สร้อยแก้ว คำมาลา: ละครโรงหนึ่ง ตอน 1 เขาตัดสินชะตาชีวิตเขาเองตั้งแต่กระสุนนัดแรก

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

บทบันทึกจากการพูดคุยกับคนเสื้อแดง ซึ่งไม่อาจเปิดเผยชื่อและที่อยู่ของแหล่งข่าวได้เนื่องจากความหวาดกลัวผลกระทบที่จะตามมา

ขอทราบชื่อ-นามสกุล และข้อมูลส่วนตัวสักเล็กน้อย
ไม่ตอบ อย่าถาม, มันเรื่องส่วนตัวของฉัน ฉันจะบอกคุณเฉพาะที่อยากบอก

คุณเข้าร่วมการชุมนุมกับคนเสื้อแดงตั้งแต่เมื่อไหร่

ตั้งแต่มีการเปิดตัว รายการความจริงวันนี้ ที่เมืองทองธานี จากนั้นเมื่อมีการเรียกรวมพลคนเสื้อแดง ฉันมาทุกครั้ง การมาทุกครั้งของฉัน ฉันไม่เคยรับเงินจ้าง ฉันมาเพราะฉันไม่ชอบการรัฐประหาร ฉันไม่ชอบเผด็จการ ฉันไม่ชอบการยึดอำนาจของทหาร

ฉันเป็นคริสเตียน พระคัมภีร์ไบเบิลสอนให้เชื่อ ศรัทธาพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ตรัสว่า ให้ทุกสรรพสิ่งดำเนินไปตามวิถีของมัน แล้วมนุษย์เป็นใครที่จะมาเบี่ยงเบนวิถีของมนุษย์ด้วยกันเอง พระองค์ยังไม่เห็นจะต้องมาชี้เลยว่า คนนั้นต้องมาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ฉันว่าระบอบประชาธิปไตยมันคือสิ่งนี้ ประชาธิปไตยมันมีวิถีของมัน ทุกคนต้องรู้จักหน้าที่ของตนเอง เราจำแนกบุคคลออกไปได้โดยหน้าที่ ความรับผิดชอบ ทุกคนเท่าเทียมกัน แต่แตกต่างที่หน้าที่และความรับผิดชอบ ทหารมีหน้าที่ทำอะไร นักการเมืองมีหน้าที่อะไร ข้าราชการทำอะไร สื่อมวลชนมีหน้าที่ทำอะไร ก็ทำของคุณไป แล้วคุณจะมาทำรัฐประหารทำไม มันเกินหน้าที่ของคุณนะ

โดยสรุป ไม่เอาเผด็จการ จะเอาประชาธิปไตย ต้องการให้มีการเลือกตั้งใหม่?

มันไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกอะไร เรามีสิทธิ์ที่จะเอาใครไม่เอาใคร เราต้องการเขาเพราะอยากให้เขามาทำโน่นนี่ให้ ถ้าเขาไม่ทำตามวัตถุประสงค์ของเรา ถ้าเขาไม่ทำเรามีสิทธิ์ไล่เขา ไม่ต้องมีใครมาช่วยไล่ อย่ามาอวดดีไล่ให้ เดี๋ยวฉันไล่เอง พูดง่ายๆ อย่าเสือก

อยากให้เล่าประสบการณ์การชุมนุมครั้งล่าสุด

คุณจะเอาอะไรล่ะ เรื่องราวมันเยอะมาก ฉันว่าเราเหมือนตาบอดคลำช้างนะ คือจับตรงนี้ก็บอกว่าช้าง ตรงนี้ก็บอกว่าช้าง แต่ช้างทั้งตัว ไม่มีใครมองเห็นหรอก ไม่มีใครรู้จัก ทุกคนจะเห็นแค่ที่สายตาเรามองเห็นเท่านั้น เพราะสถานการณ์มันใหญ่มาก แต่ละคนจะรับรู้แค่นิดเดียวเอง แค่เสี้ยวหนึ่ง ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ด้วย อย่างฉันเห็นเท่าที่ฉันเห็นมีเท่านี้ ที่ไม่เห็นล่ะ มันเยอะแยะไปหมด ถ้าคุณจะค้นหาความจริง มันยากมาก

ไม่เป็นไร เอาเท่าที่พี่เห็น

ฉันเริ่มมาชุมนุมตั้งแต่... เดี๋ยวก่อน ออกเดินทางจริงๆ คือวันที่ ๑๒ มีนาคม มาถึงกรุงเทพฯ มาร่วมชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าวันที่ ๑๓ มีนาคม ฉันถือว่าตัวเองเป็นประชากรธรรมดาคนหนึ่ง แต่ก็มีหน้าที่รับผิดชอบกับขบวนที่มาด้วยกันดับหนึ่ง ช่วยเกื้อกูลกันตามอัตภาพ

ถามว่า ฉันมีความมุ่งหวังว่าจะชนะไหม ไม่เลย ฉันไม่คิดว่าจะชนะ ประสบการณ์การต่อสู้ที่ผ่านมา สอนฉันว่า เราไม่ชนะหรอก สู้กี่ครั้งๆ เราก็แพ้ เห็นไหมล่ะ แต่ว่า เราต้องทำ ต้องสู้ การที่มาบอกตัวเองว่าไม่ชนะหรอก แล้วอยู่เฉยๆ แล้วโลกจะรู้ไหม ว่าคุณคิดอะไรอยู่ ดังนั้น ที่ฉันออกมาฉันไม่ได้หวังว่าจะชนะ แต่ฉันหวังว่าฉันจะมาประกาศเพื่อให้ชาวโลกรู้ว่าเมืองไทยเป็นยังไง การเมืองเมืองไทยเป็นยังไง

คิดไหมว่าจะยืดเยื้อและรุนแรง

โอ้โห ไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้จะได้เห็น ปักหลักยาว จะสู้ให้ถึงที่สุด ฉันไม่นิยมความรุนแรงทุกรูปแบบ ใครจะใช้ความรุนแรงหรือไม่ขึ้นอยู่กับคนคนนั้น ฉันไม่ไปยุ่ง เราก็สู้ในแบบของเรา เวลาเขาถือปืนมา เราจะอยู่ทำไม เราก็หนีสิ จะไปรอมันทำไม

มนุษย์เราต่อสู้กันทำไม รู้ไหม การต่อสู้มันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ มนุษย์สู้เพื่อความอยู่รอด ดังนั้น การต่อสู้ครั้งนี้ก็เหมือนกัน แม้มันเป็นการต่อสู้ทางความคิด แต่มันเป็นเรื่องของการอยู่รอดโดยเอาแนวความคิดของตัวเองเป็นตัวตั้ง แนวความคิดแบบนี้มันคือความอยู่รอดของตัวเองใช่ไหม เพราะฉะนั้นในเมื่อมีความคิดต่างกันอยู่สองขั้ว ต่างฝ่ายต้องชนะเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง มันก็เกิดความรุนแรง

ความรุนแรงมันต้องเกิด เพราะเขามีพร้อมทั้งกองกำลังและอาวุธ เรารู้ทั้งรู้ แต่ก็จะสู้ ถ้าไม่สู้แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าแพ้ แพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้งน่ะเหรอ

ความรุนแรงที่พี่ต้องเผชิญหน้าเริ่มขึ้นเมื่อไหร่

วันที่ ๑๐ เมษา เต็นท์เราอยู่ที่มัฆวาน วันนั้นพวกมันมาข้างหน้าโน่นแล้ว ทั้งแก๊สน้ำตา ฉีดน้ำ เราก็ล้มเต็นท์ลงบอกพวกผู้หญิงที่อยู่ในเต็นท์อย่าเสียดาย ปล่อยมันล้มไปเลย อย่างน้อยก็เป็นกำบังให้เราได้ถ้าพวกมันจะเข้ามา พอ ฮ. บินผ่านหัว เราก็ยิงไล่ ฟิ้ว ฟิ้ว

อะไรพี่ ฟิ้ว ฟิ้ว?

ลูกหนู, เท่านี้ล่ะ ที่พอจะทำได้ เขาว่าพวก ฮ. มันจะกลัวอะไรที่พุ่งขึ้นฟ้า เพราะมันไม่แน่ใจว่าคืออะไร เห็นอะไรพุ่งขึ้นมาเดี๋ยวมันจะไม่กล้าผ่านมาอีก เขาว่าพวกนักบินนี่นอกจากชีวิตพวกมันแล้ว เขาจะต้องรักษาทรัพย์สินของหลวง นั่นคือ ฮ. เพราะฉะนั้น อย่าว่าเขาปอดแหก ถ้ามีอะไรฟิ้ว ฟิ้ว มา เขาต้องหลบ มันเป็นกฎของเขา ดังนั้นเขาไม่กล้าเข้าใกล้ เขาจะบินสูงขึ้น พอสูงขึ้นสิ่งที่เขาโยนลงมามันก็จะไม่โดนเป้าหมาย หรือถ้าลงก็ไม่โดนจะจะ

อย่างหน้าเวที ถนนราชดำเนินตลอดสายแก๊สน้ำตางี้ยิงลงมาจาก ฮ. เราก็ด่าพ่อล่อแม่ มึงแน่จริง มึงลงมาซิวะ ไอ้หอย ไอ้หอก พวกผู้หญิงในครัวก็ห่อพริกป่น น้ำส้ม ใส่ถุง เอาไปขว้างพวกมัน

หลังจากนั้นฉันก็ไปลุยที่หน้าเวที ไปแหมะดูทีวี ก็เห็นข่าวว่าเขายิงเราจริงๆ เฮ้ย! มันเอากูจริงนี่หว่า แล้วกระแสข่าวก็บอกว่าทหารบุกเข้ามาตรงนี้ๆ ไอ้เราก็บอกคนใกล้ตัวว่า ถ้าไม่มีความสามารถพอให้อยู่นิ่งๆ ให้ผู้ชายออกไป คนที่รับผิดชอบหน้าที่นี้เขามีอยู่แล้ว ปล่อยให้เขาทำไป ไม่ใช่หน้าที่เรา ฉันก็กลับมาอยู่ที่เต็นท์

วันนั้นมีคนร้องไห้เยอะแยะ แต่ฉันไม่ร้องเพระการต่อสู้มันต้องมีการสูญเสีย แต่ความสูญเสียของเราเกิดจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ ฉันมีปาก ฉันใช้เสียง ฉันใช้มวลชน แต่คุณใช้อาวุธสงคราม คุณใช้อำนาจ แล้วความยุติธรรมอยู่ที่ไหน ฉันไม่ได้คาดหวังความยุติธรรมจากมนุษย์ แต่คุณควรมียางอาย คุณใช้อาวุธเพียงเพราะฉันมีความคิดเห็นไม่ตรงกับคุณเท่านั้น เพียงเท่านี้ คุณก็ใช้ไม่ได้แล้ว คุณไม่ใช่มนุษย์แล้ว

พอวันที่ ๑๙ ยิ่งแล้วใหญ่ ตั้งแต่ วัน ๑๐ มาจนถึง ๑๙ นี่ ตึงเครียดมาก แล้ววันที่ ๑๔ เสธ.แดงโดนยิงต่อหน้านักข่าว มันเครียดมาก ตนเองหมดศรัทธาในคนหลายๆ คน คือความเชื่อในความเป็นมนุษย์ หมดเลย รู้สึกเขาไม่ใช่มนุษย์แล้ว เขาเป็นซาตาน อสูร

แต่ก็จะยังสู้ เพราะการที่สู้ มันไม่ได้เบ่งเบนจาก เอม (aim=เป้าหมาย) ของตัวเองเลย เอมของตัวเองคือ ประกาศให้โลกรู้ว่าฉันสู้ ผลมันจะยังไงก็ช่าง ให้โลกรู้ว่ามันเป็นอย่างนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๓ มีนา ฉันอยู่ที่นี่ตลอด แต่อยู่ในที่ปลอดภัย ฉันไม่ทะเล่อทะล่าไปอยู่จุดล่อแหลม เพราะกระสุนมันไม่มีตานี่ เราก็ต้องรู้จักหลบบ้าง

แล้วตอนที่แกนนำประกาศยุติการชุมนุมเป็นอย่างไรบ้าง?

ตอนณัฐวุฒิประกาศแพ้ มอบตัว ฉันอยู่หน้าเวที มันทั้งโกรธทั้งแค้น โกรธทั้งรัฐบาล โกรธทั้งผู้นำของเรา มวลชนนี่ด่าเวทีเลย ไหนว่าจะตายด้วยกัน ไหนว่าจะสู้ด้วยกัน แต่ลืมคิดถึงความจริงไปอย่างว่า ถ้าเรายังมีชีวิตเราจะสู้ได้ แต่ถ้าตายไปแล้วเราจะเอาอะไรไปสู้ เราจะเอาวิญญาณไปสู้เหรอ บางคนร้องไห้ แล้วคนที่ตายไปแล้วล่ะ เราจะปล่อยให้เขาตายฟรีๆ เหรอ แต่ฉันมีความคิดต่าง คนตายไม่สามารถเอาคืนมาได้ สู้รักษาชีวิตเราเอง แล้วไล่บี้มันเมื่อมีกำลังดีกว่า

แล้วพี่ทำไงต่อ?

ตอนนั้นทุกอย่างมันอลหม่านมาก แต่ฉันนี่เตรียมพร้อมตลอดเวลาอยู่แล้ว ฉันมีเป้ใบหนึ่ง ก็เดินกลับไปเอา ยกเป้ขึ้นหลังได้ก็คอยดูมวลชนว่าเราจะช่วยอะไรเขาได้ ตอนนั้นมันมีระเบิดลงแล้ว มีเสียงปืน มวลชนหน้าเวทีที่ไม่ยอมให้เลิก ร้องไห้ ด่าทั้งแกนนำ ด่าทั้งรัฐบาล ส่วนคนที่อยากหนีอยากออกก็พากันหาทางออก บางคนก็ตระหนกตกใจ เพราะเสียงปืน เสียงระเบิดมันล้อมรอบตัวไปหมด มันเสียสติได้ง่ายมาก

พอฉันแบกเป้ได้ ตานี่ก็มองเลย จะช่วยใครได้ ไม่ใช่เฉพาะในเต็นท์เรา แต่ทุกคนที่ผ่านตาเรา ใครที่อ่อนแอเราพร้อมช่วย ตอนนั้นมันไม่มีผู้นำแล้ว ใครควรทำอย่างไร มันไม่รู้แล้ว มันเคว้งคว้าง ไม่รู้ว่าต้องทำกันยังไง เราต้องบอกเขา ยิ่งใครลนลานมาก เรายิ่งต้องไปเข้าไปช่วย ไปบอก เพื่อเอาเขามาให้พ้นอันตราย ทั้งที่เขาอยู่ในจุดที่อันตรายมาก เราก็เข้าไปเพื่อเอาเขามาให้พ้น

เราก็อยากให้เขาปลอดภัย ขนาดในวัดเรายังช่วยพยุงไปส่ง แต่ฉันตั้งปณิธานไว้แล้วว่าฉันจะไม่หลบในวัด เพราะสัญชาตญาณมันบอกว่า วัดปทุมฯ ไม่ปลอดภัย พวกเราบอกกันว่าวัดปทุมฯ ปลอดภัย แต่ฉันไม่ไป บางคนบอกว่าที่ฉันไม่เข้าวัดปทุมฯ เพราะเป็นคริสเตียน เออ เหตุผลใช้ได้ (หัวเราะ)

แต่ฉันจะบอกให้นะวัดปทุมฯ นี่ฉันไปเข้าห้องน้ำทีไร ฉันจะเดินดู มันไม่มีที่ให้หลบ มันไม่มีที่ให้กำบังเลย ไม่มีสิ่งกีดขวาง ไม่มีอะไรให้หลบ อาคารมันไม่ได้แข็งแรง กำแพงมันแค่เอ็มสิบหกก็ยิงทะลุแล้ว มันป้องกันอาวุธหนักๆ ไม่ได้ แต่เพราะมันเป็นวัดไง คนมองโลกในแง่ดีคิดว่าวัดจะไม่มีคนยิง ปั๊ดโธ่! อยู่กันมานานไม่เห็นอีกหรือว่ามันมั่วได้ขนาดไหน รัฐมันใช้ความรุนแรงมาตั้งขนาดนี้แล้วคิดหรือว่ามันจะไม่กล้า ไปเชื่ออะไรกับมันว่ามันจะไม่ทำเราในวัด ลองมันแกล้งบอกว่า ขอโทษยิงผิดเป้าหมายว่ะ ไม่ได้ตั้งใจยิง เอาเอ็มเจ็ดสิบเก้าลงผิดสักสิบลูก มันจะเป็นไง ที่นั่นหลบไม่ได้ ไม่ปลอดภัย

ฉันมีสติอยู่ตลอด เตรียมตัวเตรียมใจ คือสู้ก็สู้ แต่ต้องสู้อย่างมีสติ อย่างเขาถือปืนอยู่เนี่ย เราจะวิ่งหนีกระเจิงไปไม่รู้ทิศทางได้ไง ฉันได้แต่ตะโกนบอกให้มวลชนวิ่งมาใต้รางรถไฟนี่ วิ่งมาทางนี้เลาะไปตามรางรถไฟนี้ ตะโกนจนไม่มีเสียง ก็มันอยู่ข้างบน ถ้าเราอยู่ข้างใต้มัน มันจะยิงโดนเราไหม ไม่โดน มันจะยิงเราได้ก็จากข้างนอก อยู่ในมุมที่ยิงลงมาได้ แต่คนเห็นทหารมันอยู่ใกล้ เขาเลยกลัวก็คิดว่าจะวิ่งไปให้ไกล แต่ยิ่งวิ่งออกไปข้างนอกนะ นั่นน่ะคือเป้าหมายให้มันยิงง่ายมาก
สภาพมันชุลมุนมากๆๆๆ ไอ้เราก็ตะโกนจนเหนื่อย จนไม่มีเสียง มันอลหม่าน เพราะคนวิ่งกันหมด ไม่มีใครเอ้อระเหยหรอกฉันเคยวิ่งสิบกิโลยังไม่เหนื่อยเท่านี้

พี่ไม่กลัวเลยเหรอ คิดไหมว่ากระสุนอาจจะโดนพี่ได้

เอ๊า! (ร้องเสียงสูง ทำหน้าแบบรำคาญ) ก็ฉันอยู่ใต้ตอม่อนี่ มันจะยิงโดนได้ยังไง พวกมันอยู่ข้างบน ถ้าเอ็มเจ็ดสิบเก้าไม่หล่นมาลงบนหัวแม่ตีนนี่ ฉันไม่มีทางตายแน่

อย่างฉันใช้เป้ ฉันก็มีเหตุผล ถ้ามันยิงตามหลัง มันก็โดนเป้ก่อน เวลาวิ่งก็ก้มๆ หัวหน่อยเดี๋ยวมันจะโดนหัว

พี่ช่วยคนอื่นจนถึงกี่โมงสักสี่โมงได้

ตอนนั้นเพิ่งกลับมาจากการช่วยเขาดับไฟที่ตึกผู้ป่วยนอก สี่แยกราชประสงค์ ถามว่าเสื้อแดงเผาเหรอ เสื้อแดงมันหนีตายไปอยู่โรงพยาบาลเยอะแยะไปหมด มันหนีตายกันแล้วมันจะยังมีแก่ใจเผาสถานที่ที่มันหลบอีกเหรอ คือคนสร้างสถานการณ์มันมีแน่ๆ ก็บอกแล้วว่ามันมีคนหลากหลายประเภทที่อยู่ในที่ชุมนุมนั้น ตั้งแต่ตอนชุมนุมแล้วที่เราเห็นคนแปลกๆ เข้ามาตลอด มันไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ฉะนั้น คนสร้างสถานการณ์มันมี แต่ฉันบอกได้เลยว่า มันไม่ใช่คนเสื้อแดงแน่ๆ เพราะคนเสื้อแดงจะเผาทำไม ตัวเองหลบอยู่ในนั้น เผาที่หลบซ่อนของตัวเองเนี่ยนะ ตัวเองก็พาเพื่อนพาญาติวิ่งเข้ามา มันก็ยังจะมาเผาตัวมันเองเหรอ แล้วใครมันจะไปเผา นอกจากไอ้สันขวานที่มัน... ขอโทษที ขอใช้คำที่มันชุ่ยๆ สักหน่อยเถอะ คิดได้ยังไงว่าคนเสื้อแดงมันเผา

ฉันไม่รู้ว่าใคร ไม่กล่าวหาใครทั้งนั้นแหละ แต่ว่า ไม่ใช่คนเสื้อแดงแน่ๆ

ฉันดูมวลชนหลบกันเกือบหมดแล้วก็วิ่งไปปีนรั้ว สตช. (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ตอนนั้นประตูปิดแล้ว ฉันโยนเป้เข้าไป ตำรวจในนั้นก็ตะโกนมาว่าทำไมไม่หนีไปอยู่ในวัดปทุมฯ ฉันบอกฉันไม่ไป ถ้าจะยิงฉันก็เชิญ แต่ฉันไม่ไป แล้วฉันก็ปีนข้ามไป หลังจากนั้นฉันก็ไม่รู้ไม่เห็นอะไรอีกแล้ว ถ้าจะถามฉันเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่อจากนี้ ฉันตอบไม่ได้ เพราะฉันอยู่ใน สตช.

ใน สตช. มีคนเยอะไหม

สักสองพันได้

อยู่ในนั้นยังได้ยินเสียงปืนตลอด?
ได้ยินเสียงปืนจนสองทุ่ม อาคารที่ฉันอยู่มันอยู่ตรงข้ามกับรพ.จุฬาฯ ได้ยินเสียงยิงกันตลอด จริงๆ ถ้าชะโงกหน้าดูก็รู้ละ แต่ทีนี้มันชะโงกหน้าไม่ได้ ถ้าชะโงกไปเกิดมันแป๊ะหน้าผาก จบพอดี ก็ไม่ต้องรู้กัน ก็ไม่กล้าชะโงก แต่หลับตาแล้วใช้หู เสียงมันไล่กันเลยนะ มันดังปึ้ดๆๆ อยู่ข้างเดียว ถ้าตอบโต้ มันจะเป็นเสียงสวนกัน ฟังออก ฉันอยู่ในมุมสงบพอ
ก็ได้แต่ถามตำรวจ เอ๊ะ! มันยิงกะใครวะ ก็พวกกูหนีกันมาจนหมดแล้วเนี่ย มันยิงกะใคร มันยิงกะใคร เขาบอก ผมก็ไม่รู้ครับ มันก็ตอบดี๊ ดี มันยิงข้างเดียว ไม่ใช่การยิงตอบโต้ไปมา แต่เสียงมันมาจากทิศทางเดียว ตั้งแต่สยามพารากอน ทั้งเสียงจากที่สูงและเสียงแนวระนาบ

คิดว่าเสียงจากแนวระนาบจะเป็นฝ่ายไหน

แนวระนาบมันจะเป็นใครล่ะ ในเมื่อทหารบุกเข้ามาเป็นแผง ข้างล่างก็มี ตั้งแต่ถนนพระรามสี่ตรงเข้ามาด้านข้างรพ.จุฬาฯ ผ่านศูนย์เสาวภา มาแยกเฉลิมเผ่าคือสี่แยกพารากอน สนามกีฬาแห่งชาติมาจนยันปทุมวัน จากราชเทวีตลอดจนถึงแยกประตูน้ำ มาจนถึงชุมชนวัดปทุมฯ ราชปรารภ ทหารทั้งนั้น และก็จากชิดลมจากถนนสุขุมวิท สถานีตำรวจลุมพินี สวนลุมพินี แยกสวนลุมฯ หลังสวน ทหารเต็มไปหมด

ทหารหนึ่งกองร้อยติดอาวุธแค่หมู่เดียวก็สังหารคนได้เป็นเบือแล้ว หนึ่งกองพันติดอาวุธแค่หมู่เดียว หมู่เดียวก็แค่สิบสองคนเองนะ รวมทั้งพลวิทยุ พลพยาบาล พลพยาบาลไม่ติดอาวุธ สิบสองคนก็ฆ่าคนได้เป็นเบือแล้ว แล้วทหารมีตั้งไม่รู้กี่ก๊ก
ฉะนั้น คนที่ยิงคนที่วัดปทุม มั่นใจว่าเป็นทหาร แต่ไม่รู้ว่าฝ่ายไหน แต่ยืนยันได้ว่าไม่ใช่คนเสื้อแดง เพราะไม่มีใครจะหลุดเข้าไปในพื้นที่นั้นได้ นอกจากพวกทหาร

ฉะนั้น ไม่ว่าพวกนั้นจะเป็นใคร มือที่สาม ที่สี่ หรือใครห่าเหวไหนก็ตาม คุณจะเอามารวมกับเสื้อแดงไม่ได้ แล้วไม่ใช่คนเสื้อแดงสู้กับทหาร ยืนยันว่าไม่ใช่ แต่เป็นใคร --ฉันไม่รู้
เผาก็เหมือนกัน ไม่รู้ แต่อย่าเอามารวมกับคนเสื้อแดง มันจะมีอุปกรณ์อะไรไปเผาตึก ถ้าไม่ได้เตรียมการไว้ก่อน

จากเหตุการณ์ที่ประสบมาด้วยตัวเองทั้งหมด พี่สรุปให้ตัวเองว่าอย่างไร

พี่สรุปได้เลยว่าเขาแพ้ เราชนะ เราไม่ได้พ่ายแพ้ เพราะการที่รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับประชาชน เขาแพ้ตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่เขาดึงดัน เขาคิดว่าสิ่งนี้จะทำให้เขาอยู่รอด แต่ยิ่งเขาใช้ความรุนแรงมากเท่าไหร่ เขายิ่งพ่ายแพ้ แม้จนถึงปัจจุบันนี้เขายังคงพรก.ฉุกเฉิน เขาแพ้โดยสิ้นเชิง เขาพยายามใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบเพื่อความอยู่รอดของเขา นั่นแหละคือ เขาแพ้แล้ว ชัยชนะของเขาเป็นแค่ชัยชนะบนความพ่ายแพ้
เขาตัดสินชะตาชีวิตเขาเองตั้งแต่กระสุนนัดแรกแล้ว

หมายเหตุ บทบันทึกนี้ มีทั้งสิ้น 5 ตอน ประชาไทจะทยอยนำเสนอต่อเนื่อง

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์