สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนเตรียมอุทธรณ์คดีมาบตาพุด

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ร่อนแถลงการณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีโครงการมาบตาพุด ระบุคำพิพากษาชี้ให้เห็นหน่วยงานรัฐกระทำการไม่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เตรียมอุทธรณ์ต่อภายใน 15 วัน

รายละเอียดดังนี้

แถลงการณ์
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
เรื่อง ค้านคำพิพากษาศาลปกครองกลาง

ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๓ ยอมรับตามคำขอบางส่วนของสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวบ้านมาบตาพุดและบ้านฉางรวม ๔๓ ราย ที่ฟ้องร้องหน่วยงานรัฐ ๘ หน่วยงาน ฐานเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๗ วรรคสอง และพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ กำหนดไว้ แต่กลับมิได้กำหนดให้ ๗๖ โครงการในพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉางทั้งหมด ที่มิได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ วรรคสอง ตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญประกาศบังคับใช้ (๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐) มาจนถึงวันที่ฟ้องคดี (๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๒) ทั้งหมดต้องกลับไปเริ่มต้นดำเนินการใหม่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ถือว่าเป็นความอดสูของการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ในการปกป้องสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพของประชาชนทั้งประเทศปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

แต่การที่ศาลปกครองกลางยอมรับว่าหน่วยงานรัฐ ๘ หน่วยงาน กระทำการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๖๗ วรรคสอง กำหนดไว้ตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีนั้น ชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานของรัฐได้กระทำการอันมี “ความผิดที่สำเร็จแล้ว” และศาลก็ยอมรับ ดังนั้นการที่จะอ้างเอาประกาศ ๑๑ โครงการรุนแรงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ มาเป็นหลักในการพิจารณาเพื่อลบล้างการดำเนินการที่ไม่ชอบของผู้ถูกฟ้องคดีนั้น จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมการ ๔ ฝ่ายที่ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทั่วประเทศมาแล้ว

การประกาศ ๑๑ โครงการรุนแรง จึงเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม เพราะมีการกำหนดขนาดหรือประเภทโครงการเพียงเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการส่วนใหญ่ใน ๗๖ โครงการ ไม่ให้เข้าหลักเกณฑ์โครงการรุนแรง ซึ่งจะได้ใช้เป็นข้ออ้างต่อศาลเพื่อให้ผู้ประกอบการหลุดพ้นจากคำพิพากษาของศาลเท่านั้น

อีกทั้งกระบวนพิจารณาของศาลปกครองกลางได้กำหนดการสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงแล้วตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๓ และนัดคู่กรณีมาพิจารณาคดีกันเป็นวันสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา และในการพิจารณาคดีอัยการได้แต่เพียงนำเอาโครงการรุนแรงทั้ง ๑๑ โครงการก็เป็นเพียง(ร่าง)ประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแสดงต่อศาลเท่านั้น การที่ศาลนำประกาศ ๑๑ โครงการรุนแรงฯ ที่เกิดขึ้นภายหลังการพิจารณาคดีของศาล (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓) และกำหนดขึ้นโดยผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่กำหนดกันขึ้นมาเอง มาเป็นข้อพิจารณาในคำพิพากษาจึงอาจขัดหรือแย้งต่อกฎหมายวิธีพิจารณาคดีทางปกครอง เนื่องจากประกาศ ๑๑ โครงการรุนแรงนั้น เกิดขึ้นภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงในคดีแล้ว ถือเป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี อีกทั้งขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยมีแนวคำวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ชัดเจนแล้ว

กรณีดังกล่าวหากปล่อยให้เป็นมาตรฐานทางคดีต่อไป จะก่อให้เกิดความเสียหายตามมาจนยากจะเยียวยาได้ เพราะถ้าปล่อยให้หน่วยงานรัฐผู้ถูกฟ้องคดี สามารถใช้อำนาจทางปกครองของตนเอง ไปแก้ไขหรือกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงหรือหลุดจากความผิดที่สำเร็จแล้วของตนในอดีตตามข้อกล่าวหาได้ ก่อนที่ศาลจะพิพากษา ในอนาคตสังคมจะมีการฟ้องร้องคดีประเภทดังกล่าวไปเพื่อประโยชน์อันใด ในเมื่อหน่วยงานรัฐที่เป็นคู่กรณีในศาลสามารถกำหนดอะไรก็ได้เพื่อนำมาอ้างต่อศาลเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากคำพิพากษา หรือเพื่อให้ศาลนำข้ออ้างดังกล่าวมาประกอบการตัดสินได้ ดังกรณีที่เกิดขึ้นในคดีนี้ ถือเป็นการแก้ไขความผิดที่สำเร็จแล้วในอดีตให้สามารถหลุดพ้นไปได้โดยไม่มีความผิดเลยในปัจจุบัน ซึ่งขัดต่อหลักของกฎหมาย ที่ไม่อาจบังคับผลย้อนหลังได้

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจึงเห็นแย้งต่อคำพิพากษาดังกล่าว จึงจำต้องอุทธรณ์คดีเพื่อแสวงหาความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับชาวบ้านผู้เดือดร้อนและเสียหาย ต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน ๑๕ วันนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป พร้อมกับจะต้องฟ้องร้องเพิกถอน ๑๑ โครงการรุนแรงฯต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อเพิกถอนคำสั่งหรือมติของคณะรัฐมนตรีและหรือคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและหรือไม่ถูกต้องตามวิธีการหรือขั้นตอนตามกฎหมายต่อไป เพื่อยืนยันความถูกต้องและความยุติธรรมให้ปรากฏให้จงได้ ทั้งนี้ยืนยันว่าจะต้องต่อสู้ถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน หากกระบวนการทางปกครองไม่สามารถให้ความสร้างความเป็นธรรมต่อชาวมาบตาพุด-บ้านฉางได้

สมาคมฯขอเชิญชวนประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทั่วประเทศ ที่เคยไปร่วมให้ความคิดเห็นกับคณะกรรมการ ๔ ฝ่ายที่ไปเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้ง ๔-๕ ภูมิภาคมาแล้ว และได้ข้อสรุปร่วมกันว่าต้องมีโครงการรุนแรงฯทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า ๑๘ โครงการรุนแรงฯนั้น ให้มาร่วมฟ้องร้องกับสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนเพื่อเพิกถอน ๑๑ โครงการรุนแรงฯอัปยศ ที่ไม่ได้นำความคิดเห็นของประชาชนมาประกาศบังคับใช้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานร่วมกันในกระบวนการยุติธรรมต่อไป...

ด้วยความเคารพในกระบวนการยุติธรรม

นายศรีสุวรรณ จรรยา
นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
๓ สิงหาคม ๒๕๕๓
 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์