รายงาน: หยดน้ำตาหน้าคุก 22 เสื้อแดงอุดร กับ ข้อหาเผาศาลากลาง ฯ

 
บ่ายวันจันทร์ ศาลารอพบญาติในบริเวณศาลอุดรธานีคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเกือบ 30 ชีวิต ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย คนเฒ่าคนแก่ หลายคนมานั่งรอตั้งแต่เช้า เวลาล่วงเลยไปจนบ่ายแก่ ทุกคนยังนั่งรอบ้างก็ปูเสื่อนอนรออยู่ที่เดิม
บ่ายวันจันทร์ ก็คงเป็นวันธรรมดาอีกวันในชีวิตของใครต่อใคร แต่บ่ายวันจันทร์วันนี้มีความหมายเป็นพิเศษกับครอบครัวที่เฝ้ารอผลการไต่สวนคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินและคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุดรธานี พวกเขาเฝ้ารอว่าบุคคลผู้เป็นที่รักจะมีชะตากรรมเป็นอย่างไรหลังจากบ่ายนี้ผ่านพ้นไป
บ่ายวันจันทร์ โลกยังคงหมุนต่อไปและไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แผนปรองดองปฏิรูปยังดำเนินไปโดยได้รับการสนับสนุนจากผู้หลักผู้ใหญ่และนักวิชาการจำนวนมาก
91 ครอบครัวที่สูญเสียต้องหาหนทางมีชีวิตอยู่ต่อไป แม้ว่าบาดแผลในจิตใจจะยังไม่ได้รับการเยียวยา
ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์บางส่วนกลับมาเปิดให้บริการ
วัยรุ่นยอมเสียเวลาต่อแถวซื้อโดนัทยี่ห้อใหม่หลายชั่วโมง ทุกอย่างดำเนินไปเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
คนเสื้อแดง 22 คนยังคงถูกฝากขังด้วยข้อหาร้ายแรงที่มีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต หลายคนเป็นเพียงแค่คนมุงดูเหตุการณ์ บางคนเป็นพ่อค้าแม่ขายที่บังเอิญขายของอยู่ในบริเวณชุมนุม บางคนขึ้นพูดบนเวทีหลายวันก่อนหน้าวันที่ 19 พ.ค. และไม่แม้แต่จะอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น และทุกคนถูกจับจากหลักฐานภาพถ่ายและวีซีดีของตำรวจ ไม่ใช่การจับกุมในที่เกิดเหตุแต่อย่างใด
เมื่อผู้ต้องขังเข้าห้องไต่สวนไปแล้ว ผู้คนด้านนอกยังไม่ยอมนั่ง ยืนชะเง้อมองบรรยากาศในห้องไต่สวน เด็กชายคนหนึ่งปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนรั้วเหล็กตลอดทั้งบ่าย เพียงแค่อยากจะเห็นหน้าพ่อแม่ที่ถูกคุมขังทั้งคู่ หลายเสียงจากญาติผู้ต้องขังสะท้อนความเจ็บปวด ความเสียใจ ความคับแค้น จากความรู้สึกที่ว่ารัฐปฏิบัติกับพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรม
“ผมเป็นทหาร ตอนที่รบกับคอมมิวนิสต์ผมก็รบ ตอนนั้นผมเชื่อสุดใจว่าต้องทำเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทั้งที่ต้องรบกับคนไทยด้วยกัน ตอนนี้ผมไม่แน่ใจอะไรอีกต่อไปแล้ว แต่ถ้ารัฐบาลนี้ยังอยู่ ผมจะสู้เพื่อให้รัฐบาลนี้ออกไป แฟนผมแค่ขึ้นไปพูดบนเวทีวันที่ 17 พ.ค. วันที่ 19 พ.ค.ไม่ได้อยู่หน้าศาลากลางด้วยซ้ำ ถึงจะผิดก็ผิดแค่ฝ่าฝืน พ.ร.ก. แต่นี่เขาหาว่าปลุกระดม”
“ตอนนี้ก็ลำบาก เพราะแฟนเป็น อบต. เคยช่วยกันทำมาหากินสองคน ตอนนี้ก็เหลือเราเลี้ยงลูกอยู่คนเดียว ก็พยายามจะขายขนมจีน หัดทำเส้น แต่ไม่ง่ายนะ ทำไม่เป็นก็ไม่ออกมาเป็นเส้น ก็ลำบากแต่ก็ต้องสู้ บางทีมาที่ศาลหรือไปเรือนจำ เจ้าหน้าที่บางคนก็พูดกับเราว่า แฟนเป็นอบต.ก็รู้อยู่แล้วว่าอะไรถูกอะไรผิด ยังจะไปร่วมชุมนุมกับเขาอีก”
“เราไม่ได้สู้เพื่อท่านทักษิณ ถึงตอนนี้ไม่มีใครสู้ให้นักการเมืองแล้ว สู้เพื่อตัวเองกันทั้งนั้นแหละ สู้เพื่อประชาธิปไตย ถ้าส.ส.ไม่ดี ไม่ช่วยเหลือเรา อย่างเรื่องคดีนี่ก็เหมือนกัน ถ้าเขาไม่ช่วย เลือกตั้งคราวหน้าเราก็ไม่เลือกคนนี้ แต่เขาก็ช่วยเหลือ ช่วยหาทนายมาให้”   
“ถามว่าถ้าพรรคเพื่อไทยปรองดอง แล้วเราจะปรองดองด้วยไหม คนที่อยู่ข้างในก็ต้องอยากให้ปรองดองอยู่แล้วเพราะเขาอยากออกจากคุก อยากมาทำมาหากิน อยากอยู่กับครอบครัว แต่ถ้าพูดกันจริงๆ ต่อให้พรรคปรองดอง แต่ถ้าคนที่เจ็บ คนที่ตาย คนที่ถูกจับยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ชาวบ้านก็ไม่ยอมปรองดองหรอก”  
เมื่อการไต่สวนเสร็จสิ้นลงในเวลาเย็น ญาติผู้ต้องขังรุมล้อมทนายเพื่อซักถามว่าลูกชาย ลูกสาว สามี ภรรยา พ่อแม่ของพวกเขายังต้องถูกจำกัดอิสรภาพอีกนานแค่ไหน ผู้ต้องขังทั้ง 22 คนเดินออกจากห้องไต่สวนเพื่อขึ้นรถกลับเรือนจำ ผู้ต้องขังชายถูกตีตรวนที่ข้อเท้าทั้งที่เป็นคดีการเมือง ระหว่างพวกเขากับญาติมิตรครอบครัวมีรั้วเหล็กกั้นเอาไว้
ผู้ต้องขังชายคนหนึ่งเรียกเสียงเฮจากบรรดาญาติผู้ต้องขังด้วยการหอมแก้มภรรยาต่อหน้าทุกคน ผู้ต้องขังชายอีกคนรับลูกน้อยอายุ 1 ขวบจากมือภรรยาและเฝ้าหอมแก้มลูกชายอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งตำรวจผู้คุมบอกให้เดินไป หญิงสาวคนหนึ่งที่ผู้ชายของเธออาจจะโดนข้อหาร้ายแรงเนื่องจากมีภาพในวีซีดีเป็นหลักฐานว่าขว้างปาสิ่งของเข้าไปในศาลากลางที่เพลิงกำลังลุกไหม้ - ร้องไห้อยู่ตลอดเวลา เด็กชายคนเดิมที่นั่งอยู่บนรั้วเหล็กตลอดทั้งบ่าย มีโอกาสได้พูดคุยกับพ่อแม่ในท้ายที่สุด ไม่ว่าบทสนทนานั้นจะเป็นเรื่องอะไร ผู้เป็นแม่ต้องเดินไปขึ้นรถเรือนจำทั้งน้ำตา และเมื่อพ่อกับแม่เดินจากไป เด็กชายซบหน้าลงร้องไห้กับรั้วเหล็ก สะอื้นตัวโยนอย่างสุดกลั้น ผู้เป็นยายต้องเข้ามาปลอมประโลม ภาพที่เห็นทำให้คนรอบข้างหลายคนต้องเสียน้ำตาอย่างห้ามไม่อยู่
ผู้ต้องขังทั้งหมดขึ้นไปอยู่บนรถเรือนจำ หญิงสาวที่ร้องไห้ตลอดเวลายังคงไม่หยุดร้องไห้ เธอเดินตามมาข้างรถ เขย่งปลายเท้า เพื่อที่จะได้จับมือชายหนุ่มของเธอซึ่งอยู่หลังลูกกรงบนรถคันสูง เธอยืนอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งรถเคลื่อนตัวออกไป ถัดไปด้านหลัง หญิงชราอีกคนผู้ซึ่งเดินทางจากต่างอำเภอเพื่อมาฟังข่าวที่ว่า ลูกชายของเธออาจจะได้รับโทษร้ายแรงเช่นกัน ยืนมองรถเรือนจำเคลื่อนตัวออกไปด้วยสายตาแห้งผาก ไม่มีน้ำตา แต่ไม่มีใครรู้ว่าในใจของเธอกำลังคิดอะไรอยู่
บ่ายวันจันทร์ผ่านพ้นไป ทุกสิ่งทุกอย่างยังเหมือนเดิม รัฐบาลนี้ยังทำหน้าที่ต่อไปในสภา กองทัพยังมีบทบาทสำคัญในการเมืองไทย ผู้มีอำนาจยังเสวยสุขอยู่บนซากศพ หลายคนเดินช็อปปิ้งอยู่ในบริเวณที่ทำการล้อมปราบโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีแค่วันและคืนของผู้คนจำนวนหนึ่งที่ยังคงถูกจองจำ มีเพียงคราบน้ำตาของญาติผู้เสียชีวิตและผู้ต้องขัง มีเพียงความเจ็บปวดคับแค้นในคำพูดและแววตาของพวกเขาที่บอกให้รู้ว่า การต่อสู้ครั้งนี้ไม่มีวันสิ้นสุดจนกว่าความยุติธรรมและประชาธิปไตยจะเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง