iLaw: 3G ความคืบหน้าที่ยังเป็นไปไม่ได้

รายงานจาก "iLaw" กรณีศาลปกครองสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ระงับการประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์เคลื่อนที่หรือเรียกกันทั่วไปว่า 3G ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)เปิดประมูล

ที่มาภาพ : Gonzalo Baeza Hernández

ในที่นี้จะมาทำความรู้จักว่าเทคโนโลยี 3G เป็นอย่างไร และเหตุใดที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้ระงับการประมูลชั่วคราว
 
หลายท่านอาจสงสัยว่า 3G คืออะไร คำว่า “G” หมายถึง “Generation” 3G จึงหมายถึง เทคโนโลยีการสื่อสารยุคที่ 3 ต่อจากยุคที่ 2 คือ 2G ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
 
ระบบเทคโนโลยีแบ่งได้เป็นตามยุค คือ         
       
1G - ระบบ Analog คือใช้สัญญาณวิทยุในการส่งคลื่นเสียง โทร.ออก - รับสายเท่านั้น ระบบ SMS ยังไม่มี
 
2G - ระบบ Digital เป็นการพัฒนาขึ้นมาสามารถ รับ-ส่งข้อมูลต่างๆและติดต่อเชื่อมโยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เกิดระบบ GSM ทำให้มีโทรศัพท์เครื่องเดียวใช้ได้ทั่วโลกหรือที่เรียกว่า Roaming ซึ่งยุคนี้เป็นยุคเฟื่องฟูของโทรศัพท์มือถือ เริ่มฮิต Download Ringtone , Wallpaper , Graphic ต่างๆ แต่ก็จะจำกัดอยู่ที่การ Downlaod Ringtone แบบ Monotone และ ภาพ Graphic ต่างๆก็เป็นเพียงแค่ภาพขาว-ดำที่มีความละเอียดต่ำเท่านั้น
 
2.5G - เป็นยุคก้ำกึ่งระหว่าง 2G และ 3G มีเทคโนโลยี GPRS (General Packet Radio Service)
 
2.75G – ก่อนถึงยุค 3G มีเทคโนโลยี EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution) ต่อยอดมาจาก GPRS ให้มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลได้สูงขึ้น
 
3G จึงเป็นเทคโนโลยีในยุคที่ 3 ที่พัฒนาต่อเนื่องจากปัจจุบันที่ใช้เทคโนโลยี 2G
 
การพัฒนาของ 3G จะช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายและคล่องตัวขึ้น ทำให้การใช้บริการมัลติมีเดีย และ ส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้น มีช่องสัญญาณความถี่ และ ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแอพพลิเคชั่น รวมทั้งบริการระบบเสียงดีขึ้น พร้อมทั้งสามารถใช้ บริการมัลติมีเดียได้เต็มที่ และ สมบูรณ์แบบขึ้น
 
เช่น บริการส่งแฟกซ์, โทรศัพท์ต่างประเทศ ,รับ-ส่งข้อความที่มีขนาดใหญ่ ,ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร, ดาวน์โหลดเพลง, ชมภาพยนตร์แบบสั้นๆ เทคโนโลยี
 
ความทันสมัยและอำนวยความสะดวกต่างๆ เหล่านี้ย่อมหนีไม่พ้นผลประโยชน์ที่มากมายมหาศาลจากการให้บริการที่จะเข้ามา จับจองประมูลเพื่อได้รับอนุญาตดำเนินกิจการ 3G
 
จากกรณีที่บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ฟ้องศาลปกครอง ให้ระงับการประมูลคลื่นความถี่ชั่วคราวนั้น
 
แต่เดิมการจัดสรรกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทยใช้ระบบสัมปทานซึ่งมีองค์กรที่ผูกขาดในประเทศไทยเพียง 2 องค์กรเท่านั้นนั่นคือ บริษัท ทศท. คอร์ปเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TOT (ซึ่งให้สัมปทานการใช้คลื่นความถี่แก่ AIS) และ บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (ซึ่งให้สัมปทานการใช้คลื่นความถี่แก่ DTAC และ TRUE)
 
ในรัฐธรรมนูญ พ. ศ.2540 ต้องการให้มีองค์กรอิสระเพื่อทำการจัดสรรคลื่นความถี่ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 จึงเกิดขึ้นทำให้มี คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.)
 
แต่รัฐธรรมนูญ พ. ศ.2550 ให้เหลือองค์กรเดียว คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นการควบรวมระหว่าง กทช. และ กสช.
 
ทั้งนี้เมื่อเกิด องค์กรอิสระอย่าง กทช. ทำหน้าที่นี่แทน CAT กับ TOT จะทำให้ CAT กับ TOT ที่แต่เดิมเป็นผู้ให้สัมปทานแก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ กลายเป็นต้องแข่งกับผู้ให้บริการรายอื่น อันทำให้องค์กรดังกล่าวซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจขาดรายได้ และเป็นผลเสียแก่รัฐ
 
บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT จึงฟ้องคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ต่อศาลปกครองให้ระงับการประมูลคลื่นความถี่ โดยอ้างว่า กทช. ไม่มีอำนาจตามกฎหมายให้เปิดประมูล เนื่องจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ 2540 และหลังจากการรัฐประหาร วันที่ 19 กันยายน 2549 รัฐธรรมนูญ 2540 ได้ถูกยกเลิกไป ทำให้พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ สิ้นผลไปด้วย
 
และตามมาตรา 305 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ก็กำหนดไว้ว่า ไม่ให้นำมาตรา 47 วรรคสอง มาบังคับใช้ ยังไม่ให้มีองค์กรอิสระมาจัดสรรคลื่นความถี่ จนกว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งเป็นองค์กรใหม่ ภายใน 180 วันนับแต่วันที่แถลงนโยบาย ซึ่งปัจจุบันล่วงเลยกว่า 180 วันแล้วยังไม่มีกฎหมายออกมาจัดตั้งดังกล่าวเลย
 
ทั้งนี้แม้ว่า พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ยังบังคับใช้ได้ กทช.ก็ไม่มีอำนาจตามกฎหมายเพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
 
เมื่อพิจารณาว่า พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ. ศ.2543 เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญคือพระราชบัญญัติที่ออกมาขยายความของรัฐ ธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เนื้อความมาตราในกฎหมายรัฐธรรมนูญมีมากเกินไป โดยปกติจะใช้ชื่อว่า “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย...” เสมอ ไม่ใช้ชื่อว่า “พระราชบัญญัติ...” เฉยๆ
 
โดยหลักแล้วเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใดถูก ยกเลิก พระราชบัญญัติที่ออกมาประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนั้นย่อมสิ้นผลไปด้วย เว้นแต่ว่าจะมีประกาศของคณะปฏิรูปให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมีผลต่อ ไป เช่น ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการการเลือกตั้ง การป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ เป็นต้น มาบังคับใช้
 
พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ. ศ.2543 จึงไม่ใช่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และยังมีผลบังคับใช้อยู่ดังเช่นพระราชบัญญัติทั่วไป ไม่ได้สิ้นผลไปตามรัฐธรรมนูญที่ถูกยกเลิกด้วย
 
ส่วนในประเด็นที่ว่าบทบัญญัติของ พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 47 หรือไม่นั้น ยังเป็นข้อกฎหมายที่ต้องถกเถียงและรอการตีความกันต่อไป
 
ระหว่างที่กำลังพิจารณาเรื่องนี้ ศาลปกครอง จึงสั่งระงับการประมูลไว้ชั่วคราวก่อน เพราะศาลปกครองเห็นว่าหากวินิจฉัยภายหลังว่ากฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 และ กทช. ไม่มีอำนาจจัดการประมูล แต่ในทางธุรกิจผู้ชนะการประมูลลงทุนไปมากและเปิดให้บริการกับประชาชนแล้ว ความเสียหายที่ตามมาอาจจะมากกว่าความเสียหายจากการที่ประชาชนต้องฝันค้างใน วันนี้ก็เป็นได้

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์