ใบตองแห้งออนไลน์ : อวสาน ‘การเมืองใหม่’ ทราบแล้วเปลี่ยน!

กราบขออภัยพี่น้องเอ๊ย ใบตองแห้งไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ก.พรรค กมม.ดังที่ “เสี้ยมเขา” (ไม่ใช่เสี้ยมเรา) ไว้ เพราะที่อยู่ตามทะเบียนบ้านต้องเหาะข้ามกรุงไปเกือบถึงแยกราชประสงค์ แล้ววันอาทิตย์ก็เป็นวันครอบครัวที่มีภาระกับบุตรภรรยา ผมเลยกลายเป็นเสียงข้างมาก 61% ที่นอนหลับทับสิทธิ

โธ่ ก็ไม่คาดคิดนี่ครับว่า ไม่ได้ไปลงแค่คนเดียวจะแพ้ทั้งยวง หลังปิดหีบยังคุยอยู่หลัดๆ ว่ามีความหวังตั้ง 8 คน ที่ไหนได้ ตกค่ำผลออกมาตั้งแต่ยังไม่ทันกางมุ้งว่า “จู๋น จู๋น” ทั้ง ส.ก.ส.ข.

ไม่เป็นไร ต้องเชื่อยะใสว่า “เรามาถูกทางแล้ว” มองโลกแง่ดีเข้าไว้ อย่างน้อยคนเลือกพรรคการเมืองใหม่นับคะแนนรวมทุกเขตก็เหยียบแสน นี่ขนาดไม่ส่งทุกเขตนะ แสดงว่า พธม.ยังมีสาวกพอจะยึดทำเนียบยึดสนามบินได้สบายๆ อีกหลายรอบ

เพียงแต่นั่นคือการเมืองบนท้องถนน ไม่ใช่การเมืองในระบอบรัฐสภา

และถ้ามองอีกด้านหนึ่ง ก็แปลว่า กมม.ได้แค่คะแนน “พี่น้องเอ๊ย” ที่เคยไปกินอาหารดี ดนตรีไพเราะ มาด้วยกันเท่านั้น คนกรุงคนชั้นกลางที่เกลียดทักษิณ ที่เชื่อว่าทักษิณจะ “ล้มเจ้า” ที่เชื่อว่าทักษิณ “ขายชาติ” ไอ้เหล่ขายปราสาทพระวิหาร ฯลฯ โดน ปชป.เอาไปแดกซ์หมด ทั้งที่ พธม.ปลุกมากับมือแท้ๆ

ผลการเลือกตั้ง “ชิมลาง” บ่งบอกชัดเจนแล้วว่า “ลางร้าย” แค่ชิมก็ร้อนลวกปาก ของจริงส่งสมัคร ส.ส. หวังแค่ปาร์ตี้ลิสต์ก็ไม่รู้จะได้สัก 2-3 เก้าอี้ไหม แล้วยังงี้ ส.ส.ที่ฝากไว้กับ ปชป.ใครจะกล้าโดดกลับมาลงการเมืองใหม่

โธ่โธ่โธ่ ความฝันอันสูงสุดของผมที่อยากเห็นสนธิ ลิ้ม หรือยะใส ชิงเก้าอี้นายกฯ กับอภิสิทธิ์ เลยหายวับไปกับตา ชาตินี้คงไม่ได้เห็น “ลูลา” หรือ “ชาเวซ” ในเมืองไทยซะแล้ว

ที่จริงก็ไม่ต่างอะไรกับมหาจำลองและพรรคพลังธรรม ที่ไล่ รสช.สำเร็จแล้วถูก ปชป.ชุบมือเปิบ โดนข้อหา “พาคนไปตาย” พรรคพลังธรรมรุ่งโรจน์อยู่แป๊บเดียว ก็กลายเป็นดาวดับ กระนั้นก็ยังดีกว่าพรรค กมม.ที่ยังไม่ทันทำคลอดก็แท้งเสียแล้ว

แต่ก็มีที่ต่างกันคือ ครั้งนั้น มหาจำลองกับสมาพันธ์ประชาธิปไตยไล่ รสช.คืนอำนาจให้ประชาชน กลับไปสู่การเลือกตั้ง แล้วก็แพ้ความเขี้ยวลากทางการเมืองของ ปชป.

ขณะที่ครั้งนี้ พธม.ไม่ได้ไล่ทักษิณเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน แต่กลับประเคนให้อำมาตย์ เตะหมูเข้าปาก ปชป.หนำซ้ำยังปลุกความคิดสุดขั้วสุดโต่ง ปลุกอุดมการณ์ราชาชาตินิยมเป็นเครื่องมือ “โหนเจ้าเล่าความเท็จ” สุดท้ายก็ถูก ปชป.ฉวยไปตีกิน ด้วยความเขี้ยวกว่า เนียนกว่า ถูกจริตคนกรุงคนชั้นกลางมากกว่า

ที่เคยคิดว่ามีประชาชนสนับสนุนเป็นล้าน ก็เลยเหลือแค่แสนกว่าคนในกรุงเทพฯ อย่าอ้างนะว่าคนมาใช้สิทธิน้อย แฟนพันธุ์แท้ กมม.ไม่นอนหลับทับสิทธิหรอก

พธม.ทำตัวเองให้เป็น “นั่งร้าน” หรือ “เบี้ยหน้ากระดาน” ตายแทนขุนนางอำมาตย์ และนักการเมืองน้ำเน่า ก็สมควรแล้วละครับ โดยเฉพาะพวกที่มาจากภาคประชาชน วันนี้ ไปข้างหน้าก็ไม่ได้ ถอยกลับก็ไม่มีใครเอาแล้ว

นอกจากคนหนึ่งแสนใน กทม.ยังเหลือใครเชียร์ กมม.บ้าง สื่อ นักวิชาการ ก็ตีตัวออกห่าง ช่วยกันตีปี๊บ “ปรองดอง (จอมปลอม)” ให้อภิสิทธิ์ ถามหมอประเวศสิว่า ลงคะแนนให้ ปชป.หรือ กมม. (เถ้าแก่เปลวของผมไม่ต้องถาม แฟนพันธุ์แท้ไทยโพสต์โกรธหน้าเขียวหน้าดำที่ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย เอาเถ้าแก่เปลวไปขึงพืด ฮิฮิ)

อวสาน “การเมืองใหม่” ไม่ใช่แค่อวสานของพรรคการเมือง หากยังเป็นอวสานของอุดมการณ์เพ้อฝัน ที่ พธม.ปลุกใจกันว่าหลังจากไล่ทักษิณแล้วบ้านเมืองจะใสสะอาด ปราศจากคอรัปชัน แบบที่ตั้งเค้าโครงกันว่า ไม่เอานักการเมืองจากการเลือกตั้ง หรือเอาส่วนเดียว ส่วนใหญ่ให้มาจากการเลือกกันเองตามสาขาอาชีพ (ที่เขาไม่ยอมให้เรียกว่า 70-30)

มิน่า ถึงได้เรียกร้องแบบนั้น เพราะรู้ว่าเลือกตั้งทางตรงตัวเองแพ้ เออ รู้แล้วมาลงทำไม

สุดท้าย พธม.ก็ได้เห็น “ลัทธิมาร์ค-เนวิน” ครองอำนาจ “ลูกจีนรักชาติ” เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายยึดทำเนียบยึดสนามบิน สุดท้ายได้อะไรฝากไว้ให้ลูกหลาน นอกจาก “การเมืองเก่าโคตร” แบบ ส.ส.ยกพวกกันมานับหัวได้ 5 คนเอา รมต.ไปหนึ่งเก้าอี้ ไหนล่ะ บ้านเมืองใสสะอาดปราศจากคอรัปชั่น

อยากให้ย้อนกลับไปมองบทบาทตัวเอง 4 ปีที่ผ่านมา พธม.ทำอะไรให้ประเทศนี้บ้าง นอกจาก “ไล่ทักษิณ”

การ “ไล่ทักษิณ” เมื่อปี 49 อันที่จริงเป็นมติมหาชน ทักษิณอำนาจนิยมและมีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ พธม.ไม่ได้สู้ด้วยความจริง ไม่ได้สู้บนหลักการประชาธิปไตย กลับไปอ้างสถาบันและออกบัตรเชิญรัฐประหาร การไล่ทักษิณจึงนำมาซึ่งความแตกแยก กระทั่งต้องปลุกอุดมการณ์ราชาชาตินิยมมาใช้อย่างสุดขั้วสุดโต่ง ทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังด้วยความเร็วสูง หลักนิติรัฐเสื่อม เกิดกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน แต่ก็ยังตะแบงอุ้มกันโดยสื่อ นักวิชาการ และพวกที่เรียกตัวเองว่า “ภาคประชาสังคม”

เมื่อถึงที่สุดของความสุดขั้วสุดโต่ง ซึ่งตามมาด้วยการลุกฮือของเสื้อแดง เป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับ สังคมไทย คนกรุงคนชั้นกลาง ที่เบื่อง่ายหน่ายเร็ว อยากประนีประนอม ก็หันไปหากระแส “ไทยนี้รักสงบ” เอาอะไรก็ได้ขอให้มันจบๆ เป็นประชาธิปไตยไหม กูไม่สน ทุจริตคอรัปชั่นไหม ช่างหัวมัน ขอเพียงมีนายกฯถูกจริตและ “ภาพดี” พอประมาณ จะได้ทำมาหากินเล่นหุ้นกันต่อไป อย่าให้มีม็อบอีกไม่ว่าสีไหนไม่เอาทั้งนั้น

ก็เข้าทางอำมาตย์และ ปชป.สิครับ เหมือนมหาจำลองกับพรรคพลังธรรมนั่นแหละ สู้แทบตาย อำมาตย์ฉวยชัยชนะ ปชป.ฉวยโอกาส เพราะสังคมไทยชอบประนีประนอมซุกปัญหาไว้ใต้พรม

เพียงแต่คราวนี้ พรรคการเมืองใหม่แท้งเร็วกว่าพรรคพลังธรรม (กรรมคือการกระทำ)

สิ่งที่พอจะเรียกได้ว่าเป็น “คุณค่า” ของพันธมิตร ตามที่พวกเขาพูดอยู่บ่อยๆ ก็คือคุยว่าเป็น “พลังใสสะอาดต่อต้านคอรัปชั่น” แต่ ณ วันนี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่า พวกเขาไม่สามารถผลักดันอุดมการณ์ของตัวเองได้ เหลือแค่คนหยิบมือเดียว 1 ใน 100 นอกนั้นก็เป็นคนหยวนๆ ยอมๆ คนเบื่อม็อบ หรือคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม

ถามว่าถ้าหมดอุดมการณ์นี้แล้ว พธม.จะเหลือคุณค่าเหลือราคาอะไร ไม่มี ไม่มีจริงๆ

ถามว่าถ้าไม่สามารถเข้าสู่การเมืองในระบบแล้ว พธม.จะเป็นอะไร ก็เป็นแค่กลุ่มพลังทางการเมืองบนท้องถนน

2 ข้อรวมกัน พธม.จึงมีค่าไม่ต่างอะไรกับนวพล หรือลูกเสือชาวบ้าน เพราะผลักดันได้แต่อุดมการณ์ราชาชาตินิยม กระแสลมเอียงขวา ส่วนที่คิดว่าจะทำให้บ้านเมืองใสสะอาด หรือให้ “ภาคประชาชน” มีส่วนแบ่งอำนาจนั้น เหลวเป๋ว เข็นไม่ขึ้น

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ที่ ปชป.หัวร่อก๊าก ย่อมทำให้ พธม. “หมดราคา” หมดอำนาจต่อรอง แม้คงจะไม่ถึงกับตัดเยื่อขาดใยรื้อนั่งร้านทิ้งในทันที คงจะไม่ถึงกับตัดสัญญาณ ASTV ในวันนี้พรุ่งนี้ เพราะยังเอาไว้เป็น “เครื่องมือ” ตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามได้

แต่ พธม.จะเหลืออะไร นอกจากพวกที่เรียกตัวเองว่า “ภาคประชาชน” เคลื่อนย้ายไปอยู่ใต้ร่มธงปฏิรูปของหมอประเวศ ทำหน้าที่ “ลดความเหลื่อมล้ำ” ค้ำอำนาจอภิสิทธิ์ชน กับอีกพวกคือกลุ่มผู้จัดการ ASTV ที่เหลือแค่ความเป็นสื่อ อาจจะน่ากลัวในความเป็นสื่อ แต่ ปชป.ก็มีสื่ออื่นให้ใช้ กล่าวได้ว่า ณ วันนี้ สื่อเกือบทุกค่ายอยู่ข้าง ปชป.ไม่ได้อยู่กับพันธมิตร

แม้แต่พวกนักวิชาการ กองเชียร์ ตัวช่วย ณ วันนี้ก็ลองนับหัวดู ยังเหลือใครอยู่กับคุณบ้าง เห็นโดดไปเกาะหลัง ปชป.กันทั้งนั้น

ขบวนการลูกเสือชาวบ้าน 2550 ใกล้จะถึงจุดจบในหน้าประวัติศาสตร์แล้ว และต่อไปก็จะเป็นผู้รับบาป ในความเสียหายทั้งหลายที่เกิดขึ้น เพราะอำมาตย์ กับ ปชป.เขี้ยวกว่า เนียนกว่า และถนัดอยู่แล้วเรื่อง “ลอยตัว”