ประชาชาติธุรกิจ: เปิดใจผ่านลูกกรง-กุญแจมือ สุชาติ นาคบางไทร ผู้ต้องหาคนล่าสุด "คดีหมิ่น-ม.112"

อดีตนักไฮด์ปาร์กผู้เปลี่ยนฐานะเป็นจำเลยในข้อหาฉกรรจ์ เขาเปิดใจสนทนา กับ "ประชาชาติธุรกิจ" ขณะที่ถูกพันธนาการกุญแจมือ ก่อนถูกนำขึ้นรถตำรวจไปยังห้องฝากขังของศาลอาญา และนำตัวไปยังเรือนจำ

 
 
หมายเหตุ: วันที่ color:black">8 พ.ย.53 เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ เผยแพร่บทสัมภาษณ์ นายวราวุฒิ ฐานังกรณ์ หรือ สุชาติ นาคบางไทร ประชาไทขอนำรายรายละเอียดมาเสนอต่อ ดังนี้
 

 000

ช่วงสายของวันที่ 1 พ.ย. 2553 ข่าวสำคัญอีก 1 ข่าวสำหรับ คอการเมือง คือตำรวจกองปราบปรามรวบตัว นายวราวุฒิ ฐานังกรณ์ หรือ สุชาติ นาคบางไทร ผู้ต้องหาคดี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ผู้ปราศรัย บนเวทีสนามหลวงของฝ่ายแดง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 
 
โดยการปราศรัยครั้งนั้น มีเนื้อหาที่ถึงขนาดทำให้นักการเมืองหลังเวทีไฮด์ปาร์ก รีบสตาร์ตรถเผ่นหนีออกจากจุดชุมนุม แทบไม่ทัน เพราะทุกคนที่เติบโตใน สังคมไทยย่อมเข้าใจว่า เนื้อหาเช่นนั้น เข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างแน่นอน
 
วราวุฒิ หรือสุชาติ เป็น 1 ในกลุ่มคนจากโลกไซเบอร์สเปซ ที่นัดหมายกันปรากฏตัว ณ สนามหลวง เพื่อต้านรัฐประหาร 2549 ในนามกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ก่อนที่นักการเมืองจะจัดตั้ง PTV ขึ้นมาใช้เฉพาะกิจแล้ว ยกเลิกไป เมื่อหมดประโยชน์
 
ต่อมากลุ่มคนวันเสาร์ฯแตกตัวเป็น คลับทักษิณ, นิวสกายไทยแลนด์ และสุดท้ายคือกลุ่มมดคันไฟ 
 
การจับกุมตัวขณะที่วราวุฒิ นัดหมาย กินข้าวกับลูกสาว ในห้างย่านประตูน้ำ ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่เขาไม่ปรากฏ ตัวมาเป็นเวลา 2 ปี 
 
เช้าวันที่ 2 พ.ย.2553 หลังนอนคุก โรงพักคืนแรกและคืนเดียว ณ ห้องขัง ของสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม เจ้าของพื้นที่สนามหลวง จุดเกิดเหตุ...
 
อดีตนักไฮด์ปาร์กผู้เปลี่ยนฐานะเป็นจำเลยในข้อหาฉกรรจ์ เขาเปิดใจสนทนา กับ "ประชาชาติธุรกิจ" ขณะที่ถูกพันธนาการกุญแจมือ ก่อนถูกนำขึ้นรถตำรวจไปยังห้องฝากขังของศาลอาญา และนำตัวไปยังเรือนจำ 
 
ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพบอกว่า "ผมปฏิเสธให้สัมภาษณ์นักข่าวหลายคน เนื่องจากไม่อยากให้ใครสนใจ ผมไม่ได้ต้องการเป็นข่าว ไม่อยากดัง ไม่อยากจะมีสื่อที่ไม่เข้าใจเจตนาของ ผมมาทำข่าว เพราะมันจะยุ่งยากและ ทำให้ครอบครัวของผมวุ่นวาย เพราะฉะนั้นผมมีความรู้สึกว่า ควรจะ ซอฟต์ ๆ และจบลง ดี ๆ..." 
 
ก่อนการตั้งคำถามเรื่องอนาคตหลังลูกกรง เขาบอกสถานภาพของเขาชัดเจน ไม่มีเป้าหมายเป็นนักการเมือง ไม่ได้เป็น นปช. และไม่เกี่ยวข้องกับ "ทักษิณ" 
 
- มีแนวทางในการต่อสู้คดีอย่างไร 
 
รับสารภาพ เพื่อให้โทษลดลงครึ่งหนึ่ง และหากทำความดี โทษก็จะเหลือน้อยลง 
 
- ได้ติดต่อกับแกนนำเสื้อแดง นปช. ที่อยู่ทั้งในคุกและนอกคุกหรือไม่ 
 
ผมเป็นคนละกลุ่มกับพวกเขา ...ไม่มีใครเอาผม ผมไม่ได้มีค่าอะไรสำหรับพวกเขา ...ผมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ได้ต่อสู้เพื่อเลือกตั้ง 
 
- การต่อสู้ที่ผ่านมา ทำเพื่อคุณทักษิณ ชินวัตร หรือไม่ 
 
ไม่เกี่ยวข้อง 
 
- มองคุณทักษิณอย่างไร
 
เป็นเหยื่อ...
 
- ที่ผ่านมาได้รับการติดต่อจากนักการเมือง หรือพรรคการเมืองหรือไม่
 
ไม่มีใครติดต่อผม และผมไม่ติดต่อใคร ผมอยู่คนเดียวมาตลอด 
 
- เหตุผลที่ไม่แก้ต่างในคดี แต่เลือกวิธีรับสารภาพเพราะอะไร
 
เป็นวิธีที่ดีที่สุด...ผมเห็นแนวทางที่ คุณสุวิชา ท่าค้อ และแม่หมอ (นางบุญยืน ประเสริฐยิ่ง) ปฏิบัติแล้ว เห็นว่าเป็นแนว ทางที่ดี ติดคุกประมาณ 2 ปี หรือไม่ถึง 2 ปี ...คิดว่าอยากไปช่วยครอบครัว เพราะฉะนั้นสรุปคือ เรายอมรับผิดดีกว่า...สั้น ง่าย สะดวก แล้วเราก็มาทำมาหากินเพื่อครอบครัว อันนี้น่าจะเป็นทางตรง เราอยู่...เราก็ไม่ใช่คนของใคร เราไม่ได้ทำงานเพื่อใคร ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะต้องไปลำบาก นี่เป็นเหตุผลที่แท้จริง และอีกอย่างหนึ่ง สิ่งที่เราพูด ที่เราทำ ถูกบันทึกวิดีโอไว้หมดแล้ว มันไปเปลี่ยนก็ไม่ได้ จะบอกว่าไม่พูด เป็นไปไม่ได้ ก็รับสารภาพไป 
 
แล้วผมเชื่อว่าศาลก็คงจะพิจารณาไปตามรูปคดีที่เกิดจริง ผมเชื่อตรงนั้นนะ ไม่งั้นผมจะเข้ามาทำไม ถ้าเข้ามาแล้วไม่ เชื่อก็... จริง ๆ ผมจะไม่ถูกจับก็ได้ ถ้าพูดตรง ๆ แต่ผมเลือกนะ อันนี้ผมพูดอีกครั้ง...โอเค ตำรวจเก่ง อันนี้ต้องยอมรับ... แต่อีกส่วนหนึ่งเราก็มาดูแลครอบครัว พอครอบครัวเราเข้าที่เข้าทางแล้ว เราก็รู้สึกว่าเราน่าจะถึงเวลาแล้ว เราก็เริ่มลดความเคร่งครัดของตัวเองลง เมื่อเริ่มลดความเคร่งครัดของตัวเองลง ก็ไม่ยาก ที่จะถูกจับได้
 
- ถ้าพ้นโทษแล้วจะกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกหรือไม่
 
ผมไม่เรียกว่าเคลื่อนไหวนะ ผมคงไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะว่าการเมืองกับผมก็ไม่ได้เกี่ยวกันเลยนะ ตั้งแต่ในอดีตจนมาถึงวันนี้ ผมก็ไม่ได้เรียกว่าเคลื่อนไหวเพื่อการเมือง
 
- สิ่งที่ทำนั้นเพื่ออะไร
 
เพื่อประเทศชาติ ประชาชน และเพื่อตัวผมเอง ไม่ได้เพื่อการเมืองของใคร ผมไม่ได้อยากเป็นนักการเมือง ผมไม่ได้อยากเป็น ส.ส. ผมไม่ได้อยากเป็นนายกฯ ผมอยากทำหน้าที่ต่อครอบครัว ดูแลครอบครัวผม... แต่เมื่อเราเห็นความไม่ถูกต้อง เราก็ออกมาแสดงความคิดเห็น แต่เมื่อเราทำแล้ว เราสรุปว่าเราทำไม่ได้ ในฐานะประชาชน เราทำมากไปกว่านี้ ไม่ได้หรอก
 
- ก่อนหน้านี้เคยลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. 
 
สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ เราทำมาหมดแล้ว ที่ประชาชนคนหนึ่ง มือเปล่า ตัวคนเดียว จะทำได้ นอกจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของคนอื่นแล้ว
 
ทางสุดท้าย ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง บวก ลบ คูณ หารแล้ว ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้ มีแต่เสีย เราไม่ได้สู้เพื่อเสีย เราไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อตาย เราไม่ได้อยากเป็นวีรชน เราไม่ได้อยากเป็นวีรบุรุษ... เหมือนอย่างเราเจอผัวเมียตีกัน อย่างน้อยเราก็แค่ห้ามไม่ให้ตีกัน พอเขาไม่ตีกันแล้วเราก็ จากไป เขาอาจจะมาตีกันอีกเรื่องของเขา แต่เราได้ทำหน้าที่ ณ เวลานั้นแล้วว่า เราเห็นมันไม่ถูกต้อง แต่เราคงไปห้ามเขาไม่ให้ตีกันตลอด เป็นไปไม่ได้หรอก เขาเป็นผัวเมียกัน เดี๋ยวเขาก็กลับมาตีกัน 
 
- ช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่ประเทศกัมพูชาหรือไม่ 
 
ไม่ได้อยู่ที่กัมพูชา 
 
- ได้ติดต่อกับคุณจักรภพ เพ็ญแข หรือไม่
 
ไม่ได้ติดต่อ
 
- ทราบข่าวหรือไม่ว่าคุณจักรภพ ไปไหนมาไหนอย่างไร
 
ไม่ทราบ ไม่รู้
 
- ช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางมากัมพูชา เคยได้พบปะกันหรือไม่ 
 
ไม่ได้พบ คือผมพยายามจะไม่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ทั้งเจตนาเดิม ปัจจุบัน และอนาคต และถ้าจะพูดให้ตรงเลยนะ นักการเมืองเขาก็ไม่ค่อยชอบผมหรอก (หัวเราะ) นี่ก็ต้องพูดตรงๆ เลย เพราะผมไม่ใช่คนที่สั่งได้ ไม่ใช่คนที่จะมีนาย ไม่พร้อมที่จะเป็นลูกน้องใคร เรียกใครว่านาย เรียกใครว่าท่านแล้วผมทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่วิสัยเลย
 
ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใครหลายคนพยายามจะไปผูกโยงให้ผมเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งโดยบังเอิญ ทั้งโดยเจตนา อะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าคุยกันตรง ๆ แล้ว เราไม่ต้องการ ผมกล้าพูดว่าเราไม่ต้องการ (การติดต่อ) ในขณะเดียวกัน ผมก็ยืนยันว่า เขา (นักการเมือง) ก็พูดคำเดียวกัน ... เขาก็ไม่ต้องการเราเหมือนกัน เพราะว่า เราไม่ได้ทำงานเพื่อเป้าหมายของคนอื่น (นักการเมือง) แต่เราทำงานเพื่อตัวเรา ประเทศชาติของเรา ส่วนประเทศชาติ ของคนอื่นเขาเป็นยังไง มันคนละภาพ กับของผม มันก็ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับเขา 
 
- มองการเคลื่อนไหวของ นปช. อย่างไร ขณะนี้แกนนำก็อยู่ในคุก
 
ผมไม่รู้... เขาไม่เคยให้ผมรู้ สรุป ผมให้เกียรติกลุ่มอื่นที่จะทำงาน ใครจะเคลื่อนไหวยังไงเป็นสิทธิของเขา เขารับผิดชอบชีวิตเขา เขาเอาชีวิตมาแลกคุกตะราง แลกกระสุน ก็เป็นสิ่งที่น่าขอบคุณ แต่ เป้าหมายที่แท้จริง วิธีการเป็นยังไง ผมไม่รู้ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่รู้ เราก็ไปพูดไม่ได้ 
 
- ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะปราศรัยอย่างที่พูดในคืนวันที่ 14 ตุลาคม 2551 หรือไม่ 
 
คงไม่พูดหรอก เราคงไม่พูดเพื่อจะให้มาติดคุก ไม่พูดแน่...
 
 
วันที่ 08 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4260  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 35
 
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์