ใบตองแห้งออนไลน์: คำสั่ง ‘หมิ่นเหม่’

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

และแล้ว ความผิดฐาน “หมิ่นเหม่” ต่อการหมิ่นสถาบัน ก็ได้รับการบัญญัติเป็นความผิดตามกฎหมาย โดยคำสั่ง ศอฉ.ฉบับที่ 141/2553 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน ประกอบคำโก่งคออธิบายย้อนหลังโดยไก่อู

หวนกลับไปอ่านคำสั่ง ดก.(ดังกล่าว) อีกหลายรอบก็ยังงุนงงไม่หาย “ห้ามบุคคลใดมีไว้ในครอบครอง หรือมีไว้เพื่อการจำหน่ายจ่ายแจก ซึ่งสินค้า เสื้อผ้า เครื่องอุปโภคบริโภค หรือวัตถุอื่นใด ที่มีการพิมพ์ เขียน วาดภาพ ถ่ายภาพ หรือวิธีอื่นใดที่ทำให้ปรากฏความหมายในลักษณะ ยั่วยุ ปลุกระดม สร้างความปั่นป่วน หรือก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชนโดยทั่วไป หรือเพื่อการกระทำหรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน”

เนี่ยนะที่อธิบายว่ามุ่งประเด็นเฉพาะ “หมิ่นเหม่จาบจ้วงสถาบัน”

มนุษย์ทั่วไปที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน อ่านข้อความ ดก.แล้ว ใครบ้างคิดว่าเป็นเรื่องจำกัดเฉพาะการหมิ่นสถาบัน

มนุษย์ทั่วไปที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน อ่านข้อความ ดก.แล้ว ย่อมตีความได้ว่าเป็นคำสั่งครอบจักรวาลที่ห้ามขายเสื้อ ขายรองเท้า หรือสินค้าอะไรก็แล้วแต่ที่ด่าทอโจมตีแสดงความเคียดแค้นทางการเมืองต่อฝ่ายตรงกันข้าม ดังที่เคยมีแม่ค้าเสื้อแดงขายรองเท้ารูปหน้ามาร์ค-เทือก จนตำรวจอยุธยาต้องใช้หมองขบคิดสร้างสรรค์ข้อหากันหัวปั่น

มนุษย์ที่ว่ายังรวมถึงอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งขอให้ ศอฉ.ทบทวนคำสั่ง แต่ ศอฉ.ไม่ทบทวน กลับออกมาอธิบาย แบบเขียนด้วยมือ อธิบายด้วยปาก คนละเรื่องกันเลย

กรณีดังกล่าวจึงมีคำอธิบายได้ 2 อย่างเท่านั้น คือผู้ออกคำสั่งไม่รู้จักใช้ภาษาคน หรือพลาดไปแล้วจึงแก้เกี้ยว

แต่มีกระแสข่าวยืนกรานว่าไม่ได้พลาด เจตนาตั้งแต่แรก ก็ยิ่งทำให้พิศวงว่าเหตุใด กองทัพจึงใช้ภาษาคนไม่เป็น หรือสมัยเรียน จปร.โดน “ซ๋อม” เสียจนสมองพิการสอบตกวิชาการสื่อสารกับมนุษย์ เขียนออกมาให้มนุษย์เข้าใจว่าห้ามขายรองเท้าแตะหน้ามาร์ค เพราะกลัวจะแตกไลน์ไปขายพรมเช็ดเท้า ผ้าอนามัย กระดาษชำระ พ่วงใบหน้าพลเอกอีกซัก 1-2 คน

แต่เอาละ ถ้าจะยึดเอาตามที่ท่านว่า (และให้อภัยกับการใช้ภาษาคนไม่เป็น) มุ่งเฉพาะ “หมิ่นเหม่จาบจ้วงสถาบัน” เช่นที่ ผบ.ทบ.อ้างว่ามีการขายซีดี คำถามก็คือถ้าซีดีนั้นหมิ่นสถาบัน ก็ทำไมไม่จับกุมดำเนินคดีตามมาตรา 112 ที่มีใช้อยู่แล้วล่ะ

มาตรา 112 โทษหนักกว่านะครับ คือติดคุก 3-15 ปี ขณะที่คำสั่งนี้เพียงกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ามีคนหมิ่นสถาบัน ก็ต้องจับกุมด้วยข้อหาที่มีโทษหนัก จะมาใช้คำสั่งที่มีโทษเบากว่าทำไม

หรือจะบอกว่ามันไม่หมิ่น แต่หมิ่นเหม่ เฮ้ย มีด้วยหรือ ไม่หมิ่น แต่หมิ่นเหม่ มันเป็นอย่างไรกันแน่ มีใครอธิบายได้ ความผิดฐานหมิ่นเหม่ แต่ไม่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เคยได้ยินแต่ข้ออ้างโมเมมาทำรัฐประหารของบิ๊กบัง ซึ่งภายหลังอัยการก็สั่งไม่ฟ้อง

ไม่หมิ่นก็ไม่หมิ่นสิครับ เวลาศาลตัดสิน มี 2 อย่างเท่านั้นคือหมิ่นกับไม่หมิ่น ติดคุกกับยกฟ้อง ยังมีข้อหาสำรองด้วยหรือ ถ้าศาลตัดสินว่าไม่ผิดมาตรา 112 ยังจะตามไปเอาผิดฐานหมิ่นเหม่ตามคำสั่ง ศอฉ.ก็เท่ากับไปขยายความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ตีความกันกว้างจนเกือบไม่มีขอบเขตอยู่แล้ว ให้ยิ่งคลุมเครือมากขึ้น

เอ้า ถ้าซีดีที่ ผบ.ทบ.อ้าง ไม่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่ผิดมาตรา 112 แล้วยังไงที่เรียกว่าหมิ่นเหม่ จาบจ้วง มนุษย์ทั่วไปที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนฟังแล้วไม่เข้าใจ เกินจะเข้าใจ มันซีดีแบบไหนกันแน่ (อยากหามาดูเพื่อเป็นกรณีศึกษาก็ไม่กล้า กลัวติดคุก)

แบบนี้กระมังที่นักกฎหมายเขาเรียกว่ากำหนดความผิดอาญาอย่างคลุมเครือด้วยถ้อยคำที่มีความหมายกว้าง ขัดต่อหลักการของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ ประชาชนผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่สามารถทราบถึงสิทธิเสรีภาพที่ตนพึงมี ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าการกระทำใดของตนผิดกฎหมายหรือไม่

เพราะมาตรา 112 ระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้ว “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

แล้วอะไรที่อยู่นอกเหนือจากนี้ ที่เรียกว่าหมิ่นเหม่ จาบจ้วง ชาวบ้านธรรมดาจะเข้าใจอย่างไร

แบบว่า-เอ้า แม่ค้าขายรองเท้าแตะหน้ามาร์ค ตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ผิดคำสั่ง ศอฉ. มาร์คต้องไปเอาเรื่องเอง แต่สมมติมีพ่อค้าขายเสื้อสกรีนถ้อยคำโจมตีพลเอกเปรมหรือองคมนตรีล่ะ จะเข้าข่ายหมิ่นเหม่ไหม (ตอบไม่ได้ ต้องให้คนไม่กลัวคุกทดลองดู ถ้าผิดก็จะรู้เมื่อโดน ศอฉ.จับ)

แบบว่า-สมมติอะไรก็ไม่ได้อีก เพราะเสี่ยงไปหมด แล้วจะเข้าใจได้ไงว่าอันไหนหมิ่นเหม่

ลำพังการตีความความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ใช้กันอยู่ ก็กว้างขวางคลุมเครืออยู่แล้ว ซ้ำยังห้ามถ่ายทอดข้อความที่ผู้พูดถูกกล่าวหาว่าหมิ่น เหมือนสนธิ ลิ้ม เอาคำพูดดา ตอร์ปิโด มาฉายซ้ำก็โดนข้อหาหมิ่นไปด้วย ฉะนั้น สังคมวงกว้างก็จะไม่รับรู้ว่าอะไรที่เรียกว่าหมิ่น เว้นแต่ศาลตัดสินว่าพูดอย่างนี้ไม่หมิ่นนะ จึงจะเอามาถ่ายทอดได้ ส่วนที่ศาลตัดสินว่าหมิ่นแล้ว ต้องเอาเทปปิดปาก แม้ใครอยากจะค้าน แสดงความไม่เห็นด้วยกับศาล เช่นนักกฎหมายบางคนเห็นว่าที่วีระ มุสิกพงศ์ พูดในอดีตนั้นไม่หมิ่น ก็ยกคำพูดมาโต้แย้งไม่ได้

เหมือนผมสงสัยว่าคนระดับนาวาตรีไปโดนข้อหาหมิ่นได้อย่างไร เพราะเจ้าตัวน่าจะรู้ว่าถ้ากล่าวพาดพิงในทางเสื่อมเสียก็ต้องโดน เขาโพสต์ข้อความอย่างไรแน่ อยากรู้ แต่ไม่มีใครบอกได้ เพราะขืนเล่าต่อๆ กันไปก็ติดคุกระนาว

แต่ก็มีคนบอกแบบคลุมเครืออยู่เหมือนกันว่า ที่ ศอฉ.ต้องการเอาผิด น่าจะเป็นการใช้ถ้อยคำแบบสัญลักษณ์ ซึ่ง ศอฉ.ตีความว่าเป็นการพาดพิง โดยใช้กันอยู่ในเฟซบุค หรืออยู่ในที่ชุมนุม แบบที่ ศอฉ.ประกาศจับผู้หญิง 2 คนถือป้ายข้อความ (ที่บอกไม่ได้อีกนั่นแหละว่าข้อความอะไร)

ปัญหาก็คือ เขาเล่าว่าการใช้ถ้อยคำเป็นสัญลักษณ์นี้ ไม่ได้มีแค่คำสองคำ แต่มีการคิดค้นใหม่เปลี่ยนไปเรื่อยจากคำนั้นเป็นคำนี้ ซึ่ง ศอฉ.ก็ตามจับไปเรื่อย ทั้งที่ถ้อยคำเหล่านี้ก็เป็นถ้อยคำธรรมดา คนธรรมดาก็พูดกัน แล้วเราๆ ท่านๆ จะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าคำนี้คำนั้นมันดันไปอยู่ในพจนานุกรมหมิ่น ถ้าเผลอใช้ไม่ติดคุกหัวโตเรอะ

แหม จะยกตัวอย่างก็ยกไม่ได้เพราะยังไม่อยากเข้าคุก แต่ลองเปรียบเทียบกับบุคคลธรรมดาอย่างอภิสิทธิ์ดีกว่า แม่ค้าขายรองเท้าแตะมีรูปหน้าอภิสิทธิ์ เข้าข่ายหมิ่นประมาทแน่นอน แต่สมมติแม่ค้าขายเสื้อยืด มีข้อความว่า “ไอ้หล่อสั่งฆ่า” “ไอ้หง่าสั่งยิง” หรือหยาบๆ คายๆ อย่างไรก็ตามโดยไม่มีชื่อหรือภาพอภิสิทธิ์ล่ะ คุณว่าหมิ่นไหม มันอาจ “หมิ่นเหม่” แต่จะตีความได้ไงว่านั่นหมิ่นอภิสิทธิ์

พันธมิตรก็ใช้ข้อความทำนองเดียวกันกับ “ไอ้เหลี่ยม”

ถ้าถ้อยคำเหล่านี้อยู่ในบริบทที่บรรยายพฤติกรรม เช่น “ไอ้หล่อทรราชย์สั่งฆ่าประชาชนที่ราชประสงค์” อย่างนี้ยังพอจะเอาความกันได้ว่าหมายถึงอภิสิทธิ์ แต่สมมติว่ามันเป็นแค่วลีที่ลอยๆ อยู่ บนเสื้อยืด บนป้ายผ้า เขียนตามผนัง เสาไฟฟ้า ตะโกนในที่ชุมนุม จะส่งให้ศาลตีความได้ไงว่า “หมิ่นเหม่”

หรือจะเอาเจตนาเป็นองค์ประกอบ เช่น ถ้าพวกเสื้อแดงใช้คำนี้ละก็ ผิดแหง แต่ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดาใช้ ไม่ผิด ก็เป็นปัญหาอีกว่าจะมีมาตรฐานทางกฎหมายได้อย่างไร

คำสั่ง ศอฉ.ฉบับนี้ จึงไม่มีความชัดเจนอะไรเลย ไม่สามารถยกมากางตีความได้ว่าอะไรคือความผิด อะไรคือหมิ่นเหม่ จาบจ้วง ทุกอย่างขึ้นกับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ซึ่งจะไปเที่ยวดูถ้อยคำหรือภาพวาดแปลกๆ ที่พวกเสื้อแดงใช้ในการชุมนุมแต่ละครั้ง แล้วตีความเอาว่าเป็นสัญลักษณ์หมิ่นเหม่ ใช้อำนาจ ศอฉ.จับกุมคุมขังไว้ก่อน ส่งขึ้นศาลแล้วศาลจะตีความอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แล้วจะมีอะไรเป็นหลักประกันคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะไม่กลั่นแกล้งให้ร้ายทางการเมือง

ขณะเดียวกันยังมีข้อกังขาว่า ถ้าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงหมดอายุแล้ว กองทัพจะทำอย่างไรในการ “ปกป้องสถาบัน” จะมีกฎหมายฉบับไหนออกมากวาดล้างจับกุมความผิดฐานหมิ่นเหม่อีก หรือจะปล่อยปละละเลยไป หรือจะแก้ไขมาตรา 112 ให้ครอบคลุมความหมิ่นเหม่ทั้งหมด

ซึ่งก็ยังมีคำถามว่าแล้วมันจะแก้ปัญหา แก้วิกฤติ ยุติการตอบโต้ ได้จริงหรือ

เพราะถ้ามองมุมกลับ คำสั่งนี้ก็แสดงความ “อับจน” ของกองทัพ กระทั่งต้องออกคำสั่งตีขลุมไว้ก่อน มิหนำซ้ำ ยังส่งผลลบกระทั่งถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ เปิดคางให้เห็นจุดอ่อนของผู้นำกองทัพชุดนี้ ซึ่งเป็นที่สงสัยว่าจะมีสติปัญญาและวุฒิภาวะเพียงพอต่อการรับมือกับวิกฤติที่จะทวีความรุนแรงขึ้นหรือเปล่า

ผมเชื่อมาตลอดว่าทหารน่ะไม่มีใครอยากทำรัฐประหารอีกหรอก เพราะรู้ดีว่ามีแต่จุดจบศพไม่สวย แต่การยืนหยัดในสถานการณ์คับขัน (ที่จะยิ่งคับขันขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงของการนับถอยหลังไปสู่ “จุดเปลี่ยน”) ต้องมีความหนักแน่น มั่นคง มีวุฒิภาวะ และเปิดกระโหลกให้กว้าง รู้จักมองโลกต่างมิติ ซึ่งไม่แน่ใจว่ามี

ปาหี่พันธมิตร

ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลผ่านสภาตามคาด ไม่มีอะไรตื่นเต้น ความสนุกสนานกลับมาอยู่ที่ม็อบพันธมิตรหน้าสภาเสียมากกว่า ตั้งแต่ประพันธ์ คูณมี เรียกร้องให้ทหารปฏิวัติ ทวงบุญคุณถ้าไม่มีพันธมิตรและรัฐประหาร 19 กันยา อภิสิทธิ์ก็ไม่ได้เป็นนายกฯ ส่วนมหาจำลองคุยว่าเป็นนักไล่นายกฯ มืออาชีพ ไล่มาแล้ว 3 คน คอยดูคนที่ 4 จะเป็นยังไง ให้มันรู้ไปว่าแผ่นดินนี้เป็นของใคร

ล่าสุดก็สนธิ ลิ้ม ด่า ปชป.ตระบัดสัตย์ เนรคุณ วิญญูชนจอมปลอม พูดจาสุภาพ พูดเก่ง ตัวประชาธิปไตย ใจเผด็จการ ฯลฯ (แหม พูดถูกใจทั้งนั้น)

เป็นเวทีที่ดูสนุกสุดสุดเลยครับ ดูไปหัวเราะไป ได้อารมณ์ขันยิ่งกว่าจำอวดเชิญยิ้ม ได้ข่าวว่าเขานัดกันใหม่วันที่ 11 ธ.ค.จะมาแบบ “ครบเครื่อง” ขอให้แน่ซักราย ดูซิว่าจะเหลือมวลชนแค่ไหน แต่ต่อให้ระดมเป็นหมื่นก็ไม่มีความหมาย บุกยึดทำเนียบยึดสภาก็อาจโดนลุยหัวร้างข้างแตกฟรี (แม้เขาคงไม่เอาถึงตาย) แกนนำพันธมิตรก็รู้ดีว่าสถานการณ์วันนี้กระแสไม่เข้าข้างตัวแล้ว

เว้นไว้อย่างเดียวคือหวังว่าทหารจะออกมารัฐประหาร แต่ถ้าทหารทำครั้งนี้ก็ไม่ใช่เพราะพันธมิตร อาจจะเพียงเอาเป็นข้ออ้าง ถ้าทหารจะทำก็เพราะกลัวอภิสิทธิ์เสื่อมความนิยมลงเรื่อยๆ จนเอาไม่อยู่ และถ้าทหารทำก็ไม่ใช่พันธมิตรจะเป็นพระเอกได้ต่อไป เผลอๆ จะโดนกวาดเข้าซังเตหมดเหมือนสมัยสฤษดิ์รัฐประหารตัวเองปี 2500 ซึ่งพวกสื่อและนักประชาธิปไตยส่วนหนึ่งที่หันไปเชียร์สฤษดิ์ล้มจอมพล ป.โดนสฤษดิ์ดัดหลังอย่างเจ็บแสบ

อาการของพันธมิตรที่แสดงออกอยู่ตอนนี้ เรียกได้ว่าเป็นอาการของพวกที่ขายวิญญาณให้ซาตานแล้วโดนดัดหลัง พันธมิตรซึ่งมาจากนักเคลื่อนไหวภาคประชาชน สื่อ นักวิชาการ ที่เคยเป็นปากเสียงของคนกรุงคนชั้นกลาง ขายวิญญาณประชาธิปไตยให้ขุนนางอำมาตย์ พอเขาครองอำนาจได้เบ็ดเสร็จก็ถีบหัวส่ง หรือไม่ก็แบ่งปันให้แค่เศษเดน จะมาร้องแรกแหกกระเฌอก็ไร้ความหมาย

การขายวิญญาณของพันธมิตรทำให้สูญเสียหลักการ อุดมการณ์ ของตัวเอง ที่เคยยึดถือ ขณะเดียวกันพันธมิตรยังหลงไปฝากความหวังไว้กับคนกรุงคนชั้นกลาง ซึ่งเอาเข้าจริงก็เป็นแค่พวกโลเลลมเพลมพัด ปลุกง่ายหน่ายเร็ว เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง ไม่ได้ยึดเหตุผลกันซักเท่าไหร่ ตอนที่ปลุกให้เกลียดทักษิณก็ดูเหมือนจะมีพลังอันยิ่งใหญ่ไพศาล ปานประหนึ่งสายธารเชี่ยวกราก ที่พร้อมจะกวาดล้างสังคมสามานย์ ก้าวไปสู่ “การเมืองใหม่ใสสะอาดปราศจากคอรัปชั่น” แต่หลังจากประเคนอำนาจให้ขุนนางอำมาตย์รับเหมาทำแทน ใช้เล่ห์กลภิวัตน์ตัดต่อจนได้มาร์ค-เนวิน คนชั้นกลางก็พึงพอใจกับ “วิญญูชนจอมปลอม พูดจาสุภาพ พูดเก่ง” แม้จะรู้ว่าไม่ได้ดีอย่างที่หวัง แต่กรูจะเอาแค่เนียะ ยอมรับความสามานย์ของการเมืองเก่าที่ยังเน่าเหมือนเดิมทุกอย่าง เพียงแค่เปลี่ยนหน้าผู้นำมาเป็นคนที่ถูกจริต

สายธารเชี่ยวกรากก็เหลือแต่ฉี่เด็ก คนชั้นกลาง “หายบ้า” กลับไปทำมาหากิน โดยไม่ได้ต้องการปฏิรูปประเทศไทยใดๆ ทั้งสิ้น ปฏิรูปทำไม อยู่อย่างนี้ดีแล้ว คนกรุงคนชั้นกลางมีปากมีเสียง มีช่องทางทำมาหากิน วิ่งเต้นเส้นสาย ฝากลูกเข้าโรงเรียน ทุจริตสอบเข้ารับราชการ เป็นเรื่องธรรมดาสามัญในสังคม แต่เราก็ยังมีคุณธรรมนะ เพราะเรารักในหลวง เรายกย่องเทิดทูนคนดี เราประณามพวกไร้ศีลธรรมทำแท้ง ขณะเดียวกันเราก็ดูละครหลังข่าวและกรี๊ดกร๊าดกับข่าวดาราแต่งงาน หมั้น บวช หรือท้องไม่มีพ่อ

คนชั้นกลางหายบ้าแล้ว เหลือแต่มวลชนพันธมิตรเดนตายที่ยัง “บ้า” อยู่ คือเป็นคนที่ยังข้นคลั่กไปด้วยอุดมการณ์ แต่เป็นอุดมการณ์อันสุดขั้วสุดโต่งและสะเปะสะปะ อย่างเช่นพวกข้าราชการเกษียณ คนเฒ่าคนแก่ความคิดอนุรักษ์นิยม ซึ่งโหยหาวันคืนเก่าๆ ที่พวกเขาเชื่อว่ามีแต่ความดีงามและศีลธรรมจรรยา เกลียดนักการเมือง เกลียดทุจริตคอรัปชั่น เกลียดวัฒนธรรมตะวันตก เกลียดประชาธิปไตยตะวันตก เกลียดโลกาภิวัตน์ เกลียดไปหมดจนตาค้างตายตาไม่หลับ เหมือนยายแก่ในเรื่องสั้นของหลู่ซิ่นที่บ่นว่า “มันเลวลงไปเป็นรุ่นๆ”

พูดไปก็ยิ่งสงสาร เพราะมวลชนพันธมิตรเริ่มต้นจากจิตใจที่ใสสะอาด แต่แกนนำดันไปขายวิญญาณระหว่างการต่อสู้ พอขายวิญญาณยกอำนาจให้เขาแล้ว สูญเสียพลังของคนชั้นกลางไปแล้ว ซ้ำยังทำให้ภาคประชาชนแตกแยก พันธมิตรจะเคลื่อนไหวอะไรก็เคลื่อนไม่ออก ไม่มีพลัง ไม่มีความหมาย

อย่าว่าโง้นว่างี้เลย แม้แต่พวก NGO ขุนนางวันนี้ก็ไม่เลือกข้างพันธมิตร เพราะ ครม.มีมติอัดงบให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยของอานันท์-ประเวศ ไปจุใจ 1,200 ล้านบาท สมมติพันธมิตรยึดสะพานมัฆวาฬ หมอศุภกร บัวสาย อดีตผู้จัดการ สสส.ก็คงไม่เดินเข้าไปบริจาคเงินให้ พธม.เหมือนตอนยึดทำเนียบ เพราะมาร์คเตรียมจะตั้งหมอศุภภรเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน หรือ สสส.การศึกษา (กองใหญ่กว่าเดิมเสียอีก ถึงได้คิดจะขึ้นภาษีบุหรี่)

พันธมิตรเคลื่อนไม่ออกเพราะสูญเสียหลักการและอุดมการณ์ของตนไปแล้ว หลังจากเลือกข้างขายวิญญาณ พันธมิตรไม่สามารถเคลื่อนไหวโดยอิงหลักการประชาธิปไตย อย่างเช่นการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หรือกระทั่งเรียกร้องให้มีการลงประชามติ พันธมิตรต้องแสวงหาจุดต่างกับรัฐบาลระบอบอภิสิทธิ์ โดยการชูอุดมการณ์ชาตินิยมสุดขั้วสุดโต่งยิ่งกว่า เพื่อจะรักษามวลชนของตนไว้ จึงหันมาคัดค้านการแก้ไขมาตรา 190 โดยอ้างว่าจะเสียดินแดนให้เขมร ซึ่งเป็นประเด็นที่สื่อไม่ถึงคนทั่วไป และไม่สามารถดิสเครดิตรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ว่า รักชาติน้อยกว่าจำลอง-สนธิ

พูดจริงๆ คนกรุงคนชั้นกลางไม่ได้มีอุดมการณ์ชาตินิยมจริงจังอะไรหรอก เป็นแค่อุดมการณ์ฝังหัวแบบฉาบฉวยมากกว่า เหมือนบอกว่าต่อต้านคนขายชาติก็ลุกฮือขึ้นเสียทีหนึ่ง แต่ตัวเองก็ยังซื้อของคาร์ฟูร์โลตัส เหมือนชุมชนต่อต้านโลตัสไปเปิดสาขาทำท่าเข้มแข็ง พอเปิดเข้าจริงหัวบันได(เลื่อน)ไม่แห้ง

ฉะนั้นเรื่องที่ปลุกให้เกลียดเขมรเกลียดฮุนเซนสมัยรัฐบาลออหมัก มันเป็นแค่การสร้างกระแสฉาบฉวย อาศัยความเกลียดรัฐบาลแล้วหาเหตุ แต่สมมติปีหน้ารัฐบาลอภิสิทธิ์พูดจาสุภาพพูดเก่ง ยอมให้ฮุนเซนขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยอ้างว่าส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน คนชั้นกลางก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรหรอก ต่อให้ทำข้อตกลงเนื้อหาสาระเดียวกับสมัย “ไอ้เหล่” ทุกประการ ดีเสียอีก จะได้ไปกอดฟ้ากอดน้ำกอดเมืองไทยกอดปราสาทพระวิหารแถมอีกรายการ

พันธมิตรเคลื่อนไม่ออก เพราะหลุดไปจากอารมณ์ร่วมกับคนชั้นกลางผู้ลมเพลมพัด และพันธมิตรยังเคลื่อนไม่ออก เพราะหลุดไปจากหลักการ พันธมิตรรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยไม่ได้ เพราะกลัวว่าอะไรที่เป็นประชาธิปไตยจะไปเข้าทางเสื้อแดงกับทักษิณ พันธมิตรต่อสู้เพื่อหลักสิทธิมนุษยชนไม่ได้ เพราะจะไปขวางทางการปราบเสื้อแดง พันธมิตรต่อสู้อเพื่อสถาปนาความยุติธรรมไม่ได้ เพราะตัวเองสนับสนุนตุลาการภิวัตน์

พันธมิตรจึงได้แต่พยายามรักษามวลชนเอาไว้ รักษากระแสกับคนชั้นกลางเอาไว้ ด้วยการปลุกความเกลียดชังทักษิณ จตุพร พรรคเพื่อไทย ไอ้เหลิม ฯลฯ และม็อบเสื้อแดงซ้ำซาก หัวข่าวหนังสือพิมพ์ในเครือพันธมิตร ในรอบ 5 ปี วนเวียนอยู่แต่การปลุกระดม ไล่ล่า เข่นฆ่า ลากไส้ เหยียบย่ำ เย้ยหยัน ฯลฯ สารพันจะสรรหา ถามว่าเมริงไม่เบื่อกันบ้างหรือไง เมริงไม่เบื่อคนอื่นเขาเบื่อ วนไปวนมา ย้ำคิดย้ำทำ นอกจากขาประจำสุดขั้วสุดโต่งที่คลุมโปงอยู่ด้วยกันแล้ว คนธรรมดาสามัญที่ไหนเขาจะอ่าน

พันธมิตรจึงตายสนิทแล้ว ตายไปทั้งๆที่มีมวลชนสุดขั้วสุดโต่งร่วมหัวจมท้ายอยู่หลายหมื่น แต่ก็แค่นั้น ไม่สามารถเข้าสู่กระแสสังคม กระแสคนกรุงคนชั้นกลาง นอกจากจะห้อยโหนระบอบอภิสิทธิ์ชนได้บางครั้งบางประเด็น เช่น การโหมกระหน่ำไล่ล่าทักษิณและเสื้อแดง แต่พันธมิตรไม่สามารถนำเสนอประเด็นของตัวเองได้ ไม่สามารถฉีกตัวเองออกจากระบอบอภิสิทธิ์ชนได้ แถมยังจะค่อยๆ ถูกถีบหัวส่ง เมื่อดูจากท่าทีของมาร์ค-เทือก ที่ตอบโต้อย่างอหังการ

พันธมิตรเพียงเหลือความหวังน้อยนิดริบหรี่ ว่าอาจจะมีทหารที่สุดขั้วสุดโต่งกลัวว่าอภิสิทธิ์เสื่อมแล้วกระแสประชาธิปไตยจะตีโต้ ในภาวะที่ใกล้ “จุดเปลี่ยน” จึงต้องทำรัฐประหาร เท่านั้นเอง แต่อย่างที่บอก ถ้าทหารทำรัฐประหารจริงก็ไม่เอาพันธมิตรไว้เป็นคุณพ่อหรอก

ใบตองแห้ง 95
26 พ.ย.53

ป.ล.ใบตองแห้ง 95 ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์อะไรนะครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิด ผมใช้ใบตองแห้ง 95 มาตั้งแต่ต้นเดือน เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นแกซโซฮอล์ หลังเกิดอาการ Transient Ischemic Attack ถึงจะโชคดีที่ไม่รุนแรง เล็กน้อยมาก แต่ต้องไปหาหมอ กินยาละลายลิ่มเลือด ยาคุมน้ำตาล ลดไขมันในเส้นเลือด และได้รับคำสั่งให้เลิกบุหรี่เด็ดขาด ซึ่งเอาเข้าจริงก็เลิกไม่ได้ ได้แค่ลด อด อยาก การต้องเขียนหนังสือในภาวะลด อด อยาก ทำให้รู้รสชาติของชีวิตแบบ สสส.นั่นคือชีวิตที่ไร้รสชาติ (ฮา) นอกจากนี้ยังต้องทำใจรับการเข้าสู่ “เฟสสุดท้ายของชีวิต” คือจะใช้ชีวิตแบบนอนดึก ตื่นสาย นั่งหน้าแป้นพิมพ์ดีดพร้อมควันบุหรี่โขมงและกาแฟหอมกรุ่น ไม่ได้อีกแล้ว จะกินอะไรตามใจปากก็ไม่ได้อีกแล้ว ...แกซโซฮอล์ชัดๆ เลย

ป.ล.ที่สอง มีเพื่อนพ้องบอกว่าที่ผมเสนอให้ล่ารายชื่อขอลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญยกเลิก สว.สรรหา นั้นช้าเกินไป ก็จริงครับ ผมไม่ใช่แกนนำการเคลื่อนไหวเลยไม่ได้กางตารางดูล่วงหน้า แต่ถ้าคิดว่าทฤษฎีของการเคลื่อนไหวคือ บางครั้งนัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่เป้าหมาย แต่อยู่ที่ตัวการเคลื่อนไหว ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ สมมติเช่นระหว่างปิดสมัยประชุม ก็เริ่มการล่ารายชื่อ โดยไม่จำเป็นต้องนำโดยพรรคเพื่อไทย จตุพร หรือจำกัดเฉพาะคนเสื้อแดง แต่แยกกันล่ารายชื่ออย่างกว้างขวาง แต่ละจังหวัด สมมติ “คนกรุงเทพฯต้องการมี สว.มากกว่า 1 คน” “คนอยุธยาต้องการมี สว.มากกว่า 1 คน” แต่ละจังหวัดหารายได้ชื่อได้เป็นหมื่นๆคน มันก็จะเป็นการเคลื่อนไหวคู่ขนาน ที่กดดันกระบวนการสรรหา สว.ชุดใหม่ของบรรดาขุนนางอำมาตย์ มันอาจจะไม่สำเร็จ ไม่มีผลทันที แต่ก็จะสร้างกระแสตรวจสอบ จับตา วิพากษ์วิจารณ์ หรือกระทั่งปฏิเสธ ไม่ยอมรับ การสรรหา สว.ที่ไม่มีที่มาจากปวงชนชาวไทย นั่นแหละคือเป้าหมาย
........................
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์