สร้อยแก้ว คำมาลา:ละครโรงหนึ่ง ตอน 2 แล้วผมจะกลับมา

บทบันทึกจากการสนทนากับคนเสื้อแดงหลังเหตุการณ์ล้อมปราบ19 พฤษภาคม 2553  ซึ่งไม่อาจเปิดเผยชื่อและที่อยู่ของแหล่งข่าวได้เนื่องจากความหวาดกลัวผลกระทบที่จะตามมา

ผมมาทำไม?
ผมเป่านกหวีด และตะโกนให้มวลชนวิ่งเข้าวัด วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่งให้เร็วที่สุด ไม่ต้องหันหลังมานะ วิ่งไปสุดตีนเลย วิ่งไขว้วิ่งไขว้ วิ่งสลับ อย่าวิ่งตรงๆ ไม่งั้นโดนยิง วิ่งให้สุดชีวิตเลย ไม่ต้องห่วงผม แต่ขนาดนั้นมันก็ยังไล่ยิงประชาชน แล้วประชาชนมีอะไรล่ะ คนแก่นี่ผ้าถุงหลุดลุ่ยเลย ภาพวันนั้น ถามผมว่าชั่วชีวิตนี้ลืมได้ไหม ลืมไม่ได้ ไม่มีวันลืม

ผมเป็นการ์ด การ์ดมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของมวลชน ดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชุมนุม เพราะเรารู้ดีว่า การที่มีคนเยอะขนาดนี้คนแปลกหน้าจะเข้ามาปะปน บางคนพกอาวุธ พกมีด เราต้องห้ามเอาเข้า บางคนมีพิรุธมาสอดแนม เราต้องคอยสอดส่อง อย่างการชุมนุมของเสื้อเหลืองเขาก็มีการ์ด แต่การ์ดของเขาไม่ได้เป็นผู้ร้ายเหมือนเรา เรานี่กลายเป็นผู้ก่อการร้ายไปเลย ทหารเขาเล็งยิงที่เราอันดับแรก

อย่างวันที่ ๑๐ เมษา โรงเรียนสตรีวิทย์มีแต่ทหารทั้งนั้น ผมไม่ใช่คนตาบอดครับ ผมมีความรู้สึก ผมมีความชัดเจน ผมไม่ใช่คนตาบอด ผมเห็น

ผมอยากให้เขายุบสภา ผมไปเพื่ออยากให้เขายิงหัวหรือ?

ผมไปในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่เรียกร้องสิทธิของตัวเอง เพื่อให้ประเทศกลับคืนสู่สภาวะการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เราต้องการสิทธิของประชาชน สิทธิของเราเราต้องได้ เราเลือกใครเราต้องได้คนนั้น คุณจะมาเบรกเราว่าบ้านเมืองกำลังไปได้ดี ไม่ให้เราออกมา แล้วผมถามว่านายกฯ เคยออกมาดูคนบ้านนอกบ้างไหม เคยมาเห็นชะตาชีวิตคนตาดำๆ คนรากหญ้าบ้างไหม ว่าเขาอยู่กินยังไง

คุณจบอ๊อกซ์ฟอร์ดมาเหรอ คุณกินขนมปัง แต่เราชาวไร่ชาวนากินข้าว พวกคุณตื่นมามีไข่ดาว ขนมปัง เรามีน้ำพริก นี้คือความต่างของประเทศไทยเรา เราจึงอยากมีนายกเมืองไทยที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ที่เห็นความทุกข์ยากของประชาชนคนท้องไร่ท้องนา ผมมาเรียกร้องสิทธิตรงนี้แค่นี้เอง เอาแค่มาเลือกตั้งกันใหม่ซิ คุณกับพวกเรา ดูซิว่าใครจะได้ ถ้าใครได้มาผมก็จะไม่มาคัดค้านอะไรอีกแล้ว ผมแพ้ผมก็ไม่เสียใจ ไม่มีใครหรอกอยากให้ประเทศถอยหลัง เราเพียงแค่ไม่อยากให้ประเทศอยู่ในระบอบเผด็จการ เพราะเผด็จการพูดอยู่ฝ่ายเดียว

แล้วทำไมต้องยิงเรา?

ผมบอกตรงๆ ว่าถ้านายกฯ ไม่สั่งให้ทหารออกมาจากกรมกอง เขาก็ออกมากันเองไม่ได้หรอก ใครจะไปสั่งได้ล่ะ ประชาชนสั่งทหารออกมาได้หรือ มันก็มีแต่นายกฯ เท่านั้นที่จะสั่งเขามาได้ ทหารเขามีหน้าที่ปกป้องประชาชน ไม่ใช่มาเข่นฆ่าประชาชน

 

สุขใจ
ภาพที่ผมประทับใจที่สุดในชีวิต คือ วันที่โกนหัว ๕๐๐ คน ผมเป็นคนหนึ่งที่โกนผม เราโกนผมกันวันนี้ พรุ่งนี้เราก็ไปขอบคุณประชาชนตั้งแต่ผ่านฟ้า คลองเตย สุขุมวิท รู้ไหมครับว่าประชาชนเขาออกมาต้อนรับพวกเรากันมาก เขาออกมาขอบคุณเรากันด้วยหยาดน้ำตาเลย ภาพทุกภาพที่เห็นมันตื้นตันใจมาก แต่สื่อของรัฐออกมาบอกว่า คนกรุงเทพฯ ไล่เรา ทั้งที่ทุกสะพานเลยที่คนโบกมือให้เรา บางคนอยู่บนตึกสูงก็เปิดกระจกออกมาโบกมือให้ มันตื้นตันใจ คนเสื้อแดงบางคนร้องไห้เลย ที่เห็นคนโบกมือให้ คนกรุงเทพฯ ไม่ได้เกลียดเรา

ตอนมาใหม่ๆ ผู้ชุมนุมแต่ละจังหวัดจะเอาข้าวสารติดไม้ติดมือมาด้วย แต่ตอนหลังเริ่มมีประชาชนคนกรุงเทพฯ เอาผลไม้ เอาอะไรๆ มาฝากเป็นถุงๆ ตอนหลังเป็นกระบะเลยครับ ข้าวสารเป็นคันรถ

ถ้าไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น เราชุมนุมต่อไปเรื่อยๆ เราจะชนะ เพราะคนจะเข้าใจมากขึ้น คนมาชุมนุมเยอะขึ้นทุกวัน คนจะอยู่ข้างเรามากขึ้นเรื่อยๆ เขาถึงต้องสลายเรา เพราะเขากลัว

สื่อของรัฐชอบทำให้เสื้อแดงเหมือนไม่ใช่คนไทย ทั้งที่คนกรุงเทพฯ จริงๆ เขาไม่ได้เกลียดคนเสื้อแดง

 

เวทีเลิก
หลังเวทีเลิก แกนนำประกาศยุติการชุมนุม ผมก็คิดว่า ทำไมเราต้องสลาย ทำไมเราต้องเลิกสู้ มันไม่ใช่บรรยากาศว่าเลิกการชุมนุมแล้วนะ เอ้า! กลับกัน เราดีใจจะได้กลับบ้านกันแล้ว มันไม่ใช่บรรยากาศนี้ ขณะที่เราสงสัย เราก็โดนยิง ไม่ทันจะได้คิดอะไรมาก เพราะระเบิดลง กระสุนปืนดังแล้ว มันต้องหนีแล้ว เสียงปืนมันทำให้คนต้องหนีก่อน

ก่อนประกาศสลายคนก็ทยอยเข้าวัดกันตลอด หลังณัฐวุฒิไป สตช. (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ยิงกันตลอด ผมหนีไม่ได้หรอก เพราะผมเป็นห่วงเพื่อน เพื่อนที่เป็นการ์ดที่อยู่ที่นั่น เราต้องช่วยกัน ช่วยกันดูแลมวลชนและช่วยเพื่อน

เราต้องบอกมวลชนให้เข้าไปในวัด ห้ามออกมาเด็ดขาด ผมต้องอยู่ด้านหน้าคอยต้อนมวลชนให้วิ่งเข้าวัด เพื่อนโดนลูกปืนบ้าง มวลชนก็โดนลูกปืนบ้าง แต่เราก็ต้องอยู่และคอยหลบ เราต้องรอประชาชนเข้าให้หมด บางทีคนโดนยิงเจ็บ เราต้องไปช่วยเขา ดึงเขาเข้าวัด

การ์ดเราตายกันเยอะ เราเล่นเกมกับความตาย แต่เราตายเพราะฝีมือคนไทยกันเอง

ศพเพื่อน-หลบซ่อน

ผมเห็นศพหน้าพารากอน ศพพี่ดำ... (น้ำตาคลอ กลืนกล้ำ พูดอะไรไม่ออกอยู่นาน)

ผมวิ่งไปที่หน้าเวทีที่นั่นก็มีศพ ทั้งพารากอน ทั้งที่นี่...

ทุกวันนี้ภาพของเพื่อนที่โดนยิงยังติดอยู่ในตา ผมไม่เคยลืม (น้ำตาคลอ)

ผมต้องถอดเสื้อการ์ดออกแล้ว ต้องถอดออก เพราะมันตายกันเยอะ มันตายมากจนเราต้องถอด ต้องถอย ผมไปหลบอยู่ในวัด ถ้าเราไม่อยู่ในวัดก็คงไม่เหลือ

วันนั้นเสื้อผ้าผมไม่มี ได้กางเกงขาสั้นมีคนให้ เสื้อก็มีคนเอาให้ 

ทหารออกมากันเยอะมากครับ ตายเยอะที่สุดที่ดินแดง ดินแดงยิงกันเยอะที่สุด เพราะทหาร-รัฐบาลฉลาด เขาให้รถถังออกมาเหยียบสิ่งกีดขวางแล้วยิงการ์ด เหยียบยิงการ์ด เหยียบยิงการ์ด เหยียบทั้งเต็นท์ เหยียบทั้งคน จะมีหนึ่งกองพลเดินหน้ายิง คือถ้าคุณเห็นคุณก็ต้องถอย เขามากันขนาดนี้ เราอยู่ไม่ได้หรอก อยู่ก็ตาย

ทหารเข้ามายิงในวัดในระยะสิบเมตร ใส่ชุดทหาร เห็นครับเห็น หน้าวัดตายกันเยอะ ผมคิดว่าตายเยอะกว่านั้น

ผมกลัว
ผมเป็นการ์ดผมไม่ได้กลัวความตาย นิสัยผมกล้าได้กล้าเสีย แต่วันนั้นผมกลัว ช่วงที่เขายิงน้องพยาบาล ช่วงสี่โมงเย็น ผมกลัวตายมาก ถามว่าทำไมถึงกลัวตายตอนนั้น ผมไม่ได้กลัวความตาย แต่ผมกลัวตายอย่างไม่มีศักดิ์ศรี ตายในสภาพแบบนั้น ตายโดยคนไทยด้วยกันยิงเรา นี่คือความเสียใจ คือความกลัวของผม ผมกลัวค่าชีวิตของผมมันไม่มีเลย

การต่อสู้ผมไม่เคยกลัว แต่ผมกลัวว่าการต่อสู้ที่สู้มาตลอดมันจะสูญหายไปเปล่าๆ กลัวการต่อสู้มันจะสูญหายไปกับเรา หายไปกับความตายของเรา

วันนั้นผมกลัวมาก กลัวตายโดยที่เราไม่มีทางจะต่อสู้ ไม่มีคำจะร้องขอ ไม่มีคำจะพูด สิ่งที่เราทำมามันหายไปกับเรา หายไปกับการต่อสู้ ผมเห็นน้องพยาบาลตายแล้วผมกลัว

เงินสองร้อย
สามโมงเช้าวันที่ ๒๐ พ.ค. ทางผู้นำเรา ส.ส. เขาบอกว่าให้ออกมาเถอะ ตอนนั้นบอกตรงๆ ว่าสภาพจิตใจเราอยู่ในอาการหวาดผวา เราไม่กล้าออกมากันเลย ไม่มีใครกล้าออกมาจากวัด ทางตำรวจเขาก็เลยบอกเอางี้ละกัน เขาจะตั้งแถว ยืนเป็นแถวสองข้างให้เราเดินออกไป เราถึงค่อยกล้าเดินออกไป

เดินไปก็เห็นศพนอนกันตรงนั้น ไม่มีผ้าอะไรสักอย่างมาบัง มีสาด (เสื่อ) ที่มวลชนให้เอามาปกศพ ตำรวจตั้งแนวสองฝั่งจากศาลาจนข้ามไปถึงสำนักงานตำรวจ ตอนนั้นก็ยังมีทหารยืนเล็งปืนอยู่เลย แล้วอย่างนี้ทำไมจะไม่ให้ประชาชนกลัว
ตำรวจยศนายพลนายพันทั้งนั้นมาส่งประชาชน ถ้าไม่มีตำรวจเราไม่กล้าออกมากันหรอก มันมีแต่ทหารทั้งนั้น พวกนั้นก็ยังเล็งปืนใส่ แต่ถ้าเรายังอยู่ในวัดก็ไม่ปลอดภัยแล้ว อยู่วัดก็ไม่ปลอดภัย ชีวิตนี้ไม่รู้จะเอาอะไรมาอธิบายความเลวร้ายได้เท่า อยู่เราก็คงจะตายกันหมด เราต้องออกมาให้ได้

ส.ส.และตำรวจทำให้เราอุ่นใจขึ้น ตอนนั้นอภิสิทธิ์โทรมาบอกว่าจะให้เงินกลับบ้าน ให้คนละสองร้อย ทุเรศไหม ถุย! เงินสองร้อยกับชีวิตกู ชีวิตเพื่อนกู เงินมึงสองร้อยก็แค่กาแฟสตาร์บัคแก้วเดียว

ไม่มีวันลืม
พูดแล้วขนลุก...!!!

ตอนที่มวลชนมาส่งเช้าวันนั้น ซึ้งใจมาก มาส่งกันหลายร้อยหลายพัน ประชาชนในกรุงเทพฯ มาส่งด้วยหยาดน้ำตา พวกเขาโบกมือลา อย่าลืมพวกเรานะ อย่าทิ้งคนกรุงเทพฯนะ มาส่งที่ด่านตอนปล่อยออกจากวัดปทุมฯ

วันนั้นเราเหมือนไม่ใช่คนไทย อุปกรณ์ของเราเขากองไว้เป็นภูเขา พวกธง เสื้อแดง ตีนตบ อะไรก็ตามที่เป็นเอกลักษณ์ของเรา เขายึดไว้ กองไว้ ทุกคนเห็นก็ร้องไห้ เราออกมาทั้งน้ำตา ทหารเขาจะพูดหยาบคายกับเรามาก กู มึง ไอ้เหี้ย เขาคิดว่าเราไม่ใช่คนไทย เราเป็นผู้ก่อการร้าย วันนั้นผมกลับมาด้วยความบอบช้ำที่สุดในชีวิต

ทุกวันนี้ภาพของเพื่อนที่โดนยิงยังติดอยู่ในตา ผมไม่เคยลืม (น้ำตาคลอ)

ผมไม่ได้กลับรถไฟ ผมเอารถมา ภาพเหล่านั้นมันไม่ได้หลอกหลอนผมนะ มันเป็นภาพแห่งความอาทร เพื่อนที่เสียชีวิต เพื่อนที่เสียชีวิต...

ภาพเหล่านั้นมันไม่ได้หลอกหลอนผมนะ มันเป็นภาพแห่งความอาทร...

ผมพูดไม่ได้สามสี่วัน เพราะคิดถึงทีไรมันก็อัดขึ้นมา เราเห็นกับตา เพื่อนโดนยิง ก่อนมาเราต่างคนต่างมา เราไม่ใช่เพื่อน เราไม่ใช่พี่น้อง เราไม่ใช่คนสายเลือดเดียวกัน เราต่างคนต่างมา ไม่ว่า อุบล อุดร ขอนแก่น มหาสารคาม คนปักษ์ใต้ต่างๆ แต่เราต้องเอาชีวิตมาจบบนผืนปูนซีเมนต์กรุงเทพมหานคร กลางใจเมืองหลวง

เขาตายโดยที่เขาไม่ได้สิทธิอะไรคืนไปสักอย่าง

ถามว่านี่คือภาพแห่งความเจ็บปวดไหม ไม่ใช่ครับ มันเป็นภาพของความอาทร บางคนก็กำลังจะแต่งงาน บางคนก็เพิ่งฐานะดีขึ้น บางคนก็มีลูก บางคนก็มีชีวิตที่อยู่ดีกินดีอยู่แล้ว แต่ต้องมาตายเพราะมาเรียกร้องสิทธิ เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเดียว

ภาพที่ผมเห็นก่อนจะออกจากกรุงเทพ ผมยืนมองดูที่ถนน ผมเห็นศพนอนแผ่อยู่ตรงนั้น ตรงนั้นไม่มีศพแล้ว แต่ผมยังเห็นพวกเขาอยู่ เขาอยู่ที่นั่น ผมจำได้ ผมเห็นว่าศพนอนกันอยู่ตรงไหนบ้าง จำตำแหน่งได้ ผมบอกกับเพื่อนว่า ไปดีนะ เราจะกลับบ้านก่อน วันหนึ่งเราจะกลับมา

ส่งท้าย
อยากแก้แค้นไหม...???

ผมไม่ได้มีความคับแค้นนะ แต่อยากให้ภาครัฐรู้ว่านี่คือประชาชน นี่คือประชาชน เราคือประชาชน
จริงครับ นี่คือประชาชน

ผมอยากให้เขารู้ว่า ผมก็อยากให้ประเทศชาติบ้านเมืองมีความสุขสงบ กลับไปสู่ความเจริญ ไม่ต่างกับคุณ แต่คุณต้องเอาความจริงออกมาพูด นี่แหละสิ่งที่ผมต้องการ แล้วความปรองดองมันจะเกิดขึ้น แต่ถ้าคุณปกปิด คุณไม่เคยยอมรับความจริง ความปรองดองมันเกิดขึ้นไม่ได้

ต่อให้เวลาผ่านไปจนผมอายุหกสิบปีเจ็ดสิบปี ผมก็ไม่ลืมว่าครั้งหนึ่งผมเคยเห็นภาพที่ไม่มีวันลืม

เราเคยเห็นภาพนั้น

ชั่วชีวิตผม ผมไม่เคยรู้สึกขนาดนี้ ผมไม่ได้มีความแค้น ไม่ได้เย็นชา แต่ผมรู้สึกอาทร สงสาร เพราะคนที่ตายที่นี่เขาไม่มีอาวุธอะไรเลยสักอย่าง รัฐยิงเขาได้ยังไง แล้วรัฐยังประโคมข่าวว่าเขาเป็นผู้ก่อการร้าย

แล้วผมจะจำไว้ด้วยว่าครั้งหนึ่งคุณอภิสิทธิ์เคยเป็นนายกฯ รัฐมนตรี แล้วคนไม่ได้ตายแค่ ๙๑ ศพ เพราะผมอยู่แนวหน้าผมรู้ คนตายมากกว่านั้น แต่ตอนนี้เรายังไม่มีหลักฐาน ผมไม่ต้องไปฟังใครพูดหรอก ใครจะพูดอย่างไร จะพูดยังไงไว้บ้าง ผมไม่จำเป็นต้องฟังหรอกครับ เพราะคนที่ออกมาพูดไม่เคยมีใครเห็น แต่ผมเห็น ผมรู้ว่าความจริงคืออะไร ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในสายตา อยู่ในหัวสมองผม ข้อมูลเหล่านี้มันจะหายไปได้ก็คือวันผมตายเท่านั้นเอง

 

ฝากไว้
แต่ก่อนเวลาผมเห็นเขามาชุมนุมกันในกรุงเทพฯ ผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเขาจะต้องมานอนกันกลางถนน แดดร้อน แต่เมื่อผ่านการชุมนุมครั้งนี้ ผมเข้าใจแล้วว่ามันเป็นสิทธิของประชาชน ถ้าเราไม่ได้รับความเป็นธรรม เราย่อมออกมาได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

ต่อไปหากจะมีการชุมนุม เรียกร้องอะไรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิอะไรก็ตาม ผมอยากให้พวกเราไตร่ตรองก่อนที่จะไปชุมนุม และอ่านแนวทางการสลายม็อบให้ดีว่าเขาจะสลายยังไง และดูว่าเราจะป้องกันตัวอย่างไรได้บ้างเพื่อที่เราจะได้ปลอดภัย เราจะได้ไม่ต้องสูญเสียชีวิตในครั้งต่อไป

การสลายม็อบมันมีหลายระบบ มาตรฐานสากลมันอาจมีหลายขั้นตอนสำหรับการสลายม็อบ แต่เมืองไทยเรามันมีระบบเดียวคือ กูจะยิงมึงให้ตาย เพราะฉะนั้น ถ้าจะไปม็อบก็ไตร่ตรองให้ดี อ่านข้อมูลข่าวสารให้ดี ดูวิธีสลายของรัฐบาลด้วยว่ามันจะสลายยังไง

หากมีชุมนุมคนเสื้อแดงอีกผมก็จะไปอีก ผมอยากพบเพื่อน อยากอยู่กับเพื่อน อยากเจอ อยากสู้ร่วมกัน ภารกิจในการต่อสู้ของเรายังไม่เสร็จ ถึงระยะเวลามันไม่มากแค่สองเดือน แต่เราเหมือนอยู่ร่วมกันมาเป็นสิบปี ก่อนจากกันเรากอดกันร้องไห้
เราต้องการเสรีภาพ ต้องการให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยและเดินต่อไปอย่างก้าวหน้า

หลายเดือนมาแล้วประชาชนเราได้หายไปจากประเทศ ถามว่ารัฐคิดอย่างไร เคยคิดไหมว่าเราอยู่กันยังไง -- เราอยู่กันด้วยคราบน้ำตา

ทุกวันนี้รัฐประโคมข่าวตลอดเกี่ยวกับบ้านเมืองถูกเผา ความสูญเสีย ประเทศเดินไปไม่สวย ผมไม่เถียง แต่ทุกวันนี้รัฐให้ความสำคัญกับภาคเกษตรแค่ไหน ผมจากบ้านนอกมา ผมเห็นใจพวกเขา

และผมก็อยากให้คนกรุงเทพฯ เขาอยู่ดีกินดี ก้าวสู่รอยยิ้ม กอดกันนะ ไม่อยากให้มีสี อยากให้คนไทยใส่เสื้อได้ทุกสี ไปทำบุญด้วยกัน ยิ้มให้กัน หัวเราะด้วยกัน
 

..............................................................................................................

 

หมายเหตุ: บทบันทึกนี้ มีทั้งสิ้น 5 ตอน ประชาไทจะทยอยนำเสนอต่อเนื่อง

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์