นกับ"จินตนาการ"ของตน ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างขีดตามความพอใจ ซึ่งอาจทับซ้อนกันได้

แต่ต่อมาเมื่อนักล่าอาณานิคมเข้ามีบทบาทในภูมิภาค ก็จึงเกิดความจำเป็นจะต้องdefineเส้นพรมแดนที่เป็นรูปธรรม เพราะฝรั่งเขาเรียกร้องให้มีการขีดเส้นอย่างเป็นทางการ มีการทำแผนที่สมัยใหม่อย่างเป็นทางการ โดยใช้วิชาแผนที่แบบที่ฝรั่งเขาทำเป็นเกณฑ์ รัฐสยามยุคนั้น จึงจำเป็นต้องปรับตัว เป็นรัฐสยามยุคใหม่ มีการปรับระเบียบวิธีการปกครองใหม่ ยอมทำแผนที่กับฝรั่ง สยามยุคใหม่จึงมีตัวตนเป็นครั้งแรกในยุคพระเจ้าหลวง

เมื่อหมดยุคนักล่าอาณานิคม รัฐไทยใหม่ก็เริ่มฟื้นฟูลัทธิชาตินิยมครั้งใหม่ โดยอาศัยชูประเด็นเรื่องการเสียดินแดน ซึ่งพระวิหารก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างรูปธรรม คนที่ยอมรับเอาลัทธิชาตินิยมของหลวงวิจิตรฯอย่างคุณอะตอมจึงต้อง"เชื่อ"ว่า ดินแดนส่วนนั้นเป็นของไทย แต่ถูกฝรั่งเศสแย่งเอาไป คังนั้น การพยายามเอาคืนจึงเป็นเรื่องชอบธรรม ผมเข้าใจถูกหรือไม่?

คนที่ไม่ซื้อแนวคิดหลวงวิจิตรอย่างผม ไม่สนใจว่าพระวิหารเป็นของใคร แต่สนใจว่าจะทำอยางไรให้คนไทยและเขมรแถวนั้นอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำอย่างไรไทยและเขมรจะได้ประโยชน์จากพระวิหาร ทำอย่างไรไทยและเขมรจะหาประโยชน์ร่วมกันในทะเล ในฐานะเพื่อนบ้าน ไม่ไช่ใครเป็นพี่ใหญ่ใครเป็นลูกไล่

ถ้าเป็นไปได้ อยากเห็นASEANพัฒนาไปในแนวทางเดียวกับที่EUเขากำลังทำอยู่ครับ

ครับคุณ"doctor J"

ครับคุณ"doctor J" เรื่องนี้ผมชี้แจงไปหลายรอบแล้ว และเข้าใจว่าเคยอ่านเนื้อหาของคุณธงชัย แล้วในนี้และให้ความเห้นไปแล้ว แต่จับประเด็นคร่าว ๆเรื่องพัฒนาการของเขตแดน ในนิยามรัฐชาติแบบใหม่ ระหว่างเอเซีย มาอาเซี่ยน ที่พัฒนาการเงื่อนไขความต่างตรงนี้คือตัวแปร หลักในอุปสรรคต่อสิ่งที่คุณพุดถึงไปเทียบเคียง อียู

ที่ผมตอบแทบทุกครั้งในประเด็นนี้ จึงของยกของเก่ามาตอบตามนี้?

"""การยกประเด็นแบบจับแพะชนแกะแบบนี้เลยข้ามไปหายุคขอมแบบนั้นมันจะเหลือเหรอ?บรรพบุรุษไดโนเสาร์มั่วไปใหญ่แล้ว ผมอยากเพิ่มเติมคุณ"ทางเท้า"ต่อกรณีที่ชี้แจงไว้ในกระทู้คุณ"พวงทอง"จากที่ยกมาให้ไว้ข้างบนนั้น

เรื่องเขต แดนกับรัฐชาติแบบใหม่ ทุกวันนี้ลักษณะรัฐชาติแบบใหม่ขอบเขต หรือเขตแดนมันชัดเจนเสถียรกว่าสมัย"อาณาจักร" ที่มีลักษณะเขตแดนหลวมๆผ่านหัวเมืองต่างๆจนไปถึงหัวเมืองประเทศราช มันต่างจากเงื่อนไขรัฐชาติสมัยนี้ ในลักษณะ ของ"อธิปไตยเหนือดินแดน"ภายใต้กรอบรัฐชาติแบบใหม่

หรือพูดง่ายๆว่าใครจะเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ตรงนั้นประชากรตรงนั้นผ่านลักษณะปกครอง ระเบียบกฎหมายของแต่ล่ะประเทศจนกำหนด"สัญญชาติ" เป็นพลเมืองประเทศไหน ? สมัยนี้ชัดเจนขึ้น แต่ล่ะพื้นที่จะบริหารจัดการภายใต้รัฐธรรมนูญของใคร ? เงื่อนไขตรงนี้ล่ะคือความต่าง กับสมัย"อาณาจักร"???

เพราะสมัยนั้นไปมาหาสู่กัน ไม่มีพาสปอร์ต ไม่มีใบขออนุญาติเข้าเมืองแบบปัจจุบัน เงื่อนไขแบบนี้มันโยงไปถึงผลประโยชน์ในตัวทรัพยากร จะถูกบริหารจัดการผ่านใคร? หรือถ้าจะร่วมกันมันจะร่วมในแบบไหน? กรอบรัฐชาติแบบใหม่มันชัดขึ้น?กว่ากรอบ"อาณาจักร"

เช่นเรื่องนี้ถ้าไม่ชัดเจน มันก็เหมือนทุ่นระเบิดทางชายแดนที่ถ้าเราไม่ร่วมกันกู้ ระหว่างสองชาติ สร้างความชัดเจนออกมา การพูดถึงการพัฒนาร่วม มันก็ต้องพูดเป็นเรื่องเดียวกันให้ได้ก่อน แต่เงื่อนไขตอนนี้คือ เราพูดอย่างเขมรพูดอีกอย่าง

ต่างคนต่างสร้างเงื่อนไขทางชายแดน มีชนวนคนล่ะข้าง โดยมีทุนระเบิดวางอยู่ตรงกลางการที่จะบอกว่าร่วมกันพัฒนา โดยที่ยังไม่ชัดเจนแบบค้าขายบนแนวทุ่นระเบิด เกิดมีใครไปสกิดเข้าแบบวันนี้หรือหลายๆครั้งขึ้นมาใหม่ก็ตูมใหม่วนปัญหาไม่จบสิ้นแบบนี้

แน่นอนเราฝันเห็นการไปมาหาสู่กันแบบเก่าสมัยยุคอาณาจักร แต่อย่าลืมว่าเงื่อนไขรัฐชาติแบบใหม่มันมีเงื่อนไขใหม่ที่ต่างไปจากเดิมแล้ว การชูเรื่องแบบนี้ของนักประวัติศาสตร์หลายคน เช่นอ.ซาญวิทยฯ ที่เป็นความเพ้อเจ้อทางวิชาการ หลงยุค ไม่เข้าใจว่านี่มันยุคไหน?ทำไมสมัยนี้ต้องมีพาสปอร์ต

ต้องมีสัญญาชาติที่จะบอกลักษณะว่าบุคคลๆนั้นจะได้รับสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญประเทศไหน?พื้นที่ตรงนั้นจะถูกบริหารจัดการในตัวทรัพยากรผ่านใคร? ตรงนี้ต่างหากคือเงื่อนไขใหม่ ที่อ.ชาญวิทยฯลืมนึกถึงตัวแปรแบบนี้ จนไปละเมอเพ้อพกกับยุค"อาณาจักร" แบบเดียวกับคุณ"ทางเท้า"และdoctor J

ส่วนเรื่องที่อ.ชาญวิทย์ฯแย้งผมในมติชน เรื่อง แผนที่ ที่ยืนยันข้อมูลอ.พวงทองฯ ซึ่งก็หาอ่านข้อแย้งของผมให้ชัดอีกที่ในกระทู้นั้นหรือผมจะสรุปสั้นๆอีกที่ ว่าแผนที่ดงเร็ก หรือดงรักหรือ1/200000 นั้นคือการกั้นรั่วชั่วคราว ที่ยังไม่ได้รังวัดอย่างเป็นทางการตามสนธิสัญญา หรือตามพินัยกรรม จนถึงมีลักษณะแบบJBC นั้นคือแผนที่ทำขึ้นฝ่ายเดียวโดยที่เรารับทราบทางพฤตินัย ที่ยังไม่มีผมสมบูรณ์ทางนิตินัย???

เพราะเงื่อนไขสมัยนั้นเรายังไม่มีความรู้ด้านแผนที่ มันจึงคล้ายกรณีวานข้างบ้านทำรั่วชั่วคราวให้โดยที่ไม่ได้รังวัดตามเงื่อนไขแบบJBC ดังนั้นการรับทราบเชิงพฤตินัย(ที่โดนข้อหากฎหมาปิดปาก) นั้นเท่ากันศาลโลกเขียนพินัยกรรมขึ้นมาใหม่ เพราะเป็นการตัดสิน ไปตามเนื้อหาเชิงพฤตินัยทั้งที่หลักฐานทางนิตินัย มีเป็นลายลักษณ์อักษร(สนธิสัญญา)เป็นกรอบบังคับแผนที่อยู่?(แต่ปรากฏภายหลังที่หลังจากตรวจสอบละเอียดตามแบบหรือสนธิสันญา มันเป้นรั่วที่ผิดแบบ

การรับทราบว่าเคยมีการทำรั่วชั่วคราวเชิงพฤตินัย ที่ถ้าเชคจริงๆตามกรอบสนธิสัญญาหรือพินัยกรรมทางนิตินัย ให้ชัดเจนปรากฏว่ามันผิดเงื่อนไขในพินัยกรรมหรือนิติฯที่มีกรอบบังคับไว้ชัดเจนงานผิดแบบอย่างนั้นจะมีผลเชิงนิตินัยได้หรือไม่?

แต่อ.พวงทองฯและชาญวิทย์กลับบอกว่า แผนที่ใหญ่กว่าพินัยกรรม(หรือสนธิสัญญา) นั้นเท่ากับยอมรับการทำงานผิดแบบ หรือรับรองการต่อเติมผิดแบบในสนธิสัญญา จนถึงรับรองการเขียนพินัยกรรมขึ้นมาใหม่ของศาลโลก ? เพราะ ถ้าตรงนั้นจะมีผลทางนิตินัย บังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีการแก้ไขสลักหลังในตัวสนธิสัญญาเดิม หรือยกเลิกสนธิสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน แผนที่ตรงนั้นจึงจะมีผลสมบูรณ์ทางนิตินัย หรือใหญ่กว่าสนธิสัญญาเดิม

ผมว่าเรื่องแบบนี้ เรายังเถียงกันเองอยู่เลย? เขมรไปไกลถึงไหนแล้ว? นักวิชาการทางด้านปวศ.หลงยุคตกขบวนความคิดยังติดกรอบสมัยอาณาจักรขอมโบราณแบบนั้น มันจะไปทันกินหรือทันเขมรเหรอ? ผมว่าถ้าเก่าเต๋าขุด ดักดานแบบนั้นอยู่ในพิพิธภัณฑ์นะดีกว่า?อย่าออกมาแบบคนหลงยุคพากันหลงทางเข้ารกเข้าพงไปกันใหญ่แบบนี้เลย???

reply
อ้างอิงความเห็นนี้

#325187 » ความคิดเห็นของ อะตอม (visitor) (127.0.0.1 192.168.1.101, 124.121.20.56) .. Thu, 2010-08-19 08:05
และนี่อีกอัน

และนี่อีกอัน ในกระทู้คุณชาญวิทย์ เกี่ยวกับเรื่องนี้

"""
ครับคุณ"น้ำลัด"กับตรงนี้ของคุณ?

น้ำลัด wrote:
ยังงี้ต้องแจกปริญญาดุษฎีบัณฑิตพิเศษสาขารักษาดินแดน
ให้กับหลายท่านในนี้นะครับ เก่งกันจริงๆ...

แต่ผมว่าน่าจะสลายเส้นพรมแดนทั้งหมด
แล้วสร้างประชาคมอาเซียนหรือประชาคมอินโดจีนขึ้นมาดีกว่ามั้ง

แต่สงสัยจะยาก...ตราบใดที่มีคนบางกลุ่มยังไม่ยอมรับในความเสมอภาคของผู้คน
ตราบใดที่ยังมองว่าคนเห็นต่างคือคนโง่ คนเห็นด้วยคือคนฉลาด

ผมยังไม่อยากจะฉลาดครับ
หากวันใดผมเกิดฉลาดมากเกินไป
ผมกลัวว่าผมจะเห็นคนอื่นๆ "โง่ทั้งแผ่นดิน"

ตอบ.
ผมเข้าใจจินตนาการให้กับปัญหาความต่างที่มีพัฒนาการบนเงื่อนไขที่ต่างกัน(แม้จะอาเซี่ยนด้วยกัน) เพราะนั้นคือปัญหาพื้นฐานของมนุษย์และธรรมชาติของความต่าง? จนกระทั่งสมัยพุทธองค์(สมณะโคดม) ยังทรงยอมแพ้?และยอมรับไว้ในพุทธพจน์เรื่อง"ดอกบัวสี่เหล่า"???

นั้นคือแม้แต่สมัยพุทธกาล ร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า ยังไม่สามารถบริหารจัดการกับความต่าง ให้เข้าถึงปรินิพานเสมอกัน???

มันโยงเรื่องนี้ของคุณน้ำลัดได้อย่างไร? ก็คือโจทย์เดียวกัน นั้นคือปัญหาความต่าง โจทย์เดียวกัน ตั้งแต่สมัยพุทธกาล ที่กำลังโยงสิ่งที่คุณน้ำลัดกำลังกล่าวถึง นั้นคือจินตนาการ แบบเดียวกับยุโรปตอนนี้ เรื่องพรมแดน?จนถึงจินตนาการสังคมพุทธเรื่องโลกยุคพระศรีอารย์???

แต่ในยุโรปที่คือต้นแบบของคุรกับพัฒนาการของสัวงคมปชต. แต่นั้นคือพัฒนาการระดับคอมม้อนเซ้นท์(ที่ไกลกว่ายุคพระศรีอารย์มาก) แต่ที่สุดของความต่างที่ยึดโยงพัฒนาการสังคมปชต. นั้นบนพัฒนาการในระดับคล้ายกันหรือใกล้เคียงกัน(ของสังคมปชตในยุโรป)ระดับหลายร้อยปี แต่จะเอามาเทียบกับกรณีนี้(อาเซี่ยน) ที่มีพัฒนาการที่เหลื่อมล้ำกันมากเช่น พม่า?

และที่สำคัญที่สุดคือไทย??? เรากำลังจะมีพัฒนาการแบบไหลย้อนกลับ ที่มีแนวโน้มว่าเราจะแย่กว่าพม่า? เพราะพม่าพัฒนาการมาหาปชต.แต่เราพัฒนาสวนทางไปหา??? เรื่องแบบนี้คือเงื่อนไขความต่างที่ ยังสวนทางกับจินตนาการ ด้านปชต.แบบยุโรป(ไร้พรมแดน)

เอาสิ่งที่น่าห่วงใยที่สุดกว่าพม่า คือไทยครับ??? เพราะพม่ามีพัฒนาการมาหาปชต.?(แม้จะแย่กว่าไทยขณะนี้หรือแต่ก่อนแต่ทิศทางมีเป้าหมายมาหาปขต.) ผิดกลับไทยที่พัฒนาการย้อนกลับไปหาอะไร???

เรื่องนี้โยงจินตนาการเรื่อง"ประชาคมอาเซียน"ของน้ำลัดอย่างไร? นั้นคืออินดิเคฯชี้วัดพัฒนาการปัญหาความต่างของภูมิภาคนี้ บนความน่าจะเป็นที่จะพัฒนาการไปสู่เป้าหมายคุณน้ำลัด ผมมองมันคล้ายๆจินตนาการ สังคมยุค"พระศรีอารย์" และตัวที่จะขวางเป้าหมายนั้น ตัวแปรใหญ่คือก้อนอัตตาในแนวคิด"อาตมันใหญ่"ในไทย? เพราะเงื่อนไขคือก้อนอัตตาหรือบารมีที่ติดยึดในความใหญ่กล้วการเปลี่ยนแปลง กระทบฐานอำนาจเดิมตน จนสร้างเงื่อนไขการพยายามออกแบบธรรมะชาติ ไปตามอัตตาตนด้วย เงื่อนไขการพัฒนาการไหลย้อนกลับ ไปหายุคอะไรในการสร้างแมตทริกซืส่วนตัวเพื่อเอาชนะธรรมชาติความต่างในเป้าหมายแบบอาตมันใหญ่ที่ติดยึดในความเป็นนิรันดร์???

ที่ไม่ยอมรับเงื่อนไขความต่างในพัฒนาการที่ปรับตัวเข้าหาธรรมชาติของความต่าง และเข้าใจในกฎไตรลักษณ์(อนัตตา) ด้วยความติดยึดในก้อนอัตตา ในแนวคิดแบบ"อาตมันใหญ่" อาตมึงเล็ก,อาตกูน้อย?(ต้นน้ำของความเหลื่อมล้ำ)

จึงต้องใช้ดีกรีของ หลุมดำความบ้าอำนาจในการดูดกลืนสรรพสิ่งเข้ามาหาตัวด้วยเป้าหมายความเป็นนิรันดร์ ด้วยหลักคิด ทุกอย่างต้องหมุนรอบตัวกู ทุกอย่างคือของกู(อัตตา) แนวคิดแบบนี้จึงคือที่มาของการพยายามออกแบบความต่างด้วย"อัตตา"

ด้วยความเชื่อเรื่องความเป็นนิรันดร์ จึงไม่คิดที่จะปรับตัวเจข้าหาพัฒนาการในธรรมชาติของความต่าง จนพาตัวเข้าขวางเข้าไปออกแบบ ธรรมชาติ ด้วยการ"ทำมะชาด"(ออกแบบระบบปกครองแบบแมตทริกซ์สยามซู )เข้าไปบริหารจัดการความต่าง ด้วยอำนาจรวมศูนย์แบบเก่าติดยึดว่าความเป็นนิรันดร์คือติดยึดในอัตตา ทุกสรรพสิ่งต้องถูกออกแบบโดยข้า ข้าคือจุดศูนย์กลางของสรรพสิ่ง???

นั้นคือที่มาของหลุมดำ การสร้างพลังงานมวล(ชน)มหาศาล จากศรัทธาบารมี ในการดูดกลืนตัวแปรเงื่อนไขความต่างเข้ามาหาตัวเองคือจุดศูนย์กลาง นั้นคือสรุปแบบบ้านๆคือที่มาของอำนาจรวมศูนย์??? ที่พัฒนาหวนกลับไปสู่สมัยพระเจ้าเหา?หรือ สมัยเรือสำเภากางใบ ในยุคเรือยนต์ปชต.ที่รุ่งเรือง?

ดังนั้นการฝันถึง"ประชาคมอาเซียน"ของคุณน้ำลัด อุปสรรคใหญ่ที่สุด ที่เป็นตัวแปรเงื่อนไขใหญ่กว่าพม่าคือ"ไทย"ครับ? คุณน้ำลัด คุณมองตัวแปรเงื่อนไขที่จะพัฒนาการไปสู่เป้าหมายในอุดมคติแบบนั้น(ประชาคมอาเซี่ยน)

คุณต้องมองพัฒนาการด้านปชต.บนข้อเท็จจริงที่น่าห่วงใยที่สุดในอาเซี่ยน ภาพลวกๆคร่าว ๆเราอาจจะเพ่งเล็งไปที่"พม่า"? แต่ ตัวแปรใหญ่ที่สุดในอุปสรรคตอนนี้ ผมเป็นห่วงที่สุดคือพัฒนาการไหลย้อนกลับของปชต.ไทย ? จะมีแนวโน้มว่าพัฒนาการมันจะแย่กว่าพม่า เพราะรูปธรรมตอนนี้ คือ"ทหารกำลังจะพาเราไปนุ่งผ้าถุงแข่งกับพม่า"???

และมีแนวโน้มว่าดีกรี และพัฒนากรแบบไหลย้อนกลับแบบไทยๆ จะไหลย้อนกลับแบบสวนทางกับพัฒนาการด้านปชต. ของพม่า? นั้นคือประเทศที่น่าห่วงใยด้านพัฒนาการปชต.คือประเทศไทยครับไม่ใช่พม่าอีกแล้วตอนนี้?

เพราะนี่คือเงื่อนไขใหญ่ที่สุดของประชาคมอาเซี่ยน หรือเขตอาเซี่ยนที่ไร้พรมแดน?(ที่คุรกล่าวถึง) แม้ มันจะเป็นจินตนาการที่ดีที่ผมสนับสนุนมากและอยากจะให้เป็น? เพราะผมฝันไกลไปถึง "ยุคพระศรีอารย์" ยุคเรา ที่จะปครองด้วย"ธรรมมาธิปไตย"(สังคมที่คนมีธรรมเสมอกัน) แต่ความฝันแค่ประชาคมอาเซียนในต้นแบบแบบยุโรปตอนนี้ เรายังอีกไกลมาก? ด้วยตัวแปรเงื่อนไขอุปสรรค ในการพัฒนาการไหลย้อนกลับที่น่าตกใจที่สุดคือประเทศไทยขณะนี้ ครับไม่ใช่พม่าครับ?

เพราะสถานการณ์ปชต.ไทยตอนนี้มันน่าจะพัฒนาการไหลย้อนกลับไปหาประมาณยุค หลังปรีดีย์ฯนี่คือสถานการณ์ที่แท้จริงของพัฒนาการปชต.ไทยที่เป็นเงื่อนไขสำคัญต่อโจทย์ที่คุณตั้งไว้นั้คือประชาคมอาเซี่ยน???

ขอโทษที่มันต้องยาวเพราะมันต้อ

ขอโทษที่มันต้องยาวเพราะมันต้องยาว และครบถ้วน แม้มันอาจจะไม่ตรงประเด็นของคุณธงชัยฯ นัก แต่เรื่องเดียวกันเนื้อหาเดียวกัน (และเคยตอบไปในนี้แล้ว) เห็นคร่าวๆ ว่าการยกประเด็นแบบนี้ของนักปวศ.

ที่มองว่าตัวเองหัวก้าวหน้า ไปไกลถึงเรื่องไร้พรมแดน แบบยุโรป แต่ขาดมิติการแยกแยะเงื่อนไขข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ว่าเราจะข้ามพ้นไปแบบใด ภายใต้เงื่อนไขตัวแปรที่เป็นจริงของมิติความต่างของอาเซี่ยน(เอาแค่อาเซี่ยนก่อนยังไม่ต้องขนาดเอเซีย) เงื่อนไขข้อเท็จจริงของความต่าง มันยังห่างไกลตรงนั้นมาก(อียู)

เอาแค่ไทยกับพม่านี่ก็สุดๆแล้ว? กับการพัฒนาการทางปชต. เอาไปเทียบตัวแปรอียูฯที่พัฒนาการด้านปชต.มาใกล้เคียงกันมาหลายร้อยปี มันจึงไม่มีเงื่อนไขตัวแปร แบบอาเซี่ยน เพราะอาเซี่ยนก็เคยเป็นแบบยุโรปเมื่อก่อน แต่มันต้องผ่านพัฒนาการตัวเงื่อนไขความต่างในระดับหนึ่งก่อน?

ดังนั้น กับที่บอกตัวเองว่าคือหัวก้าวหน้า(โรคไร้พรมแดน) จริงคือเก่ากว่าแนวคิดโลกยุคพระศรีอารย์ด้วยซ้ำ? นั้นบนเงื่อนไขของจินตนาการ แต่นี่คือความจริงกับการที่จะก้าวข้ามพ้นเงื่อนไขปัจจุบัน ตามจินตนาการแบบนั้นของคุณ?

มันจึงมีทิศทางสองอย่าง นั้นคือกลับไปหายุค"อาณาจักร" ที่เป็นไปได้ที่สุดตามจินตนาการแบบนั้นของนักปศว.กลุ่มนี้?กับจินตนาการไร้พรมแดน(จีนจะชัดมากสมัยอาณาจักรตามตัวอย่างคุณมองทะลุ) เทียบเคียงกับตัวแปรข้อเท็จจริงของตัวแปรความต่างในอาเซี่ยนขณะนี้ เพราะเราพึ่งก้าวข้ามโลกยุคอาณาจักร มาหลังร.5?

มาสู่ยุคกรอบรัฐชาติแบบใหม่? (ที่ใกล้เคียงจิตนาการแบบนั้นที่สุดคือกลับไปหายุคอาณาจักร )เพราะพัฒนาการทางนี้ มันใกล้ชิดกว่าทางยุโรป ?หรืออียูฯ? เพราะพัฒนาการแบบทางยุโรป มันมีพัฒนาการควบคู่ไปกับคุณภาพของพัฒนาการทางปชต.

แต่ขณะนี้เงื่อนไขความต่างในอาเซี่ยนมันไม่เข้าไปใกล้อียูเลย? กลับกันมันใกล้ชิดสังคมยุคอาณาจักรมากกว่า กับเงื่อนไขเรื่องการไปมาหาสู่ไร้พรมแดน? ที่สมัยก่อน ปกครองแบบหลวมๆ ผ่านหัวเมื่องชั้นนอกชั้นกลางชั้นใน และประเทศราช ไปมาหาสู่ไม่มีพาสปอร์ต ขอบเขตดินแดน ก็กะๆเอาคร่าวๆ ไม่มีสัญชาติ ให้ต้องจัดสวัสดิการจากรัฐ?

การคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐานจากรัฐใดให้ชัดเจนแบบวันนี้ ที่ผมดูแล้ว จินตนาการของ อ.กลุ่มนี้มันใกล้ชิดทางนี้(ยุคโบราณ)ครับไม่ใช่อียูฯ?(สมัยใหม่)

ดังนั้นสรุป สำนักคิดนี้ มันหัวก้าวหน้าหรือหัวโบราณ กันล่ะ? เพราะการจะก้าวข้ามไปยัง ยุคสังคมปชต.ไร้พรมแดน แบบยุโรป มันต้องก้าวข้ามสังคมยุคปชต.ที่ยังมีความต่างที่มากอยู่แบบอาเซี่ยนนี้ให้ได้ก่อน? เพราะมันคือข้อเท็จจริง ?

นั้นคือถ้าคุณไปก้าวข้ามไปหายุคไร้พรมแดนแบบที่จีนสมัยนั้น? ก็ต้องย้อนหลังกลับไป แต่แนวทางการย้อนหลังกลับไปมีความเป็นไปได้สูงกว่า ประกอบกับการพยายามอ้างอิงถึงสังคมยุคนั้นของคนกลุ่มนี้ นั้นหมายถึงวิธีคิดเกี่ยวกับจินตาการโลกไร้พรมแดนในแบบใด ไปทางไหน?ใกล้ชิดยุโรปหรืออียู หรือว่าใกล้ชิดสังคมยุคโบราณสมัยพระเจ้าเหาของจีนดพ้นทะเล ไปลองคิดเอาคุณdoctor J???

นี่ไงครับที่ผมฟันธงว่า ผมอ่านอาขยานที่หลานท่องให้ฟังยังได้ความไร้เดียงสาน่าเอ็นดูมากกว่า???

อะตอม

[quote=อะตอม]
ครับคุณ"น้ำลัด"กับตรงนี้ของคุณ?

น้ำลัด wrote:
ยังงี้ต้องแจกปริญญาดุษฎีบัณฑิตพิเศษสาขารักษาดินแดน
ให้กับหลายท่านในนี้นะครับ เก่งกันจริงๆ...

แต่ผมว่าน่าจะสลายเส้นพรมแดนทั้งหมด
แล้วสร้างประชาคมอาเซียนหรือประชาคมอินโดจีนขึ้นมาดีกว่ามั้ง

แต่สงสัยจะยาก...ตราบใดที่มีคนบางกลุ่มยังไม่ยอมรับในความเสมอภาคของผู้คน
ตราบใดที่ยังมองว่าคนเห็นต่างคือคนโง่ คนเห็นด้วยคือคนฉลาด

ผมยังไม่อยากจะฉลาดครับ
หากวันใดผมเกิดฉลาดมากเกินไป
ผมกลัวว่าผมจะเห็นคนอื่นๆ "โง่ทั้งแผ่นดิน"

ตอบ.
ผมเข้าใจจินตนาการให้กับปัญหาความต่างที่มีพัฒนาการบนเงื่อนไขที่ต่างกัน(แม้จะอาเซี่ยนด้วยกัน) เพราะนั้นคือปัญหาพื้นฐานของมนุษย์และธรรมชาติของความต่าง? จนกระทั่งสมัยพุทธองค์(สมณะโคดม) ยังทรงยอมแพ้?และยอมรับไว้ในพุทธพจน์เรื่อง"ดอกบัวสี่เหล่า"???

นั้นคือแม้แต่สมัยพุทธกาล ร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า ยังไม่สามารถบริหารจัดการกับความต่าง ให้เข้าถึงปรินิพานเสมอกัน???
[/quote]

ศาสนาฮินดูนั้นเกิดก่อนศาสนาพุทธ แนวคิดบางอย่างในศาสนาพุทธก็อาจได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาฮินดูได้
ดอกบัวสี่เหล่ามันจึงคล้ายกับการแบ่งวรรณะ โดยน่าจะใช้ความเข้าใจในพระธรรมเป็นเกณฑ์
แต่อันที่จริงคนเรานั้นมีความถนัดในแต่ละด้านแตกต่างกันไป เราควรจัดสรรผู้คนไปตามความถนัด
มากกว่าจะมาแบ่งชั้นกันด้วยบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งจริงๆแล้วเราไม่รู้ว่าเราควรจะใช้อะไรเป็น criteria
เมื่อใช้ criteria ต่างกันผลที่ได้อาจจะต่างกันไป เหมือนใช้กฎหมายต่างฉบับกันผลการตัดสินอาจต่างกัน

บางคนเข้าใจพระธรรมดีแต่ปฏิบัติตรงกันข้าม
บางคนไม่เข้าใจพระธรรมแต่ปฏิบัติตัวเหมือนอยู่ในพระธรรม
แล้วแบบนี้เราจะจัดแบ่งเหล่าดอกบัวกันอย่างไรดี

ถ้าแบ่งกันตามความเข้าใจในธรรมมะ
ผมอาจจะเป็นได้เพียงก้านดอกบัวเท่านั้น

ก่อนไปขอปล่อยมุกก่อน

ก่อนไปขอปล่อยมุกก่อน

คุณธงชัยเหรอ?อ๋อผมไม่รู้จักหรอก?และไม่มีเงื่อนไขอะไร?ให้ผมต้องอยากรู้จักหรือตามไปอ่าน? แต่ถ้าพี่ธง(ธงชัย ประสงค์สันติ) หรือน้าธงของผม นี่ได้เลย?ผมชอบพี่เขาอยู่แล้ว ตั้งแต่ตอนเป็นสามโทน?(เคยห่อข้าววิ่งตามสมัยพี่จิกฯปั้นพี่เขาดังระเบิดตอนผมเรียนมัธยม)

ถ้าอย่างพี่ธงฯนี้ พอไหว? ท้าดวนหนังสติ๊กกันได้? ว่าใครจะแม่นกว่าใคร(ให้มันรู้ไผ๋เป็นไผ๋) 5555หรือถ้าจะให้มัน มันๆกว่านั้น มาดวนมุกฮา ปล่อยมุกฮานาก้าแข่งกันดีกว่า ว่าไงพี่,น้าธงฯ?555

…………......................แลไ

…………......................แลไปข้างหน้า.........................................

.........................................๑............................
......

.....ที่ตลาดโรงเกลือเมื่อไปเห็น........ เด็กเขมรตระเวนไปในอ้อมแขน
อุ้มน้องน้อยตัวนิดติดข้ามแดน..........ความข้นแค้นแสนจนผลสงคราม
ต้องกำจัดพัฒนากว่าจะฟื้น.............จากขมขื่นแสนเข็ญเค้นคำถาม
กับระเบิดบานเบอะเจอะอยู่ตาม.........ทั่วสนามรบไล่ทำไร่นา
....สันติภาพกลับมาแล้วจากแนวรบ.....ตายเป็นล้าน ๆ ศพจบเถิดหนา
คิลลิ่งฟีลหีนชาติอุจาดตา.................สอนพม่ามาไทยให้อย่าตาม
สุวรรณภูมิกัมพูชาอุษาคเนย์……........เลิกร่อนเร่ลี้ภัยให้ใครหยาม
สหภาพยุโรปโอบกอดงาม...............ถ้าหากตามอย่างเขาคงเข้าที
....ไทยเป็นประชาธิปไตยให้ตัวอย่าง...ร่วมกันวางระบอบชอบวิถี
ใครฉีกรัฐธรรมนูญสูญไมตรี.............กระหน่ำตีสองมาตรฐานแหลกลาญไป
สร้างสหภาพสุวรรณภูมิชุ่มชื่น.........ไทยที่ยืนอยู่ตรงกลางสว่างไสว
ให้ผู้คนมีหนทางที่กว้างไกล............ทางเลือกใหม่กว่าใหม่ใหญ่กว่าเดิม
อันยุคของทองแท้แลไปข้างหน้า......ซึ่งประชาชนใหญ่ใครอย่าเหิม
ภราดรราษฎรได้เต็มเติม................เราจะเริ่มเรืองรุ่งมุ่งไปด้วยกัน....

..........................................๒.......................................

.......

.....อย่าเสริมใส่ไฟสงครามสยามเขมร.......อย่าสร้างเวรกรรมใหม่ไม่สร้างสรรค์
ขุดกับระเบิดเปิดมนัสอัศจรรย์...............เห็นสุวรรณภูมิสวรรค์ขึ้นทันตา
เลิกส่งเสริมลัทธิทหารในย่านนี้.............แล้วจะมีแต่สุขสันต์หรรษา
ผองพ่อค้าอาวุธหยุดออกมา.................จะนำพาสันติภาพตราบฟ้าดิน.

ครับคุณ"น้ำลัด"กับข้อโต้แย้งน

ครับคุณ"น้ำลัด"กับข้อโต้แย้งนี่ของคุณ

"ศาสนาฮินดูนั้นเกิดก่อนศาสนาพุทธ แนวคิดบางอย่างในศาสนาพุทธก็อาจได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาฮินดูได้
ดอกบัวสี่เหล่ามันจึงคล้ายกับการแบ่งวรรณะ โดยน่าจะใช้ความเข้าใจในพระธรรมเป็นเกณฑ์
แต่อันที่จริงคนเรานั้นมีความถนัดในแต่ละด้านแตกต่างกันไป เราควรจัดสรรผู้คนไปตามความถนัด
มากกว่าจะมาแบ่งชั้นกันด้วยบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งจริงๆแล้วเราไม่รู้ว่าเราควรจะใช้อะไรเป็น criteria
เมื่อใช้ criteria ต่างกันผลที่ได้อาจจะต่างกันไป เหมือนใช้กฎหมายต่างฉบับกันผลการตัดสินอาจต่างกัน"

ตอบ.

คุณน่าจะเข้าใจอะไรผิดพลาดน่ะครับคุณน้ำลัด ว่า"วรรณะ"ในศาสนาทางทวนิยม กับพุทธวัจนะ หรือพุทธพจน์(ทางอทวนิยม)เรื่อง"ดอกบัวสี่เหล่า" เอามาเทียบเคียงในตรรกะเดียวกัน ทั้งที่หลักคิดในหลักเกณฑ์แบ่งแยกความต่างของมนุษย์ สองอย่างนี้หลักคิดต่างกันสุดขั่ว?

เพราะหลักดอกบัวสี่เหล่า คือแนวคิดของพัฒนาการด้านจิตให้สูง ระดับใดเช่นระดับคอมม่อนเซ้นท์หรือ จิตสัญชาตญาน หรือพัฒนามาที่จิตเชิงอารยะ>อัจฉริยะ>อริยะ> จนถึงสูงสุดหลุดพ้น(ปรินิพาน)?

ต่างกับหลักคิด เชิงวรรณะ ที่กรอบที่ใช้วัดคือเปลือกชั้นนอก ที่ปรุงแต่งจิต หรือสีสันในการอุปโลภสมมุติ ตามอัตตานั้นๆ ว่าเป็นชนชั้นไหน?อุปโลก,สมมุติขึ้นในทางวัตถุนิยม,บริโภคนิยม,อำนาจนิยม(ที่ยึดโยงกรอบชนชั้นวรรณะของนักปกครอง)

ที่คนละทางกับดอกบัวสี่เหล่า ที่เน้นความสูงทางจิตการพัฒนาจิตใจไม่ใช่วัตถุ ซึ่งสองอย่างนี้ ความสูงของชั้นแบบวรรณะสูงสุดตามหลักคิดฮินดู(เทวนิยม) บางที่เอามาเทียบกับ ทางพุทธอาจจะต่ำที่สุดก็ได้ เช่น นักการเมือง หรือนักปกครองที่ช่อฉนนั้นคือชั้นต่ำสุดบัวใต้ตม แต่สูงสุดทางวรรณะปกครอง???

ดังนั้นตรรกะสองเรื่องถ้าจะเทียบเคียงกันต้องแยกแยะให้ชัดก่อนอย่าจับแพะมาชนแกะแบบนี้คุณน้ำลัด???

อ้อ ท่าน"ทรนทุราย

อ้อ ท่าน"ทรนทุราย ฉายแฉ"(จาตุรนต์ ฉายแสง) ผมให้ฉายานี้ท่านมานานตั้งแต่สมัยท่านเดินสายฉายคลิบโป๊(ทหารปฎิวัติกระทำชำเราประเทศ)จนท่านต้องสังกัด บ้านเลขที่111 เพราะพิษยุบพรรคจับตอนสังเวยเกมย้ายขั่วอำนาจอำมหิตครั้งนี้

ผมฝากให้ฉายาคุณนพดล ปัทมะด้วย(ตอนนี้ดีกรีถึงแล้วคือถ้าไม่ถึงจะไม่ได้รับเกียรติได้ฉายาจากผม) จริงต้องขอบคุณผมน่ะที่ให้เกียรติยกระดับว่าท่านถึงจึงจะได้ฉายาไม่ใช่จะมาโกรธผมแบบนี้555

นพดล ปัทมะ(ชื่อจริงนามสกุลจริง) ผมของตั้งฉายาให้ว่า

"นบเพราะโดน ปัดสิวะ"555

เอ หรือจะ"เอาปัดสวะ"ดีช่วยโหวตหน่อยแต่ปัดสิวะได้อารมณ์กว่าเพราะพวกที่ลุ้นก้ต้องลุ้นให้ปัดให้พ้นๆตัว

ที่มาคือ ถ้าไม่โดนกับตัวจะไม่รู้ว่าพิษ"ตุลาการอภิบาลนุมัติ" เป็นไงที่สุดโดนไหมต่อให้ยกมือแป้ นบท่วมหัวก็ยังโดนอยู่ดี? โดน"กระบวนการยุติทำ"(ตีนทำ)ทำการนวดหน้าด้วยฝ่าเท้าเสร็จไปหนึ่งราย ตอนนี้ก็ถึงกับออกอาการปัดป้องตัวเองในเนื้อหาพระวิหารที่ทีมงานตัวเองก็ต้องลุ้นให้ปัดสิวะ ปัดสวะเรื่องนี้ให้พ้นตัว(รวมท่านทุรุนทุราย ฉายแฉด้วยที่ออกมาปัดป้อง)

นั้นคือการเอาตัวรอดต่อเรื่องนี้จึงทำให้เรื่องนี้(พระวิหาร)ไม่มีเอกภาพ เพราะมันตรงมาตรงไปไม่ได้? มันมีส่วนได้เสียในเกมการเมือง ดังนั้นพวกในนพรรคจึงต้องทำการออกมาปัดป้อง ร้องขอให้นพโดนต้องออกทางปัดสวะความผิดให้ไกลตัว และที่ท่าน อ๋อย ออกมาตัวมาปัดป้องตรงนี้ตอนนี้ นั้นคือที่มาของฉายาครับ555

parid wrote:   วันที่ 19 ส.ค.

[quote=parid]

 
วันที่ 19 ส.ค. 2553 จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยเขียนบทความแสดงความเห็นต่อกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ผ่านบล็อก  http://chaturon.posterous.com/ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
 

กรณีปราสาทเขาพระวิหาร (1)

เมื่อไม่กี่ปีก่อนรัฐบาลไทยเคยมีนโยบายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยความคิดทางยุทธศาสตร์ว่า การช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านเป็นการช่วยเหลือประเทศไทยเองด้วย

ภายใต้นโยบายนั้นประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน  ทั้งพม่า ลาว กัมพูชา และต่อมามีเวียดนามด้วย มีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากยิ่งขึ้นและมีความร่วมมือ คบค้าสมาคมกันมากขึ้น

มีคนเคยคิดกันว่าวันหนึ่ง ถ้ามีการพัฒนาปราสาทพระวิหารให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีขึ้น ทั้งกัมพูชาและไทยจะได้ประโยชน์ และความจริงแล้วไทยจะได้ประโยชน์มากกว่ากัมพูชามาก เพราะทางขึ้นไปชมปราสาทที่สะดวกอยู่ทางฝั่งไทย

แต่จากกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และความขัดแย้งแตกต่างระหว่างไทยกับกัมพูชาในเรื่องนี้ ทำไปทำมากลับกลายเป็นว่าทั้ง 2 ประเทศต่างฝ่ายต่างกำลังชี้แจงข้อมูลต่อสหประชาชาติ ในขณะที่ทั้ง 2 ประเทศกำลังเตรียมพร้อมในการใช้กำลังทหารมากขึ้น   พร้อมๆกับข่าวที่หลายประเทศกำลังพลอยวิตกไปด้วยว่าเรื่องนี้อาจพัฒนาไปสู่การสู้รบกันระหว่าง 2 ประเทศ

คณะกรรมการมรดกโลกได้พิจารณาเห็นชอบให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่กรกฎาคม 2551 และกำลังจะพิจารณาแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร  เพียงแต่วันเวลาที่จะอนุมัตินั้นถูกเลื่อนจากปีนี้ไปเป็นปีหน้า

ไม่ว่าจะไปเวทีไหน  การที่ไทยหวังจะขอความเห็นชอบให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกัน หรือการที่ไทยจะคัดค้านการเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารนั้น  คงต้องยอมรับว่าเลยขั้นตอนไปแล้ว  เมื่อปราสาทพระวิหารได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วจะคัดค้านเรื่อยไป ไม่ให้มีแผนบริหารจัดการก็ย่อมเป็นไปไม่ได้อีก

ปัญหาที่อาจจะยังแตกต่างกันในรายละเอียดก็คือพื้นที่ที่จะบริหารจัดการจะครอบคลุมแค่ไหน

เท่าที่ฟังการถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้ รัฐบาลไทยคงจะคัดค้านแผนบริหารจัดการนี้ โดยยืนยันว่าพื้นที่รอบตัวปราสาทเป็นของไทย หากจะมีแผนบริหารจัดการ  ก็ให้บริหารจัดการได้เพียงตัวปราสาท พื้นที่โดยรอบปราสาททั้งหมดไม่สามารถอยู่ในแผนบริหารจัดการได้

เฉพาะเรื่องแผนบริหารจัดการนี้จะครอบคลุมพื้นที่แค่ไหน ถ้าดูตามคำพิจารณาของศาลโลกและการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว  ก็จะเห็นว่าประเทศไทยเสียเปรียบ  เพราะไทยเคยปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลกที่ให้เอาเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลและกำลังทหารออกจากบริเวณปราสาทมาแล้ว การจะอ้างว่าพื้นที่รอบตัวปราสาทเป็นของไทยเพื่อคัดค้านแผนบริหารจัดการนี้ก็คงจะไม่สำเร็จ

แต่ปัญหาเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารได้ลุกลามไปไกลกว่าประเด็นเหล่านี้อีกมาก นั่นคือกำลังมีความเสี่ยงที่ 2 ประเทศจะรบกันหรือปะทะกันด้วยกำลังเพราะเรื่องนี้ประการหนึ่ง  กับอีกประการหนึ่งคือ ข้อพิพาทในเรื่องนี้กำลังถูกหยิบยกขึ้นสู่การพิจารณาขององค์กรระหว่างประเทศอย่างอาเซียนและสหประชาชาติ

ที่ผ่านมาไทยกับกัมพูชา เช่นเดียวกับประเทศที่มีชายแดนติดต่อกันอีกจำนวนมาก เคยมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนมาเป็นเวลานาน เกิดการปะทะและสู้รบกันมาแล้วก็มี แต่ในที่สุดไทยกับกัมพูชาก็ตกลงที่จะแก้ปัญหาด้วยการตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาปักปันเขตแดน เพื่อแก้ปัญหาอย่างสันติ ด้วยการเจรจาหารือ เพื่อหาทางออกที่ดีร่วมกัน โดยประเทศทั้ง 2 เอง

วันนี้กลับมาพูดเรื่องอาจจะต้องรบกัน กับการหาทางออกโดยอาศัยสหประชาชาติเข้ามาช่วย

เราก้าวมาสู่จุดนี้กันได้อย่างไร

ปัญหาทั้งหมดเกิดจากการปลุกกระแสชาตินิยม-คลั่งชาติ ที่หวังประโยชน์ทางการเมืองของพันธมิตรฯ  ที่มีการผสมโรงอย่างแข็งขันโดยพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยคุณอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคเอง

การปลุกกระแสชาตินิยม คลั่งชาติของพันธมิตรนี้เริ่มแรกก็เพื่อใช้เป็นประเด็นในการปลุกระดมคนมาต่อต้านรัฐบาลคุณสมัคร สุนทรเวช  แต่มาถึงตอนนี้จุดมุ่งหมายหลักดูเหมือนจะเป็นการรักษาและฟื้นการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ  กับการสร้างกระแสความนิยมให้เกิดขึ้นแก่พรรคการเมืองที่ชื่อว่า “พรรคการเมืองใหม่”

ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เริ่มเคลื่อนไหวเรื่องนี้เพื่อล้มรัฐบาลคุณสมัคร สุนทรเวช  และในปัจจุบันก็พยายามยืนยันความคิดท่าทีเดิมแบบคลุมๆเครือๆ  เพื่อดึงความสนับสนุนจากผู้ที่มีความคิดในทางเดียวกันไว้ แต่ก็กำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะไม่สามารถทำอย่างที่พูดได้แล้ว เนื่องจากรู้ดีอยู่ว่าไม่สามารถทำอะไรสุดโต่งอย่างที่พวกพันธมิตรกำลังเสนอได้

รัฐบาลนี้ไม่ได้อธิบายข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา แต่ใช้วิธีทำเป็นขึงขังขู่ว่าไทยอาจลาออกจากการเป็นกรรมการมรดกโลก  หรืออาจถึงขั้นลาออกจากภาคียูเนสโก ซึ่งมีแต่จะแสดงถึงความขาดวุฒิภาวะให้เป็นที่อับอายไปทั่ว

สิ่งที่นายกอภิสิทธิ์ทำได้มากที่สุดขณะนี้คือการยืดเวลาออกไป  กับการโยนความผิดทั้งหมดไปให้รัฐบาลคุณสมัคร โดยเฉพาะที่คุณนพดล ปัทมะ

ทั้งๆที่ความจริงแล้ว สิ่งที่คุณนพดล  ปัทมะ พยายามทำไปนั้นคือ การกันเรื่องพื้นที่พิพาทออกจากการจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร  เพื่อป้องกันมิให้ไทยต้องเสียดินแดนส่วนนี้ไปอย่างเป็นทางการเสียเปล่าๆ

แต่รัฐบาลกลับสรุปง่ายๆว่าหากจะมีความผิดพลาดอะไร ก็อยู่ที่แถลงการณ์ร่วมระหว่างกัมพูชากับไทยที่คุณนพดลไปลงนามไว้  ทั้งๆที่แถลงการณ์ร่วมฉบับนั้นได้ถูกยกเลิกไปแล้ว และการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารก็ดี  หรือการจัดทำแผนบริหารจัดการก็ดี ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับแถลงการณ์ฉบับนั้นเลย

พันธมิตรและผู้สนับสนุนมีความเห็นโดยสรุปคือ การแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นให้ใช้เส้นสันปันน้ำตลอดแนว ซึ่งหมายความว่าตัวปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบปราสาท  รวมทั้งพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้นล้วนเป็นของไทย

พันธมิตรและผู้สนับสนุนเห็นว่าคำพิพากษาศาลโลกมีผลต่อตัวปราสาทเท่านั้น ไม่มีผลต่อพื้นที่โดยรอบปราสาท ซึ่งพวกเขาเห็นว่ายังเป็นของไทย ในส่วนคำพิพากษาของศาลโลก พวกเขาก็ยืนยันว่าประเทศไทยยังคงสงวนสิทธิที่จะคัดค้านคำพิพากษานี้อยู่ โดยความหมายแล้วก็คือ “พวกเขา” ถ้าไม่ใช่ทั้งหมดก็คงเป็นหลายส่วน  ยังเห็นว่าแม้ตัวปราสาทเองก็ยังเป็นของไทยอยู่

พันธมิตรและผู้สนับสนุนประกาศจุดยืนชัดเจนคัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลกและการจัดทำแผนบริหารจัดการ  พวกเขายังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกบันทึกข้อตกลงหรือ MOU ปี2543 เสีย  พร้อมๆกับเสนอให้รับบาลไทยใช้กำลังทหารขับไล่ชาวกัมพูชาที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรออกไป  พร้อมกับให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายออกไปจากพื้นที่ดังกล่าวด้วย

โดยสรุปก็คือ  ให้ยกเลิกการแก้ปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนโดยการเจรจาหารือ  แล้วให้หันมาใช้กำลังทหารเข้าจัดการนั่นเอง

สำหรับนายกฯอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์นั้น เห็นว่าศาลโลกพิพากษาให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่ประเทศไทยยังสงวนสิทธิ์ที่จะคัดค้านอยู่ ยังไม่เคยยอมรับคำพิพากษาของศาลโลก

คุณอภิสิทธิ์เคยอภิปรายในสภาขณะเป็นผู้นำฝ่ายค้านว่า เราใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดนยกเว้น “ตัวปราสาท”   ซึ่งก็ได้มี ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์บางคน ได้ช่วยขยายความเพิ่มเติมว่า พวกเขาเห็นว่าเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นที่เป็นของกัมพูชา นอกจากนั้นอย่าว่าแต่พื้นที่รอบๆปราสาทเลย แม้แต่พื้นที่ใต้ปราสาทก็เป็นของไทยทั้งสิ้น

เมื่อคุณอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯแล้วได้ยืนยันความเห็นนี้ในโอกาสต่างๆรวมทั้งในการอภิปราย หรือชี้แจงร่วมกับพันธมิตรเมื่อไม่กี่วันมานี้ คุณอภิสิทธิ์ก็ยังย้ำอย่างหนักแน่นว่า สิ่งที่เขาพูดไว้ในขณะเป็นผู้นำฝ่ายค้านนั้น ถึงวันนี้ก็ยังยืนยันเหมือนเดิม

ไม่มีใครไปถามย้ำว่าหมายถึงคุณอภิสิทธิ์ยังคงเห็นว่า พื้นที่ใต้ปราสาทเป็นของไทยใช่หรือไม่

แต่ถึงแม้คุณอภิสิทธิ์จะไม่พูดเรื่องนี้ออกมาให้ชัดเจน ใครที่ติดตามการใช้ตรรกะ เหตุผลของคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ก็คงไม่อาจเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากจะเห็นว่าคุณอภิสิทธิ์เองยังคงยืนยันว่าพื้นที่ใต้ปราสาทพระวิหารเป็นของไทยด้วย

โดยรวมๆแล้ว นายกฯอภิสิทธิ์กับพันธมิตรมีความเห็นต่อกรณีปราสาทพระวิหารใกล้เคียงกันมาก จุดต่างที่สำคัญตอนนี้ก็คือ  ในขณะที่พันธมิตรเรียกร้องให้ยกเลิก MOU ปี 2543 แต่นายกฯอภิสิทธิ์กลับเห็นว่า MOU ปี 2543 นี้เป็นประโยชน์และควรคงไว้ต่อไป

การใช้เวลาทางทีวี 3 ชั่วโมงของรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรเพื่ออภิปราย  หรือควรจะใช้คำว่าร่วมกันชี้แจงกรณีปราสาทพระวิหารนั้น ทำให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีความคิดเห็น จุดยืนที่ใกล้เคียงกัน ประเด็นที่ยังแตกต่างกันมากก็คือ การยกเลิก MOU ปี 2543

เมื่อรัฐบาลไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิก MOU ปี 2543 เช่นนี้แล้วพันธมิตรจะชุมนุมกดดันรัฐบาลอีกหรือไม่ หรือจะดำเนินการอย่างไรต่อไปก็ไม่มีใครทราบ เข้าใจว่าอย่างน้อยในระหว่างที่ยังมีการหาเสียงเลือกตั้งสก. สข.กันอยู่ พันธมิตรคงไม่หยุดการเคลื่อนไหวไปง่ายๆ  เพราะการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ดูจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งพันธมิตรเองและต่อการหาเสียงของพรรคการเมืองใหม่อยู่ไม่น้อยทีเดียว

แต่ความต่างระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตรยังไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับความเหมือนกัน หรือสิ่งที่พวกเขาเห็นตรงกัน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นสาเหตุทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ โดยไม่เป็นประโยชน์กับใคร โดยเฉพาะไม่เป็นประโยชน์กับประเทศไทยแต่อย่างใดเลย

ถ้าจะทำความเข้าใจว่าเราจะเอาอย่างไรกันดีกับกรณีปราสาทพระวิหารและเรื่องที่เกี่ยวข้อง   ซึ่งจะต้องศึกษาประวัติความเป็นมาและรายละเอียดข้อเท็จจริงในเรื่องนั้น เราอาจต้องตั้งคำถามใหญ่ๆ มากๆ เสียก่อนว่า ประเทศไทยเราจะอยู่ในโลกนี้อย่างไร เราจะอยู่อย่างไรในเอเชีย จะเอาอย่างไรกับอาเซียน ประเทศเพื่อนบ้าน  และกัมพูชา

ในยุคปัจจุบันการเป็นมิตรกับประเทศต่างๆ  อยู่ร่วมในกระบวนการโลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การคบหาสมาคมกับมิตรประเทศ สร้างสรรค์พัฒนาร่วมกันในเวทีโลก  เป็นสิ่งสำคัญจำเป็นอย่างยิ่ง

ในท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจของโลก เอเชียกำลังเป็นจุดที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะกำลังมีศักยภาพในการฟื้นตัว กระทั่งเป็นกำลังสำคัญในการฉุดให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเร็วขึ้นด้วย   ประเทศไทยเคยมีบทบาทริเริ่มหลายๆอย่างในเอเชีย  จนเป็นที่ยอมรับและทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศต่างๆในเอเชียมาแล้ว จึงไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะลดบทบาท  หรือทำลายศักยภาพของตนเองในการเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียที่กำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นทุกที

ที่ผ่านมาประเทศต่างๆในอาเซียนพยายามผลักดันให้มีการกระชับความสัมพันธ์ภายในอาเซียนให้แน่นแฟ้นขึ้น และไทยก็เคยถูกมองว่าจะมีบทบาทอย่างสำคัญในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและการพัฒนาอาเซียนให้ก้าวหน้าไป  อาจต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าอาเซียนจะพัฒนาไปถึงจุดที่คล้ายหรือใกล้เคียงกับยุโรป  แต่ความคิดที่ต้องการขับเคลื่อนอาเซียนไปในทิศทางนั้นก็นับว่าเป็นความคิดที่ก้าวหน้า เป็นประโยชน์ต่อประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้

ในส่วนของประเทศเพื่อนบ้าน คงต้องเริ่มจากความคิดพื้นฐานง่ายๆว่า การเป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นความสำคัญอย่างยิ่งยวด นอกจากนี้การอยู่ใกล้กันหรือติดกัน เมื่อประเทศหนึ่งมีปัญหา  ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศข้างเคียง การช่วยเหลือซึ่งกันและกันยิ่งมีความจำเป็น
 
การช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน จริงๆแล้วก็คือการช่วยเหลือตัวเราด้วยนั่นเอง

สิ่งที่ควรทำก็คือจับมือกับประเทศเพื่อนบ้านให้แน่น เพิ่มบทบาทการสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน มีบทบาทในเอเชียร่วมกับประเทศอื่นๆ  เพื่อยืนอยู่ในเวทีโลกอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ร่วมในกระบวนการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ประเทศต่างๆ  โดยหลีกเลี่ยงและพยายามลดผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการโลกาภิวัตน์

เมื่อมามองปัญหากรณีปราสาทพระวิหาร เราก็ควรเริ่มจากวิสัยทัศน์พื้นฐานอย่างนี้ อะไรที่เป็นการสวนทางกับวิสัยทัศน์อย่างนี้จึงไม่ควรทำ และต้องหาทางระงับยับยั้งเสีย

กรณีปราสาทเขาพระวิหาร (2)

เมื่อสัปดาห์ก่อน  ตอนที่มีข่าวว่ารัฐบาลกัมพูชาอาจจะนำเรื่องพิพาทกรณีปราสาทพระวิหารเสนอไปยังอาเซียนและสหประชาชาติ  รัฐบาลไทยนำโดยนายกฯอภิสิทธิ์ได้แสดงความเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยจะได้ชี้แจงข้อเท็จจริงแก่สหประชาชาติ  แต่มาสัปดาห์นี้ท่าทีของนายกฯอภิสิทธิ์และรัฐบาลดูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คือบอกว่าไม่ต้องการให้เรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาหารือที่มีประเทศที่ 3  หรือองค์กรระหว่างประเทศมาเกี่ยวข้องด้วย แต่ต้องการให้เป็นทางออกโดย 2 ประเทศคู่กรณี  คือไทยและกัมพูชาเท่านั้น

มีเสียงประสานจากนายเตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  ผู้ที่เคยทำงานเรื่องนี้มานาน  บ่นเสียดายที่รัฐบาลมีมติบอกเลิกบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับพื้นที่ในอ่าวไทย  และยืนยันประโยชน์ของบันทึกข้อตกลงดังกล่าว  รวมทั้งบันทึกข้อตกลงปี 2543  พร้อมกับการอธิบายว่ากว่า 2 ประเทศจะมาถึงจุดที่สามารถมีบันทึกข้อตกลงร่วมว่าจะหาทางออกด้วยการเจรจาหารือระหว่าง 2 ประเทศได้นั้นต้องใช้เวลานานนับ 10 ปี และต้องผ่านการพิพาท ขัดแย้ง  หรือแม้กระทั่งปะทะกันด้วยกำลังอาวุธมาแล้ว  ท่านยังได้ย้ำว่าทางออกสำหรับกรณีปราสาทพระวิหารและกรณีขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาก็คือการเจรจาหารือระหว่าง 2 ประเทศ โดยอาศัยบันทึกข้อตกลงที่มีอยู่แล้วนี้เอง

ขณะเดียวกันก็ยังมีข้อเสนอจากบางฝ่ายให้ยกเลิกบันทึกข้อตกลงปี 2543 บ้าง ให้ใช้มาตรการเชิงรุกบ้าง หรือกระทั่งให้ใช้กำลังผลักดันประชาชนและอาคารทรัพย์สินต่างๆของกัมพูชาออกไปจากพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรเสีย 

ที่เลยเถิดไปกว่านั้นคือ  ถึงขั้นเสนอให้ทวงปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นของไทยเลยก็มี   พร้อมกันนั้นก็มีข่าวการเตรียมพร้อมบ้าง เพิ่มกำลังหรือถอนกำลังของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือของทั้ง 2 ฝ่ายให้ได้ยินได้ฟังกันอยู่เป็นประจำ มีการพูดถึงความเสี่ยงที่ 2 ประเทศจะปะทะกันด้วยกำลังอาวุธบ่อยขึ้น ในขณะที่การปลุกกระแสชาตินิยมคลั่งชาติยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดคุณประสงค์ สุ่นศิริ ก็ได้เสนอให้ทหารไทยกระชับพื้นที่  ผลักดันคนกัมพูชาออกไปจากพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยไม่ต้องรอฟังคำสั่งของรัฐบาลไทย

ถ้าหากมีการปะทะกันด้วยกำลังทหารจะมีผลดีหรือไม่ดีกับไทยอย่างไร

ถ้ามีการนำเรื่องปราสาทพระวิหารเข้าสู่การพิจารณาของอาเซียนหรือสหประชาชาติจะมีผลดีหรือไม่มีกับไทยอย่างไร

สองเรื่องนี้สัมพันธ์กันเสียด้วย คือถ้ามีการสู้รบกันเกิดขึ้น  โอกาสที่เรื่องนี้จะไปสู่การพิจารณาของที่ประชุมใดที่ประชุมหนึ่งของสหประชาชาติก็จะมีสูงขึ้นทันที

ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายไปถึงขั้นนั้น  ผู้ที่จะเสียเปรียบอย่างมากก็คือ  ประเทศไทย

ต้องย้ำว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยคือการเจรจาหารือระหว่าง 2 ประเทศ โดยอาศัยบันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้วเป็นพื้นฐานในการเจรจา

การที่รัฐบาลไทยมีมติให้ยกเลิกข้อตกลงว่าด้วยการแบ่งพื้นที่ในอ่าวไทย  หรือความคิดที่มีการเสนอให้ยกเลิกบันทึกข้อตกลงปี 2543  ล้วนเป็นความคิดที่มีแต่จะนำความเสียหายมาสู่ประเทศไทยทั้งสิ้น

หากมีการนำเรื่องปราสาทพระวิหารและพื้นที่พิพาท รวมทั้งเรื่องเขตแดน เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาเซียนหรือสหประชาชาติ ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่ไทยจะสูญเสียดินแดนอย่างเป็นทางการ  ทั้งบริเวณปราสาทและพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร 

ดีไม่ดี ถ้ามีการยกเรื่องเขตแดนขึ้นมาพิจารณา  ไทยเราอาจเสียดินแดนมากกว่านั้นอีกด้วยก็ได้

ทั้งนายกฯอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์  และพันธมิตร พยายามจะทำให้คนเข้าใจเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้นที่มีคำพิพากษาของศาลโลกให้ตกเป็นของกัมพูชา  ซึ่งในข้อนี้นายกฯอภิสิทธิ์เคยอภิปรายในสภาฯไว้ว่า รัฐบาลไทยยังสงวนสิทธิ์ที่จะคัดค้านเรื่องนี้  ไม่เคยสละสิทธิ์นี้ไป

พวกเขายังไปไกลกว่านี้ถึงขั้นแสดงความเห็นให้คนเข้าใจว่าตัวปราสาทเท่านั้นที่ตกเป็นของกัมพูชา แต่พื้นที่ใต้ปราสาทยังเป็นของไทย  เหมือนปราสาทพระวิหารจู่ๆก็ลอยมาตกในเขตแดนของไทย

แต่ถ้าเราพิจารณาเรื่องนี้โดยไม่บิดเบือน หรือไม่แกล้งทำเป็นไม่รับรู้ข้อเท็จจริง เราก็จะพบว่าศาลโลกได้พิพากษาไปเมื่อปี พ.ศ. 2505 แล้วว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา และยังมีมติด้วยว่าให้ฝ่ายไทยถอนกำลังและผู้ดูแลออกจากปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชาด้วย
   
ที่นายกฯอภิสิทธิ์  พรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตร พยายามอธิบายว่าเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้นที่เป็นของกัมพูชา แต่พื้นที่รอบตัวปราสาทหรือแม้แต่พื้นที่ใต้ปราสาทเอง ล้วนเป็นของไทย   จึงเป็นการจงใจแกล้งทำเป็นไม่รับรู้ข้อเท็จจริงเพื่อหวังที่จะปลุกความคิดชาตินิยมแบบคลั่งชาติขึ้นมา โดยไม่คำนึงว่าจะเกิดผลเสียหายตามมามากน้อยเพียงใด
   
สำหรับปัญหาพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของใคร  และเส้นเขตแดนระหว่างประเทศอยู่ตรงไหนกันแน่นั้น หากพิจารณาคำพิพากษาของศาลโลกก็จะพบว่า แม้ว่าศาลโลกจะไม่ได้ชี้ว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของใคร แต่ศาลโลกก็ได้มีคำพิจารณาชี้ขาดไว้ว่า เส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในเขตพิพาทในบริเวณปราสาทพระวิหาร เป็นเขตที่ลากไว้บนแผนที่ของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างอินโดจีนกับสยาม ที่เรียกกันว่าภาคผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา
   
ไม่ใช่เส้นสันปันน้ำที่ฝ่ายไทยยกขึ้นต่อสู้ในสมัยนั้น หรือที่พยายามยกมาอ้างกันในขณะนี้

คำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี 2505 ได้มีผลไปแล้ว คือการที่รัฐบาลไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษานั้น โดยได้ถอนกำลังทหารออกจากปราสาทประวิหารและบริเวณใกล้เคียงมาแล้ว แม้ต่อมาจนถึงปัจจุบันยังมีข้อถกเถียงทางวิชาการ ไม่เป็นที่ยุติว่าคำพิพากษาของศาลโลก ได้รับรองแผนที่ที่กัมพูชาอ้างว่าถูกต้องแล้วหรือไม่ และมีสถานะทางกฎหมายเพียงใดแน่ก็ตาม แต่ถ้าเรื่องนี้มีการนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมองค์การระหว่างประเทศเมื่อไร ประเทศไทยย่อมเสียเปรียบกัมพูชาอย่างแน่นอน
   
การพิจารณาขององค์การระหว่างประเทศใดๆก็ตาม ย่อมหนีไม่พ้นการย้อนไปดูคำพิพากษาของศาลโลกปี 2505 ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะสามารถแก้คำพิพากษาเสียใหม่ว่า ปราสาทพระวิหารไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของกัมพูชาแต่อยู่ในเขตไทย 

ปัญหาที่จะต้องมีการพิจารณาต่อไปก็คือ พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของใครและเส้นเขตแดนที่ถูกอยู่ตรงไหน การจะตอบคำถามนี้ ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องถามต่อไปว่า การที่ศาลโลกพิจารณาว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชานั้น ศาลโลกใช้เส้นใดเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา คำตอบที่ปรากฏในคำพิพากษาก็คือ  เส้นเขตแดนที่ปรากฏใน ภาคผนวก 1 ที่กัมพูชานำมาอ้าง
   
ในการพิจารณาของศาลโลกในครั้งนั้น เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ร้องให้ตัดสินว่าเส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน  แต่ร้องว่าปราสาทอยู่ในเขตแดนของใคร   ศาลจึงไม่ได้ตัดสินเรื่องของเขตแดนโดยตรง  แต่ในการจะต้องตัดสินว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตแดนของใคร   ศาลย่อมต้องพิจารณาว่าเส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน ซึ่งปรากฏในคำพิพากษาว่าศาลไม่ถือเอาเส้นสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดน   แต่ถือเอาเส้นเขตแดนตามที่กัมพูชาเสนอ

ถ้ามีการตัดสินอย่างเป็นทางการว่า นั่นเป็นเส้นเขตแดนระหว่าง 2 ประเทศเมื่อใด ก็หมายความว่าไทยเราจะเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรอย่างเป็นทางการทันที  

ผู้ที่ได้โต้แย้งไม่ยอมรับเรื่องนี้ เช่น พวกพันธมิตรก็จะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องยอมรับความเห็นของที่ประชุมระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นของใคร รวมทั้งสหประชาชาติด้วย พร้อมกับอาจจะเสนอให้ฝ่ายไทยใช้กำลังทหารเข้าผลักดันประชาชนและทรัพย์สินของชาวกัมพูชาออกไปจากพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้นเสีย  เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ดังกล่าว  พวกนั้นบางคนก็ไปไกลถึงขั้นอาจเสนอให้ฝ่ายไทยยึดปราสาทพระวิหารมาเป็นของไทยเสียเลยด้วย

หากมีการใช้กำลังทหารเข้าจัดการแก้ปัญหา ก็จะยิ่งเป็นเหตุผลให้นานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก เรียกว่ามีแต่เสียกับเสียสำหรับฝ่ายไทย

ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ก็คือ  หันกลับมาใช้การเจรจาหารือระหว่าง 2 ประเทศ โดยอาศัยบันทึกข้อตกลงที่เคยมีมาแล้วเป็นพื้นฐานเงื่อนไขในการเจรจา หลีกเลี่ยงการที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมหารือในที่ประชุมองค์กรระหว่างประเทศใดๆ  เพื่อจะให้การหาทางออกในเรื่องนี้เป็นไปได้  และยังเกิดผลในทางที่เป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ประเทศ 

ทั้งรัฐบาลไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพันธมิตรจะต้องหยุดความพยายามที่จะปลุกกระแสชาตินิยมคลั่งชาติ  หยุดการบิดเบือนข้อเท็จจริงและการเคลื่อนไหวใดๆที่หวังผลประโยชน์ทางการเมืองของพวกตน  โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศอย่างที่ทำมาตลอดเสียที

 [/quote]

ครับคุณAnonymous

ครับคุณAnonymous ที่ผมพูดมามากมายและไหลไปตามประเด็นข้างในของคอมเม้นท์ต่าง แต่ยังไม่เข้าประเด็นคุณจาตุรนต์เลย การยกมานี้ผมถือว่าคุรเตือนผมให้เข้าประเด็นกระทู้ตามมารยาท คือผมเหนื่อยที่จะพูดซ้ำ และเพราะคุณจาตุรนต์ ไม่มีข้อมูลใหม่ให้แย้ง และเป็นประเด็นที่จะแย้งไปแล้วและเนื้อหาของคุณจาตุรนต์ต่อเรื่องนี้มันอ่อนมากในเชิงที่จะสนทนาหรือจับประเด็นมาสนทนาเอาเป็นว่าผมขอตอบไว้ตามนี้

http://www.prachatai3.info/node/30721/talk

ของคุณศุภลักษณ์

http://www.prachatai3.info/node/30718/talk

คุณวีรพงษ

http://www.prachatai3.info/node/30703/talk

คุณชาญวิทย์

เพราะมันได้ตอบคำถามหักล้างคุณจาตุรนต์หมดแล้ว?แต่สิ่งที่ผมเศร้าใจคือ ความเชื่อในเรื่องนี้เรายังไม่เป็นเอกภาพตลอดจนยังสับสนอยู่มากหลายเรื่อง จนสร้างเงื่อนไขความกลัวต่อเรื่องนี้ มาบังโอกาสในหลายๆเรื่องจนถึงความกลัวทำให้เราละเลยไม่แน่ใจสับสนในการปฎิบัติ และต่อวิธีคิดในการที่จะปกป้องผลประโยชน์ชาติอย่างมีเอกภาพในทิศทาง

ที่ซ้ำร้ายกว่านั้น มันยังมีการได้เสียในตรงนี้ต่อเกมการเมือง? ที่มันจะตรงไปตรงมาบนผลประโยชน์ชาติเป็นหลักไม่ได้เพราะในพื้นฐานเรื่องนี้ เราถูกกระทำ เงื่อนไขหลายเรื่องตรงนี้ เราไม่ได้ไปกระทำเขมร?

จะบอกว่าเราไปกั๊กเขมรไหม? เช่นเรื่องเขตแดน หรือขึ้นทะเบียนมรดกฯ ทั้งหมดนี้ มันยังไม่มีอะไรชัดเจน เพราะ MOU เป็นสิ่งยืนยัน ว่ามันยังไม่ชัดเจนแถมเขมรก็เซ็นต์รับรองว่ามันยังไม่ยุติ?ยังไม่ชัดเจนไว้

ไม่ใช่เราหรือเขมรทำให้ยุติฝ่ายเดี่ยวหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้? อย่างปราสาท ศาลก็ไม่ชี้พื้นที่? มันจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทวงถามหรือหาคำตอบให้กับสิ่งที่มันไม่ชี้ชัด เพราะนั้นคือสิทธิในอธิปไตยไทย เช่นกันเราไม่ได้ปฎิเสธมติศาลโลกตอนนี้?และเคารพองค์กรระหว่างชาตินี้มาตลอดในเชิงคำตัดสิน แต่ความเห้นแย้งนั้นมันมีโดยเงื่อนไขที่มันค้านข้อเท็จจริงหลายเรื่อง ที่จะมาบังคับความรู้สึกตรงนี้ไม่ได้

แต่ตัวศาลโรคต่างหากสร้างเงื่อนไขโรคเรื้อรังทางชายแดนเองเพราะไม่ชี้ชัดและตัดสินค้านข้อเท็จจริง หลายๆเรื่องเป็นการวางยาเงื่อนไขโรคระบาดทางชายแดนไว้เรื่องนี้เราคนไทยและเขมรก็มีหน้าที่รักษาอธิปไตยของตัวเอง? นั้นคือระยะระบาดแสดงผลของโรคระบาดทางชายแดนที่ไม่ชัดเจนแต่เขมรได้เปรียบทุกเรื่อง ทั้งที่เนื้อหาจริงเรื่องนี้เราถูกระทำ?

แต่วิธีการของคุณจาตุรนต์นอกจากไม่พยายามสร้างความชัดเจน แต่กลับพยายามเอาสิ่งที่ยังไม่ชัดเจนมาบอกให้คนไทยยอมรับ ด้วย"วาทะกรรมคลั่งชาติ" อย่างไม่สมเหตุสมผล เพราะ เรื่องนี้ไม่ใช่คลั่งชาติ? เป็นการหาทางออกให้เรื่องดินแดนที่เราไม่เสียเปรียบ? หรือไม่ให้เสียหายไปกว่านี้ เพราะเจตนาเบื้องตนเรายอมกัดฟันกลืนเลือดเสียส่วนหนึ่งเท่าที่ตกลงเท่านั้น(ตามสนธิสัญญา)

แต่ส่วนที่หมกเม็ดมา(พระวิหาร)และแผนที่ ชัดๆว่าคืออะไร? แต่เราก็ยอมบนเงื่อนไขการวางยาของศาลโลก(เรื่องพื้นที่) ดังนั้นเรื่องนี้ มันเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่เราจะหาคำตอบในส่วนที่ไม่ชัดเจนและปกป้อง ตามสิทธิที่พึ่งมีในการหาคำตอบสิ่งที่ยังไม่ชัดเจน(MOU) คือหลักฐานทุกเวทีว่ามันยังไม่ยุติ แล้วเราจะเอาอะไรมาชี้ชัดว่าของใครของใคร? แต่จาตุรนต์ ชี้ไปแล้ว บอกอย่าไปแล้ว ว่าอย่าทำอะไรกับเงื่อนไขที่เขมรเข้าไปทำอะไรๆตรงนั้นแล้วที่ผิดเงื่อนไขข้อตกลงร่วม?

ด้วยให้เหตุผลบนความคลุมเครือว่า ถ้ายิ่งเราดิ้นเรายิ่งจะเสีย ทั้งที่ฐานข้อมูลสนับสนุนแบบจาตุรนต์ ไม่ชัดเจน หลงประเด็นหลายเรื่อง? ถ้าไปตามนั้นเรามีแต่จะเสียหาย? เช่นท่าที่การสนับสนุนให้ขึ้ฝ่ายเดียว(แม้จะยกเลิกภายหลัง) แต่นั้นคือเจตนาที่มาจากชุดความคิดแบบนั้น?ความเสียหายในท่าทีที่สับสน แต่เขมรเอาไปใช้ได้ผลในการรุกคืบ?

ส่วนเรื่องขึ้นทะเบียนฯเหมือนกันMOU ก็ชี้ชัดว่าเรื่องพื้นที่ยังไม่ยุติ? แต่ถ้าอ้างศาลโลก ก็ศาลโลกไม่ชี้ชัด? เราไปกั๊กเขมรตรงไหน? แล้วยูเนสโก้หรือICCมีสิทธิอะไรที่จะมาชี้โน้นชี้นั้นกับพื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจนตรงนั้น เพราะเราก็อ้างว่าของเราเหมือนกัน คุณจาตุรนต์ทั้งที่เรื่องแบบนี้เราอนุโลมขอขึ้นร่วมฯเพราะมันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั่วไปถ้าเจอแบบนี้เขาขอขึ้นร่วมเขมรก็ไม่ยอม?

ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากร่วม? หรืออนุโลมในความไม่ชัดเจน และยอมรับในส่วนที่ชัดเจนไปแล้ว(พระวิหาร) แต่เงื่อนไขคือ คุณจะเอาพื้นที่ไปได้อย่างไรในเมื่อมันไม่ชัดเจนแบบนี้ เขมรกล้าชี้ตอนนี้ไหมว่าที่ ตรง4.6ตรกม.ว่าของเขาตามมติศาลโลก(เพราะมติศาลไม่ได้ชี้ชัด) แต่จาตุรนต์ว่ายอมๆเขมรเถอะ เพื่อกันเขมรไปไกลกว่านี้? แล้วไม่คิดหรือว่านั้นคือการปล้นเราไป?

แล้วถ้าที่ตรงที่ไม่ชัดเจนที่เขมรก็ลงนามยอมรับว่าไม่ชัดเจนจริงๆในMOU ก็เท่ากับเรายกตรงที่ไม่ชัดเจนให้เขมรไปเลยสิ? ถ้าตามกรอบที่จาตุรนต์เสนอ มันคลั่งชาติตรงไหน?(แม้เนื้อหาการเคลื่อนไหวพธม.บ้างจะมีโทนคลั่งชาติอยู่บ้าง) แต่นั้นอารมณ์ความรู้สึกคนที่ถูกกระทำมันไปบังคับความรู้สึกคนถุกระทำแบบนั้นได้ไหม?

คนไทยโดนแล้วโดนอีก? เสียแล้ว?(ฝั่งขวาฯเพื่อแลกส่วนนี้เอาไว้) มันก็ยังจะหมกเม็ดให้เสียอีก? อย่างไรคงไม่พูดซ้ำเพราะพูดไว้เยอะแล้วข้างบน และผมคงไม่สอนหนังสือสังฆราชฯเชื่อว่าคุณจาตุรนต์ รู้เรื่องนี้ดีไม่แพ้ใคร? แต่จะเจตนาหยิบเอาส่วนที่ยังไม่ชัดเจนส่วนไหนไปขยาย เพื่อสนับสนุนความคิดในเป้าหมายหรือเกมตรงนั้นของใคร?

ตรงนี้ใช่ไหม? ที่มันเป็นเต๋าถ่วงเรื่องนี้อยู่แบบนี้? เพราะเกมกาสิโนอำนาจใช่ไหม?ที่จะยอมเสียเหลี่ยมเรื่องนี้กับคนไทยเกมการเมืองในไทยไม่ได้? ผิดถูกมันจึงไม่ได้ตวงวัดกันอย่างตรงไปตรงมามันจึงกลายเป็นเกมพนันเต๋าถ่วงกันแบบนี้?แล้วใครรับกินใครเสียหาย?

แล้วใครจะเสียหาย? หรือใครได้ประโยชน์?ทั้งทีเรื่องนี้ เราถูกกระทำเสียหายตั้งแต่ต้นน้ำ(ฝรั่งเศษ)มาศาลโลก,มายูเนสโก้ แล้วต่อไปก็จะต้องให้ยูเอ็นฯมาตั้งแถวเชิญแกมบังคับให้ICCเข้ามาชี้โน้นชี้นี่ให้เสียดินแดนเพิ่มใช่ไหม?

ข้อเสนอให้เราปูเสื่อแดงแล้วกราบเขมรงามๆ เชิญเขมรมารับมรดกที่เจตนารมณ์ขององค์พุทธเจ้าหลวงเจตนาเอาไว้ให้ลูกหลาน ของพระองค์ท่านในการที่ทรงกัดฟันเสียส่วนนั้นไป แลกส่วนนี้? แต่ลูกหลานจัญไรของพระองค์ท่าน มันไม่เสียดายและไม่พยายามจะรักษาไว้ไปตามเหตุตามผลไม่ใช่บนการถูกกระทำ(ให้เขารวมหัวกันโกงไปด้านๆแบบนี้)

โดยมีคนไทยใจเขมรสมรู้ร่วมคิดเดิมเกมการเมืองผ่านเรื่องนี้ ? แบบนี้ใช่ไหม?คือข้อเสนอที่กลั่นมาจากคนไทยลูกหลานที่พระพุทธเจ้าหลวงทรงใช้ทุกกลยุทธในการทั้งลูกล่อลูกชนเฉือนส่วนหนึ่งรักษาส่วนนี้ไว้ให้คนไทยอย่างคุณจาตุรนต์เอาไปปูเสื่อแดงให้เขมรมารับมรดกพระแทนลูกหลานพระองค์ท่าน???

doctor J

[quote=doctor J][color=blue]อยากแนะนำให้คุณอะตอมไปหาหนังสือ Siam mapped ของอาจารย์ ธงชัย วินิจกุล อ่านเสียหน่อย จะได้เข้าใจที่มาที่ไปของมายาคติเรื่องดินแดน, พรมแดน อาณาเขต เสียดินแดน ได้ดินแดน ฯลฯ และจะได้รู้เท่าทันเสียที ว่าถูก"ฝังหัว"เรื่องรักชาติแบบไร้สาระ ขาดสติแบบนี้มาจากไหน วาทกรรมเรื่อง"เราสูญเสียดินแดนไม่ได้อีกแล้วแม้สักนิ้วเดียว"มาจากไหน มายาคติเรื่องพรมแดนของโลกปัจจุบันเขาไปถึงไหนกันแล้ว จะได้รู้ตัวว่ายังงมงายอยู่ในmicrocosm เรื่อง รักชาติ, สูญเสียดินแดน นานเกินไปแล้ว[/color]

[b]จะได้ตื่นขึ้นมาดูโลกแห่งความจริงเสียที[/b][/quote]

[quote=I Pad][color=orange]นังด๊อก! ทำเป็น 'แสนรู้' จะหาหนังสือให้คนโน้นคนนี้อ่าน

I Pad อยากแนะนำให้นังด๊อก อย่างเอ็งไปอ่าน สนธิสัญญา เวียนนา คศ. 1969 ก่อนดีฝ่าว่ะ

จะได้หายโง่เรื่องที่ไปกล่าวหาชุ่ยๆ ว่า ศาล รธน. ไทย ตีความ กม. เกินข้อบัญญัติ ตัดสินให้ MOU เป็น สนธิสัญญา ได้ไง แต่ปรากฎปลาขะแยงว่า MOU เป็น สนธิสัญญา ว่ะ นังด๊อก แป่ววววววว แหว่วววววววว แหง่วววววววว (ฮิฮิฮิ)

อ้อ! ยกตัวอย่างให้เซิร์ฟๆ เอกสารที่เข้าข่ายสนธิสัญญา ตามนิยามของ สนธิสัญญา เวียนนา คศ. 1969

ความตกลง (agreement)
ข้อตกลง (arrangement)
บันทึกความเข้าใจ (memorandum of understanding)
บันทึกความตกลง (memorandum of agreement)
พิธีสาร (protocol)
อนุสัญญา (Convention) ฯลฯ

และก่อนจบ ขอลง dogter J' Resume ดังนี้

1. นังด๊อก J เคยตอไว้ว่า ตุลาการภิวัฒน์ คือ การที่ศาลทำหน้าที่รักษาสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ชนกลุ่มน้อย แต่จากวิกิพีเดีย ใหนิยาม ตุลาการภิวัฒน์ (Judicial Activism) คือ การที่ศาลแทรกแซงการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยทำหน้าที่ตีความการบังคับใช้ กม. ให้เกินกว่าขอบเขตบทบัญญัติ

จึงกลายเป็นว่า น้องด๊อก หน้าแหกไป 1

2. น้องด๊อก ริอ่านโก ด้วยการโม้ว่า Fact ของคดีเขาพระวิหาร เขมรไม่ได้ขอให้ศาลพิจารณาเรื่งอาณาเขตและแผนที่ ศษลโลกจึงไม่ตัดสินกรณีอาณาเขตและแผนที่ แต่จากหลักฐานจากเอกสารศาลโลก ในคำบรรยายฟ้องฝ่ายเขมร เขมรมีคำขอให้ศาล 1. พิจารณารับรองแผนที่ 2. พิจารณาความถูกต้องของแผนที่ แต่ศาลไม่รับพิจารณษคำขอ 2 ข้อนี้

จึงกลายเป็นว่า น้องดอก (ท้อ) แหลไปดั๊ย เกรียนๆ กากๆ

3. ล่าสุด เมื่อ 2 - 3 วันมานี้เอง น้อง ดอก (ทอง K) ทำอวดอ้าท้าทายว่าใครชี้ได้ว่าทำไม MOU 43 ต้องไปทำตามข้อบัญญัติของ มาตรา 190 ของ รธน. 50 ด้วย ปรากฎโดนคุณบางกอกตอกหน้าแหก (หมอไม่รับเย็บ แนะนำให้ไปไถหน้าทิ้งทั้งแถบดีกั่ว ฮิ) ว่า MOU 43 เซ็นต์ ปี 43 แต่ รธน. 40 มีมาตรา 224 ที่เนื้อหาเหมือน มาตรา 190 รธน. 50 เป๊ะ ดังนั้น MOU 43 ไม่ผ่านสภา ก็ผิดเช่นกัน

จึงกลายเป็นว่า เพล๊ง!!!!!! เง๊ง เง๊ง เง๊ง เง๊ง อันนี้คือเสียงหน้าเน่าๆ ของ สูงส่ง@ประชาไท.com ตัวหนึ่งหล่นกระแทกพื้นแหลกเละ

4. ในวัน ว. เวลา น. เดียวกัน (หมายถึงจากกระทู้ คห. ใกล้ๆ กัน) หลังจากโดนสอยคางโดยคุณบางกอก ก็เลยรู้สึกเสียหน้า ทั้งๆ ที่หน้าไม่มีอะไรจะให้เสียอยู่แล้ว (ฮา) เลยออกมาแถต่อว่า MOU มันไม่ได้เป็นสนธิสัญญา แล้วมาตีความให้ต้องเข้า ม. 224 รธน. 40 ได้งายยยย

ทีนี้ I Pad อาสา (แบบหนุมาน) ถลกเอง เลยไปยก Treaty of Vienna 1969 AD. มาให้ดู ซึ่งสนธิสัญญานี้ให้นิยามเอกสารที่เข้าข่ายสนธิสัญญาไว้หลากหลาย ซึ่งแน่น๊อน รวม MOU เอาไว้ด้วย

และเหมือนเคย น้องด๊อก ของเราหน้าจึงแหกแถกจนจะปอกหน้ากลับนอกออกในอยู่ แว๊ววววว

อิอิอิ

ปล. โลโก้ใหม่ชอบมั๊ย ด๊อก?[/color]

ภาษาพ่อขุนราม กูรักชาติ

ภาษาพ่อขุนราม กูรักชาติ กูคลั่งชาติ ใครจะมีวาทะโวหารอย่างไร กูไม่ฟังใครทั้งนั้น กูเป็นคนประเภทเดียวกับวีระ สมความคิด กูคิดแบบนี้ใครจะทำไม ไทยจะเสียดินแดนอีกไม่ได้

ไปเห็นแว๊บๆ ในกระทู้ วีพง

ไปเห็นแว๊บๆ ในกระทู้ วีพง ด๊อกโก่ง กุงเกงแดง นักเศรษฐศาสตร์เบอร์หนึ่งของเมืองไทย (แต่ จุ๊ จุ๊ อย่าเอ็ดไปนะแกเคยอธิบาย GNP เป็น GDP กลับกันหน้าตาเฉย คนถามเลยถามย้ำว่าถามเรื่อง GDP นะ แกก็ย้ำว่านี่แหละ GDP แต่พอดีแกนึกได้เลยร้องว่า อุ๊ย เออ ใช่ จำผิด ไม่ใช่ GDP แต่เป็น GNP จริงๆ แป่ว!!!) มีบางคนบอกว่าอ่าน คห. เรื่องพระวิหารแล้วเหนื่อยใจไม่รู้จะเชื่อใคร

จึงขอแนะนำให้มาอ่าน คห. I Pad หรือ อะตอม ก็พอ เพราะ ไม่มีเท็จ ไม่แต่จริง แต่กรณี คห. ต่อ MOU 43 ของ I Pad กับ อะตอม ต่างกัน สำหรับผู้อยากรู้ลองพิจารณาเอาเอง

1. ก่อนปี พศ. 2447 ประเทศสยามมีอาณาเขตทางทิศตะวันออกกินแดนเข้าไปถึงเมืองพระตะบอง เสียมเรียบ ในกัมพูชา

ต่อมาเมื่อการสงครามขยายดินแดนของเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศส มาถึงจุดที่ฝ่ายฝรั่งเศสเริ่มไม่ได้เปรียบทางการสงคราม เนื่องจากความขัดแย้งของประเทศเจ้าอาณานิคมในยุโรปเริ่มลดทอนอำนาจกันเอง ประกอบกับเกิดการสงครามใหญ่ๆ ในภูมภาคนันเอง อกนาจในการควบคุมดินแดนอาณานิคมของตนจึงลดลง

และประกอบกับอัจฉริยะภาพของพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ที่ทรงดำเนินวิเทโศบายด้วยการเสด็จประพาสยุโรป โดยเฉพาะกาเจริญทางไมตรีกับรุสเซีย ทำให้ ดุลแห่งอำนาจของสยามประเทศเริ่มมีเปรียบมากขึ้น

เจ้าอาณานิคมกัมพูชา หรือ ฝรั่งเศส จึงเห็นควรยุติการกดดันด้วยสงครามต่อสยามประเทศด้วยการเจรจาแลกดินแดนกัน และฝ่ายสยามก็มองเห็นตามความเป็นจริงว่า ถ้าหากดึงดันต่อสู้ต่อไป ด้วยแสนยานุภาพที่มี สยามจะสู้ฝรั่งเศสไม่ได้แต่ถ้ายินยอมตกลงแลกดินแดนกัน สยามจะไม่เสียเปรียบ พระองค์ท่านจึงยินยอมตกลง

สุดท้ายการเจรจาปักปันเขตแดนได้ข้อตกลงขั้นต้น ใน ปี พศ. 2447 ได้ข้อตกลงร่วมกันเป็น อนุสัญญา ปี คศ. 1904 (พศ. 2447) มีเนื้อหาที่จะ 'แลกดินแดน' กันระหว่าง 2 ฝ่าย โดยสยามตกลงคืน เสียมเรียบ พระตะบอง ยกคืนให้ฝรั่งเศสไป แล้วฝรั่งเศสยินดีคืน จันทรบุรี ตราด และ อ. ด่านซ้าย จ. เลย ให้สยาม

ต่อมา 2 ฝ่ายมีการทำการสำรวจเขตแดนเพื่อทำการตกลงปักปันเขตแดน โดยทำการในรูปคณะกรรมการร่วม (Joint Border Committee หรือ Mix Committee) ซึ่งคณะกรรมการร่วมชุดนี้ได้ทำการ 'ปักปัน' เขตแดนที่ตกลงเจรจาแลกกันมาได้ จนได้เป็นข้อตกลงเป็น สนธิสัญญา ปักปันเขตแดน สยาม - ฝรั่งเศส ปี คศ. 1907 (พศ. 2450)

นี่คือ ข้อตกลงเดียวที่ 2 ฝ่าย (สยาม - ฝรั่งเศส) ตกลงปักปันเขตแดนกันอย่างเป็นทางการผ่านคณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วม

แต่ ฝ่ายไทยเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าฝรั่งเศส จึงไม่มีความรู้ด้านทำแผนที่ ฝ่ายฝรั่งเศสที่อาสาขอทำแผนที่สยามจึงยินยอมให้ฝรั่งเศสทำแผนที่มาเสนอ แล้วจะมาพิจารณาในคณะกรรมการปักปันร่มในภายหลัง

ซึ่งข้อเท็จจริง ภายหลังมีการทำสนธิสัญญา 1907 แล้ว คณะกรรมการปักปันร่วมก็เลิกทำการไปภายหลังสนธืสัญญาลงนามไม่กี่เดือน เพราะต่างเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำการอะไรอีกเพราะเขตแดนมีการปักปัน 'แล้วเสร็จ' ไปแล้ว

ดังนั้นแผนที่ทั้ง 11 ระวางที่ฝรั่งเศส ทำฝ่ายเดียวแล้วนำมาส่งให้สยาม จึงไม่ได้ผ่านขั้นตอนที่ถูกต้องตามหลัก กม. รวปท. สถานะของแผนที่จึงไม่เป็นที่ยอมรับ

2. เขตแดน ไทย - เขมร ภายหลัง

2. เขตแดน ไทย - เขมร ภายหลัง สนธิสัญญา 1907 จึงจบลงตามข้อตกลงในสนธิสัญญานั้น จนกระทั่งฝ่ายเขมรเกิดอยากได้ตัวปราสาทพระวิหารกลับคืนมาเป็นของตน

เขมรจึงยกเอากรณีปราสาทพระวิหารเข้าสู่ศาลโลก ซึ่งในสมัยนั้นการเมือง รว.ปท. ยังไม่ลึกซึ้งเหมือนปัจจุบัน ประเทศต่างๆ ในโลกที่เพิ่งเกิดองค์กร รวปท. อย่าง UN ขึ้นได้ไม่นาน ยังไม่มีประสบการณ์และความรู้ถึงเบื้องหลังและกลไกขององค์กร รวปท. แบบนี้

เมื่อเขมรที่มีเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเสศหนุนหลัง เอาศาลโลกมาเป็นเครื่องมือทางการฑูต ไทยที่เพิ่งเข้าร่วมในเวทีดลกได้ไม่นาน ประกอบกับ 'ความซื่อ' ของ จนท. ฝ่ายไทย ไทยจึงยอมขึ้นศาลโลกเพระหลงคิดว่า ศาลโลก จะเที่ยงตรง

แต่กาลกลับกลายว่า ประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาและฝรั่งเศสกลับใช้ศาลโลกเป็นเกมการเมือง รวปท. ที่เวลานั้น โลกเสรีกำลังเพลี่ยงพล้ำต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ ประเทศเขมรกำลังทำท่าจะเสียทีให้คอมมิวนิสต์ อเมริกาซึ่งเลงเห้นแล้วว่าประเทสไทยสามารถรักษาอะปไตยไว้ได้ไม่เสียท่าคอมมิวนิสต์แน่ จึงต้องการเอาใจเขมรให้อยู่กับฝ่ายประชาธิปไตย ด้วยการจับมือฝรั่งเศสเข้าข้างเขมรในคดีนี้

ผลคำพิพากษาคดีพระวิหารจึงออกมาเป็นเขมรได้ 'เฉพาะ' ตัวปราสาทพระวิหารไป โดยศษลไม่รับพิจารณาเรื่องอาณาเขตและแผนที่ว่า ถูกต้องตามที่เขมรเสนอมา (ในแผนที่ 11 ระวาง มาตราส่วน 1 : 200000 ที่มีชื่อตามเอกสารคำฟ้องว่า Annex 1) หรือไม่?

ดังนั้น คดีพระวิหาร เขมรจึงได้แต่ตัวปราสาทไป โดยไม่ได้ดินแดนรอบๆ แม้แต่ ตร. นิ้ว เดียว

เพียงแต่ไทยเราเป็นสมาชิกภาคี UN ที่ดี จึงทำตามคำตัดสิน แล้วทำการล้อมรั้วรอบๆ ปราสาทให้เขมรเพื่อกันเป็น พท. ปฏิบัติการแก่เขมร แต่อำนาจอธิปไตยใน พท. แม้แต่ พท. ที่ล้อมรั้วนั้น ยังเป็นของไทย หลักฐานก็คือ หลักจากนั้นแม้เจ้าสีหนุต้งอการจะขึ้นมาที่ตัวปราสาท ยังต้องขออนุญาตจากทหารไทย และสามารถขึ้นได้มาจากฝั่งหน้าผาเท่านั้น

มีกรณีที่เขมรเคยจะขับ ฮ. เพื่อขึ้นมาที่ตัวปราสาท ทหารไทยเห็นจึงยิง ฮ. ลำนั้นตก ทหารเชมรตายยกลำ โดยเขมรไม่กล้าแม้แต่จะส่งหนังสือประท้วงไทย

ดังนั้น กรณีพระวิหารภายหลังคำตัดสิน คดี ปี พศ. 2505 (คศ. 1962) เขมรได้แต่ตัวปราสาทไป ไม่สามารถล้วงล้ำอาณาเขตไทยได้แม้แต่ฝ่ามือเดียว

โดยฝ่ายเขมรก็เข้าใจยินยอมรับ โดยไม่เคยล้ำแดนไทยเข้ามาเลย

3. ต่อมา

3. ต่อมา มาถึงยุคสงครามเย็น

เนื่องจากสงครามเย็นที่คอมมิวนิสต์ชนะในอินโดจีน ทำให้อาณานิคมฝรั่งเศสเดิมกลายไปเป็นคอมมิวนิสต์กันหมด นโยบายต่างประเทศระหว่างไทย - เขมร จึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยศิลปะทางการฑูตอย่างสูง ฝ่ายไทยจึงดำเนินนโยบายด้วยการหนุนหลังฝ่ายเขมรแดงที่ต่อสู้กับเขมรอีกหลายฝ่ายในประเทศ เพื่อสร้างรัฐกันชน ด้วยการยินยอมให้เขมรแดงขึ้นมาอยู่บนเป้ยตาดี ที่เป็นที่ตั้งตัวปราสาทพระวิหาร เพราะเป็นทำเลที่ได้เปรียบทางยุทธศาสตร์

จนต่อมาฝ่ายเขมรแดงพ่ายสงครามภายในไป การเมืองเขมรพัฒนาไปมากมาย แต่ พท. บนเป้ยตาดีทางการไทยก็ไม่ได้จัดการเด็ดขาดอย่างใด เพราะเล็งเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไร และที่สำคัญไทยก็ไม่ได้เสียอะไร เพราะสามารถเข้าไปที่ตัวปราสาทเมื่อใดก็ได้อยู่แล้ว

แต่ฝ่ายเขมรเมื่อไม่เห็นไทยแสดงอธิปไตย ณ เป้ยตาดี จึงถือโอกาสล้ำแดนเข้ามาเรื่อยๆ โดยไทยไม่เห็นเป็นเรื่งอเร่งด่วนที่จะบังคับใช้อธิปไตยต่อฝ่ายเขมร จึงปล่อยให้การ 'ล้ำแดน' เล็กๆ น้อยๆ ทำไปตามสภาพ

สภาพอาณาเขต ณ ปราสาทพระวิหาร จึงเริ่มมีสภาพการล้ำแดนโดยฝ่ายเขมร แต่ก็เป็นไปโดยที่ฝ่ายไทยยินยอมอ่อนข้อให้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางชายแดน

แต่ก็เป็นที่แน่ชัดว่า เขตแดนทั้งหมดยังเป็นของไทย ตามคำตัดสิน ปี พศ. 2505 (คศ. 1962) อย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

4.

4. ผ่านยุคสงครามเย็นมาสู่ยุคเปิดเสรีทางการค้า

การเมืองภายในเขมรเริ่มมั่นคงขึ้น สภาพสงครามกลางเมืองหมดไป การเมืองเริ่มมีฝ่ายนำที่ชัดเจนขึ้น เมื่อหมดยุคสงครามและผู้นำเขมรเริ่มเข้มแข็งขึ้น ผู้นำเขมรที่ชื่อฮุนเซนจึงเริ่มวางหมากเพื่อสร้างอำนาจทาง รวปท. ต่อประเทศเพื่อนบ้าน

ซึ่งส่วนนี้ I Pad ขอกล่าวโดยชี้แจงว่านี่คือความเห็นส่วนตัวที่ได้จากการวิเคราะห์ ไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมด

โดยขอวิเคราะห์ว่า เมื่อ ฮุนเซน สามารถยึดกุมอำนาจในเขมรไว้ได้อย่างยั่งยืนยาวนาน ประเทศมหาอำนาจตะวันตกก็คงจะเสนอข้อมูลเรื่อง แหล่งพลังงาน น้ำมัน และ แก๊ซ ในอาวไทยให้ฮุนเซ็นทราบ โดยที่ พท. นั้นเป็น พท. ของไทยเป็นส่วนใหญ่ แต่ฮุนเซ็นสามารถใช้เล่ห์กลแย่งชิงเอาได้

จึงเกิดแผนที่จะ ฮุบ แหล่งพลังงานในอ่าวไทย ที่เป็นของไทย โดยมีจุดเริ่มที่การขอขึ้นมรดกโลกปราสาทพระวิหารให้ได้เสียก่อน

เมื่อใดที่ขอขึ้นมรดกโลกได้แล้ว ก็จะทำการเปลี่ยเขตแดน ไทย - เขมร เสียใหม่ ให้เป็นไปตามแผนที่ 11 ระวาง มาตราส่วน 1 : 200000 ที่มีชื่อตามเอกสารศษลโลกว่า Annex 1 นั่นเอง ทั้งๆ ที่ แผนที่ชุดนี้ ศาลโลก ก็ยังไม่ยอมตัดสินให้เป็นอาณาเขตที่ถูกต้อง แต่คำตัดสินศาลโลกกลับยืนยันว่า สนธิสัญญา 1904 - 1907 (ดังที่กล่าวใน ข้อ 1) เป็นเอกสารที่ถูกต้องตาม กม. รวแท. อย่างเดียวที่ใช้ในการกำหนดอาณาเขตได้ แต่เขมรและประเทศมหาอำนาจที่หนุนหลัง (ขอเดาว่าเป็นการร่วมมือของ อเมริกา และ ฝรั่งเศส) ก็พยายามจะใช้เล่ห์กลแย่งชิงเอาให้ได้

ในระยะ 10 ปี ที่ผ่านมา จึงเห็นการรุกล้ำอาณาเขตของฝ่ายเขมร ที่รุกล้ำดินแดนไทยมาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ (ขอย้ำ! พื้นที่ที่ถูกรุกล้ำมาตั้งบแต่หลัง ปี พศ. 2543 เป็นพื้นที่ของดินแดนไทยฝ่ายเดียว ไม่มีพื้นที่ทับซ้อนแต่อย่างใด เพียงแต่ฝ่ายทางการไทย ทั้ง ฝ่ายประจำ และ ฝ่ายการเมือง ต่างเมินเฉยต่อปัญหา การรุกล้ำจึงเกิดขึ้นโดยไม่มีการขัดขืนของฝ่ายไทย

โดยเฉพาะในระยะ 4 - 5 ปี ที่ผ่านมา การรุกล้ำอาณาเขตเริ่มขยายตัวใหญ่โตอย่างน่าวิตก จากจำนวนคนที่รุกล้ำเข้ามา 500 คน ใน อดีต 10 ปี ก่อน ปัจจุบันมีเกิน 5,000 คน ในพื้นที่ (ย้ำ! ของไทย ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน) มีการสร้างถาวรวัตถุ เช่น วัด ตลาด ที่ทำการทหาร และล่าสุด มีการตัดถนนเชื่อมจากฝั่งเขมรล่วงล้ำเข้ามาในประเทศไทยแล้ว้สร็จ 2 เส้น

ทั้งหมด ในย่อหน้าข้างบนนี้ เป็นการรุกล้ำพื้นที่ที่เป็นของไทยทั้งสิ้น หาได้เป็นการเกิดการขัดแย้งในพื้นทีททับซ้อนที่เป็นปัญหาสงสัยความชัดเจนแต่อย่างใด ย้ำ! พท. นี้คือผืนแผ่นดินไทย ตามสนธิสัญญา ปี คศ. 1904 - 1907

จึงมาถึงบทสรุปของเรื่อง

จึงมาถึงบทสรุปของเรื่อง ปราสาทพระวิหาร ที่ว่า

ก่อนปี 2543 หรือก่อน MOU 43 จะเกิดขึ้น เขมรไม่กล้าแม้แต่จะล้ำแดนไทยเข้ามา

แต่เมื่อฮุนเซนเริ่มมีอำนาจทางการเมือง และได้รับการหนุนหลังจากประเทศมหาอำนาจ (ตรงนี้คือการคาดเดา แต่คิดว่าไม่ผิดแน่ๆ มั่นใจเกิน 90%) จึงเริ่มวางแผนฮุบแหล่งพลังงานในอ่าวไทย

โดยแผนการตามขั้นตอนเริ่มจากขอขึ้นมรดกโลกปราสาทพระวิหาร เพื่อทำให้การเปลี่ยนแปลงอาณาเขตจากอาณาเขตที่ถูกต้องตาม สนธิสัญญา 1904 - 1907 ให้กลายมาเป็นอาณาเขตตามแผนที่ 11 ระวางมาตราส่วน 1 : 200000 ที่มีชื่อตามเอกสารศาลโลกที่ชื่อว่า Annex 1

ซึ่งถ้าทำสำเร็จ จะทำให้เกาะกูดของไทยกลายเป็นของเขมร และหลักเขตที่ 73 ที่ใช้เป็นตัวชี้แนว พท. ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย เปลี่ยนแปลงไป โดยไทยต้องเสียดินแดนเพิ่มให้เขมรไม่ต่ำกว่า 3 ล้าน ไร่

นี่คือสาเหตุสำคัญที่ พธม. ต้องออกมาร้องแรกแหกกะเชอให้แผนปล้นประเทศครั้งนี้ ล้มเหลวให้จงได้ เพื่อผลประโยชน์ของคนไทยทั้งชาติ

(ขอละเลยพูดถึงหัวโขมยฝ่ายไทย ที่มีทั้งในพรรคไทยรักไทย และ พรรคประชาธิปัตย์)

ท่านใดอยากได้เอกสารเพิ่มเติมส่งเมล์มาที่ pongliberty@gmail.com ได้เลย

ดังนั้น ฝ่าย หน้าไทยใจเขมร

ดังนั้น ฝ่าย หน้าไทยใจเขมร ท้งหลาย ที่ชี้นิ้วด่า พธม. ที่เป็นคนไทยเหมือนกัน (แต่ พธม. หน้าไทยใจไทย อิอิอิ)

ว่า

บ้าสงคราม บ้าง, เสียสติ บ้าง, มีนิสัยอันธพาลคิดแต่จะรังแกประเทศอ่อนแอกว่า บ้าง, ไม่มีวิสัยทัศน์ไม่มีหัวก้าวหน้าชอบแต่จะยุให้ใช้กำลังแทนที่จะเจรจาเพื่อ ผล ปย. ร่วมของ 2 ประเทศ บ้าง ฯลฯ

ขอบอกให้ลองอ่าน บีอกซ์ คห. 4 - 5 อันข้างบนของ I Pad ดูให้ดี

จะเห็นได้ว่า

1. อันธพาลเรื่องนี้ชื่อ เขมร
2. อาณาเขตในเรื่องนี้เป็น พท. ของไทย
3. อาณาเขต ไทย - เขมร ปักปันกันเสร็จมานานแล้ว ตั้งแต่ทำสนธิสัญญา 1907 เพียงแต่ผ่านสงครามและอะไรอีกมากมาย หลักเขต (บนที่ราบ แต่ตาม สันปันน้ำยังชัดเจนอยู่เหมือนเดิม) จึงหายไป แต่ตรวจสอบได้ถ้าเอาสนธิสัยญามาอ่านใหม่
4. อาณาเขตที่เป็นของไทย ถูกรุกล้ำมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ MOU 43 ช่วยอะไรไม่ได้เลย

จึงเป็นเหตุให้ พธม. เรียกร้องให้เปลี่ยน นบ. ตปท. กรณี นี้จากการเจรจาอย่างเดียว เป็น การใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้น โดยการผลักดันและแสดงอธิปไตยของไทยบนดินแดนของไทย เพื่อป้องกันการอ้างสิทธิ์ของเขมรเพื่อฮุบดินแดนของไทยไป และที่สำคัญที่สุดผลักดันเขมรออกไปจากแผ่นดินไทย

ใครไม่เห็นด้วย วันหน้าถ้าถูกตราหน้าว่า 'ขายชาติ' ก็ช่วยไม่ได้ (ฮา)

อะตอม

[quote=อะตอม]
ดังนั้นตรรกะสองเรื่องถ้าจะเทียบเคียงกันต้องแยกแยะให้ชัดก่อนอย่าจับแพะมาชนแกะแบบนี้คุณน้ำลัด???[/quote]

ผมยังยืนยันที่จะเอาแพะมาชนแกะ เพราะมันเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกันขนาดก็ไล่เลี่ยกัน
อยากให้คุณอะตอมอ่านให้ครบ ความหมายของผมหมายถึงมีการแบ่งคนเป็นกลุ่มๆทำนองเดียวกัน
แต่ผมก็พยายามย้ำว่าวิธีการแบ่งที่ต่างกัน ผลลัพท์ออกมาย่อมแตกต่างกัน
ซึ่งผมไม่ค่อยเห็นด้วยนักกับการแบ่งคนเป็นกลุ่มแบบนั้น

น้ำลัด wrote:อะตอม

[quote=น้ำลัด][quote=อะตอม]
คุณบางกอกครับ "อ๋อย"กับ"มาร์ก" คิดเหมือนกันมาก? เอาอวัยวะส่วนไหนคิดครับ? ...
[/quote]

ปรกติคุณบางกอกเป็นถึงระดับเจ้าของกิจการ มีคนทำอะไรต่อมิอะไรแทนตัวเอง
เขาเป็นเพียงคนเซ็นต์เอกสาร มองเฉพาะใจความสำคัญบางจุดที่สนใจเท่านั้น
รายละเอียดเล็กๆน้อยๆจึงอาจละเลยไป และมอบหมายให้เป็นความรับผิดชอบของลูกน้องไป

คุณบางกอกจึงมองภาพรวมของคุณจาตุรนต์ว่ามีส่วนคล้ายคุณอภิสิทธิ์
มากกว่าจะมองว่าความคิดในรายละเอียดว่าแตกต่างกันหรือไม่
รายละเอียด มันอาจแปรเปลี่ยนไปตามความจำเป็นตามฝ่ายที่ตนสังกัดอยู่ได้
แต่วิธีการมองปัญหา วิธีการคิด วิธีการนำเสนอ มันอาจดูคล้ายคลึงกัน[/quote]

แม่นแหล่วครับ..... ชอบคุณ คุณน้ำลัดที่ช่วยตอบแทน

โปรดสังเกตุ ย่อหน้าที่ผมคัดมา ข้างล่างนี้

ที่ผ่านมาไทยกับกัมพูชา เช่นเดียวกับประเทศที่มีชายแดนติดต่อกันอีกจำนวนมาก เคยมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนมาเป็นเวลานาน เกิดการปะทะและสู้รบกันมาแล้วก็มี แต่ในที่สุดไทยกับกัมพูชาก็ตกลงที่จะแก้ปัญหาด้วยการตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาปักปันเขตแดน เพื่อแก้ปัญหาอย่างสันติ ด้วยการเจรจาหารือ เพื่อหาทางออกที่ดีร่วมกัน โดยประเทศทั้ง 2 เอง

ต้องย้ำว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยคือการเจรจาหารือระหว่าง 2 ประเทศ โดยอาศัยบันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้วเป็นพื้นฐานในการเจรจา

ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ก็คือ หันกลับมาใช้การเจรจาหารือระหว่าง 2 ประเทศ โดยอาศัยบันทึกข้อตกลงที่เคยมีมาแล้วเป็นพื้นฐานเงื่อนไขในการเจรจา หลีกเลี่ยงการที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมหารือในที่ประชุมองค์กรระหว่างประเทศใดๆ เพื่อจะให้การหาทางออกในเรื่องนี้เป็นไปได้ และยังเกิดผลในทางที่เป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ประเทศ

ทั้งรัฐบาลไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพันธมิตรจะต้องหยุดความพยายามที่จะปลุกกระแสชาตินิยมคลั่งชาติ หยุดการบิดเบือนข้อเท็จจริงและการเคลื่อนไหวใดๆที่หวังผลประโยชน์ทางการเมืองของพวกตน โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศอย่างที่ทำมาตลอดเสียที

ผมเห็นว่า หัวใจของบทความมีอยู่แค่นี้....

อย่างที่ผมเคยบอกไว้ว่า ผมเป็นประชาชนที่ชอบเลือกนักการเมืองเอาไว้ใช้งาน...ผมอ่านที่อ๋อยเขียนแล้ว ยกเว้นส่วนที่อ๋อยปกป้องแยกแยะผลงานเก่าของพรรคตัวเองและส่วนที่ไปตอบโต้ฝ่ายพันธมิตรและแขวะปชป.แล้ว

บทสรุปในใจอ๋อยเองไม่แตกต่างจากมาร์ก กล่วคือ

กรณีพระวิหาร และกรณีมรดกโลก เป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระกัน การแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องสำคัญกว่า...และจะต้องทำโดยการเจรจาทวิภาคี ด้วยกรอบที่แยดส่วนข้อพิพาทชายแดนออกเป็ยส่วนๆแล้ว และยึดถือเป้าหมายผลประโยชน์ร่วมกันในอนาคตมากกว่า ข้อมูลข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์หรืออดีตที่มีแต่ความขัดแย้งกัน......รายละเอียดปลีกย่อยอย่างที่คุณอะตอมหรือบางตนพยายามแยกแยะนั้น แค่น้ำจิ้มไม่ใช่เมนูหลัก จะจิ้มก็ได้ไม่จิ้มก็ได้....

ดังนั้น ในฐานะประชาชนที่เป็นนายของนักการเมือง ผมว่าทั้งอ๋อยทั้งมาร์กนั้น สามารถรับใช้ผมในเรื่องเขมร ร่วมกันได้....ส่วนทั้งธิทั้งแม้วนั้น คงจะไม่ไหว มันสุดขั้วเกินไปทั้งคู่ ไอ้คนหนึ่งคิดเป็นแค่ว่าเขมรมันโง่กูจะวางแผนโกงเขาและโกงไทยไปด้วย ไอ้อีกคนก้คิดเป็นแค่คนไทยมีหัวไจรักชาติหวงแผ่นดินปั่นมันเข้าไปมันก็เชื่อกูเอง.....ส่วนตัวผมนั้นคิดว่า เขมรมันไม่โง่ให้ใครโกงกันง่ายๆ และคนเขมรเขาก็รักชาติหวงแผ่นดินเขาเป็นเหมือนกัน.......

ผมเองมีบุญอยู่อย่างหนึ่งคือ อ่านหนังสือทั้งไทยทั้งอังกฤษ แบบจับใจความสำคัญได้เร็วมากกว่าคนทั่วไป และก็มีกรรมอย่างหนึ่งคือ ลูกน้องบางตนที่รู้ว่าผมอ่านเร็วและอ่านทุกความเห็นเรื่องงาน ขี้มักจะเขียนรายงานยาวใหญ่ชักแม่น้ำทั้งห้าอ้อมมหาสิงขรให้อ่านเป็นประจำ จนต้องติดเบรคกันด้วยการตอบสั้นๆ.......เช่น แม่นแหล่ว...บ่แม่น...สรุปว่า?...คุณจะ???....ที่ว่ามามันเรื่องของคุณหรือของเขา..ไม่ใช่เรื่องของเรา.....อะไรทำนองนี้ ใครจะเอาไปใช้บ้างก็ได้นะครับ ไม่ว่ากัน....

บางกอก

[quote=บางกอก]
แม่นแหล่วครับ..... ชอบคุณ คุณน้ำลัดที่ช่วยตอบแทน

...ในฐานะประชาชนที่เป็นนายของนักการเมือง ผมว่าทั้งอ๋อยทั้งมาร์กนั้น สามารถรับใช้ผมในเรื่องเขมร ร่วมกันได้....ส่วนทั้งธิทั้งแม้วนั้น คงจะไม่ไหว มันสุดขั้วเกินไปทั้งคู่ ไอ้คนหนึ่งคิดเป็นแค่ว่าเขมรมันโง่กูจะวางแผนโกงเขาและโกงไทยไปด้วย ไอ้อีกคนก้คิดเป็นแค่คนไทยมีหัวไจรักชาติหวงแผ่นดินปั่นมันเข้าไปมันก็เชื่อกูเอง.....ส่วนตัวผมนั้นคิดว่า เขมรมันไม่โง่ให้ใครโกงกันง่ายๆ และคนเขมรเขาก็รักชาติหวงแผ่นดินเขาเป็นเหมือนกัน.......
[/quote]

ผมว่าคุณอะตอมนั้นเก่งกาจในการซอกแซกหาข้อมูลชิ้นเล็กชิ้นน้อย เหมือนมีจิ๊กซอชิ้นสำคัญและไม่สำคัญปนกันอยู่ในมือมากมาย สมชื่ออะตอมที่ตั้งไว้ แต่คุณอะตอมอาจจะมีจุดอ่อน ที่ไม่นำชิ้นจิ๊กซอสำคัญเหล่านั้นมาต่อกัน ให้เห็นภาพใหญ่ก่อน แล้วค่อยสรุปออกมาให้ได้ใจความที่กระชับและเป็นแก่นแท้ของเรื่อง ถ้าคุณอะตอมเปิดใจยอมรับและแก้ไขในจุดนี้ เราอาจได้เพชรเม็ดงามยิ่งขึ้นมาประดับในประชาไท

ซึ่งตรงข้ามกับคุณบางกอกโดยสิ้นเชิง คุณบางกอกมีเวลาน้อย จึงใช้เพียงแค่จิ๊กซอชิ้นสำคัญไม่กี่ชิ้น คาดเดาตำแหน่งของแต่ละชิ้นอย่างแม่นยำด้วยประสบการณ์ แล้วอาศัยจินตนาการช่วยเสริมว่ารูปใหญ่นั้นเป็นเช่นใด แล้วจึงออกความห็นสั้นๆกระชับไม่เยิ่นเย้อแต่ก็ได้ใจความสำคัญ

เราทุกคนต่างอาจจะมองภาพรวมผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับจิ๊กซอที่เราได้รับ ประสบการณ์ที่เรามี จินตนาการที่เราสร้าง มุมมองที่เรายืนอยู่ ทุกผู้ทุกคนจึงมองเห็นสิ่งเดียวกันแตกต่างกันไปมากมายเกินจะบรรยาย

น้ำลัด

[quote=น้ำลัด]

ผมว่าคุณอะตอมนั้นเก่งกาจในการซอกแซกหาข้อมูลชิ้นเล็กชิ้นน้อย เหมือนมีจิ๊กซอชิ้นสำคัญและไม่สำคัญปนกันอยู่ในมือมากมาย สมชื่ออะตอมที่ตั้งไว้ แต่คุณอะตอมอาจจะมีจุดอ่อน ที่ไม่นำชิ้นจิ๊กซอสำคัญเหล่านั้นมาต่อกัน ให้เห็นภาพใหญ่ก่อน แล้วค่อยสรุปออกมาให้ได้ใจความที่กระชับและเป็นแก่นแท้ของเรื่อง ถ้าคุณอะตอมเปิดใจยอมรับและแก้ไขในจุดนี้ เราอาจได้เพชรเม็ดงามยิ่งขึ้นมาประดับในประชาไท

ซึ่งตรงข้ามกับคุณบางกอกโดยสิ้นเชิง คุณบางกอกมีเวลาน้อย จึงใช้เพียงแค่จิ๊กซอชิ้นสำคัญไม่กี่ชิ้น คาดเดาตำแหน่งของแต่ละชิ้นอย่างแม่นยำด้วยประสบการณ์ แล้วอาศัยจินตนาการช่วยเสริมว่ารูปใหญ่นั้นเป็นเช่นใด แล้วจึงออกความห็นสั้นๆกระชับไม่เยิ่นเย้อแต่ก็ได้ใจความสำคัญ

เราทุกคนต่างอาจจะมองภาพรวมผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับจิ๊กซอที่เราได้รับ ประสบการณ์ที่เรามี จินตนาการที่เราสร้าง มุมมองที่เรายืนอยู่ ทุกผู้ทุกคนจึงมองเห็นสิ่งเดียวกันแตกต่างกันไปมากมายเกินจะบรรยาย[/quote]

appreciate your open-minded attitude : )

อันที่จริงทุกคนรวมทั้งคุณอะตอม, สนธิ หรือ แม้แต่ I Pad ต่างก็มี"สิทธิ์"ที่จะมีความเชื่อ, แนวคิดของตนเองได้

แต่สิ่งที่ผมรังเกียจมากถึงมากที่สุด คือ พวกที่มีวาระซ่อนเร้นอยู่ข้างหลังคำพูดหรือการกระทำ อย่างนาย นเรศวรลิ้ม

อยากเห็นคนไทยมีใจเปิดกว้างแบบคุณน้ำลัดมากๆจัง จะเหลืองจะแดงก็ได้ ประเทศไทยจะไม่หลังเขาอยู่อย่างทุกวันนี้แน่นอน ผมมั่นใจ

ครับคุณน้ำลัด,คุณบางกอก,คุณด.

ครับคุณน้ำลัด,คุณบางกอก,คุณด.ร.เจครับ คือถ้าสรุปว่าไม่ต้องพูดมาก ก็อ่านเอาครับ? เพราะเรารู้จักและวัดผลกันแค่ลายมือทางความคิด ส่วนใครจะดร. หรือใครจะเป็นเจ้ากิจการใหญ่โตมีลูกน้องมากมาย เป็นระดับเจ้าของสื่อ หรือต่อให้เป็นรมต.จนถึงนายกปลอมตัวมา?

เนื้อหาตรงนี้วัดผลที่ลายมือทางความคิด? แล้วถ้าผมเปิดตัวจริงๆพวกคุณจะตกใจ555 นายกก็นายกเถอะ(แค่นาย(ก.)ของผมนครนายกครับใหญ่กว่านายกครับ555

และที่ติงมาหรือแนะนำมาจนถึงชมมา(ส่วนที่ชมผมไม่กล้ารับเพราะผมไม่ถึง?) แต่รับทราบและขอบคุณครับ? แต่จะขนาดให้มาเปลี่ยนลายมือผมคงไม่ล่ะครับ? เพราะผมเป็นอย่างไร?ก็ธรรมชาติอย่างนั้น?เพราะเวทีนี้สร้างภาพไม่ได้?(ไม่เห็นหน้าตาเห็นแต่ลายมืทางความคิด)หรือมีเครื่องมือในการสร้างภาพ(กล้องแบบนักข่าวหรือนักวาดรูปจิตกร) แต่ผมมันพวก"คิดดะกร" หรือฉายาก็คือ"หนุมานชาญแต่สอน"(ภาษาบ้านๆแปลว่าลูกอีช่างคิด)ไร้ตัวตนไร้ค่า?กว่าธุลี (เพราะถุลีดินยังจับต้องตัวตนได้)ถ้าวัดตามนิยามวรรณะของคุณน้ำลัด

อ้อคุณน้ำลัดครับตรงนี้คือการสนทนา,ไม่ใช่อภิปราย,กล่าวสุนทรพจน์ หรือเนื้อหาบทความ หรือเสิร์ฟธรรมะ แบบสัจจะธรรมคำคมที่ต้องมีเงื่อนไขเฉพาะ? เนื้อหาถูกกำหนดตามบทสนทนา ไม่มีการครีเอทคิดล่วงหน้า หรือวางพล็อตฯ ประดิษฐถ้อยคำสวยๆมาก่อนนำมาเสิร์ฟ ด้นสดๆคิดยังไง?ใครจะว่ามาแบบไหนเราเดาล่วงหน้าไม่ได้?ออกแบบไม่ได้มันจึงค่อนข้างไหลตามประเด็นครับ?

นั้นคือเงื่อนไขของการสนทนา มันไหลไปตามธรรมชาติ ของบทสนทนา ผมจึงคิดว่าธรรมชาติที่สุดแล้ว คิดอย่างไรก็ไหลไปตามนั้น? มันจึงคล้ายน้ำท่วมทุ่งฯครับคุณบางกอก แหมถ้าให้ผมครีเอทร่างสุนทรคด(ถ้าผมมันไม่ใช่สุนทรพจน์) ก่อน ก็ไม่ใช่หนุมานชาญแต่สอนตามนิยามตัวผมสิครับ???555

อะตอม

[quote=อะตอม]
...
นั้นคือเงื่อนไขของการสนทนา มันไหลไปตามธรรมชาติ ของบทสนทนา ผมจึงคิดว่าธรรมชาติที่สุดแล้ว คิดอย่างไรก็ไหลไปตามนั้น? มันจึงคล้ายน้ำท่วมทุ่งฯครับคุณบางกอก แหมถ้าให้ผมครีเอทร่างสุนทรคด(ถ้าผมมันไม่ใช่สุนทรพจน์) ก่อน ก็ไม่ใช่หนุมานชาญแต่สอนตามนิยามตัวผมสิครับ???555[/quote]

โอเคครับ เข้าใจครับ สิทธิ์นั้นเป็นของคุณอยู่แล้ว
เหมือนแม่ยายผมเลย ท่านชอบคิดทางปาก แต่ก็ไม่มีพิษภัยอะไรกับใครนะครับ

คุณอะตอมนี่พิเศษไปอีก คิดออกมาทางปลายนิ้ว

น้ำลัด

[quote=น้ำลัด]
คนอังกฤษคนหนึ่งมาทำงานเมืองไทย มีเมียคนไทย บอกกับผมว่า
เขาได้รับเงินจากทางอังกฤษ แต่ก็ทำงานในเมืองไทยไปด้วย
เขาไม่คิดกลับไปอังกฤษหรอก กลับให้โง่เรอะ
ที่อังกฤษค่าครองชีพสูงมาก สวัสดิการที่มีไม่พอยาไส้
อยู่ที่โน่นเขาสามารถกินได้เพียงมันฝรั่ง อาหารที่ถูกที่สุดของที่นั่น
แต่เขาสามารถอยู่อย่างสุขสบายในเมืองไทยด้วยวงเงินที่เท่ากัน

จะสวัสดิการยังไงสุดท้ายก็มาเบียดบังเิงินไปจากชนชั้นล่างวันยังค่ำ
บางทีมันอาจเป็นเพียงระบบ "อัฐยายซื้อขนมยาย"

[/quote]

ที่มองทะลุอยากให้มองมากๆก็คือทุนนิยมนี่'ร้ายกาจ'มากๆ
ตรงนี้ไม่ได้บอกว่าทุนนิยม'ไม่ดี' หรือ'เลว'หรือ'เลวทราม'นะ แต่มัน'ร้ายกาจ'ต้องแยกคำให้ชัดเจนก่อน เด๋วคนปัญญาอ่อนเรื่องศีลธรรมจะบอกว่าถ้ามันเลวก็ต้องทำลายทุนนิยม

ทุนนิยมมันคล้ายๆจะเป็นธรรมชาติของสัตว์โลก สัญชาตญาณดิบของสัตว์โลก เป็นการแก่งแย่งแข่งขัน กอบโกย มือใครยาวสาวได้สาวเอา ปลาใหญ่กินปลาเล็ก กินกันแบบไม่ปรานีปราศรัย ชิงดีชิงเด่น แกได้เราจะเอาด้วย และจะเอาให้มากกว่า แล้วมันไม่มีที่สิ้นสุด แต่ละคนตั้งจุดของตัวเอง แล้วก็อาจตั้งใหม่อย่างเช่นที่พูดกันว่า ตอนมี100ก็พยายามไปถึง1000 พอมี1000ก็ขวนขวายไปถึง10000 พอถึง10000ก็ไม่ยากที่ไปถึง100000 พอมีแสนก็ฝันเงินล้าน พอฝัน1ล้านเป็นจริง ฝันสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด 10ล้าน 100 ล้าน 1000ล้าน 10000ล้าน คำว่า'พอ'ดูเหมือนไม่มีอยู่ในโลกของทุนนิยม

ดังนั้น การจะเผื่อแผ่ให้คนรายได้น้อยในระบบทุนนิยม มันยากมากๆ ถ้าไปทำแบบซื่อๆคิดว่ามันง่าย-ง่ายอย่างพูดคำขวัญว่า'รัฐสวัสดิการ'ซึ่งง่ายแค่เปิดปากพูด5พยางค์ มันก็อาจให้ผลตรงข้ามเพราะทุนนิยมมันร้ายกาจมันใช้สัญชาตญาณแก่งแย่งแข่งขันสูงมากคนทุ่มเทสติปัญญาเพื่อการแก่งแย่งแข่งขันทั้งในเกมความเสี่ยงทางธุรกิจและหาประโยชน์จากผู้คนที่อ่อนแอกว่าหรือมีน้อยกว่าด้อยกว่า

มองทะลุคิดว่าเรื่องรัฐสวัสดิการต้องใช้นักเศรษฐศาสตร์คิดคำนวณให้รอบคอบว่าจะจัดให้รายได้ชนชั้นล่างกับที่มาของภาษีมายังไงจึงจะไม่ถูกทุนนิยมตลบหลัง บางทีอาจต้องพึ่งนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกที่ศึกษาเรื่องพวกนี้ลึกซึ้งนะ

นอกเรื่องอีกนิดหน่อย ถึงมองทะลุจะเรียนเศรษฐศาสตร์3ตัวแต่ค่านิยมสมัยนั้นพวกแอ็คติวิสต์มองเศรษฐศาสตร์ในแง่บวกมากๆนะแบบว่าคาร์ลมาร์กเป็นอภิมหาเจ้าพ่อทางเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ทุนนิยมงัยฮะ สมัยนั้นกระแสสังคมนิยมมันแรง เราก็พลอยสนใจไปด้วย เคยทำงานเอกชนที่ต้องพิจารณาปัจจัยเศรษฐกิจก็เลยยังสนจัยเศรษฐศาสตร์มาเรื่อย บทความของรังสรรค์ ธนพรพันธ์ในผจก.อ่านประจำ วรากรณ์ สามโกเศศอ่านบ้างเพราะหมอนี่ช่วงเลือกตั้งเชียร์ปชป.ออกนอกหน้า เสียดายที่ใครก็ยกย่องไม่เต็มปาก นักวิชาการเชียร์พรรคการเมือง แล้วพรรคการเมืองบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ทีนี้ก็เลยหาเหตผลด่าการบริหารเศรษฐกิจของพรรคอื่น หาเหตุผลเชียร์การบริหารเศรษฐกิจพรรคที่ตัวเองชอบ วิชาการมันก็เสียไปใช่ไหม คนอ่านอ่านแต่บทความเศรษฐศาสตร์ที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง พอถึงเรื่องการเมืองเขาไม่อ่านแล้วเพราะรู้ว่าคนเขียนไม่เป็นกลาง เวลามีคนบอกว่า รังสรรค์ วรากรณ์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ มองทะลุไม่สงสัยเพราะมองทะลุอ่านบทความเขามาตลอด แต่พอ มีคนบอกว่า ดร.คอมพิวเตอร์TDRI เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ไม่เชื่อสายตาว่านักหนังสือพิมพ์มันจะตอแหลยกให้ใครๆเป็นนักเศรษฐศาสตร์ได้อย่างหน้าด้านๆขนาดนี้ มติชนหรือประชาชาติธุรกิจควรจะให้พนักงานที่ตอแหลแบบนี้ออกจากบริษัทซะ หลักฐานก็มีอยู่ คือสมัยที่มองทะลุทำงานเอกชนเค้าก็พยายามให้วงการนี้มีคุณภาพ เราก็เลยต้องไปศึกษาพวก Standard กับ Code of Ethics เพราะไม่อยากทำอะไรที่น่าอับอายหรือโดนให้ออกหรือต้องเข้าคุก Standard ก็คือมาตรฐานวิชาความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพ ทำงานตามหลักวิชาไม่มั่วไร้กฎเกณฑ์หรือมาตรฐาน Code of Ethics ก็คือจรรยาวิชาชีพ เป็นส่วนที่ไม่เกี่ยวกับวิชาความรู้แต่เกี่ยวกับความประพฤติ เช่น เป็น Third Party ก็ต้องเป็นกลางจริงๆ ไม่เอียงเข้าหาpartyที่1หรือPartyที่2 เพราะอย่างนี้มองทะลุถึงกล้าด่านักวิจัยที่วางตัวไม่เป็นกลางมีอคติ คนพวกนี้ทำให้ระบบเสียหาย ไม่ต้องอวดอีโก้ว่าชั้นฉลาดที่สุดชั้นทำวิจัยดีที่สุดหรอกนะ งานวิจัยศึกษาที่จ้างให้ทำได้เนี่ยไม่ใช่งานวิจัยในห้องแล็ปวิทยาศาสตร์นะ ที่เขาจ้างได้หลายเจ้านะ งานวิจัยของTDRIมันก็แค่1ในกองเอกสารงานวิจัยศึกษาเท่านั้น กล้าพูดเหรอว่าTDRIวิจัยดีที่สุดถูกต้องที่สุดน่าเชื่อถือที่สุด? ควายจริงๆ เวลาเราอ่านงานวิจัยหลายๆเจ้าเราจะเห็นอะไรรู้มั้ย เห็นอคติเห็นกึ๋นของคนวิจัยก่อนงัยฮะ เพราะเจ้าอื่นก็ไม่ใช่กระจอกๆ เขาก็ระดับครูบาอาจารย์สนอหนังสือในมหาวิทยาลัยนะฮะ เราอ่านงานวิจัยเจ้านี้เห็นเค้าคิดแบบนี้เสนอแนะแบบนี้ อ่านอีกเจ้าเค้าคิดอีกแบบ มันก็เลยเปรียบเทียบกันได้ แล้วก็เลือกได้ว่า จะโยนงานวิจัยศึกษาชิ้นไหน[b]ลงถังขยะ[/b] ที่เคยเห็นมีอยู่เจ้านึง พองานวิจัยศึกษาของตัวถูกโยนลงถังขยะก็เลยต่อมอีโก้อักเสบแตก ครั้นมีเผด็จการทหารปกครองจึงค่อยเอางานวิจัยศึกษาของตัวไปหลอกพวกโจรปล้นอำนาจอธิปไตย ก็มิวายเจออดีตอาจารย์มหาวิทยาที่เคยเปลี่ยนโฉมการรายงานข่าวทีวีคัดค้าน แต่เด็กมันอีโก้จัดงัยฮะ ก็เลยได้ทีวีโจรมาช่องนึง หึหึ

เรื่องแบบนี้ใน Code of Ethics จะออกมาประมาณ 'ความเป็นมืออาชีพ'ที่ไม่ได้หมายถึงความรู้ความเชี่ยวชาญอย่างเดียว แต่หมายถึงการแยก'งาน/หน้าที่'(duty) กับ'เรื่องส่วนตัว' (personal) เช่น เป็นตำรวจแต่เพื่อนทำผิดก็ต้องจับไม่ใช่ช่วยหนีอาญา หน้าที่จะอยู่เหนือความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือเหม็นขี้หน้ากันแต่มันเก่งมันมาเป็นเจ้านายก็ต้องเป็นมืออาชีพทำงานกันได้ หรือหากมีผลได้เสียส่วนตัว ก็จะถูกกันออกงานนั้นตามหลัก conflict of interests ตำรวจสอบสวนเมียที่เป็นผู้ต้องหาบ่ได้ ต้องให้ตำรวจที่ไม่ความสัมพันธ์สอบสวน เวลาจับใครเข้าคุกเพราะหมอนั่นทำผิดจริงไม่ใช่เพราะเกลียดขี้หน้ามัน

ถึงบอกงัยฮะว่าเวลามองว่าประเทศไทยทำไมล้าหลังเขาหลาย10ปี พอเราได้เห็นพวกที่ก้าวหน้ากว่าเราเขาทำงานเราก็เห็นจุดที่แตกต่างแบบว่าเราโคดล้าหลังด้อยพัฒนากว่าเขาจริงๆว่ะ

อะตอม

[quote=อะตอม]
เนื้อหาตรงนี้วัดผลที่ลายมือทางความคิด? แล้วถ้าผมเปิดตัวจริงๆพวกคุณจะตกใจ555 นายกก็นายกเถอะ(แค่นาย(ก.)ของผมนครนายกครับใหญ่กว่านายกครับ555
[/quote]

เห็นอาการของอะตอมเหมือน'นักมวยกำลังเมาหมัดในสนาม'ไม่สนนักวิจารณข้างเวที มองทะลุสงสัยว่าอะตอมจะเป็น1ในคณะที่กำลังทำงานเรื่องนี้โดยตรง?

ครับคุณมองทะลุ อย่าเดาเลยครับ

ครับคุณมองทะลุ อย่าเดาเลยครับ กับตรงนี้ของคุณ

[quote=มองทะลุ][quote=อะตอม]
เนื้อหาตรงนี้วัดผลที่ลายมือทางความคิด? แล้วถ้าผมเปิดตัวจริงๆพวกคุณจะตกใจ555 นายกก็นายกเถอะ(แค่นาย(ก.)ของผมนครนายกครับใหญ่กว่านายกครับ555
[/quote]

เห็นอาการของอะตอมเหมือน'นักมวยกำลังเมาหมัดในสนาม'ไม่สนนักวิจารณข้างเวที มองทะลุสงสัยว่าอะตอมจะเป็น1ในคณะที่กำลังทำงานเรื่องนี้โดยตรง?[/quote]

คือจริงๆที่ผมอ้างอิงคำว่านาย(ก.)หรือนายก มันก็แค่คนเดียวยก(นายยก) แต่"นครนายก"นี่ยกกันทั้งนครเลยน่ะ(555งงล่ะสิ???จริงๆเฉลยเลยแล้วกัน?เดี๋ยว งงไปกันใหญ่ คือแค่มุกครับ?อย่าคิดมาก)

แต่ตรงนี้คือเข้าประเด็นคุณน้ำลัดครับเรื่องเพชร หรือไม่เพชรที่คุณอุตสาห์ เปรียบเปรยมาเกินตัวตนผม(ไม่กล้าใช้คำว่าขอบคุณเพราะเจตนาคุณไม่ได้ยกย่องผมขนาดนั้นและตัวตนผมยังไม่ใช่)

แต่ แค่ขอยกนิทานเรื่อง ลิงได้แก้ว(ประมาณเพ็ชร) กับลิงได้กะปิ(ขี้) ที่วิธีการตีความแบบลิงตามวิธีคิดแบบจริตศรัทธาที่ติดกรอบศรัทธาบารมีแบบลิง ที่ต้องเน้นเน้นสีสันตามแรงกระตุ้นของอัตตาตามผัสสะอายตนะ(ที่ใกล้กับคน) จนติดยึดที่กรอบศรัทธาบารมีของคนเสิร์ฟคนให้มากกว่าเนื้อหาข้อเท็จจริงในคุณค่าของสิ่งที่เสิร์ฟ???

ทั้งที่บางที่คนให้? ไม่ใช่เจ้านายลิงหรือคนที่ลิงศรัทธาและหน้าตาสีสันที่ลิงชอบ?ตามจริตอัตตาแบบนั้นจะปรุงแต่งให้ตรงจริตตน บนความเชื่อมั่นตามกรอบศรัทธาบารมีตรงนั้น การประเมินสิ่งที่ให้ ระหว่างเพ็ชร(ที่ลิงไม่ศรัทธาและารมีไม่ถึงจริตลิงประเมินไม่เป็น? เทียบกับกะปิ(ขี้)ที่คนที่ลิงเชื่อศรัทธา? คุณลองเดาสิว่า เพ็ชร(นิทานลิงได้แก้ว)กับกะปิ?(ขี้) คุณลองเดาดูสิว่าพฤติกรรมลิงจะตอบสนองสิ่งเร้านั้นตามผัสสะอายตนะที่คล้ายคน กับอันไหน?ระหว่างแก้ว(เพ็ชร) หรือว่ากะปิ(ชี้)บนก้อนศรัทธาบารมีที่ต่างกันเป็นตัวแปรหลักในการกระตุ้น?

ผมไม่อยากเดาผลการทดลองน่ะครับ? แต่ขอให้คุณเอาไปทดลองเองแล้วกัน แล้วใช้ตรงนั้นย้อนกลับมาดูตัวเราว่าเราติดกรอบอะไร?แบบไหน?พัฒนาการไปไกลกว่าลิงหรือเปล่า?ที่เห็นขี้? ดีกว่าเพ็ชร(ไม่งั้นลิงไม่ควักกะปิในขณะที่เพชรลิงขว้างทิ้งจากผลการทดลองอื่นๆที่แล้วมาจนได้ตำนานนิทานที่ว่าลิงใด้แก้ว)???

อ้อครับ

อ้อครับ เพื่อให้มันขีดกรอบใกล้เข้ามาในตัวอย่าง ไม่ฟาดชิ่งไปไกลขนาดตัวอย่างข้างบนนั้น

ผมยกตัวอย่าง "โต๊ะจีนลิง" กับนิยาม"บุฟเฟต์คาบิเนต"(นักการเมือง) อารมณ์ตะกรุมตะกรามขณะนั้น? ลองยื่นแก้วให้ลิง? หรืออะไรที่มีค่าแบบเพชรต่อผลประโยชน์ปชช.ที่เห้นผลต่อฐานเขาช้ากว่า"บุฟเฟ่ต์คาบิเนต"ข้างหน้า ให้เขา(นักการเมือง)ดูสิ?ลิงจะเลือกอะไร?หรือคนจะเลือกอะไร?

ถ้าผ้าขี้ริ้ว ห่อเพ็ชรมา แถมหน้าตาคนเสิร์ฟความจริงแบบเพ็ชรไม่น่าเชื่อถือและเตนาดีสเครดิตรให้มันไม่น่าเชื่อถือเพราะโซ้ยสิ่งที่อยู่ข้างหน้ามากว่าทั้งโต๊ะจีนลิง และบุฟเฟ่ต์คาบิเนต???

ยังไงๆ ก็ขอเชิญคุณอะตอม

ยังไงๆ ก็ขอเชิญคุณอะตอม และคุณ I PAD ไปช่วยทวงภูเขาอัลไตมาให้ผมด้วยนะครับ เพราะที่นั่นประวัติศาสตร์บอกว่าเป็นที่ของบรรพบุรุษคนไทยเราเช่นกัน!
แหม......หากได้ตรงนั้นคืน ชาติไทย-ประเทศไทยเราจะสมบูรณ์ที่สุดคร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบ

ศิลา wrote:ยังไงๆ

[quote= ศิลา]ยังไงๆ ก็ขอเชิญคุณอะตอม และคุณ I PAD ไปช่วยทวงภูเขาอัลไตมาให้ผมด้วยนะครับ เพราะที่นั่นประวัติศาสตร์บอกว่าเป็นที่ของบรรพบุรุษคนไทยเราเช่นกัน!
แหม......หากได้ตรงนั้นคืน ชาติไทย-ประเทศไทยเราจะสมบูรณ์ที่สุดคร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบ[/quote]

ต้นราชวงศ์ไทย-ไทยอยู่ที่ลำแม่น้ำเฟนที่เป็นกิ่งของแม่น้ำHwang Ho หรือแม่น้ำเหลือง>ในมณฑลชานสีโน่นแน่ะค่ะ

ย้อนรอยก็ต้องย้อนไปสุโขทัยก่อนเป็นจุดตั้ง
>>ไปสวรรคโลก >>ลานนา >>สิบสองปันนา
ขึ้นไปเมืองหลอปู
เมืองหลอฮก หลอหลอ เมืองเชงตู-นครจ๊ก
ขึ้นไป>>เผงเกียง >>กีเกียง
ทีนี้ก็เมืองยีเชียง นี่แหละ ที่ตั้งนครหลอ เป็นเมืองที่บรรพบุรุษเรามาอยู่กัน กลางมณฑลฮูเป Hu Peh

จากหนังสือประวัติศาสตร์จีน ยี่จับโง๊วซือ และหนังสือ ปทานุกรมซีหยวน โดยคุณลิขิต ฮุนตระกูล (พ.ศ2494)เขียนว่า

พระเจ้าทวนหยก ทรงครองราชย์ต่อจากพระเจ้าเหา(2054ปีก่อนพุทธศักราช) เป็นผู้ตั้งตระกูลไทย-ไทย
นครหลอคือเมืองต้นตระกูลไทยที่พระเจ้าจงคังพระราชทานให้เจ้าเย็นผู้พาลูกหลานอพยพหนีภัยลงมาทางใต้ เนื่องจากราษฎรนครหลอถูกเกณฑ์ไปสร้างถนน สร้างเมือง สร้างกำแพงเมืองและล้มตายไปจำนวนมาก
จึงย้ายถิ่นฐานเพื่อเอาชีวิตรอด
ต่อมาในราชวงศ์จิว...146ปีก่อนพุทธศักราชร่นลงมาอีกครั้ง มาอยู่ที่มณฑลฮูนาน Hu Nan
ในพ.ศ 319 ราชตระกูลหลอก็ต้องย้ายมาที่มณฑลเสฉวน
และแยกย้ายกันอยู่ตามเขาตามป่าไปเป็นชาวดอย 6 สาย
คือ เสฉวน ยูนนาน กุยจิว ฮูนาน กวางสี กวางตุ้ง

อาณาจักรสยาม คือ ชาวนครหลอ ในเสฉวน กุยจิว และ ยูนนาน
ถูกรุกรานโดยพวกTartars พระเจ้าขุนศรีอินทราทิตย์(พ.ศ 1796-1800)จึงเดินทางจากสวรรคโลกมาสุโขทัย
ตั้งสุโขทัยเป็นราชธานี

ที่จริงพยายามค้นหาหนังสือเล่ม

ที่จริงพยายามค้นหาหนังสือเล่มอื่น
ไปเจอเล่มนี้เข้า...
เลยอ่านซะสนุกสนาน
คุณ ลิขิต ฮุนตะกูล เป็นผู้ค้นคว้าจากตำราจีน ฝรั่งเศส และอีกหลายๆเล่มเปรียบเทียบกัน
มีเปรียบเทียบภาษาไทยกับภาษาจีนด้วยค่ะ

แต่งงาน กับ เตงหงัน ของจีน
ยั่งยืน กับ หยุงหยูน
ยี่ห้อ กับจี่โห้
ซื่อตรง กับ ซูตง

เงิน กับ หงึน
ชี้แจง กับ จี้เจียง
กล้าหาญ กับ ก๋าหั่น
ผู้หญิง พูหยิน
ห้าวหาญ หาวหั่น
ฯลฯ

ขอบคุณ: คุณลิขิต ฮุนตระกูล

I Pad wrote: ต่อมา 2

[quote=I Pad]
ต่อมา 2 ฝ่ายมีการทำการสำรวจเขตแดนเพื่อทำการตกลงปักปันเขตแดน โดยทำการในรูปคณะกรรมการร่วม (Joint Border Committee หรือ Mix Committee) ซึ่งคณะกรรมการร่วมชุดนี้ได้ทำการ 'ปักปัน' เขตแดนที่ตกลงเจรจาแลกกันมาได้ จนได้เป็นข้อตกลงเป็น สนธิสัญญา ปักปันเขตแดน สยาม - ฝรั่งเศส ปี คศ. 1907 (พศ. 2450)

นี่คือ ข้อตกลงเดียวที่ 2 ฝ่าย (สยาม - ฝรั่งเศส) ตกลงปักปันเขตแดนกันอย่างเป็นทางการผ่านคณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วม

แต่ ฝ่ายไทยเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าฝรั่งเศส จึงไม่มีความรู้ด้านทำแผนที่ ฝ่ายฝรั่งเศสที่อาสาขอทำแผนที่สยามจึงยินยอมให้ฝรั่งเศสทำแผนที่มาเสนอ แล้วจะมาพิจารณาในคณะกรรมการปักปันร่มในภายหลัง

ซึ่งข้อเท็จจริง ภายหลังมีการทำสนธิสัญญา 1907 แล้ว คณะกรรมการปักปันร่วมก็เลิกทำการไปภายหลังสนธืสัญญาลงนามไม่กี่เดือน เพราะต่างเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำการอะไรอีกเพราะเขตแดนมีการปักปัน 'แล้วเสร็จ' ไปแล้ว

ดังนั้นแผนที่ทั้ง 11 ระวางที่ฝรั่งเศส ทำฝ่ายเดียวแล้วนำมาส่งให้สยาม จึงไม่ได้ผ่านขั้นตอนที่ถูกต้องตามหลัก กม. รวปท. สถานะของแผนที่จึงไม่เป็นที่ยอมรับ[/quote]

ผมว่าคุณ I PAD เข้าใจผิดแล้วล่ะที่บอกว่าฝ่ายไทยไม่มีความรู้ด้านทำแผนที่ จริงๆแล้วประเทศไทยมี เจมส์ แมคคาร์ธี James McCarty คนอังกฤษหรือพระวิภาคภูวดล ที่เข้ารับราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ดำเนินการสำรวจเพื่อทำแผนที่ขอบเขตของประเทศไทยตั้งแต่ ปีค.ศ. 1881-1893 โดยได้ฝึกคนไทยคือพระสฤษดิ์ให้เป็นหัวหน้าคณะสำรวจเพิ่มอีกคณะเร่งเพื่อสำรวจดินแดนไทยเพื่อสร้างเขตแดนให้ชัดเจนในสมัยนั้น เรียกว่าแข่งกันสำรวจเขตแดนในย่านแถบนี้ทั้งสยาม อังกฤษและฝรั่งเศส เพราะบางอาณาจักรเช่นสิบสองปันนา ก็มีพื่เบิ้มในสมัยนั้นทั้งไทย พม่า และจีน เข้ามาอิทธิพลต่อเจ้าเมืองเรียกว่าต้องส่งบรรณาการให้กับประเทศพี่เบิ้มเพื่อเอาตัวรอดจนเรียกว่าเมืองสามฝ่าย คือไม่รู้จะขึ้นกับใครดี ไม่รู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของใคร แล้วแต่ว่าใครมีอิทธิพลมากกว่าในสมัยนั้น ในสมัยจึงต้องแข่งกันสำรวจดินแดนเพื่อครองอาณาเขต ดังนั้นคนไทยจึงรู้จักการส่องกล้องสำรวจ การใช้เข็มทิศการวางโครงข่ายสามเหลี่ยมและการสร้างหมุดหลักฐานอ้างอิง(ภาษาช่างสำรวจ) หรือการทำแผนที่ก่อนที่จะมีการลงนามสนธิสัญญาถึง 14 ปี ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ไม่มีใครรู้เรื่องเหล่านี้

ส่วนคุณอะตอม บอกว่ายังมีผู้รู้หลายท่านบอกว่าแผนที่ใหญ่กว่าสนธิสัญญาและสนธิสัญญาที่ใช้สันปันน้ำเป้นเกณฑ์ในการแบ่งเขตแดนเปรียบเสมือนพินัยกรรมที่ยังไม่ได้เปิดนั้นคงจะตีความหมายของของการทำสัญญาผิดเพี้ยนไป ผมมีความเห็นว่าในทำสนธิสัญญา 1904 นั้นคือการเริ่มทำพินัยกรรมในการวางกรอบของเรื่องการแบ่งเขตดินแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสโดยใช้สันปันน้ำเป็นหลัก จึงต้องมีการตั้งกรรมการปักปันเขตแดนของไทยกับกับฝรั่งเศส

ในระหว่างปี 1904 ถึงปี1907 ได้มีการประชุมกันหลายครั้งระหว่างคณะกรรมการปักปันเขตแดนฯ ซึ่งคุณอะตอมน่าจะให้ความสนใจไปขุดคุ้ยหาบันทึกการประชุม(minutes of meeting) มานำเสนอในนี้ให้กระจ่างดีกว่า ว่าฝ่ายไหนให้ความเห็นอย่างไรในการประชุมแทนที่จะยืนกระต่ายขาเดียวว่าต้องใช้สันปันน้ำเพียงอย่างเดียว จะเห็นว่าในสนธิสัญญาปี 1907 ได้กล่าวถึงการประชุมครั้งสุดท้ายของคณะกรรมการ คือวันที่ 18 มกราคม 1907 ไว้ด้วย ดังนั้น การลงนามในสัญญาปี 1907 จึงเปรียบเสมือนการปิดท้ายหลังจากแบ่งพินัยกรรมกันเรียบร้อยแล้ว โดยที่ผู้จัดทำเอกสารประกอบพินัยกรรมคือฝรั่งเศสที่ไทยได้มอบหมายให้ไปดำเนินการ ก็ทำเอกสารมาประกอบให้ไม่ครบขาดเอกสารประกอบฉบับสำคัญคือแผนที่
ดงรัก 1:200,000 ซึงส่งมาให้ทีหลัง และศาลโลกก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเอกสารประกอบสนธิสัญญา แต่ศาลถือว่าไทยรับเอาแผนที่นี้ไว้โดยไม่ทักท้วงความถูกต้องของแผนที่แถมยังแจกจ่ายไปสถานทูตประเทศอื่นด้วยและเขาพระวิหารก็ยังถูกครอบโดยพฤตินัยของฝรั่งเศสด้วย ดังนั้นการตัดสินคดีของศาลโลกจึงไม่ต่างจากการตัดสินคดีของศาลไทยในเรื่องการครอบครองที่ดินแบบปรปักษ์ เจ้าของที่ดินไม่ทักท้วงกรณีที่มีบุคคลอื่นเข้าครอบครองที่ดินเป็นระยะเวลานาน ถ้าคุณอะตอมมีช่องทางในการชนะคดีการครอบครองที่ดินแบบปรปักษ์ได้ก็ช่วยแนะนำรัฐบาลไทยด้วยเถิดจะได้มีทางต่อสู้คดี ส่วนเรื่องการอ้างสันปันน้ำนั้นก็ถูกใช้ไปแล้วในปี พ.ศ. 2505 ถ้าจะเอาไปใช้อีกก็ไม่มีทางชนะเขมรได้

ครับกะจะปิดบทสนทนาต่อกระทู้นี

ครับกะจะปิดบทสนทนาต่อกระทู้นี้แล้วแต่บังเอิญมีกรณีพาดพิงจากคุณใหญ่มาตามนี้

"เขาพระวิหารก็ยังถูกครอบโดยพฤตินัยของฝรั่งเศสด้วย ดังนั้นการตัดสินคดีของศาลโลกจึงไม่ต่างจากการตัดสินคดีของศาลไทยในเรื่องการครอบครองที่ดินแบบปรปักษ์ เจ้าของที่ดินไม่ทักท้วงกรณีที่มีบุคคลอื่นเข้าครอบครองที่ดินเป็นระยะเวลานาน ถ้าคุณอะตอมมีช่องทางในการชนะคดีการครอบครองที่ดินแบบปรปักษ์ได้ก็ช่วยแนะนำรัฐบาลไทยด้วยเถิดจะได้มีทางต่อสู้คดี ส่วนเรื่องการอ้างสันปันน้ำนั้นก็ถูกใช้ไปแล้วในปี พ.ศ. 2505 ถ้าจะเอาไปใช้อีกก็ไม่มีทางชนะเขมรได้"

ครับคุณ"ใหญ่"ครับ กรณีแบบนี้ถือเป็นการครอบครองอย่างผิดกฎหมายในเจตนาทุจจริตไม่ทำให้ตรงตามพินัยกรรม ครับไม่ใช่ครอบครองปรปักษ์(เพราะกรณีนี้มีพินัยกรรมเรียบร้อยแล้ว) ดังนั้นที่ดินที่มีฉโนดกำกับผู้ครอบครองอย่างถูกต้องทางนิตินัยกำกับ จะมาใช้ เงื่อนไขการครอบครองปรปักษ์เชิงพฤตินัยไม่ได้เพราะไม่ใช่ที่ดินรกร้าง?

และการอ้างว่าเราไม่ทักท้วง จริงๆไม่ใช่น่ะครับ เราพยายามทักท้วงแต่ เงื่อนไขในน้ำหนักการทักท้วงขณะนั้นเราไม่ชัดเจนจึงได้ใช้สิทธิขอสงวนฯ นั้นคือแสดงเจตนาการทักท้วงไว้ในส่วนนั้นชัดเจน แต่ยังขาดพยานหลักฐานที่มีน้ำหนัก จึงใช้สิทธิขอสงวนฯไว้ภายหลัง

ส่วนข้อโต้แย้งคุณไอแพด ว่าเรามีความรู้เรื่องแผนที่ ก็เอามายกอ้างกรณีนี้ไม่ได้ เพราะแผนที่1/200000 มันเป็นกิจกรรมทางชายแดนฝ่ายเดี่ยวไม่ใช่แบบJBC มติศาลโลกก็ชี้ในทางนี้? จึงไม่กล้าชี้ชัดเรื่องเขตแดน แต่ชี้แค่พระวิหารเป็นของเขมร?

นั้นแสดงว่ามติศาลโลกขณะนั้นไม่ได้รับรองแผนที่ตรงนั้น?(เพราะถ้ารับรองก้เท่ากับชี้เรื่องเขตแดน) และเนื้อหาของแผนที่ฉบับนั้นไม่มี ลักษณะเป็นแผนที่แนบท้ายสนธิสัญญา(คือถ้าใช่มันจะจบเลยแบบที่คุณว่า) แต่ศาลไม่ได้ชี้ว่าใช่? เพราะลักษณะมันเป็นแค่เอกสารแนบท้ายคำฟ้องของฝั่งเขมรหรือฝรั่งเศษ(ซึ่งเป็นเอกสารฝ่ายเดียวไม่มีคู่ฉบับของคู่กรณีอย่างสนธิสัญญากำกับ)

เอกสารแบบนี้ จะมีผลต่อรุปคดีก็ต่อเมื่อมีการยอมรับทั้งสองฝ่าย? ที่แม้เราไม่ได้ยอมรับ แต่เรา ไม่ได้โต้แย้งอย่างมีน้ำหนักจึงขอสงวนฯไว้เพื่อหาหลักฐานใหม่มาชี้แจงในการแย้งท่าทีในการขอสงวนฯนั้นคือท่าทีหรือแสดงเจตนาในการแย้ง(แต่คณะขณะนั้นยังขาดเอกสารที่จะเป็นข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักจึงทำได้แค่ขอสงวนฯ)เท่ากับว่าเราแสดงเจตนาไม่เคยยอมรับแผนที่นั้นว่าคือผลงานร่วมทางชายแดน จนถึงความเห็นศาลก้ไม่ได้ชี้ว่าคือผลงานร่วมทางชายแดน(ถ้าศาลชี้ มันจะเข้ากรณีที่คุณอ้างได้ทันที)

การอ้างว่าการประชุมชายแดนปี1907นั้นคือการปักปันตามพนัยกรรม ที่แสดงถึงว่าแผนที่ได้กระทำตามเจตนารมณ์ในพินัยกรรมเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น "แผนที่จึงใหญ่กว่าสนธิสัญญา "โดยคุณอ้างให้ไปฟังเนื้อหาการประชุม(ซึ่งเป็นการอ้างแบบมั่วๆ) เพราะ เนื้อหาที่จะมีผลทางนิตินัยจะต้องมีการลงบันทึกสลักหลังรับรองแผนที่ ตรงนั้นแนบท้ายสนธิสัญญาจึงจะมีผลเชิงนิตินัยในการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่ต่างออกไปจากสนธิสัญญา

เพราะผลงานทางชายแดนมันค้านแบบหลักตามสนธิสัญญา เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่แสดงเจตนาในตัวแผนที่ชัดเจนว่าเป็นผลงานทางชายแดนที่ส่อทุจจริตทางพินัยกรรม ยกเว้นว่าผลงานทางชายแดนนั้น(แผนที่1/200000) มีการเช็นต์สลักหลังแก้ไขแบบแนบท้ายสนธิสัญญาอย่างถุกต้องรับรองทั้งสองฝ่ายเท่านั้นจึงจะมีผลทางนิตินัย

แต่ปรากฎกว่าไม่มีครับ? ดังนั้นผลงานทางชายแดน ที่คุณอ้างว่านั้นคือการทำตามเจตนารมณ์ของพินัยกรรมเรียบร้อยแล้ว มันจึงเป็นเหตุผลทางพฤตินัย ที่อ้างได้ มั่วได้หลายอย่างตีความหลายทางได้ แต่ มันจะต้องถูกกำกับเชิงนิตินัย เช่นสลักหลัง แก้ไขลงแนบท้ายสนธิสัญญา เช่นกรณีสำคัญมากว่าตรงนั้นยกเว้นไม่เอาตามแบบหลักบังคับ(สันปันน้ำ)

มันจึงไม่ได้ลงในบันทึกฯ สลักหลัง แต่มันจะต้องแก้ไขแบบลงนามกำกับเท่านั้นคุณจึงจะทำงานผิดแบบ(ไม่เอาสันปันน้ำ)แบบนั้นออกมาได้? และมีผลทางนิตินัยได้ แต่ถ้าออกมาแบบนี้ ถือว่าเจตนาส่อทุจจริตตามพินัยกรรมหรือเจตนาต่อเติมผิดแบบ(เพราะมันไม่ตรงตามพินัยกรรมหรือสนธิสัญญา)

ดังนั้นผลงานทางชายแดนอันนี้(แผนที่ดงรัก1/200000) จึงเป็นผลงานทางชายแดนที่ผิดแบบตามสนธิสัญญาและมีเจตนาทุจริตตามสัญญา หรือการต่อเติมผิดแบบ แถมมีการพยายามแนบท้ายลงไปในคำฟ้องในเจตนาว่านี่คือสัญญาแนบท้ายสนธิสัญญา เท่ากับเป็นการใช้เอกสารพยานเท็จในศาล?

ดังนั้นการอ้างว่าคือการครอบครองปรปักษ์ จึงอ้างไม่ได้เพราะกรณีนี้มี"พินัยกรรม" กำกับ ต่างจากกรณีอื่นๆ และมีการกำหนดสิทธิเจ้าของลงไปในพินัยกรรมมานานแล้ว มันจึงเป็นการครอบครองโดยทุจริต ไม่ใช่ครอบครอง"ปรปักษ์" ครับคุณใหญ่ ผมว่าข้อโต้แย้งคุณไปกันใหญ่สมชื่อคุณน่ะทำให้ผมต้องมาเสียเวลาชี้แจงเพราะกะจะจบบทสนทนาแล้ว???

ส่วนกรณีที่พธม. บอกว่า

ส่วนกรณีที่พธม. บอกว่า ที่ตรงนั้นปักปันไปแล้ว(ยึดสนธิสัญญาและที่ตรงนั้นไม่ต้องปักปันมันชัดอยู่แล้วเพราะแนวเขาไม่ใช่แนวราบ) จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องปักปันใหม่? ทางที่ควรทำคือยืนยันสิทธิตมพินัยกรรมอย่างเดียว นั้นคือผลักดันเขมรออกจากพื้นที่(สงครามชายแดน)

ที่ผมเห็นต่างอย่างยิ่ง เพราะเรื่องนี้แม้เราจะมั่นใจแต่ถ้าบุ่มบ่ามเกินไป จนถึงการทำความเข้าใจให้ถุกต้องไปยังต่างประเทศ(แม้แต่คนไทยกันเองยังสับสนนับประสาอะไรกับต่างประเทศ) ตรงนี้คือเงื่อนไขใหญ่มากและประเมินผลข้างเคียงที่เกินควบคุมยากมาก เห็นสัญญานอันตรายไหม? กรณีบังคีมูน เลขาฯญูเอ็น และกรณีการดัน ICC เข้ามา

ตรงนี้คือเงื่อนไขสำคัญในโจทย์ใหญ่ที่เราจะต้องทำการบ้านให้หนักก่อน ที่จะไปพุดถึงเรื่องที่พธม.ชี้ แม้พธม. จะให้ความเห็นค่อนข้างตรงกับผม แต่เงื่อนไข การผลักดันตอนที่ยัง ควบคุมตัวแปรอื่นๆที่จะนอกเหนือการควบคุม(ปัจจัยภายในประเทสกันเองยังไม่นิ่ง กับปัยหาต่างชาตินี่ยิ่งไม่นิ่งใหญ่)

การที่พธม.อ้างว่าไม่จำเป็นต้องมี MOU หรือJBCอีก แล้วยืนยั่นว่าที่ตรงนั้นทั้งหมดคือของไทย(ยกเว้นตัวปราสาทเท่านั้นจนกว่าศาลโลกจะกลับคำตัดสิน)จึงต้องลุยเลย อันตรายมากครับเพราะพยากรณืผลลัทธ์ยากมากว่าจะบานปลายไปเป้นกรณีน้ำผึ้งหยดเดียวไหม?

เพราะถ้าบางทีการทำความเข้าใจไปเรื่อยๆบีบพื้นที่เขมรให้แคบๆๆๆ มาหาทวิฯ ด้วยกลยุทธจับเท็จเด้กเลี้ยงแกะ(ที่เขมรตีโพยตีพายว่าพี่ไทยรังแกนู๋) แต่ที่เห็นๆหรือที่เป็นกลับเป็นพี่ที่โดนไปแล้วมันโบ๊ะหัวพี่ไปแล้ว(ละเมิดMOU) นั้นคือจุดเริ่มต้นของการอธิบายขยายภาพตามกลยุทธจับเท็จเด็กเลี้ยงแกะให้ชัดเจนในเวทีโลก จนมันทำให้เขมรพุดจาอะไรเขาไม่ฟังอีกแล้ว นั้นล่ะกรอบมันจะแคบลงมาหา"ทวิฯ"ทันที่

นั้นคือพอมาถึงตรงนี้ เราจะปรอบ เราจะขู่ หรือจะโบ๊ะหัวเอาคืน มันก็ไม่มีอะไรแล้วเราคุมเกมได้แล้ว

แต่แนวคิดพธม. เจตนาให้ยกเลิกMOU ปิดประเด็นเรื่องแผนที่ดงรักไปเลย แล้วลุยเลยตอนนี้อันตรายมาก แม้เขาจะชี้เหมือนผม(แต่วิธีการต่างกัน)ว่าคือแผนที่หรือผลงานทางชายแดนที่ส่อทุจริตตามสัญญา หรือตามพินัยกรรม แม้จะมีพฤติกรรมการรับงานไปแล้ว แต่เพราะเงื่อนไขพิเศาแบบนี้(เหมือนงานเขตที่คนทั่วไปฟันธงไม่ได้ว่าผิดหรือไม่ผิดแบบหรือการต่อเติมผิดแบบ) ยกเว้นให้เจ้าหน้าที่เขตมาตรวจแบบ

ดังนั้นการอ้างว่าเจ้าของผู้รับมรดกรับทราบ(กฏหมาปิดปากเท่ากับเจตนารวมหัวรวบหัวรวบหางปิดปากมัดมือมัดเท้าปล้นเอา) เพราะ ผู้รับที่รับงานไม่ตรงแบบ หรืองานที่ตรงเจตนารมณ์จนถึงเนื้อหาที่กำกับไว้โดยพินัยกรรม งานต่อเติมผิดแบบจึงเป็นโมฆะได้สั่งรื้อได้ครับ

เพราะพฤตินัยหรือพฤติกรรมการยอมรับแบบนี้จะมาใช้กรณีกฎหมายปิดปากไม่ได้ครับเพราะพินัยกรรมกำกับไว้ชัดเจนครับ ยกเว้นจะมีการ เซ็นต์สลักหลังยกเว้น หรือมอบให้ถ่ายโอนเป็นลายลักษณ์อักษร ของผู้รับมรดก อีกที แต่เมื่อปรากฏว่าไม่มี(สลักหลังแนบท้ายพืนัยกรรม)

พินัยกรรมพระวิหารที่ศาลโลก เขียนขึ้นมาใหม่ มันจึงเป็นโฉนดปลอม หรือแผนที่เก้ทันที เพราะมันจะไม่มีผลทางกฏหมายใดใด ตราบใดที่ยังไม่มีการลงนามรับเป็นลายลักษณ์อักษรแก้แบบหลักก่อน? แม้เจตนาจะทำออกมาตามเจตนาของพินัยกรรม แต่เมื่อผลงานออกมาผิดแบบ? และยังๆไม่ได้แก้แบบ จึงเท่ากับ เป็นผลงานทางชายแดนที่งานเขต(JBC)สั่งรื้อได้ทุกเมื่อ???

นี่ไงครับเงื่อนไขที่ต้องปักปันใหม่ครับพธม. เพราะปัญหาที่ว่าปักปันไปแล้วจบไปแล้ว?ที่ตรงนั้นคือของเราแล้ว ตามเอกสารในพินัยกรรม แต่นั้นมันเป็นสิทธิทางนิตินัย เชิงเอกสาร ที่จะต้องรังวัดให้ถูกต้องทางพฤตินัย(รังวัดใหม่) เพื่อที่จะใช้ในการกำหนดลงไปในพินัยกรรมทั้งนิตินัย พฤตินัยให้ถูกต้อง

นั้นคือ การที่เราจะล่อให้เขมรเอาแผนที่เก้มาพิสูจน์ กับสนธิสัญญาใหม่ MOUจึงจำเป็น เพื่อสร้างกรอบการเจรจาให้พัฒนาไปสู่ JBC อย่างมีรูปธรรม เพราะถ้าเราเชื่อมั่นในสิ่งที่เรามั่นใจตอนนี้ พิสูจน์สิทธิอย่างไรก็เป็นของเรา เพื่อให้เปิดทางในการเอาปัญหามาบนโต๊ะ หาทางออกอย่างมีพัฒนาการหาหาจุดจบได้

แต่ถ้าต่างฝ่ายจากกุมหมัดเด็ดไม่ปล่อยออกมาหรือวุกปัญหาหมัดเด้ดของตัวเองไว้ ใต้โต๊ะข้างเวที อ้างหมัดเด็ดของแต่ล่ะฝ่ายจดๆจ้องแต่ในมุมของตัวเองหรือเต้นฟุตเวิร์ครอบๆเวที อีกพันปีก็ไม่จบ???

ดังนั้นการเปิดทางให้ผลงานทางชายแดน(หมัดเด็ดของแต่ล่ะฝ่าย)มาพิสูจน์กัน กับการตั้งเงื่อนไขว่า ห้ามเขมร ต่อยหมัดขวา(ไม่เอาแผนที่ดงรัก) และห้ามไทยตีเข่า(อ้างสนธิสัญญา) มันก็ปิดโอกาสการพิสูจน์ให้จบหรือให้รู้ดำรู้แดงกันตั้งแต่การตั้งแง่ตรงนี้แล้วครับ

ส่วนข้อมูลในเชิงลึกกว่านี่ที่เราเสียเปรียบ จนต้องหลบ เวทีพหุฯ ผมกลัวว่ามันจะเป็นความกลัวแฝง? ทั้งที่ตัวตนมันไม่มีอะไรเลย? เราชนะอยู่แล้ว แต่ความไม่มั่นใจ หรือ???(น่าจะเป็นความกลัวจากความไม่รู้) ตรงนี้น่ากลัวกว่า ความกลัวที่ไม่กล้าให้รู้ดำรู้แดง ไปเลยถ้ามันจะต้องเสียบนข้อเท็จจริงก้ต้องเสียมันจะได้จบเรื่องนี้ไปว่าเรื่องอื่นๆที่มีค่ามีสาระกว่านมาทะเลาะกันเรื่องเดิมๆนี้

เช่นอย่างที่คุณใหญ่ยกมา หรือวีระพงษ์, พวงทองฯยกมา ที่เป็นความกลัวที่ไร้สาระมาก ถ้าตรงนี้คืออุปสรรคในการปลดชนวนทุ่นระเบิดทางชายแดน ผมจึงแนะนำให้คนที่เอาความกลัวเหล่านี้ ด้วยการเอาหัวไปซุกขี้(เลื่อย)หรือจะขี้จริงๆก็ไม่ผิดกติกา??? เพราะมันโง่กว่านกกระจอกเทศเอาหัวซุกดิน ในการแก้ไขปัญหาที่มาจากความกลัวแบบนกกระจอกเทศ???

"นั้นคือ

"นั้นคือ การที่เราจะล่อให้เขมรเอาแผนที่เก้มาพิสูจน์ กับสนธิสัญญาใหม่ MOUจึงจำเป็น เพื่อสร้างกรอบการเจรจาให้พัฒนาไปสู่ JBC อย่างมีรูปธรรม เพราะถ้าเราเชื่อมั่นในสิ่งที่เรามั่นใจตอนนี้ พิสูจน์สิทธิอย่างไรก็เป็นของเรา เพื่อให้เปิดทางในการเอาปัญหามาบนโต๊ะ หาทางออกอย่างมีพัฒนาการหาหาจุดจบได้"

นั้นคือถอดสลักข้ออ้างมิติศาลโลกที่เขมร กุมหมัดเด็ดไว้เหนือเรา คือถ้าเราไม่เปิดตรงนี้เพื่อล่อเขมร เราจะไม่มีโอกาส ถอดสลักตรงนี้ได้(มติศาลโลก) นี่จึงคือความจำเป็นต่อเรื่องนี้(เจราจาบนโต๊ะใหม่)

เพราะถ้าเราจะยืนยันตามพธม.ว่า เขมรเขมรก็จะยันมติศาลโลกกับการกอดโฉนดปลอมที่หลอกชาวโลกสร้างภาพเราอันธพาลไว้แบบนี้ รวมทั้งแผนที่เก้ด้วยยื้อกันอยู่แบบนี้ไม่จบสักที

ทางที่จะเปิดก็คือเอาขึ้นมาบนโต๊ะทั้งหมด มาพิสูจน์ใหม่ เสียก็เสียไป? ได้ ?หรือไม่ได้? แต่เราได้ แน่ๆ ชัวร์ๆคือคุยเรื่องใหม่ที่สร้างสรร กว่าการมาทะเลาะกัน? เพราะถ้าคาไว้แบบนี้อีกพันปีไม่มีททางจบ ทั้งที่มันเรื่องไร้สาระนิดเดียว มันกลับสร้างความเสียหายมหาศาลกว่าที่จะเสียแล้วข้ามพ้นปัญหาไปว่าเรื่องที่สร้างสรรกว่ามาทะเลาะกันแบบนี้???

Kannika Rachaprarop wrote:

[quote=Kannika Rachaprarop][quote= ศิลา]ยังไงๆ ก็ขอเชิญคุณอะตอม และคุณ I PAD ไปช่วยทวงภูเขาอัลไตมาให้ผมด้วยนะครับ เพราะที่นั่นประวัติศาสตร์บอกว่าเป็นที่ของบรรพบุรุษคนไทยเราเช่นกัน!
แหม......หากได้ตรงนั้นคืน ชาติไทย-ประเทศไทยเราจะสมบูรณ์ที่สุดคร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบ[/quote]

ต้นราชวงศ์ไทย-ไทยอยู่ที่ลำแม่น้ำเฟนที่เป็นกิ่งของแม่น้ำHwang Ho หรือแม่น้ำเหลือง>ในมณฑลชานสีโน่นแน่ะค่ะ

ย้อนรอยก็ต้องย้อนไปสุโขทัยก่อนเป็นจุดตั้ง
>>ไปสวรรคโลก >>ลานนา >>สิบสองปันนา
ขึ้นไปเมืองหลอปู
เมืองหลอฮก หลอหลอ เมืองเชงตู-นครจ๊ก
ขึ้นไป>>เผงเกียง >>กีเกียง
ทีนี้ก็เมืองยีเชียง นี่แหละ ที่ตั้งนครหลอ เป็นเมืองที่บรรพบุรุษเรามาอยู่กัน กลางมณฑลฮูเป Hu Peh

จากหนังสือประวัติศาสตร์จีน ยี่จับโง๊วซือ และหนังสือ ปทานุกรมซีหยวน โดยคุณลิขิต ฮุนตระกูล (พ.ศ2494)เขียนว่า

พระเจ้าทวนหยก ทรงครองราชย์ต่อจากพระเจ้าเหา(2054ปีก่อนพุทธศักราช) เป็นผู้ตั้งตระกูลไทย-ไทย
นครหลอคือเมืองต้นตระกูลไทยที่พระเจ้าจงคังพระราชทานให้เจ้าเย็นผู้พาลูกหลานอพยพหนีภัยลงมาทางใต้ เนื่องจากราษฎรนครหลอถูกเกณฑ์ไปสร้างถนน สร้างเมือง สร้างกำแพงเมืองและล้มตายไปจำนวนมาก
จึงย้ายถิ่นฐานเพื่อเอาชีวิตรอด
ต่อมาในราชวงศ์จิว...146ปีก่อนพุทธศักราชร่นลงมาอีกครั้ง มาอยู่ที่มณฑลฮูนาน Hu Nan
ในพ.ศ 319 ราชตระกูลหลอก็ต้องย้ายมาที่มณฑลเสฉวน
และแยกย้ายกันอยู่ตามเขาตามป่าไปเป็นชาวดอย 6 สาย
คือ เสฉวน ยูนนาน กุยจิว ฮูนาน กวางสี กวางตุ้ง

อาณาจักรสยาม คือ ชาวนครหลอ ในเสฉวน กุยจิว และ ยูนนาน
ถูกรุกรานโดยพวกTartars พระเจ้าขุนศรีอินทราทิตย์(พ.ศ 1796-1800)จึงเดินทางจากสวรรคโลกมาสุโขทัย
ตั้งสุโขทัยเป็นราชธานี[/quote]

เคยอ่านเจอนักประวัติศาสตร์บางสายเชื่อว่า "ราชวงศ์อู่ทอง" ผู้ก่อตั้งอยุธยานั้น
คือลูกหลานของ "พระเจ้าพรหม" แห่ง "เวียงไชยปราการ" ซึ่งเกี่ยวพันกับอาณาจักรโยนก
เพราะว่าไทยใหญ่ในยุคนั้นเข้มแข็งมากและได้เข้าโจมตีอาณาจักรโยก และ เวียงไชยปราการ
จนต้องอพยพล่องลงตามลำน้ำปิง ผ่านกำแพงเพชร จนถึงอยุธยา และนครชัยศรี
นครชัยศรีนั้นเป็นชื่อของ "พระเจ้าชัยศิริ" ที่สืบเชื้อสายจากพระเจ้าพรหมนั่นเอง

แบบเรียนประวัติศาสตร์ ม.๑ ปัจจุบันได้เอ่ยถึงทฤษฎีประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีหลายทฤษฎี
และยังไม่อาจสรุปได้ว่าทฤษฎีใดถูกต้องที่สุด ไม่เหมือนแบบเรียนประวัติศาสตร์รุ่นก่อนๆ

น้ำลัด wrote:Kannika

[quote=น้ำลัด][quote=Kannika Rachaprarop][quote= ศิลา]ยังไงๆ ก็ขอเชิญคุณอะตอม และคุณ I PAD ไปช่วยทวงภูเขาอัลไตมาให้ผมด้วยนะครับ เพราะที่นั่นประวัติศาสตร์บอกว่าเป็นที่ของบรรพบุรุษคนไทยเราเช่นกัน!
แหม......หากได้ตรงนั้นคืน ชาติไทย-ประเทศไทยเราจะสมบูรณ์ที่สุดคร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบ[/quote]

ต้นราชวงศ์ไทย-ไทยอยู่ที่ลำแม่น้ำเฟนที่เป็นกิ่งของแม่น้ำHwang Ho หรือแม่น้ำเหลือง>ในมณฑลชานสีโน่นแน่ะค่ะ

จากหนังสือประวัติศาสตร์จีน ยี่จับโง๊วซือ และหนังสือ ปทานุกรมซีหยวน โดยคุณลิขิต ฮุนตระกูล (พ.ศ2494)เขียนว่า

[/quote]

เคยอ่านเจอนักประวัติศาสตร์บางสายเชื่อว่า "ราชวงศ์อู่ทอง" ผู้ก่อตั้งอยุธยานั้น
คือลูกหลานของ "พระเจ้าพรหม" แห่ง "เวียงไชยปราการ" ซึ่งเกี่ยวพันกับอาณาจักรโยนก
เพราะว่าไทยใหญ่ในยุคนั้นเข้มแข็งมากและได้เข้าโจมตีอาณาจักรโยก และ เวียงไชยปราการ
จนต้องอพยพล่องลงตามลำน้ำปิง ผ่านกำแพงเพชร จนถึงอยุธยา และนครชัยศรี
นครชัยศรีนั้นเป็นชื่อของ "พระเจ้าชัยศิริ" ที่สืบเชื้อสายจากพระเจ้าพรหมนั่นเอง

แบบเรียนประวัติศาสตร์ ม.๑ ปัจจุบันได้เอ่ยถึงทฤษฎีประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีหลายทฤษฎี
และยังไม่อาจสรุปได้ว่าทฤษฎีใดถูกต้องที่สุด ไม่เหมือนแบบเรียนประวัติศาสตร์รุ่นก่อนๆ[/quote]

หากยึดตามหนังสือประวัติศาสตร์จีน
คำว่า ..ไทย..
เป็นคำจีนโบราณ มีปรากฎตัวอักษรในหนังสือที่มีวิวัฒนาการจากประวัติศาสตร์ถึงปัจจุบันที่คล้ายคลึงกัน

ไทย เป็นเสมือน นามสกุลพระราชทาน ที่พระเจ้าทวนหยก โปรดเกล้าฯพระราชทานให้ซินเฮ้า พระราชภาคิยะของพระองค์และพระราชนัดดาของพระเจ้าเหา เป็นต้นตระกูลไทย-ไทย อยู่บริเวณตอนกลางของลุ่มแม่น้ำเหลือง

คำว่า..ไทย.. มีมา 2,154 ปีก่อน พุทธศักราช
ในสมัยราชวงศ์จิว 578 ปีก่อนพุทธศักราช ก็ยังใช้ตัวอักษรเดิม
ปัจจุบัน เปลี่ยนไปบ้างแต่ยังคงเค้าเดิม

คำว่าไทย-ไทย จึงน่าเป็นตำแหน่งและเป็นนามสกุล เป็น นามเฉพาะ คล้ายๆแซ่ตาน แซ่ตง แซ่ติ้น แซ่เตา แซ่เทียว ฯลฯ
มีตำแหน่งไทยที่เล็กสุดในสมัยราชวงศ์ชิงคือ ..เตาไทย..ยศเป็นพันเอกกับอำมาตย์เอก เป็นตำแหน่งหัวเข่าทองคำ ไม่ต้องคุกเข่า

ไทย มีเชื้อสายจีน พวกเราในเอเชียเชื้อสายเดียวกันเกือบทั้งหมด

Anonymous wrote: ไทย

[quote=Anonymous]
ไทย มีเชื้อสายจีน พวกเราในเอเชียเชื้อสายเดียวกันเกือบทั้งหมด
[/quote]

เป็นไปไ้ด้ในความเป็นมาที่ยาวนานเหลือคณา
เดี๋ยวคนไทยก็ต้องบอกว่าคนจีนมีเชื้อสายไทย

ผมว่าสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกความแตกต่างระหว่างคนเชื้อสาย "ฮั่น" กับเชื้อสาย "ไท"
คือลักษณะการสร้าง "บ้าน"

พื้นฐานชาวฮั่นน่าจะชอบอยู่ในพื้นที่สูงไม่มีน้ำท่วม จึงสร้างบ้านติดดิน
ขณะที่คนเชื้อสายไทชอบอยู่ที่ลุ่มที่ราบ มีนำท่วมถึงจึงสร้างบ้านยกสูงจากพื้น
ชนชาติ "จ้วง" ในมณฑลกวางสี ซึ่งเป็นคนเชื้อสายไทเช่นเดียวกัน ก็มีบ้านยกสูง
ที่นั่นมีประชากรประมาณ 18 ล้านคนซึ่งเป็นระดับประชากรของคนเชื้อสายไท
ที่มากเป็นรองแต่ประเทศไทยเท่านั้น จึงได้มีทฤษฎีที่ว่าแถวๆนั้นน่าจะเป็นศูนย์กลาง
ต้นกำเนิดชาวไททั้งหลายกระจายสู่ยูนนาน-ลุ่มน้ำโขงและสุวรรณภูมิ

ประเทศไทยที่เรารู้จักในปัจจุบันนั้น
มีความเป็น "คนไท" หลงเหลืออยู่ไม่มากนัก
และยากที่จะไปสือสารกับคนไทในถิ่นอื่นๆนอกประเทศ
ในขณะที่ภาษาเหนือและภาษาอีสาน มีแนวโน้มจะไปสื่อสารกับคนไทกลุ่มอื่นได้ดีกว่า

คนภาคกลางเป็นคนเืชื้อสายไทที่ได้รับอิทธิพลของขอมมาเยอะมาก
เพราะในสมัยที่คนไทเข้ามาในดินแดนสวรรณภูมิ
คนขอมครอบครองพื้นที่อยู่ก่อนแล้วและดูคนขอมจะมีอารยธรรมที่สูงกว่า
คนไทกลุ่มนี้จึงรับมาแล้วผสมผสานกลายเป็นประเทศไทยปัจจุบัน
ภาษาไทยภาคกลางที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีภาษาเขมรปะปนอยู่ในสัดส่วนที่น่าตกใจยิ่ง

แต่นั่นกลับเป็นความภาคภูิมิใจอย่างน่าฉงน

คำว่า

คำว่า ไท
มีความเป็นมาอย่างไรคะ?
ประวัติที่มา
ภาษาไทยหรือภาษาจีนคะ

ไท, ไท้ = ผู้เป็นใหญ่ ไทย =

ไท, ไท้ = ผู้เป็นใหญ่

ไทย = ให้ ปล่อย เป็นอิสระ/จากพจนานุกรมไทย ๒๕๔๒

ประชาไท = พลเมืองผู้เป็นใหญ่
ทหาร = พลเมืองผู้เป็นกลาง

แล้ว..พลเมืองเล็ก พลเมืองจิ๋ว พลเมืองล่องหน มีไม๊..ใครอยากเป็น?

Anonymous wrote:คำว่า

[quote=Anonymous]คำว่า ไท
มีความเป็นมาอย่างไรคะ?
ประวัติที่มา
ภาษาไทยหรือภาษาจีนคะ[/quote]

ผมไม่อาจเถียงได้ว่าที่มาน่าจะมาจากภาษาจีน
แต่ผมมองในเชิงอิทธิพลภาษาเช่นเดียวกับการรับภาษาเขมรมา
ผมมองไปที่การเรียงคำในประโยค มีลักษณะที่ต่างกันระหว่างภาษาจีนกับไทยมากกว่า

อีกอย่างหนึ่งคนไทหลายๆส่วนก็ไม้ได้เรียกตัวเองว่าไท ยกเว้นไทยใหญ่ที่เรียกตนเองว่า "ไต"
และคนในแคว้นสิบสองจุไท (ไทดำ) จะเรียกตัวเองว่า "ผู้ไท" (หรือ "ภูไท")
หรือบางทีก็เรียกตนเองว่า "ไต" เช่ันกัน

คนเหนือจะเรียกตนเองว่า "คนเมือง" "คนยอง" "คนลื้อ" "คนขืน"
มีแต่คนไทยภาคกลางเท่านั้นที่ไปเติม "ไท" นำหน้าให้พวกเขา
และยังมี "จ้วง" มี "ลาว" ซึ่งน่าจะมาจากภาษาจีนเช่นกันจากคำว่า "เหล่า"

...ผมก็มั่วเอา...เล่าไปเรื่อยเปื่อย...อย่าไปเชื่อนะครับ

ผมว่าคุณกรรณิการ์น่าจะเป็นฝ่ายแนะนำผมมากกว่าจึงจะถูก

ก่อนจะเข้าเนื้อหาที่อยากพูดต่

ก่อนจะเข้าเนื้อหาที่อยากพูดต่อ ขอชี้แนะคุณใหญ่นิดเดว

แก่นมีค่ากว่ากระพี้ เปลือกนอกมีค่าน้อยกว่าเนื้อแท้ภายใน

แค่นี้แหละ!

วันนี้เราจะมาว่ากันต่อด้วยเรื่องมหากาพย์เขาพระวิหาร

หลังยุคสงครามเย็นประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่อยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองได้คลี่คลายไปเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางการเมืองมากขึ้น เขมรก็เช่นกัน

ในการสร้างความมั่งคั่งทาง ศก. ของเขมรทางหนึ่งก็คือ การแสวงหาแหล่งพลังงานในอ่าวไทย ซึ่งประเทศมหาอำนาจทั้งหลายต่างเอาใจเข้าข้างเขมร เพราะการที่มหาอำนาจเข้าข้างเขมรย่อมสามารถได้ส่วนแบ่งทางพลังงานจากเขมรได้ง่ายกว่าเข้าข้างไทยที่เป็นประเทศที่การเมืองภายในซับซ้อนกว่า

ยุทธศาสตร์ฮุบแหล่งพลังงานในอ่าวไทยของเขมรจึงเกิดขึ้น โดยมีชาติมหาอำนาจทั้งในยุโรป อเมริกา และ เอเชีย คอยหนุนหลัง

ยุทธศาสตร์ที่ว่าเริ่มจากต้องเปลี่ยนเส้นเขตแดน รว. ไทย - เขมร เสียใหม่ให้เกาะกูดและหลักเขตที่ 73 ที่ปักปลัก ณ บ้านหาดเล็ก อ. คลองใหญ่ จ. ตราด หายไป

แผนการนี้จึงเริ่มต้นด้วยการหลอกไทยให้ทำ MOU 2543 เพื่อให้ไทยตกหลุมพรางยินยอมสำรวจเขตแดนกันใหม่ ทั้งๆ ที่การปักปันเขตแดนทำเสร็จสิ้นไปตั้งแต่ 103 ปีที่แล้ว โดยใน MOU 43 นี้ได้สร้างการยอมรับต่อแผนที่ 1:200000 ทั้ง 11 ระวาง ทั้งๆ ที่ ตัวแผนที่ไม่ได้รับการยอมรับแม้ในคำตัดสินศาลโลกเมื่อปี 1962 นี่คือความชั่วร้ายประการที่ 1 ของ MOU 43

ต่อมาภายหลังการทำ MOU 43 ที่ พรรคประชาธิปัตย์ผิดพลาดไปทำไว้แล้ว ต่อมาการเมืองไทยเปลี่ยนฝ่ายการเมืองไปเป็นพรรคไทยรักไทย

ซึ่งพรรคไทยรักไทยได้ทำสิ่งที่เห็นได้ชัดว่า 'ตั้งใจ' ช่วยฮุนเซนฮุบแหล่งพลังงานในอ่าวไทย ด้วยการทำ MOU 44

MOU 44 ระบุยืนยันให้การสำรวจเขตแดนด้วยการ 'พัฒนาร่วม' แหล่ง ผล ปย. และ ตอกย้ำการ 'สมคบคิด' ร่วมฮุบแหล่งพลังงานให้เด่นชัดยิ่งขึ้นด้วยการทำ TOR 2546 (2003)

เพราะ

MOU 43 ตกลงทำการสำรวจเขตแดนใหม่ แต่ผิดพลาดที่ใช้แผนที่ 1:200000 มาเป็นกรอบในการเจรจา ซึ่งเพียงแค่นี้มองไม่เห็นได้ชัดเจนว่า พรรค ปชป. มีเจตนา 'สมคบคิด' ร่วมฮุบน้ำมัน

แต่

MOU 44 เป็นการแสดงเจตจำนงค์ของรัฐบาล (ไทยรักไทย) ว่าจะแบ่งปัน ผล ปย. มชายแดน รว. 2 ประเทศ

และ TOR 2546 เป็นเอกสารแรก รว. ไทย - เขมร ที่พูดถึง พท. ทับซ้อนทางทะเล อย่างเป็นทางการ ที่สำคัญเป็นการยอมรับเส้นไหล่ทวีปที่เขมรประกาศเมื่อปี 2515 (จำปีไดไม่แน่ชัด) ซึ่งลากผ่านกลางเกาะกูดของไทย อย่างผิดหลักการแผนที่ แต่ทักษิณกับยอมรับแผนที่ พท. ทับซ้อนอันนี้ โดยกล่าวถึงการยินยอมจะ 'พัฒนาร่วม' กัน ซึ่งนี่คือ ใบเสร็จของการคอร์รัปชั่นสมบัติชาติของทักษืณ

ความตกลงข้อนี้ติดขัดนิดเดียวที่สนธิสัญญาที่จะยอมรับได้ฝ่ายไทยต้องปฏิบัติตาม รธน. มาตรา 224 แต่ทักษิณไม่เคยกล้านำ TOR 2003 เข้าสภาเพื่อลงสัตยาบันต์ จนถูก รปห. ไปในปี 2549

แต่เขมรก็ไม่ได้หยุดแผนฮุบแหล่งพลังงาน การเดินเกมของเขมรมาถึงการพยายามสร้างความยอมรับในระดับระหว่างประเทศต่อแผนที่ใหม่ที่มีการยอมรับขั้นต้นจากฝ่ายไทยใน MOU 43 ต่อด้วย MOU 44 และ ปรากฎรูปชัดเป้นแผนที่ พท. ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยใน TOR 2546

แผนต่อมาเขมรจึงเอาแผยที่และกรอบการเจรจาเหล่านี้ไปขอขึ้นมรดกโลกปราสาทพระวิหาร ซึ่งคำกล่าวนี้ไม่ได้เกินจริง เพราะถ้าเกินจริงคำกล่าวของ พธม. ประเด็นนี้เมื่อปี 2549 ก็มาปรากฎเป้นจริงในปัจจุบัน

และถ้าสามารถหาเอกสารขอขึ้นมรดกโลกชุดแรกได้ แผนที่ที่ใช้ในการขอขึ้นทะเบียนเป็นแผนที่ตามแผนที่ 1:200000 ลากยาวจาก อุบล ไปยัน ตราด ซึ่งน่าสงสัยว่าตัวปราสาทพระหารอยู่ที่ศรีสะเกษ แต่ทำไมต้องขอขึ้นทะเบียนโดยใช้แผนที่ชายแดนตลอดชายแดนทั้งสองประเทศ ตรงนี้คือ 'ร่องรอย' ของแผนการฮุบน้ำมันที่ พธม. กล่าวหา

สรุป

ประเด็นที่ต้องการเสนอใน คห. นี้ก็คือ

1. เพราะมี MOU 43 (ยุค ปชป.) ที่ไปรับรอง แผนที่ 1:200000 จึงเกิด TOR 46 (ยุค ทรท.) ที่ระบุให้เกิด พท. ทับซ้อนทางทะเลที่ใหญ่โตเกินจริง อันหมายถึงไทยต้องสูญเสียแหล่งพลังงานไปแบ่งให้เขมร ทั้งๆ ที่ พท. ทับซ้อนตรงนั้นไม่ได้เป็น พท. ทับซ้อน และเป็นของไทย

พธม. จึงเรียกร้องให้ยกเลิก MOU 43 เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด ไม่ว่าจะมาจากใคร (ชวน ณ ปชป. หรือ ทักษิณ ณ ทรท) แล้วสร้างกรอบกันใหม่ หรือถ้าไม่สร้างกรอบใหม่ เราก็ยกเลิก MOU 43 ไป โดยยึดแค่สนธิสัญญา 1907 เท่านั้น

2. MOU 43 แสดงความโง่เขลาของ ปชป. ที่ไปตกลงความเมืองให้ประเทสตนเสียเปรียบ จึงกล่าวได้ว่า ปชป. โง่

แต่ TOR 46 มันเป็นหลักฐานชัดเจนว่าคนร่วมทำสนธิสัญญานี้ มีเจตนาจะยกแหล่งพลังงานของไทยให้เขมร ซึ่งอ่านเจตนาเช่นนี้เป็นอื่นไม่ได้ว่า นี่คือ 'แผนสมคบคิด' โขมยแหล่งพลังงานของชาติตน โดยทักษิณ

จึงด่า ทักษิณได้ว่ามันคือไอ้ขี้โขมย เพราะหลักฐานที่ยืนยันชัดที่สุดก็คือ การที่ไอ้ล้านเหล่นภดลไปเซ็นต์ Joint Communique 2552 นั่นเอง

3. แต่ถึงใครจะ โง่ (ชวน@ปชป) ใครจะ ชั่ว (แม้ว@ทรท) อย่างไรก็ตาม วันนี้ เขมรมายึด พท. ประเทศไทยไปกว่าหมื่นไร่แล้ว (4.6 ตร.กม. ตรง เป้ยตาดี นั้นแค่ส่วนเดียวเท่านั้น) ดังนั้น ถ้ายังใช้ลูกหน่อมแน้มยึดMOU 43 เอาแต่เจรจาและประท้วง การรุกรานแผ่นดินไทยก็คงไม่หยุด (ถึวแม้วันนี้ไอ้ฮุนเซ็นมันจะออกข่าวว่าพร้อมเจรจาก็เถิด อย่าไปเชื่อมัน) ดังนั้น วันนี้ต้องใช้ไม้แข็งกับเขมรรุกรานไทย

ซึ่ง 'ไม้แข็ง' ไม่ได้หมายถึงสงคราม แต่ไม่แข็ง คือการแสดงอธิปไตยบนแผ่นดินไทยที่เขมรรุกเข้ามาเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าตรงนี้คือแผ่นดินไทย

http://sokheounpang.files.wor

http://sokheounpang.files.wordpress.com/2010/08/mou-2000-eng.pdf

ผมก็อปปี้ Mou2000 มาให้ลองตรวจสอบ พิจารณาและอ่านทำความเข้าใจเนื้อหากัน...ส่วนตัวแล้ว ผมว่ามันไม่ได้ร้ายแรงหรือเสียประโยชน์ชาติ อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน เพราะกรอปเจรจานั้น แค่ระบุว่า in accordance with สนธิสัญญาไทยฝรั่งเศสปี 03 และ แผนที่ที่ทำขึ้นหลังสนธิสัญญา....

ก็ในเมื่อ สนธิสัญญากับแผนที่มันขัดกันเอง ในหลายจุดอยู่แล้ว คณะกรรมการJBC ชุดใหม่ก็ต้องแจ้งรัฐบาลทั้งสองชาติให้หาทางแก้ไขร่วมกันใหม่

ไม่เห็นมีข้อไหนบอกว่า ไทยต้องยอมตามแผนที่เขมรนะครับ ไอ้ที่ยอมไปแล้วก็ตามคำพิพากษาศาลโลกที่ระบุเฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร.....

บางกอก

[quote=บางกอก]http://sokheounpang.files.wordpress.com/2010/08/mou-2000-eng.pdf

ผมก็อปปี้ Mou2000 มาให้ลองตรวจสอบ พิจารณาและอ่านทำความเข้าใจเนื้อหากัน...ส่วนตัวแล้ว ผมว่ามันไม่ได้ร้ายแรงหรือเสียประโยชน์ชาติ อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน เพราะกรอปเจรจานั้น แค่ระบุว่า in accordance with สนธิสัญญาไทยฝรั่งเศสปี 03 และ แผนที่ที่ทำขึ้นหลังสนธิสัญญา....

ก็ในเมื่อ สนธิสัญญากับแผนที่มันขัดกันเอง ในหลายจุดอยู่แล้ว คณะกรรมการJBC ชุดใหม่ก็ต้องแจ้งรัฐบาลทั้งสองชาติให้หาทางแก้ไขร่วมกันใหม่

ไม่เห็นมีข้อไหนบอกว่า ไทยต้องยอมตามแผนที่เขมรนะครับ ไอ้ที่ยอมไปแล้วก็ตามคำพิพากษาศาลโลกที่ระบุเฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร.....[/quote]

คุณบางกอกอย่าทำเป็นพูดความจริงครึ่งเดียวครับ!

เนื้อเรื่องของกรณีปราสาทพระวิหารมันไม่ได้เกิดขึ้นเป็นตอนๆ แต่มันเป็นยุทธศาสตร์ของเขมรที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ถ้าพิจารณาเฉพาะเอกสารแต่ละตัวอาจไม่เห็นภาพรวมของป่าใหญ่ การที่มองใบไม้แต่ละใบเราจะรู้ภาพรวมของป่าใหญ่ได้อย่างไร?

จึงขอชี้แนะอีกที เมื่ออ่าน MOU 43 (2000) แล้วต้องตามต่อด้วย MOU 44 (2001) และ ต่อด้วย TOR 46 (2003) แล้วจึงไปจบที่ Joint Communique 51 (2008) ทำแบบนี้จึงจะเห็นภาพรวมของป่าใหญ่ ไม่เดินหลงป่าให้กลายเป็นเหยื่อของเสือสางไงครับ!

ดังนั้น ขอชี้แจงอีกที

หมายเหตุ .- ลองพิมพ์ เนื้อหาที่จะชี้แจงแล้ว ไม่ทันไรก็ยาวเป็นสิบบรรทัดแล้วเลยขอยกไปลงใน คห. ของตัวเอง ถ้าใครสนใจตามไปดูได้

นี่คือหนังตัวอย่าง

1. ก่อนอื่นขอให้ปรับการคิดใหม่ ขณะนี้เรากำลงถกกันเรื่อง 'พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล กรณี แหล่งพลังงานในอ่าวไทย' โดยให้ลืมเรื่งอปราสาทพระวิหารและมรดกโลกไปได้เลย เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับพระวิหารและมรดกโลก มันเป็นเพียงหน้าฉากของยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่านั้น .............

อยากอ่านทั้งหมดติตามได้ใน คห. บ๊อกซ์ถัดไปของ I Pad อิอิอิ

เพื่อขยายการมองปัญหาความขัดแย

เพื่อขยายการมองปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย - เขมร ให้ถูกต้อง ผมขอชี้แจง ดังนี้

1. ก่อนอื่นขอให้ปรับการคิดใหม่ ขณะนี้เรากำลงถกกันเรื่อง 'พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล กรณี แหล่งพลังงานในอ่าวไทย' โดยให้ลืมเรื่องปราสาทพระวิหารและมรดกโลกไปได้เลย เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับพระวิหารและมรดกโลก มันเป็นเพียงหน้าฉากของยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ เรื่องแย่งชิงแหล่งพลังงานในอ่าวไทยโดยฝ่ายเขมร

อย่าลืม ปรับมุมมองเสียใหม่ เรามาคุยกันเรื่อง พท. ทับซ้อนทางทะเล กรณี แหล่งพลังงานในอ่าวไทย

2. ก่อน ปี พศ. 2543 กัมพูชาทราบดีว่า เขตแดน ไทย - กัมพูชา จะมีเขตแดนตามกรอบกำหนดที่ระบุอยู่ใน สัญญาว่าด้วยปักปันเขตร์แดน ติดท้ายหนังสือสัญญา ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม รศ. ๑๒๕ (คศ. 1907)

(เวลานี้ ผมค้นเจอแล้วว่า สนธิสีญญา สยาม - ฝรั่งเศส ปี คศ. 1907 ฉบับที่เป็นทางการอยู่ใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 24 หน้า 345 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม รศ . 126 ซึ่งใครเห็นนายสุภลักษณ์ ที่แกยังไม่ยอมมาตอบผมเรื่องเอกสารนี้ก็ฝากไปบอกแกด้วยนะ อิอิอิ)

ซึ่งตาม Definition ของสัญญานี้ เขตแดน ไทย - เขมร จะไม่มีพื้นที่ทับซ้อนบนบกเลย โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ตามแนวสันเขาพนมดงรัก เพียงแต่พื้นที่ที่อยู่ยนที่ราบที่ไม่ชัดเจนที่มีการปักหลักเขตไว้แล้วในอดีต ช่วง ปี คศ. 1906 - 1908 ซึ่งต่อมาด้วยกาลเวลาหลักเขตเหล่านี้สูญหายไปก็ควรที่จะมาสำรวจกันใหม่ แต่ไม่มีการปักปันเขตแดนกันอีก เพราะทำเสร็จไปแล้วตั้งแต่ 103 ปี ที่แล้ว (ปี คศ. 1907)

ส่วนพื้นที่ทางทะเล ก่อนสหประชาชาติจะให้มีการประกาศพื้นที่ทางทะเล พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย - กัมพูชา ยังไม่มีการกำหนด จนสหประชาชาติประกาศให้มีการประกาศเขตไหล่ทวีป ที่ต่างคนก็ต่างประกาศ ซึ่งแน่นอนย่อมมีการทับซ้อนกันอย่างแน่นอน

แต่ถ้ายึดเอาสนธิสัญญา คศ. 1907 (ต่อไปจะเรียก สนธิสัญญา 07 จะได้กระชับ) เป็น ข้อกำหนด (Definition) เขตแดน พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ไทย - กัมพูชา ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือสุด จะถูกกำหนดด้วยหลักเขตที่ 73 ที่ปักหลักอยู่ที่ปลายแหลมริมคลองบ้านหาดเล็ก อ. คลองใหญ่ จ. ตราด แล้วลากทำมุมมัธยฐาน แบ่งกึ่งกลางระหว่างเกาะกูดของไทยและเกาะกงของกัมพูชา

เส้นเขตแดนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ไทย - กัมพูชา ตามกรอบนี้พื้นทีทับซ้อนทางทะเล ไทย - กัมพูชา จะมีพื้นที่เพียงไม่กี่แสนไร่ ซึ่งจะไม่สามารถมานับเอาพื้นที่เหนือเส้นละติจูที่ 11 องศาเหนือ เข้าไปเป็นพื้นที่ทับซ้อนได้เลย

ดังนั้น ถ้าเขตแดนไทย - กัมพูชา ยังช้กรอบสนธิสญญา 07 เหมือนเดิม กัมพูชาก็จะไม่มี พท. ในทะเลที่อยู้ในแหล่งพลังงานเลย (ที่มีอยู่ก็น้อยมาก)

เขมร (ที่มีชาติมหาอำนาจหนุนหลัง) จึงเดินเกมหาทางเพิ่มพื้นที่แหล่งพลังงานในอ่าวไทย ด้วยอาศัยยุทธศาสตร์ 'เปลี่ยนเส้นเขตแดน' เสียใหม่ ให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ

3. เมื่อมียุทธศาสตร์ที่ชัดแจ้งแล้วว่าต้องทำอะไร เขมรก็เดินเกมแก้ไขเขตแดนใหม่ ด้วยการ

ขั้นต้น เปิดการเจรจาจนได้ข้อตกลงร่วม ที่เรียกกันว่า MOU 2543 (2000) ว่าด้วยการร่วมมือจัดทำเขตแดนเสียใหม่ ซึ่งมีจุดผิดพลาดหลายจุดตั้งแต่ถ้อยความที่ว่า

......... เชื่อว่าการ 'ปักปัน' เขตแดนทางบกระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา ......... (ย่อหน้าที่ 3 ของหน้าที่ 1 ของเอกสาร MOU 2543)

ซึ่งเอกสารนี้เป็นการเปิดโอกาสให้เขมรสามารถ 'ปักปันเขจแดน' กับไทยใหม่ ทั้งๆ ที่ การปักปันทำเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ 103 ปี ก่อนอย่างที่ผมย้ำบ่อยๆ แต่นี่ด้วยความอ่อนด้อยไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลนายชวน พรรค ประชาธิปัตย์ เขมรสามารถได้กรอบการเจรจาที่ตนต้องการเรื่องการปักปันเขตแดน

ส่วนที่ชั่วร้ายส่งผลเสียอย่างสูงสุดแก่ประเทสไทยก็คือ นอกจากจะต้องทำการ 'ปักปันเขตแดน' กันใทม่ ทั้งๆ ที่การปักปันเขตแดนทำเสร็จไปแล้ว และยังไม่เคยมีการยกเลิก เรายังไปยอมรับให้ใช้ 'กรอบ' ในการเจรจาที่เราไม่เคยใช้ในการปักปันเขตแดน

นั่นคือ ข้อ 1 (ค) ของ MOU 2543 ที่ 'ทะลึ่ง' ไปกำหนดว่า

............. ข้อ 1

จะร่วมกันสำรวจและดำเนินการจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรกัมพูชาให้เป็นไปตามเอกสารต่อไปนี้

(ก).......
(ข).......
(ค) แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนซึ่งจัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญา ปี คศ. 1904 และ สนธิสัญญา ปี พศ. 1907 กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับ ปี คศ. 1904 และ สนธิสัญญา ปี คศ. 1907ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส .......

เพราะ ตามข้อ (ค) ของ MOU 43 ที่ระบุว่าจะใช้ ......แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดน...... ในความเป็นจริงไม่มีเอกสารที่กล่าวถึง เพราะแผนที่ที่ระบุถึงในข้อ (ค) นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วม ตามที่ระบุในข้อ (ค) ของ MOU 43 แต่อย่างใด

ดังนั้น การที่ไทยไป 'หลงโง่' ยอมเซ็นต์รับรองเอกสารที่ 'ไม่มีอยู่จริง' ให้กลายเป็น 'มีอยู่' ก็จะกลายเป็นไปเข้าหลักกฎหมายปิดปากแบบที่เราเคยเสียท่าให้เขมรในคดี เขาพระวิหาร ปี 1959 กันอีกครั้งหนึ่ง

ที่สำคัญ แม้แต่ศาลโลกก็ไม่ได้รับรองความถูกต้องของแผนที่ที่ระบุในข้อ (ค) นี้ (มีการกล่าวถึงอยู่ในคำชี้แจงของตุลาการฝ่ายเสียงข้างน้อย) ดังนั้น แผนที่ชุดนี้ (ทั้ง 11 ระวาง) ไม่สามารถเอามาใช้กำหนดเขตแดนได้ แต่เมื่อไทยไปเซ็นต์ว่าจะตกลงใช้แผนที่นี้เนกรอบในการเจรจา ก็เท่ากับเราไปยินยอมรับรองความถูกต้องของแผนที่ให้ใช้เจรจาได้ ซึ่งเป็นความโง่บัดซบของพรรคประชาธิปัตย์

4. เมื่อได้ MOU 43 แล้ว การรุกรานพื้นที่ชายแดนไทยก็ทำอย่างมีการวางแผนและมีขั้นตอน (โดยที่ก่อนหน้า ปี 43 ก็มีการล้ำแดนเพียงเล็กน้อย)

และการดำเนินยุทธศาสาตร์ฮุบแหล่งพลังงานก็เดินหน้าต่อไป โดยหลัง MOU 43 ฝ่ายไทยมีการเปลียนมือฝ่ายครองอำนาจทางการเมือง จาก ปชป. ที่เป็นพวกโง่ไปหลงยกทรัพยากรธรรมชาติของชาติตัวให้เขมร

ก็มาถึงยุคทักษิณโดยพรรคไทยรักไทย ซึ่งกรณี ทักษิณ ต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่แค่หลงโง่ขายชาติ

แต่ทักษิณเข้าข่าย 'สมคบคิด' ขายชาติให้ฮุนเซน

เพราะหลักฐานที่ชัดแจ้งก็คือ MOU 44 ที่รีบร้อนทำอย่างน่าผิดสังเกตุ เพราะ MOU 43 ยังเซ็นต์ยังไม่ทันหายอุ่น ก็ดันมาทำการตกลงในปีถัดมาแบบมีอาการเร่งรีบผิดปกติ เพราะ MOU 43 ตกลงจะจัดทำเขตแดน ซึ่งการจัดทำเขตแดนยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน ทักษิณ ก็รีบร้อนมาขอทำความตกลงที่จะจำดทำการตกลงพัฒนาร่วมเพื่อผลทางการพานิชย์เสียแล้ว นี่คือร่องรอยของการเข้าข่าย 'สมคบคิด'

และอาการสมคบคิดยิ่งเด่นชัดหนักขึ้นด้วย TOR 46 เพราะการปักปันตาม MOU 43 ก็ยังไม่แล้วเสร็จ การพัฒนาร่วมทางการค้าทางบก ตาม MOU 44 ก็ยังไม่เกิด อย่างเข้าปี 2546 ไม่รู้ทักษิณจะรีบร้อนอะไร รีบมาทำข้อตกลงยินยอมที่จะเจรจา พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (นี่ไง! มาแล้ว แผนฮุบพื้นที่แหล่งพลังงานในอ่าวไทย)

โดยที่ฝ่ายไทย (ก็ฝ่ายไอ้เหลี่ยมนั่นแหละ) เสือกแกล้งโง่เสียด้วย ด้วยการยอมรับแผนผังพื้นที่ทับซ้อนตามที่ฝ่ายเขมรเสนอ ซึ่งเป็นไปตามรูปทีผมกล่าวไว้ในข้อ 2 ของ คห. นี้ นั่นคือ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ที่ไม่ควรมีพื้นที่เหนือเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ ที่เป็นของกัมพูชา เพราะเป็นพื้นที่ของฝ่ายไทยฝ่ายเดียว กลับกลายเป็นรูปพื้นที่ทับซ้อนที่กินพื้นที่เหนือเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ ไปนับ 3 ล้านไร่

นี่คือหลักฐานที่ยืนยันอย่างชัดแจ้งว่า เขมรต้องการฮุบพื้นที่ทางทะเลเพราะต้องการแหล่งพลังงานที่เป็นของไทย

และก็ยืนยันว่าแผนการนั้นมี ทักษิณ เป็นหวโขมยที่ 'ร่วมสมคบคิด' อยู่เบื้องหลังด้วย

5. มาถึงบทสรุปที่ว่า ตกลงแล้วเรื่องข้อขัดแย้ง ไทย - กัมพูชา ไม่ใช่เรื่องมรดกโลกปราสาทพระวิหารที่เป็นแค่หนังขายยาหลอกเด็ก

แต่ยุทธศาสตร์ของเขมร คือ แย่งชิงพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย ที่เป็นของไทย เพราะตรงนั้นคือแหล่งพลังงาน (น้ำมัน,แก๊ซธรรมชาติ มูลค่ามหาศาล)

เมื่อแผนการนี้ที่ทำมาเป็นสิบปี โดยมี MOU 43 , MOU 44, TOR 46 และ Joint Communique 51 เป็นเอกสารที่มัดคอให้ฝ่ายไทยต้องยอมการเดินเกมฮุบแหล่งพลังงานของฝ่ายเขมรอยู่เช่นนี้แล้ว

ทำไมคนไทยที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้จึงยังหลงอยากให้นายหน้าหล่อ อภิสิทธิ์หัวหน้าแก๊งไอติม ยังหลงเพ้อเอา MOU 43 ไปใช้เป็นตัวล่อให้ไทยอาจเสียแหล่งพลังงานในอนาคตอยู่อีก (อย่าไปใส่ใจกับเขาพระวิหารเลย อันนั้นเรื่องเล็ก หินไม่กี่ก้อน)

วันก่อนมีคนส่งเมล์

วันก่อนมีคนส่งเมล์ มาขอหลักฐานกรณี ไทย - เขมร จริงๆ

เลยขอย้ำอีกทีใครอยากได้เอกสารเรื่องไทย - เขมร ขอมาอีก

ตอนนี้กำลังจัดทำอยู่ ไม่เกินอาทิตย์เสร็จสมบูรณ์แน่นอน

ส่งเมล์มาได้ที่ pongliberty@gmail.com

kWbDkf nfweniehniyi,

kWbDkf nfweniehniyi, [url=http://pxijryvwmpwr.com/]pxijryvwmpwr[/url], [link=http://grqjxzojrvwx.com/]grqjxzojrvwx[/link], http://ptcmxuyyvzwi.com/

cJ6AOj cackjzddugdq,

cJ6AOj cackjzddugdq, [url=http://iqiqqywcqmsq.com/]iqiqqywcqmsq[/url], [link=http://ymrnwpoxivkm.com/]ymrnwpoxivkm[/link], http://gkrfprajwnhv.com/