"ศปช."เผยตัวเลข 168 เสื้อแดง โดนจับใน 5 จังหวัดอีสาน

แถลงทำงาน 1 เดือน เผยพบปัญหาทั้งเหวียงแหจับ-ข่มขู่ให้สารภาพ-เข้าไม่ถึงทนาย-ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมเสนอ 5 แนวทางการแก้ไข จี้รัฐเปิดเผยข้อมูลการจับกุม ด้านทนายชี้การไม่ให้ประกันตัวโดยอ้างเหตุเกรงไปกระทำความผิดซ้ำ เท่ากับเชื่อว่าผู้ต้องหากระทำความผิดจริง ขัดหลักสากลพิสูจน์ความบริสุทธิ์

 
วันนี้ (19 ส.ค.53) ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.2553 (ศปช.) โดยเครือข่ายสันติประชาธรรม ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้จัดแถลงข่าวการทำงานครบรอบ 1 เดือน เปิดเผยภาพรวมสถานการณ์การจับกุมดำเนินคดีอันเนื่องมาจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และประมวลกฎหมายอาญา ในพื้นที่ภาคอีสาน 5 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ขอนแก่น มุกดาหาร อุดรธานี และมหาสารคาม พบไม่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล
 
ศปส.ก่อตั้งขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมเข้าร้องเรียน และให้ข้อมูล ทั้งในกรณีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้สูญหาย ผู้ถูกจับกุม ผู้ถูกดำเนินคดี และผู้ถูกคุกคาม โดยต้องการทำงานคู่ขนานกับคณะกรรมกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งเสนอโดยรัฐบาล สืบเนื่องจากการช่วยเหลือเยียวยาของรัฐต่อผู้สูญเสียจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมยังไม่ครอบคลุม อีกทั้งยังพบว่ามีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกจับกุมคุมขังอีกนับไม่ถ้วน
 
 
 
5 จังหวัดอีสาน ถูกจับรวมกว่า 168 คน
 
นายชัยธวัช ตุลาธน อาสาสมัคร ศปช. กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์การจับกุมในพื้นที่ภาคอีสาน 5 จังหวัด จากตัวเลขล่าสุดของ ศปช.จำนวนรวมกว่า 168 คน ว่า ใน จ.อุบลราชธานี มีผู้ถูกจับกุมดำเนินคดี 60 คน เป็นชาย 53 คน และหญิง 7 คน ข้อหากระทำความผิดต่อเจ้าพนักงาน บุกรุก วางเพลิงเผาทรัพย์ ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และถูกแจ้งข้อหาเพิ่มจากดีเอสไอ 19 คน เป็นข้อหาก่อการร้าย 1 คน และสนับสนุนก่อการร้ายอีก 18 คน ผู้ต้องหาบางรายได้รับประกันชั่วคราว นอกนั้นขาดหลักทรัพย์ประกันตัว 
 
ที่ จ.ขอนแก่น มีผู้ถูกจับกุมทั้งหมด 14 คน เป็นชาย 8 คน และหญิง 2 คน ในข้อหาวางเพลิง ร่วมกันวางเพลิงและเผาทรัพย์ บุกรุกสถานที่ราชการ มีผู้ถูกจับกุมจำนวนหนึ่งที่ทราบว่าคดีของตนอยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ แต่ผู้ถูกจับกุมจำนวนหนึ่งไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดี ผู้ถูกจับกุม 6 คน ยังไม่ได้รับการประกันตัว 
 
ส่วนที่ จ.มหาสารคาม ผู้ถูกจับดำเนินคดีเป็นชายทั้งหมด 12 คน ข้อหาวางเพลิง และผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทั้งหมดอยู่ระหว่างการฝากขังและสอบสวน ขณะที่ จ.มุกดาหารมีผู้ถูกจับกุม 28 คน เป็นชาย 27 คน และหญิง 1 คน โดยมีข้อหาวางเพลิงเผาศาลากลางและบุกรุกสถานที่ราชการ ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการฝากขัง
 
นายชัยธวัชกล่าวต่อมาว่า ใน จ.อุดรธานี มีผู้ถูกจับกุมทั้งหมด 54 คน มีข้อหาพยายามวางเพลิง ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยกเว้น 3 รายที่เป็นดีเจวิทยุชุมชน ปล่อยตัวออกมา 29 คนเนื่องจากครบกำหนดผัดฟ้องและเป็นข้อหาเบา คือ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชุมนุมเกิน 5 คน และมีการทยอยส่งฟ้องคดีเผาสถานที่ราชการ
 
อาสาสมัคร ศปช.กล่าวด้วยว่าพบปัญหาในเรื่องผู้ถูกออกหมายจับไม่ทราบว่าตนเองถูกออกหมายในหลายจังหวัด กระทั่งถูกจับกุม บางรายไปร่วมชุมนุม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเผาศาลากลาง แต่กลับถูกแจ้งว่าเผาศาลากลาง ที่สำคัญบางรายไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมแต่อย่างใดแต่ในวันเกิดเหตุ ได้เข้าไปยืนสังเกตการณ์ เดินผ่าน ห้ามปราม หรือจอดรถไว้บริเวณใกล้เคียง กลับตกเป็นผู้ต้องสงสัยและถูกออกหมายจับ
 
 
เผยพบปัญหาเหวียงแหจับ-ข่มขู่ให้สารภาพ-เข้าไม่ถึงทนาย-ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
 
ส่วนสภาพปัญหาของผู้ถูกจับกุมที่พบจากการทำงาน 1 เดือนที่ผ่านมา นายชัยธวัช กล่าวว่า มีอยู่ 7 ข้อ คือ 1.มีการแจ้งข้อกล่าวหาและการออกหมายจับแบบเหวี่ยงแห โดยหลักฐานในการแจ้งจับไม่ชัดเจน และผู้ถูกออกหมายจับบางคนไม่ทราบว่าตนเองถูกออกหมาย 2.การปฏิบัติไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่รัฐขณะจับกุมและควบคุมตัว โดยมีทั้งการใช้กำลังทำร้ายขณะจับกุมและควบคุมตัว และพูดข่มขู่รวมทั้งใช้กำลังบังคับให้รับสารภาพ อีกทั้งยังพบว่ามีการยึดทรัพย์ด้วย 
 
3.ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึงทนายความ 4.ปัญหาเรื่องสิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว 5.สภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำ 6.ผลกระทบต่อตนเองและครอบครัว และ 7.ผู้ได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุมและในบางรายที่เจ็บป่วยในขณะถูกควบคุมตัว ซึ่งในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิที่จะได้รับการประกันตัวด้วย
 
 
จี้เปิดเผยข้อมูลการจับกุม-หาหลักฐานให้พร้อมก่อนออกหมายจับ
 
ด้านนายอนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5 ข้อ คือ 1.รัฐบาลต้องเปิดเผยรายชื่อผู้ที่ถูกออกหมายจับและถูกจับกุมในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา 2.เรื่องสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม หากผู้ต้องหามีความจำเป็นที่จะได้รับการรักษาพยาบาลที่เกินกว่าเรือนจำจะสามารถให้บริการได้ ก็ควรได้รับสิทธิในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงการได้รับการประกันตัวเพื่อออกมารักษาตัวภายนอก
 
3.คดีที่สืบเนื่องจากการชุมนุมเป็นคดีการเมือง ประกอบกับมีการประกาศจับผู้ต้องหาอย่างเหวี่ยงแหและคลุมเครือส่งผลกระทบต่อผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ดังนั้นควรพิจารณากระบวนการออกหมายจับ โดยให้หาหลักฐานให้พร้อม และสามารถฟ้องคดีได้ทันทีก่อนออกหมายจับ เมื่อจับมาแล้วให้ส่งฟ้องทันทีโดยไม่ต้องฝากขังอีก 84 วัน 4.จากการตั้งราคาประกันตัว 100,000 – 500,000 บาทต่อราย แต่เนื่องจากผู้ต้องหาส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ไม่มีหลักทรัพย์หรือเงินประกันตัว ดังนั้น ศาลควรสั่งปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องอาศัยหลักประกัน 
 
และ 5.ศาลควรปฏิบัติตามหลักสากลว่าต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าผิด การออกหมายจับ ให้ออกหมายจับได้เมื่อมีหลักฐานพร้อมฟ้องคดีเท่านั้น ส่วนการปล่อยชั่วคราวจะต้องเป็นหลักว่าศาลต้องให้ปล่อยตัวชั่วคราวทุกคดี ทุกคน และการเรียกหลักประกันต้องเรียกตามฐานะของผู้ต้องหาหรือจำเลย
 
 
ทนายชี้ผู้ชุมนุมถูกจับกุม เป็น “แพะ” หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตีความ
 
นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความซึ่งได้ร่วมลงพื้นที่ดูข้อมูลการจับกุมดำเนินคดีอันเนื่องมาจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช.กล่าวว่า ตามหลักกฎหมายเรื่องการออกหมายจับโดยทั่วไปจะต้องมีการออกหมายเรียก 2 ครั้งแล้วจึงออกหมายจับ แต่กฎหมายมีข้อยกเว้นในกรณีความผิดร้ายแรง ให้สามารถออกหมายจับได้เลยโดยไม่ต้องมีหมายเรียก ซึ่งในความผิดตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คดีการเมือง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้ถูกตีความเป็นความผิดร้ายแรง และมีการหยิบข้อยกเว้นนี้มาใช้ออกหมายจับเป็นกรณีทั่วไป ทำให้เกิดปัญหาคนไม่รู้ว่าตัวเองถูกออกหมายจับจำนวนมาก ทั้งที่การบังคับใช้กฎหมายตามข้อยกเว้นควรใช้ให้น้อย ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาของข้อกฎหมายที่เขียนไว้กว้างจนเกินไป  
 
นายประเวศกล่าวถึงกรณีการตั้งคำถามว่าผู้ถูกจับกุมเป็นผู้กระทำผิดหรือเป็นเพียงแพะรับบาปว่า ขึ้นอยู่กับการให้ความหมาย ซึ่งหากจะให้ความหมายอย่างแคบก็จะพบว่าในกลุ่มผู้ชุมนุมมีผู้ที่ได้ลงมือเผาจริงอยู่ แต่ในความหมายอย่างกว้าง จากตัวอย่างที่ได้ลงพื้นที่ไปดูคดีการจับกุมที่จังหวัดอุบลราชธานีพบว่า ก่อเกิดการเผา ได้มีการยั่วยุจากเจ้าหน้าที่โดยการยิงปืนเข้าหาผู้ชุมนุม และมีการปล่อยข่าวว่ามีผู้ชุมนุมถูกทหารยิงเสียชีวิต นอกจากนั้นยังมีข้อสังเกตว่าอาคารที่ถูกเผานั้นไม่มีข้าราชการคนอื่นๆ นอกเหนือจากผู้ว่าราชการจังหวัดทำงานอยู่เลย อีกทั้งเอกสารสำคัญต่างๆ ได้ถูกขนย้ายออกจากอาคารดังกล่าวก่อนหน้านั้นแล้ว
 
“ผู้ชุมนุมถูกยั่วยุ และหลอกล่อให้จุดไฟเผา ให้กระทำ ตามความหมายอย่างกว้างตรงนี้คือแพะทั้งหมด” นายประเวศกล่าว 
 
นายประเวศกล่าวด้วยว่า กรณีที่ศาลไม่ให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องร้ายแรง และเกรงไปกระทำความผิดซ้ำ เท่ากับเชื่อว่าผู้ต้องหากระทำความผิดจริง แต่หากเชื่อว่าบริสุทธิ์ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ การไม่ให้ประกันตัวโดยอ้างเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าเหตุผลไม่ได้วางอยู่บนความเป็นกลางในการพิจารณาคดี และขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าผิด
 
“ตามหลักสากล ปล่อยคนผิด 10 คน ดีกว่าประหารคนถูก 1 คน แต่ของบ้านเราคิดกลับกันเป็นประหารคนถูก 10 คนดีกว่าปล่อยคนผิด 1 คนเอาไว้” นายประเวศแสดงความเห็น
 
ด้านน.ส.ขวัญระวี วังอุดม นักสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงการทำงานของ ศปช.ว่า ขณะนี้มีผู้โทรมาแจ้งเรื่องกับทางศูนย์เป็นระยะ โดยเฉลี่ยเดือนที่ผ่านมาราว 20 ราย มีทั้งในกรณีของการข่มขู่คุกคามโดยการที่เจ้าหน้าที่ไปหาถึงที่บ้าน และในกรณีแม่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 10 เมษา โทรมาให้ข้อมูลว่ายังไม่ได้ทำการเผาศพลูก แต่ทั้งนี้ ไม่นับร่วมการโทรมาระบายอารมณ์ หรือโทรมาให้กำลังใจ นอกจากนี้ทาง ศปช.ยังได้ทำการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลในระดับพื้นที่ด้วย ซึ่งข้อมูลต่างๆ เหล่านี้จะถูกรวบรวมจัดทำเป็นระบบฐานข้อมูล เพื่อนำมายันกับข้อมูลของ คอป.และจะมีการอัพเดตข้อมูลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไปอีก   
 
ทั้งนี้ ผู้เดือดร้อนจากการชุมนุม หรือผู้ที่ต้องการช่วยเหลือ สามารถแจ้งรายละเอียดหรือติดต่อได้ที่ ศปช.ฮอตไลน์ 08-6060-5433 หรืออีเมล์: peopleinfocenter@gmail.com อีกทั้งมีบัญชีรับบริจาค เลขที่บัญชี 645-2-02766 -4 ธนาคารกสิกรไทย สาขา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ชื่อบัญชี "น.ส.กฤตยา อาชวนิจกุล และนายอภิชาต สถิตนิรามัย และ น.ส.ขวัญระวี วังอุดม และ นายชัยธวัช ตุลาธน" 
 
ส่วนข้อมูลและข้อเท็จจริงจะมีการนำเสนอรายงานต่อสาธารณชนเป็นระยะๆ โดยผู้สนใจ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์สันติประชาธรรม www.peaceandjusticenetwork.org หรือติดตามได้ใน Facebook ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.)
 
 
 
 
 
000
 
 
ภาพรวมสถานการณ์การจับกุมดำเนินคดีอันเนื่องมาจากการชุมนุมของ นปช.
ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และประมวลกฎหมายอาญา
ในพื้นที่ภาคอีสาน 5 จังหวัด (อุบลราชธานี ขอนแก่น มุกดาหาร อุดรธานี และมหาสารคาม) [1] 
 
1. จ.อุบลราชธานี รวม 60 คน (ชาย 53 คน หญิง 7 คน)
ข้อหา: กระทำความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดต่อ พ.ร.บ.จราจรทางบก ก่อให้เกิดความวุ่นวาย บุกรุก วางเพลิงเผาทรัพย์ มั่วสุม ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีการแจ้งข้อหาเพิ่มจากดีเอสไอ 19 ราย เป็นข้อหาก่อการร้าย 1 ราย และสนับสนุนก่อการร้ายอีก 18 ราย
สถานะทางคดี: ผู้ต้องหาบางรายได้รับประกันชั่วคราว (ไม่สามารถระบุตัวเลขที่แน่ชัดได้ ณ ขณะนี้) ขณะที่บางราย (5 ราย) ขาดหลักทรัพย์ประกันตัว ส่วนผู้ต้องหาข้อหาวางเพลิงไม่มีใครได้รับอนุญาตประกันตัว
 
2. จ. ขอนแก่น รวม 14 คน (ชาย 8 คน หญิง 2 คน)
ข้อหา: วางเพลิง/ร่วมกันวางเพลิงและเผาทรัพย์ บุกรุกสถานที่ราชการ มีอาวุธปืนในครอบครอง ประทุษร้ายเจ้าพนักงาน หนีการจับกุม
สถานะทางคดี: ขณะนี้มีผู้ถูกจับกุมจำนวนหนึ่งที่ทราบว่าคดีของตนอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ผู้ถูกจับกุมจำนวนหนึ่งไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดี ผู้ถูกจับกุม 6 ราย เคยขอยื่นประกันตัวแล้ว ในจำนวนนี้มี 1 ราย เท่านั้นที่ได้รับการประกันตัวแล้ว และมี 1 ราย เคยยื่นขอประกันตัว 2 ครั้งแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการประกันตัว ผู้ถูกจับกุมอีก 4 ราย ไม่เคยยื่นขอประกันตัว ซึ่งในจำนวนนี้มี 2 รายที่ให้ข้อมูลว่าเป็นเพราะไม่มีหลักทรัพย์ประกันตัว
หมายเหตุ: ผู้ถูกจับกุม 1 ราย ได้รับการประกันตัวแล้ว ยังไม่มีข้อมูลด้านคดี
 
3. จ. มหาสารคาม รวม 12 คน (ชายทั้งหมด)
ข้อหา: วางเพลิง ออกนอกเคหะสถาน (ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) มีอาวุธ (มีกรณีผู้ต้องหารายหนึ่งมีเสื้อกันกระสุนโดยไม่มีใบอนุญาต)
สถานะทางคดี: ทั้งหมดอยู่ระหว่างการฝากขังและสอบสวน
หมายเหตุ: ข้อมูล ณ วันที่ 12 ก.ค.53
 
4. จ. มุกดาหาร รวม 28 คน (ชาย 27 คน หญิง 1 คน) 
ข้อหา: วางเพลิงเผาศาลากลางและบุกรุกสถานที่ราชการ
สถานะทางคดี: อยู่ระหว่างสอบสวน (17 รายฝากขังครั้งที่ 5) และส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการฝากขัง จำนวนหนึ่งอยู่ระหว่างทยอยส่งฟ้อง ผู้ต้องหาบางรายไม่มีทนาย หรือสับสนว่ามีทนายหรือไม่ และ 10 รายระบุว่าต้องการความช่วยเหลือทางคดี ด้านการประกันตัว ผู้ต้องหาคดีบุกรุกเคหะสถานจำนวน 8 รายได้รับการประกันตัว ในขณะที่คดีเผาศาลากลางไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ประกันตัว
 
5. จ. อุดรธานี รวม 54 คน
ข้อหา: พยายามวางเพลิง ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
สถานะทางคดี: ยกเว้น 3 ราย (ดีเจวิทยุชุมชน) ถูกตัดสินจำคุก 6 เดือน และ 1 ปี 6 เดือน (ฝ่าฝืน พ.ร.ก. ปลุกระดมให้คนมาชุมนุม) และอยู่ระหว่างอุทธรณ์คดี ปล่อยออกมา 29 คนเนื่องจากครบกำหนดผลัดฟ้องและเป็นข้อหาเบา (ฝ่าฝืน พ.ร.ก. ชุมนุมเกิน 5 คน) ทยอยส่งฟ้องคดีเผาสถานที่ราชการ ถูกฟ้องคดีเผาศาลากลาง 11 คน เผาที่ว่าการอำเภอ 15 คน หรืออยู่ระหว่างสอบสวน
 
หมายเหตุ: ตัวเลขของผู้ถูกจับกุมดำเนินคดี ไม่ใช่ผู้ที่ออกหมายจับทั้งหมด
 
 
 
 
 
000
 
 
สภาพปัญหา
 
1.   การแจ้งข้อกล่าวหาและการออกหมายจับแบบเหวี่ยงแห
1.1          หลักฐานในการแจ้งจับไม่ชัดเจน
บางหมู่บ้านในจังหวัดอุบลราชธานี (เช่น อำเภอสว่างวีรวงศ์) ชาวบ้านจำนวนกว่าครึ่งถูกออกหมายจับ โดยหลักฐานที่ใช้เป็นเพียงภาพถ่ายซึ่งเห็นใบหน้าของผู้ถูกออกหมายจับไม่ชัดเจน บางรายถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแล้วนำรูปมาให้ชี้ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่รูปตนเองเลยต้องปล่อยตัว
 
ในจังหวัดอุดรราชธานี ผู้ถูกจับกุมข้อหาวางเพลิงเผาศาลากลางรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่าขณะที่มีการชุมนุม เขาแวะไปดูเพราะอยากรู้ว่าบ้านเมืองเป็นอย่างไรบ้าง จู่ๆพอมีการสลายชุมนุม “(ผม) ไม่รู้ทิศทางที่จะวิ่ง เพราะทหารตะโกนว่าใครไม่ได้ทำผิดอย่าหนี ก็เลยนั่งอยู่ที่เดิม”ก่อนถูกจับในที่สุด
 
1.2          ผู้ถูกออกหมายจับไม่ทราบว่าตนเองถูกออกหมาย
ในหลายจังหวัด ผู้ถูกออกหมายจับไม่ทราบว่าตนเองถูกออกหมายจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าจับกุม บางรายไปร่วมชุมนุม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเผาศาลากลางจังหวัด แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำรูปถ่ายจากคนละเหตุการณ์มาเชื่อมโยงว่าเป็นเหตุการณ์เผาศาลากลางจังหวัด หรือบางรายไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมแต่อย่างใด แต่ในวันเกิดเหตุเข้าไปยืนสังเกตการณ์หรือถ่ายรูป บางรายแค่เดินผ่าน หรือมีรถของตนจอดอยู่บริเวณใกล้เคียงทำให้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยและถูกออกหมายจับ
 
color:red">
 
ชาวบ้านรายหนึ่งปรากฏในรูปถ่าย color:red"> [2] ตามหมายจับของตำรวจข้อหาวางเพลิง ทั้งๆ ที่เขาพยายามห้ามไม่ให้วางเพลิง คล้ายกับกรณีจับกุมผู้ใหญ่บ้านที่ขอนแก่น ซึ่งระบุว่าตนเองไปในที่เกิดเหตุเพื่อห้ามผู้ชุมนุมไม่ให้วางเพลิงและเผาทำลายสถานที่ราชการ (ที่มา: มติชนออนไลน์)
 
2.   การปฏิบัติไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่รัฐขณะจับกุมและควบคุมตัว
2.1          ใช้กำลังทำร้ายขณะจับกุมและควบคุมตัว
ในจังหวัดมุกดาหาร ผู้ต้องหาทั้งหมด 16 รายที่อยู่ในที่ชุมนุมวันที่ 19 พฤษภาคม เล่าว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายขณะสลายการชุมนุมและจับกุมตัวแม้ไม่ได้ต่อสู้ขัดขวาง ยกตัวอย่าง ผู้ต้องหาชื่อนาย ก. เล่าว่าเขาไม่ได้ร่วมชุมนุมแต่ทราบว่ามีการเผาศาลากลางจึงมายืนดู เมื่อเห็นผู้ชุมนุมวิ่งหนีขณะมีการสลายการชุมนุม จึงวิ่งตามแต่ถูกตำรวจตีศีรษะแตกก่อนจะจับกุมตัวไว้ บางรายถูกตำรวจเตะด้วยร้องเท้าคอมแบตเลือดไหลออกจมูก และยังมีอาการเวียนศีรษะจนกระทั่งปัจจุบัน
 
นอกจากนั้นกรณีของจังหวัดเดียวกัน หลังการสลายชุมนุม ผู้ถูกจับกุมทั้งหมดถูกนำตัวไปโรงพักก่อนจะถูกนำตัวกลับไปบริเวณศาลากลางอีกครั้งและถูกคุมขังอยู่ในรถขนผู้ต้องหา 2 คัน ทุกคนให้การว่าขณะถูกคุมขังอยู่บนรถ พวกเขาต้องฉี่ใส่ถุง จะได้รับอนุญาตให้เข้าห้องน้ำได้เฉพาะเวลาถ่ายหนัก และไม่ได้อาบน้ำตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืน (จนกระทั่งวันที่ 21 พ.ค. เมื่อถูกย้ายมาฝากขังในเรือนจำกลางจังหวัด) การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจถือเป็นการทรมานและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกจับกุมอย่างชัดเจน
 
อีกจังหวัดผู้ถูกจับกุมรายหนึ่งซึ่งถูกจับกุมในวันที่ 19 พฤษภาคม ถูกเจ้าหน้าที่แต่งชุดทหารทำร้ายร่างกายหลังนำตัวผู้ถูกจับกุมไปยังด้านหลังศาลากลางจังหวัด แล้วลงมือซ้อม โดยถีบที่ใบหน้า 4-5 ครั้ง ระหว่างนั้นมีการเอาปืนหลายกระบอกและหลายชนิดจ่อหัว จนผู้ถูกจับกุมกรามขวาหักและหมดสติ
 
2.2 พูดจูงใจ/ขู่/ ใช้กำลังบังคับให้รับสารภาพ
กรณีนาย ว. ผู้ต้องหาเล่าว่าถูกจูงใจให้รับสารภาพว่ามีส่วนร่วมในการเผาศาลากลางจังหวัดแห่งหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เหตุผลว่าหากรับสารภาพจะได้รับโทษเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อรับสารภาพกลับถูกขังและต้องคดีอาญา
 
หรือกรณีของนาย ส. เล่าว่าตำรวจบอกว่าหากไม่รับสารภาพว่าเผาศาลากลางจังหวัดแห่งหนึ่ง หรือชี้รูปอาจต้องติดคุกหลายสิบปี เขาจึงรับสารภาพแต่ไม่ได้ชี้รูปใคร และยังมีบางรายที่เล่าว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังบังคับให้รับสารภาพ [3]
 
ในอีกจังหวัด ผู้ต้องหารายหนึ่งเล่าว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้แสดงหมายจับก่อนจับกุม แต่กลับระบุในหนังสือลงนามรับทราบข้อกล่าวหาว่าได้แสดงหมายจับแล้ว เมื่อเขาทักท้วง เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่า ได้แสดงหมายจับแล้ว เมื่อผู้ถูกจับกุมยืนยันอีกว่าไม่มีการแสดงหมายจับกลับถูกข่มขู่ว่า “จะเซ็นต์หรือไม่เซ็นต์ ในเมื่อเขาบอกว่าเอาให้ดูแล้ว เดี๋ยวกูจะคัดค้านมึงไม่ให้ประกันตัวเสียเลย” ผู้ถูกจับกุมเกรงจะไม่ได้รับการประกันตัว จึงยอมเซ็นชื่อในที่สุด
 
2.3 ยึดทรัพย์
ในทั้ง 5 จังหวัดมีการรายงานจากผู้ถูกจับกุมเกี่ยวกับการยึดทรัพย์โดยเจ้าหน้าที่รัฐขณะควบคุมตัว ยกตัวอย่างกรณีนาย ส. ถูกซ้อมจนสลบ เมื่อรู้สึกตัวก็พบว่าพระเครื่องของเขาหายไป บางรายถูกยึดทรัพย์สินหลายรายการ อาทิ เสื้อแดง 1 ตัว หนังสือเดินทาง โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง กระเป๋าเงิน และกุญแจบ้าน 1 ดอก
 
3.   สิทธิในการเข้าถึงทนายความ/ ปัญหาทนายความไม่เพียงพอ
มีทนายความท้องถิ่นเข้าเยี่ยมผู้ต้องหาในเรือนจำ 5 จังหวัด แต่ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ยังไม่มีทนายความและไม่รู้สถานะทางคดีของตน หลายรายเข้าใจว่าพวกเขายังอยู่ในระหว่างฝากขัง ในขณะที่ความเป็นจริงกำลังจะถูกสั่งฟ้องในอีกไม่กี่วัน ปัญหาอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้แก่ ปัญหาจำนวนทนายความไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ที่ถูกจับกุม นอกจากนั้นผู้ต้องหาบางรายปฏิเสธความช่วยเหลือจากทนายความสิทธิมนุษยชนที่ไปจากส่วนกลางบางส่วนเนื่องจากความไม่ไว้วางใจในตัวบุคคลและองค์กร
 
ยกตัวอย่างในขอนแก่น ผู้ถูกจับกุมมีการแต่งตั้งทนายความแล้ว 2 ราย แต่รายหนึ่งเพิ่งได้พบทนายความของตนเพียงครั้งเดียวคือครั้งแรกที่ทนายความเดินทางมาเยี่ยม อีก 6 ราย ยังไม่มีการแต่งตั้งทนายความ ในจำนวนนี้มีผู้ถูกจับกุม 2 ราย ให้ข้อมูลว่า ไม่มีเงินจ้างทนายความ และผู้ถูกจับกุม 1 ราย ให้ข้อมูลว่า ไม่สามารถติดต่อใครได้ ในจำนวนนี้มี 9 ราย ต้องการความช่วยเหลือทางคดี
color:red">หมายเหตุ: ผู้ถูกจับกุม 1 ราย ได้รับการประกันตัวแล้ว ยังไม่มีข้อมูลด้านคดี
 
4.   สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ได้รับสิทธิการปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) เนื่องจากศาลเกรงว่าจะหลบหนี หรือกลับมาก่อเหตุไม่สงบ ในขณะที่ความเป็นจริงผู้ต้องหาส่วนใหญ่ไม่ได้มีความพยายามหลบหนีการจับกุมใดๆตั้งแต่แรก แต่เป็นเพราะไม่ทราบมาก่อนว่าพวกเขาโดนหมายจับของทางราชการจึงไม่ได้ไปมอบตัว หรือมีภาระทางครอบครัวที่ต้องดูแลเพราะเป็นเสาหลักของครอบครัว ไม่สามารถหนีไปไหนได้
 
นอกจากนั้น แม้บางกรณีในบางจังหวัดศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว แต่ปัญหาหลักทรัพย์หรือเงินประกันสูง (ตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท) เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ต้องหาที่มีฐานะยากจนไม่ได้รับการประกันตัว
 
5.   สภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำ
สภาพในเรือนจำกลางของทั้ง 5 จังหวัดค่อนข้างแออัด ส่วนหนึ่งมาจากระเบียบเกี่ยวกับการสร้างอาคารห้ามไม่ให้สร้างสูงเกินรั้ว ทำให้เรือนจำหลายแห่งไม่สามารถขยายพื้นที่เพื่อรองรับนักโทษได้ หนึ่งในผู้ต้องหาอธิบายสภาพที่นอนในเรือนจำว่า “นอนเท่าหมอนกว้าง”
 
บางรายเล่าว่า “การถูกควบคุมตัวในเรือนจำนั้นมีความกดดันมากมาย เราต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้ต้องขังคดียาเสพติด หรือคดีฆ่า อีกทั้งยังมีสายตาของผู้ต้องขังที่ไม่เคยรู้ข่าวคราว ข้อเท็จจริงภายนอก รับข่าวสารบิดเบือนจากรัฐบาลมาตลอด พวกเขามองว่าเราเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง เจ็บปวดมาก ผู้ถูกกล่าวหาหลายคนเริ่มมีอาการทางประสาท มีความหวาดระแวงและขาดความไว้วางใจซึ่งกันละกัน อีกทั้งการกินอยู่หลับนอนก็แออัดยัดเยียด อาหารผู้ต้องขังยิ่งไม่ต้องบรรยาย”
 
มีเพียงเรือนจำกลางจังหวัดอุบลราชธานีเท่านั้นที่สามารถแยกผู้ต้องหาชายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองออกจากผู้ต้องหาคดีอื่นๆ
 
6.   ผลกระทบต่อตนเองและครอบครัว
6.1 ขาดโอกาสศึกษาต่อและแบ่งเบาภาระครอบครัว
ยกตัวอย่างนักศึกษารายหนึ่ง เขาถูกทหารจับตัววันที่ 19 พ.ค. และตั้งข้อหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉินชุมนุมเกิน 5 คนขึ้นไป เขาเคยยื่นขอประกันตัวแต่ไม่ได้รับอนุญาตเพราะศาลเกรงว่าจะหลบหนี “ผมไม่ได้ทำผิดอะไร อยากออกไปดูแลพ่อแม่ซึ่งมีโรคประจำตัว และออกไปศึกษาต่อเพราะผมเพิ่งสอบติด”
 
6.2 ครอบครัวขาดเสาหลักในการทำมาหากินและที่พึ่งทางจิตใจ
ครอบครัวของผู้ต้องหาหลายรายได้รับผลกระทบจากการที่คนในครอบครัวของพวกเขาถูกจับกุม ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อรายได้ ชีวิตครอบครัว สูญเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ทำลายสภาพจิตใจสมาชิกในครอบครัว หลายครอบครัวต้องอยู่อย่างลำบากเนื่องจากผู้ต้องหาเป็นเสาหลักของครอบครัว
 
ยกตัวอย่าง กรณีนาย ม. ภรรยามีอาการทางประสาท ไม่มีใครหาเลี้ยงลูกสามคนซึ่งกำลังอยู่ในวัยเรียนหลังจากที่เขาถูกจับ หรือกรณีสองสามีภรรยาถูกจับกุมขณะเข้าไปดูการเผาศาลากลาง โดยปัจจุบันจากการสอบถามญาติยังไม่ทราบข้อกล่าวหาที่แน่ชัด และยังไม่มีทนายดูแล ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 2 คนกำลังอยู่ในวัยเรียน และต้องเลี้ยงดูยายชราและตาที่ป่วยเป็นโรคอัมพาต “ผมและภรรยาต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพราะครอบครัวเดือดร้อนอย่างสาหัส ลูกชาย 2 คนต้องไปโรงเรียนไม่มีเงิน ทราบว่าไม่ค่อยยอมไปโรงเรียนเพราะคิดถึงพ่อแม่ที่ต้องมาติดคุก ตายายต้องเลี้ยงดู โดยเฉพาะตาป่วยเป็นอัมพาตได้ 2 ปี มียายชราดูแลตาคนเดียว เมื่อขาดผมกับภรรยาที่เป็นคนทำงานหาเงิน ทำให้เดือดร้อนมากๆ ผมมีความทรมานจิตใจอย่างมากที่โดนกักขังร่วม 3 เดือนแล้ว คิดถึง เป็นห่วงลูกชาย 2 คนมากและห่วงตายาย มีปู่แก่ๆมาเยี่ยม”
 
7.   มีโรคประจำตัวหรือได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุม
มีผู้ต้องขังในเรือนจำกลางทั้ง 5 จังหวัดป่วยเป็นโรคประจำตัวซึ่งต้องการการดูแลทางการแพทย์ที่เชียวชาญเฉพาะด้านอย่างใกล้ชิดและต้องการยาที่เฉพาะด้าน อาทิ ในเรือนจำจังหวัดอุดรฯมีผู้ป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ และโรคไต เรือนจำจังหวัดอุบลฯผู้ต้องขังจำนวน 23 ราย จากทั้งหมด 45 รายมีโรคประจำตัวอาทิ ความดันสูง เบาหวาน ลมชัก มีปัญหาทางจิตหวาดระแวง เลือดจาง ไทรอยด์ หรือได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุม เช่น โดนยิงและถูกอายัตตัวจากโรงพยาบาล และอาการยังไม่ทุเรา
 
 
...................................................................
 
[1] ข้อมูล ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 จำนวนผู้ต้องหาและสถานะทางคดีในเรือนจำทั้งหมดนำมาจากเอกสารการเข้าเยี่ยมเรือนจำกลางของคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ระหว่างวันที่ 8 – 11 กรกฎาคม 2553 ขอขอบคุณคณะอนุฯที่เอื้อเฟื้อข้อมูล ส่วนข้อมูลที่เหลือมาจากการลงพื้นที่ของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายชุมนุม เม.ย.–พ.ค. 53 ซึ่งทั้งหมดทำการอัพเดท ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2553
 
ทั้งนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลและการบันทึกปากคำบางส่วนจำเป็นต้องตัดออกเพื่อความปลอดภัยของผู้ถูกจับกุมและเพื่อไม่ให้กระทบรูปคดีที่ยังดำเนินการอยู่
 
[2] เว็บไซด์ตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี, หมายจับผู้กระทำผิดห้วงรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่อุบลราชธานี http://www.ubonratchathani.police.go.th/1_1_new_ubon/tung2010/tung-new/chukchen/Cho7.html
 
[3] ไม่สามารถใส่รายละเอียดได้เพื่อความปลอดภัยของผู้ต้องหา
 
 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์