โครงการแลกเปลี่ยนเยาวชน กัมพูชา – ไทย: เมื่อเยาวชนร่วมเพาะเมล็ดพันธุ์สันติภาพ

ประสบการณ์จากเยาวชนไทยที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมมิตรภาพกับเยาวชนกัมพูชา “เราอยู่ด้วยกัน เราแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้สึกระหว่างกันจนผมพอมีข้อสรุปอะไรบางอย่างขึ้นมา นั่นคือ เรามีสิ่งที่เหมือนกัน มากกว่าสิ่งที่ต่างกัน เราเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลงด้วยสันติวิธี อันจะนำไปสู่การพัฒนาร่วมกันที่ยั่งยืน”

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ส.ค. 53) ผมค่อนข้างจะตื่นเต้นกับการประชุมระหว่างเยาวชนกัมพูชา – ไทย ซึ่งรอมานานหลายวัน

ผมไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก ไม่มีอะไรจะเตรียมตัว กำหนดการที่ได้รับจากผู้จัดงานมีเพียงโครงกิจกรรมคร่าวๆ เท่านั้น ออกจะตื่นเต้นอยู่สักหน่อย ที่จะได้รู้จักเพื่อนที่ถือว่าเป็น “เพื่อนบ้าน” จริงๆ อีกหนึ่งประเทศ ซึ่งผมไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากเกี่ยวกับพวกเขา

ภายใต้บรรยากาศทางการเมืองระหว่างกัมพูชา-ไทย ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเรื่อยมา ผมนึกไม่ออกเหมือนกันว่าเขาจะนึกเช่นไรบ้าง นึกเลยไปถึงความร่วมมือในระดับอาเซียนที่ผู้นำรัฐบาลแทบจะทุกประเทศในแถบนี้พูดถึงกันมาเป็นสิบๆ ปีนั้น จะเป็นการประสานประโยชน์เพื่อพลเมืองแห่งอาเซียนได้จริงหรือไม่ และอย่างไร

เรารู้จักกันและกันน้อยเกินไป ผมเชื่ออย่างนั้น...

พอพูดถึงความเป็นไทย ความเป็นเขมร ความเป็นลาว ความเป็นพม่า มันทำให้รู้สึกแตกต่างและแปลกแยกทันทีที่ได้ฟัง มายาคติและความคิดความเชื่อผุดขึ้นหลอกหลอน ประวัติศาสตร์ที่ถูกฉายภาพให้เห็นแต่เพียยงความขัดแย้ง สร้างปมในใจจนสะสมกลายเป็นการแสดงออกซึ่งความรุนแรงในมิติต่างๆ

เมื่อผมได้พบเจอคณะเยาวชนซึ่งเพิ่งจะเดินทางมาถึงที่พัก ผมรู้สึกไม่แตกต่างกับพวกเขาเลยสักนิด

ไม่ใช่เพราะว่าหน้าตา นิสัยใจขอของพวกเราคล้ายคลึงกันหรอก เพียงแต่รู้สึกว่า เรามีความเชื่ออะไรบางอย่างที่เหมือนกัน...

ผมชอบศึกษาประวัติศาสตร์ ผมเลยพอมีความรู้อยู่บ้างเกี่ยวกับอดีตของภูมิภาคนี้ มันทำให้ผมรู้สึกตระหนักอยู่เสมอว่า ในตัวผม อาจมีสายเลือดของทุกกลุ่มชนที่อาศัยร่วมกันในภูมิภาคนี้ผสมอยู่ก็เป็นได้

ความเป็นไทย ความเป็นเขมร จึงเป็นเรื่องที่ผมรู้สึกว่า ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกแตกต่างแปลกแยก

เมื่อได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวทั่วไปกับเพื่อนกัมพูชา ยิ่งทำให้เห็นว่า เราเหมือนกันมากกว่าที่คิด ทั้งรากฐานทางภาษาวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งมารยาทและนิสัยใจคอ

เพื่อนกัมพูชาหลายคน เข้าใจและพูดภาษาไทยได้อย่างดี เป็นเพราะบางคนมาเรียนระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย หรือบางคนก็รับสื่อจากไทยมาโดยตลอด ทำให้ผมนึกละอายที่ไม่รู้ภาษาของเขาเลยสักนิด

กระบวนการที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการสานเสวนา ผู้จัดงานเห็นว่า หลายต่อหลายครั้งที่มีการจัดพื้นที่สำหรับเยาวชนระดับระหว่างประเทศเช่นนี้ มักจะเป็นการเอาตัวงานเป็นหลัก ละเลยการดูแลหรือเรียนรู้ระหว่างกันและกัน

ผมว่านี่คือข้อสำคัญ เราจะไม่รู้จัก หรือไม่เข้าใจความเป็นเขาเป็นเราได้เลย ถ้าเราไม่เคยพูดคุยและรับฟังกั

ตัวตน ความฝัน ความคิด ความเชื่อ ถูกกระบวนการละลายออกมาให้เห็นอย่างช้าๆ เยาวชนกัมพูชาแต่ละคนมีจิตใจที่มุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมในทุกระดับด้วยสันติภาพและเพื่อสันติภาพ

ผมได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มากมาย สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในกัมพูชาผมไม่เคยรู้เลย เพราะข้อจำกัดทางภาษาที่ผมไม่สามารถเข้าใจภาษาเขมรได้นั่นเอง การรับสื่อเพื่อติดตามเรียนรู้จึงไม่สามารถทำได้

ไม่ใช่แต่เพียงความยากจน หรือ ไม่เข้าถึงโอกาสทางสังคมด้านต่างๆ เท่านั้น ที่เยาวชนกลุ่มนี้ต้องการจะยกระดับในประเทศ แต่สิ่งที่กำลังจะเชื่อมโยงเข้าหากันระหว่างกัมพูชา-ไทย ในนามของกลุ่มเยาวชนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงร่วมกันโดยก้าวข้ามพ้นความขัดแย้งทั้งปวง

คงเป็นเพราะเรามีผืนดินร่วมกัน มีสายน้ำสายหลักสายเดียวกัน มีทรัพยากรชุดเดียวกัน รวมถึงประวัติศาสตร์ที่เรามีร่วมกันนี้เอง ที่อาจจะเป็นแรงผลักและเป็นปัจจัยให้เรามาพบกันเช่นนี้

สองวันที่กระบวนการดำเนินไป เราอยู่ด้วยกัน เราแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้สึกระหว่างกันจนผมพอมีข้อสรุปอะไรบางอย่างขึ้นมา นั่นคือ เรามีสิ่งที่เหมือนกัน มากกว่าสิ่งที่ต่างกัน , เราเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลงด้วยสันติวิธี อันจะนำไปสู่การพัฒนาร่วมกันที่ยั่งยืน และ เราต่างต่อการแสดงให้โลกเห็นว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องของพลเมืองระหว่างรัฐ แต่เป็นเพราะคนที่อยู่ในฐานะผู้นำทำให้มันเกิด เนื่องจากต้องการประโยชน์เพื่อกลุ่มคนใกล้ชิด ไม่ใช่เป็นไปเพื่อนพลเมืองทั้งสองประเทศอย่างที่กล่าวอ้างกัน

ที่น่าตกใจมากที่สุดสำหรับผม คือ เพื่อนชาวกัมพูชาหลายคนรู้สึกว่าคนไทยไม่เป็นมิตรกับเขาเลย เขาไม่กล้าพูดว่าเขาคือคนกัมพูชา เวลาอยู่ในประเทศไทย ทุกครั้งที่คนขับแท็กซี่ถาม หรือใครก็ตามถามเขา เขาไม่กล้าบอกว่าเป็นคนกัมพูชา เพราะเขากลัวที่จะได้รับการปฏิบัติที่เย็นชาและเกลียดชังจากคนไทย

สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขา มาจากความคิดความเชื่อแบบชาตินิยมที่ไร้สาระ จากกลุ่มผู้นำที่ไร้จริยธรรมและเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด...

ความเกลียดชังถูกสร้างโดยตัวประวัติศาสตร์ที่ขาดพร่องซึ่งความจริงอันรอบด้าน เราเห็นแต่ความขัดแย้ง และไม่เคยตั้งคำถามว่าประวัติศาสตร์ชุดนี้ สร้างมาเพื่อประโยชน์อันใดกันแน่ เพื่อนชาวไทยบางคนได้เสนอประเด็นขึ้นมาว่า แท้จริงคามขัดแย้งในระดับผู้นำที่เกิดขึ้นและส่งผลมายังพลเมืองเช่นเรานี้ ตัวแสดงที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งเฉพาะหน้าดังกล่าวอาจมีมากกว่าสองฝ่าย และที่มาของสถานการณ์เฉพาะหน้าอาจซับซ้อนจนเราไม่อาจเข้าถึงหรือเข้าใจได้ ซึ่งเยาวชนกัมพูชาเองก็มองเห็นประเด็นนี้เช่นกัน

และนี่คือเรื่องที่พวกเราต้องการจะก้าวข้ามให้พ้น

คณะทำงานเยาวชนกัมพูชาพยายามอย่างมากในการสร้างพื้นที่เพื่อการแลกเปลี่ยนความเข้าใจระหว่างเยาวชน ทั้งในประเทศไทย และในประเทศเวียดนาม

ผมรู้ดีว่าปัจจัยทางการเมือง อาจเป็นเรื่องที่เราไม่อาจกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราอย่างไร การเมืองที่เกิดขึ้นในระดับประเทศและระหว่างประเทศ เป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งในนามของวงศ์วานเครือญาติหรือพวกพ้องเท่านั้นที่ผ่านมา เราแน่ใจในระดับหนึ่งแล้วว่า นโยบายในระดับต่างๆ ที่ถูกกำหนดมาจากฝ่านรัฐไม่เป็นมรรคเป็นผลได้จริงตามที่มันควรจะเป็นได้

แต่บางสิ่งบางอย่าง เราก็มีพลังเพียงพอที่จะสร้างหรือกำหนดมันขึ้นมาได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หมายถึงการร่วมมือกันเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างเยาวชนทั้งสองประเทศ ผู้ที่เติบโตขึ้นและมีส่วนในการรับผิดชอบสังคมที่ตนเองใช้ชีวิตอยู่

แม้ว่าถ้อยสนทนาหรือความรู้สึกที่ถ่ายทอดตลอดระยะเวลาของกิจกรรมสานเสวนาที่เกิดขึ้นสองวันหนึ่งคืนไม่อาจดังไปได้ไกลมากนัก

แต่มันยังคงดังก้องอยู่ในใจ เพื่อคอยเตือนให้รู้ว่า รอยร้าวทางความรู้สึก ความเกลียดชัง ชาตินิยมที่งมงายไร้สาระ จะถูกสมานให้ความเจ็บปวดเหล่านั้นบรรเทาเบาบางลงไปได้ วยความจริงใจและความเชื่อมั่นในวันใหม่ที่ดีกว่า

ความร่วมมือระหว่างเยาวชนในภูมิภาคจะต้องถูกขยายพื้นที่เพื่อการรับฟังอย่างลึกซึ้งและเข้าถึงความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ด้วยใจที่ปราศจากมายาคติ ซึ่งไม่ใช่เพียงเฉพาะเยาวชนกัมพูชา-ไทยเท่านั้น

และนี่คือจุดเริ่มต้นของศักราชใหม่.

*กัมพูชา เป็นประเทศ

*กัมพูชา เป็นประเทศ เอกราช
มีวันชาติ อันภูมิใจ ให้ฉลอง
เคยต่อสู้ กับศัตรู ผู้ถือครอง
เพื่อเรียกร้อง เอกราช ของชาติตน

*นครวัด นครธม อันยิ่งใหญ่
งามติดตา ตรึงใจ ให้กุศล
อารยธรรม เก่าแก่ แลเลิศล้น
น่าภูมิใจ ในคน อุษาคเนย์

*กัมพูชา กับไทย อยู่ใกล้ชิด
ควรเป็นมิตร แก่กัน ไม่หันเห
ไม่ดูหมิ่น คุกคาม หยามเกเร
ไม่เจ้าเล่ห์ รู้รัก รู้ปักปัน

*กัมพูชา เป็นแหล่งซื้อ สินค้าไทย
หากแม้ให้ ความสำคัญ อันสร้างสรรค์
จะสร้างความ จำเริญ เพลินสัมพันธ์
รู้แบ่งปัน สรรค์สร้าง ทางไมตรี