เตรียมอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกรณีมาบตาพุด-ฟ้องเพิกถอนประกาศ11โครงการรุนแรงฯ

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนออกแถลงการณ์ค้านคำพิพากษาศาลปกครองกลางกรณีมาบตาพุด ระบุศาลยอมรับแล้วว่า8 หน่วยงานรัฐไม่ทำตามรธน.มาตรา67 จะมาแก้ไขโดยยกประกาศ 11 โครงการรุนแรงฯ มาอ้างไม่ได้ เตรียมอุทธรณ์และฟ้องเพิกถอนประกาศ ชี้ควรทำตามคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่เตรียมผลักดัน 18 โครงการรุนแรงต้องผ่านองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมตามม.67

 
5 ก.ย.53 สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ค้ดค้านคำพิพากษาศาลปกครองกลางกรณีมาบตาพุด ดังนี้
 
แถลงการณ์
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
เรื่อง ค้านคำพิพากษาศาลปกครองกลาง
 
ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2553 ยอมรับตามคำขอบางส่วนของสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวบ้านมาบตาพุดและบ้านฉางรวม 43 ราย ที่ฟ้องร้องหน่วยงานรัฐ 8 หน่วยงาน ฐานเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 67  วรรคสอง และพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 กำหนดไว้ แต่กลับมิได้กำหนดให้ 76 โครงการในพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉางทั้งหมด ที่มิได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง ตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญประกาศบังคับใช้ (24 สิงหาคม 2550) มาจนถึงวันที่ฟ้องคดี (19 มิถุนายน 2552) ทั้งหมดต้องกลับไปเริ่มต้นดำเนินการใหม่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ถือว่าเป็นความอดสูของการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ในการปกป้องสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพของประชาชนทั้งประเทศ
แต่การที่ศาลปกครองกลางยอมรับว่าหน่วยงานรัฐ 8 หน่วยงาน กระทำการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 67  วรรคสอง กำหนดไว้ตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีนั้น ชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานของรัฐได้กระทำการอันมี “ความผิดที่สำเร็จแล้ว” และศาลก็ยอมรับ ดังนั้นการที่จะอ้างเอาประกาศ 11 โครงการรุนแรงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2553 มาเป็นหลักในการพิจารณาเพื่อลบล้างการดำเนินการที่ไม่ชอบของผู้ถูกฟ้องคดีนั้น จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทั่วประเทศมาแล้ว การประกาศ 11 โครงการรุนแรง จึงเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม เพราะมีการกำหนดขนาดหรือประเภทโครงการเพียงเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการส่วนใหญ่ใน 76 โครงการ ไม่ให้เข้าหลักเกณฑ์โครงการรุนแรง ซึ่งจะได้ใช้เป็นข้ออ้างต่อศาลเพื่อให้ผู้ประกอบการหลุดพ้นจากคำพิพากษาของศาลเท่านั้น
อีกทั้งกระบวนพิจารณาของศาลปกครองกลางได้กำหนดการสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงแล้วตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม 2553 และนัดคู่กรณีมาพิจารณาคดีกันเป็นวันสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา และในการพิจารณาคดีอัยการได้แต่เพียงนำเอาโครงการรุนแรงทั้ง 11 โครงการก็เป็นเพียง(ร่าง)ประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแสดงต่อศาลเท่านั้น การที่ศาลนำประกาศ 11 โครงการรุนแรงฯ ที่เกิดขึ้นภายหลังการพิจารณาคดีของศาล (31 สิงหาคม 2553) และกำหนดขึ้นโดยผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่กำหนดกันขึ้นมาเอง มาเป็นข้อพิจารณาในคำพิพากษาจึงอาจขัดหรือแย้งต่อกฎหมายวิธีพิจารณาคดีทางปกครอง เนื่องจากประกาศ 11 โครงการรุนแรงนั้น เกิดขึ้นภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงในคดีแล้ว ถือเป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี อีกทั้งขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยมีแนวคำวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ชัดเจนแล้ว
กรณีดังกล่าวหากปล่อยให้เป็นมาตรฐานทางคดีต่อไป จะก่อให้เกิดความเสียหายตามมาจนยากจะเยียวยาได้ เพราะถ้าปล่อยให้หน่วยงานรัฐผู้ถูกฟ้องคดี สามารถใช้อำนาจทางปกครองของตนเอง ไปแก้ไขหรือกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงหรือหลุดจากความผิดที่สำเร็จแล้วของตนในอดีตตามข้อกล่าวหาได้ ก่อนที่ศาลจะพิพากษา ในอนาคตสังคมจะมีการฟ้องร้องคดีประเภทดังกล่าวไปเพื่อประโยชน์อันใด ในเมื่อหน่วยงานรัฐที่เป็นคู่กรณีในศาลสามารถกำหนดอะไรก็ได้เพื่อนำมาอ้างต่อศาลเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากคำพิพากษา หรือเพื่อให้ศาลนำข้ออ้างดังกล่าวมาประกอบการตัดสินได้ ดังกรณีที่เกิดขึ้นในคดีนี้ ถือเป็นการแก้ไขความผิดที่สำเร็จแล้วในอดีตให้สามารถหลุดพ้นไปได้โดยไม่มีความผิดเลยในปัจจุบัน ซึ่งขัดต่อหลักของกฎหมาย ที่ไม่อาจบังคับผลย้อนหลังได้
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจึงเห็นแย้งต่อคำพิพากษาดังกล่าว จึงจำต้องอุทธรณ์คดีเพื่อแสวงหาความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับชาวบ้านผู้เดือดร้อนและเสียหาย ต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน 15 วันนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป พร้อมกับจะต้องฟ้องร้องเพิกถอน 11 โครงการรุนแรงฯต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อเพิกถอนคำสั่งหรือมติของคณะรัฐมนตรีและหรือคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและหรือไม่ถูกต้องตามวิธีการหรือขั้นตอนตามกฎหมายต่อไป เพื่อยืนยันความถูกต้องและความยุติธรรมให้ปรากฏให้จงได้ ทั้งนี้ยืนยันว่าจะต้องต่อสู้ถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน หากกระบวนการทางปกครองไม่สามารถให้ความสร้างความเป็นธรรมต่อชาวมาบตาพุด-บ้านฉางได้
สมาคมฯขอเชิญชวนประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทั่วประเทศ ที่เคยไปร่วมให้ความคิดเห็นกับคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่ไปเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 4-5 ภูมิภาคมาแล้ว และได้ข้อสรุปร่วมกันว่าต้องมีโครงการรุนแรงฯทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 18 โครงการรุนแรงฯนั้น ให้มาร่วมฟ้องร้องกับสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนเพื่อเพิกถอน 11 โครงการรุนแรงฯอัปยศ ที่ไม่ได้นำความคิดเห็นของประชาชนมาประกาศบังคับใช้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานร่วมกันในกระบวนการยุติธรรมต่อไป...
ด้วยความเคารพในกระบวนการยุติธรรม
นายศรีสุวรรณ จรรยา
นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

3 กันยายน 2553

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์