พงศ์เทพ เทพกาญจนา: "มองคดีพันธมิตรฯ – คิดถึงคดี นปช."

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม2553 ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฟ้องผู้ร่วมชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่หน้ารัฐสภาในเหตุการณ์ล้อมรัฐสภาเมื่อวันที่7 ตุลาคม 2551  ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน มั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยผู้กระทำผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ ซึ่งโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกไปร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาล ปิดล้อมถนนและทางเข้าออกรัฐสภาเพื่อไม่ให้ส.ส.และ ส.ว.ออกจากรัฐสภา จำเลยมีเจตนาฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ5 นายซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย โดยวางแผนล่วงหน้า  จำเลยขับรถไล่ชนเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งห้าอย่างแรงจนผู้เสียหายล้มลงจากนั้นจำเลยขับรถถอยหลังทับผู้เสียหายที่นอนบาดเจ็บอยู่ จำเลยกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เมื่อผู้เสียหายไม่เสียชีวิต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 288, 289, 297

ศาลฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ วันเกิดเหตุช่วงเวลา 06.00 น.จำเลยออกมาจากบริเวณรัฐสภาเพื่อหาอาหารรับประทาน แต่เห็นกลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มได้รับบาดเจ็บจำนวนมากบางรายขาขาด จำเลยมองเห็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ฝูงชน ขณะที่จำเลยรู้สึกว่ามีสิ่งมากระทบที่บริเวณใบหน้า เมื่อลูบใบหน้ามีเลือดไหลออกมาจึงขึ้นรถขับรถยนต์กระบะของจำเลยโดยมีผู้ชุมนุมกระโดดขึ้นมาท้ายรถด้วย จำเลยไม่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ด้านข้างรถซึ่งเวลาดังกล่าวจำเลย เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ทำให้จำเลยได้รับอันตรายแก่กายที่ภายหลังพบว่าตาขวาของจำเลยได้รับบาดเจ็บจนตาบอดจากสิ่งที่มากระทบใบหน้า ศาลจึงเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เพราะบันดาลโทสะที่ได้รับบาดเจ็บและเข้าใจว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าที่ขับรถพุ่งชนเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นผู้เสียหายทั้งห้า แต่การที่จำเลยขับรถพุ่งชนเป็นการกระทำที่เล็งเห็นผลที่จะให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายและเมื่อผู้เสียหายเป็นเจ้าหน้าที่ที่ถูกสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ขณะเกิดเหตุ จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่โดยบันดาลโทสะ

พิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดฐานพยายามฆ่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289, 80, 72 ให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 3 ปี แต่จำเลย ไม่เคยต้องโทษอาญามาก่อน ประกอบกับจำเลยมีอาชีพเป็นหลักแหล่ง จึงสมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดีโทษจำคุกจึงให้รอลงอาญา 2 ปี โดยให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก3 เดือน เป็นเวลา 1 ปี และให้ทำงานสาธารณประโยชน์บริการสังคมเป็นเวลา48 ชั่วโมง   ส่วนความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่10 คนขึ้นไป นั้น แม้จำเลยจะเข้าร่วมชุมนุม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยร่วมกับบุคคลใดในการวางแผนก่อความวุ่นวายพฤติการณ์ของจำเลย ยังมีเหตุที่น่าพิรุธสงสัยตามสมควร จึงพิพากษายกฟ้องข้อหานี้

ข้อมูลข้างต้นได้มาจากหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 17สิงหาคม 2553  โดยผมได้เติมบทมาตราที่อย่างไรศาลก็ต้องเขียนไว้ในคำพิพากษาแต่ไม่ปรากฏในข่าวของมติชนเพื่อความสมบูรณ์ นอกจากมติชนแล้วก็มีสื่ออื่นที่เสนอข่าวในทำนองเดียวกัน

1. ความเห็นประการแรกของผมเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวคำพิพากษาของศาลของสื่อมวลชนไทย   สื่อมวลชนมักเสนอแต่เนื้อหาหรือผลของคำพิพากษาแต่ไม่ค่อยเสนอชื่อผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะในการตัดสินคดีการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายตุลาการนั้นนอกจากระบบตรวจสอบภายในของตุลาการและระบบตรวจสอบภายนอกโดยองค์กรอื่นของรัฐแล้วระบบตรวจสอบโดยสาธารณชนก็มีความสำคัญ นี่เป็นที่มาของหลักในกฎหมายวิธีพิจารณาที่กำหนดให้การนั่งพิจารณาคดีต้องกระทำโดยเปิดเผยประชาชนมีสิทธิเข้าฟังได้ แม้ในคดีที่ศาลสั่งให้พิจารณาลับการอ่านคำพิพากษาก็ต้องอ่านโดยเปิดเผย การตรวจสอบที่ว่านี้ไม่ใช่การตรวจสอบศาลในฐานะสถาบันแต่มุ่งตรวจสอบการทำงานของตุลาการแต่ละท่าน การที่สาธารณชนทราบชื่อตุลาการที่ตัดสินคดีจึงมีความสำคัญดังนั้นหากสื่อมวลชนเสนอข่าวคำพิพากษาโดยระบุชื่อผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะตัดสินคดีให้สาธารณชนทราบด้วยก็จะทำให้ระบบการตรวจสอบฝ่ายตุลาการโดยสาธารณชนสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายมากขึ้น

2. ความเห็นประการที่สองเกี่ยวกับการตัดสินของศาล โดยเป็นการให้ความเห็นจากข่าวที่สื่อมวลชนนำเสนอ ผมจึงไม่ได้ลงไปวิเคราะห์ละเอียดเหมือนได้อ่านสำนวนคดีเอง

2.1  คดีนี้ศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289  ประกอบมาตรา 80 ซึ่งมีโทษสถานเดียวคือจำคุกตลอดชีวิตแต่ศาลลงโทษจำคุกเพียง 3 ปี ก็เพราะศาลเห็นว่าจำเลยกระทำโดยบันดาลโทสะ ซึ่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 72 ให้อำนาจศาลที่จะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
2.2  การกระทำโดยบันดาลโทสะเป็นการที่ผู้กระทำบันดาลโทสะเพราะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น

คดีนี้ศาลคงไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่าเจ้าพนักงานตำรวจทั้งห้าเป็นผู้ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมเพราะหากศาลฟังข้อเท็จ จริงเช่นนั้นเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวก็ไม่ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่และศาลต้องไม่ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289  แต่จะต้องลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามมาตรา288 แทน

หากเจ้าพนักงานตำรวจทั้งห้าไม่ได้ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแล้วการที่จำเลยขับรถชนก็ไม่ได้เป็นการกระทำต่อผู้ข่มเหง  เหตุใดศาลจึงเห็นว่าจำเลยกระทำโดยบันดาลโทสะ  จากข้อมูลที่มติชนนำเสนอศาลคงฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยสำคัญผิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงโดยไม่เป็นธรรมโดยทำให้จำเลยได้รับอันตรายที่ตา และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีอำนาจกระทำด้วย  การสำคัญผิดนั้นกฎหมายให้พิจารณาจากความเข้าใจของผู้กระทำทว่าไม่ใช่จะฟังเฉพาะคำเบิกความของผู้กระทำคือจำเลยว่าเข้าใจว่าอย่างไรเท่านั้นแต่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วจึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ศาลเชื่อว่าจำเลยเข้าใจข้อเท็จจริงอย่างไร  ปัญหาว่าจำเลยสำคัญผิดเช่นนั้นหรือไม่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในแต่ละคดี  น่าสนใจว่าหากอัยการอุทธรณ์ประเด็นนี้ศาลอุทธรณ์จะเห็นเช่นเดียวกับศาลอาญาหรือไม่ เพราะสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าไปดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมการปะทะและมีผู้บาดเจ็บเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการอยู่ในกรอบของกฎหมายมิใช่กระทำนอกอำนาจหน้าที่ เช่นเอาปืนไปไล่ยิงผู้คนโดยผิดกฎหมายซึ่งถือว่านอกอำนาจหน้าที่  ถ้าไม่มีข้อเท็จจริงพิเศษที่ทำให้น่าเชื่อว่าผู้กระทำสำคัญผิดเช่นนั้นโดยแน่แท้การฟังว่าผู้กระทำสำคัญผิดซึ่งทำให้ผู้กระทำสามารถอ้างว่าการกระทำของตนเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะก็จะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประสบอุปสรรคที่สำคัญในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม

อนึ่งการกระทำโดยบันดาลโทสะนั้นกฎหมายยอมรับเฉพาะในกรณีที่จำเลยกระทำต่อผู้ข่มเหงเท่านั้น  ในคดีนี้การบาดเจ็บที่ตาของจำเลยเกิดจากการกระทำของผู้ใดผู้หนึ่งแต่แน่นอนว่าไม่ได้เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกๆคนในห้าคนที่จำเลยขับรถชนหากถือว่าการขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งห้าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะทั้งสิ้นเท่ากับต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยสำคัญผิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งห้าร่วมกันทำให้จำเลยบาดเจ็บโดยไม่มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งห้าร่วมกับผู้อื่นทำให้จำเลยบาดเจ็บโดยไม่มีอำนาจด้วย

ดุลพินิจในการกำหนดโทษและการรอการลงอาญาเป็นความเห็นของผู้พิพากษาแต่ละท่านซึ่งมีความแตกต่างกันได้เป็นปัญหาในระบบตุลาการของทุกประเทศ และเป็นเรื่องปกติที่จะมีการเปรียบเทียบการใช้ดุลพินิจของศาลในคดีต่างๆ ยิ่งในยามที่ประเทศมีความขัดแย้งแบ่งเป็นสีแบ่งเป็นฝ่าย และกระบวนการยุติธรรมกำลังถูกตั้งข้อสงสัยศาลซึ่งเป็นองคาพยพหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมก็ย่อมถูกจับตามองและเปรียบเทียบมากกว่าในยามปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองคล้ายๆกัน

ในช่วงเดียวกับที่มีการตัดสินคดีนี้ซึ่งจำเลยคือผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ  มีคำพิพากษาของศาลหลายศาลที่ตัดสินคดีที่จำเลยคือผู้ร่วมชุมนุมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ถูกฟ้องว่าชุมนุมโดยฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. 2548 มาตรา18 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ต่ำกว่าโทษในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานมาก และทุกคดีจำเลยให้การรับสารภาพ  คดีที่หนึ่งผู้ร่วมชุมนุม นปช. ถูกฟ้องกรณีเดินทางจากราชประสงค์ไปยังตลาดไทเมื่อวันที่28 เมษายน 2553 ศาลพิพากษาจำคุก 4 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งเพราะรับสารภาพ เหลือจำคุก2 เดือน แต่ไม่รอลงอาญา   คดีที่สองพราหมณ์ศักระพีพรหมชาติ ถูกฟ้องว่าฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกในสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม2553 ในการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่จังหวัดสกลนคร ศาลพิพากษาจำคุก 8เดือนโดยไม่รอลงอาญา  คดีที่สามชาวออสเตรเลียถูกฟ้องว่าร่วมชุมนุมกับ นปช.ที่ราชประสงค์ ศาลพิพากษาจำคุก 3 เดือนลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 เดือน 15 วัน โดยไม่รอลงอาญา

นอกจากนี้ ยังมีอีกคดีหนึ่งถึงแม้ไม่เกี่ยวกับการชุมนุมแต่ก็คงถูกนำมาเปรียบเทียบอยู่เสมอคือ คดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกฟ้องเนื่องจากลงนามยินยอมให้ภริยาซื้อที่ดินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542มาตรา 100 และมาตรา 122  ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกิน3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีนี้เป็นคดีแรกที่ศาลนำมาตรา100 และมาตรา 122 มาใช้บังคับนักกฎหมายยังเข้าใจขอบเขตการใช้บังคับและความหมายของมาตราทั้งสองแตกต่างกันแม้แต่องค์คณะผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีนี้ มีผู้พิพากษาถึง 4 ท่าน ที่เห็นว่าจำเลยไม่มีความผิด ในขณะที่ผู้พิพากษาอีก5 ท่าน เห็นว่าจำเลยมีความผิด แต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุกพ.ต.ท.ทักษิณถึง 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

หากนำคดีผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. และคดี พ.ต.ท.ทักษิณที่กล่าวมาทั้งหมดให้นักกฎหมายหรือผู้ที่ไม่ใช่นักกฎหมายใช้ดุลพินิจว่าคดีใดควรถูกลงโทษจากหนักไปหาเบาและคดีใดควรรอการลงอาญา ผมเชื่อว่าความเห็นคงไม่ต่างกันนักแต่จะตรงกับคำพิพากษาที่ออกมาแล้วหรือไม่เชิญท่านผู้อ่านลองใช้ดุลพินิจของท่านแล้วเทียบกับคำพิพากษาเองครับ

 
พงศ์เทพ  เทพกาญจนา
20 สิงหาคม 2553
 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์