รายงาน: งานเยียวยาที่แตกต่าง เจาะชีวิตตำรวจเหยื่อชายแดนใต้

 
เจาะชีวิต 3 ตำรวจชายแดนใต้ เหยื่อของความไม่สงบ สิทธิและและการเยียวยาที่แตกต่าง ต้องเป็นข่าวถึงจะได้รับการดูแล
 
 “ผมไม่ได้ลำบาก ไม่ได้ขายสวนยางมารักษาตัวอย่างที่เป็นข่าว” ‘ส.ต.อ.ธีระพงศ์ คงสวัสดิ์’
 
ถนนสายเล็กๆ ที่ตัดจากถนนใหญ่สายระแงะ – นราธิวาส เข้าหมู่บ้านโคกโก ตำบลลำภู อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ปรากฏด่านรักษาความปลอดภัยตั้งเรียงรายอยู่เป็นระยะๆ
 
ที่นี่เป็นชุมชนชาวไทยพุทธขนาดใหญ่ ตลอดเส้นทางเข้าออกหมู่บ้านมีทั้งโรงเรียนและวัดประจำหมู่บ้าน เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูฝน ทำให้ทั่วทั้งหมู่บ้านดูเงียบเหงาวังเวงผิดปกติ หญิงชราและเด็กๆ หลายคนที่มีเวลาเล่นอยู่กับบ้านในช่วงปิดเทอม ก็ได้แต่นั่งจมเจ่าอยู่หลังม่านฝน ภายในประตูบ้านของตัวเอง
 
ห่างจากถนนใหญ่เข้ามา 4 กิโลเมตร มีทางตัดเข้าซอยเล็กๆ สู่เขตสวนผลไม้รกครึ้ม โดยมีบ้านหลังหนึ่งซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบอยู่ภายใน
 
ท่ามกลางบรรยากาศอันสงบ เด็กเล็กๆ ชายหญิงสองคนชักสีหน้าแปลกใจต่อการมาเยือนของคนแปลกหน้า ก่อนจะวิ่งหนีหายเข้าไปในบ้าน
 
ครู่หนึ่ง ‘ยายแดง’ ซึ่งต่อมาทราบชื่อว่า ‘นางหนูแดง หวังสุข’ อายุ 78 ปี เจ้าของบ้านก็ออกมาต้อนรับ พร้อมกับบอกว่า ‘เป้าหมาย’ ที่ผู้มาเยือนต้องการพูดคุยด้วยไม่อยู่
“แอ้มไปโรงพยาบาล ค่ำๆ ถึงจะกลับ” เธอกล่าว
 
แอ้ม คือชื่อเล่นของ ‘ส.ต.อ.ธีระพงศ์ คงสวัสดิ์’ อายุ 31 ปี ผู้บังคับหมู่(ผบ.หมู่)หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) ตำรวจภูธร จังหวัดนราธิวาส
 
แอ้ม ถูกระเบิดจนกระดูกไขสันหลังแตก กลายเป็นคนทุพลภาพมายาวนานกว่า 5 ปีแล้ว
 
เหตุเกิดขณะที่แอ้มกำลังเดินเท้าลาดตระเวนดูแลเส้นทางรถไฟ ในพื้นที่บ้านโคกสยา หมู่ที่ 5 ตำบลกาวะ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส โดยคนร้ายนำระเบิดมาวางใต้รางรถไฟ แรงระเบิดทำให้ไม้หมอนรถไฟอันหนึ่งหลุดจากรางและกระเด็นใส่กลางหลังของแอ้มอย่างแรง
 
แพทย์โรงพยาบาลสุไหงปาดีแจ้งว่า กระดูกไขสันหลังของแอ้มแตกไป 1 ข้อ เป็นสาเหตุให้เขากลายเป็นคนพิการต้องนั่งรถเข็นมาตั้งแต่นั้น
 
หญิงชราบอกว่า อาการของ ส.ต.อ.ธีระพงศ์เริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ เริ่มลุกขึ้นยืนได้ และใช้ไม้เท้าค้ำยันเดินเหินไปมาได้บ้างแล้ว
 
เมื่อผู้มาเยือนผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่ได้พบกับเจ้าตัว แต่ในวันรุ่งขึ้น เสียงโทรศัพท์จาก ส.ต.อ.ธีระพงศ์ ก็ดังขั้น
 
ตำรวจหนุ่มเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงใสแจ๋วว่า อาการของตนดีขึ้นมาก ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการทำกายภาพบำบัด แม้ยังไม่รู้ว่าจะหายเป็นปกติอีกหรือไม่ แต่ก็ดีกว่า ต้องชีวิตบนรถเข็น
 
พูดไปซักพักน้ำเสียงของตำรวจหนุ่มยิ่งเคร่งเครียด เขาบอกว่า ข่าวที่สื่อมวลชนนำเสนอเรื่องราวของตนก่อนหน้านี้ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมาก เพราะตัวเองไม่ได้ลำบากอย่างที่ปรากฏในเนื้อหาข่าว
 
ข่าวที่ว่าพาดหัวว่า “ชีวิตสุดรันทดของตำรวจแดนใต้ที่ถูกทอดทิ้งหลังปฏิบัติหน้าที่ไร้ผู้เหลียวแล” พร้อมโปรยข่าวว่า “เผยชีวิตสุดรันทด ส.ต.อ.ธีระพงค์ ผบ.หมู่ นปพ.นราธิวาส ... ปัจจุบันไร้ผู้เหลียวแล จึงต้องขายสวนยางมรดก 15 ไร่ เพื่อจ่ายเป็นค่าพาหนะไปพบแพทย์ เพราะเบิกจากทางการได้เฉพาะค่ายา วอนผู้ใจบุญยื่นมือเข้าช่วย”
 
ข่าวนี้ถูกนำเสนอทางเว็บไซด์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2553
 
“ผมไม่ได้ลำบากขนาดนั้น ข่าวออกไป ทำให้ผมถูกมองไม่ดี ตอนนี้อยากอยู่เงียบๆ มากกว่า และอีกอย่าง ผมก็ไม่ได้ถูกราชการทอดทิ้ง ยังมีตำแหน่งอยู่ใน นปพ.เหมือนเดิม ส่วนเรื่องขายที่ดินมารักษาตัวนั้น จริงๆ ต้องการขายอยู่แล้ว ไม่ได้เอามารักษาตัวผมอย่างเดียว ยังเอาไปใช้จ่ายทั่วไปในครอบครัวด้วย”
 
ตำรวจหนุ่มบอกว่า ได้ปรึกษาเพื่อนตำรวจด้วยกันว่า ควรอยู่เงียบๆ ดีกว่านำเสนอเรื่องราวตัวเองออกไป เพราะอาจทำให้ผู้บังคับบัญชาไม่สบายใจ ตัวเองไม่ได้ลำบากลำบนอะไร มีเงินเดือนราชการหล่อเลี้ยงชีวิต พอใช้พอจ่ายเป็นค่าเดินทาง ส่วนการรักษาตัวก็สามารถเบิกได้ตามปกติ
 
สำหรับการเยียวยานั้น ส.ต.อ.ธีรพงศ์เปิดเผยว่า เขาได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นจากทางศูนย์เยียวยาจังหวัดเป็นจำนวน 50,000 บาท จากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ จำนวน 200,000 และยังมีเงินของกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ตำรวจ อีกเดือนละ 10,000 อยู่ราวหนึ่งปีครึ่ง แต่หลังจากนั้นก็หายไป โดยที่ตนเองก็ไม่ได้ติดตามถามเหตุผล
 
เมื่อรวมกับเงินเดือนตำรวจจากต้นสังกัดอีกจำนวนหนึ่ง เขาบอกว่า เขาอยู่ได้ การรักษาตัวนั้นค่ายาก็เบิกได้ตามสวัสดิการ ส่วนค่าเดินทางนั้นก็ไม่กระทบแต่อย่างใด เพราะตอนนี้ไปพบแพทย์แค่ปีละสองครั้งเท่านั้น ด้านการทำงาน เขาเข้าไปรายงานตัวเพื่อทำงานที่ต้นสังกัดแค่ครั้งหรือสองครั้งต่ออาทิตย์เท่านั้น ไม่มีปัญหาสำหรับตนเอง
 
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีข่าวออกไป ทำให้มีผู้ต้องการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ล่าสุดคือโรงเรียนของศาสนาคริสต์แห่งหนึ่งในภาคเหนือโทรศัพท์มาสอบถามหมายเลขบัญชีเพื่อจะโอนเงินมาช่วยเหลือ
 
“ผมปฏิเสธไปครับ เพราะไม่อยากใช้ความเจ็บป่วยของตัวเองเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์” ส.ต.อ.ธีระพงศ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
 
ส่วนอาการล่าสุด ตำรวจหนุ่ม บอกว่า เวลาเดินยังต้องใช้ไม้ค้ำและต้องใส่รองเท้าที่หมอตัดให้โดยเฉพาะ
 
“ตอนที่โดนระเบิดใหม่ๆ หมอบอกว่า นั่งรถเข็นได้ก็ดีแล้ว แต่ตอนนี้ ดีกว่าที่หมอบอกเยอะเลย เดินกับไม้ค้ำได้ แต่ข้อเท้าขยับไม่ได้ ส่วนสภาพจิตใจตอนนี้ ปกติดี”
 
นี่เป็นน้ำเสียงล่าสุดของตำรวจหนุ่มที่ดูขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับข่าวที่ออกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเขายืนยันอีกครั้งว่า ไม่ต้องการให้เป็นข่าว และไม่ต้องการความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกแต่อย่างใด
 
“หากไม่มีสื่อ ผมคงไม่มีวันนี้...” ของ‘จ่าตอลา’
 
จ่าตอลา หรือ ด.ต.อับดืออายิ ดือราบู
 
กรณีของ ส.ต.อ.ธีรพงศ์ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกรณีของ ด.ต.อับดืออายิ ดือราบู อายุ 48 ปี ผบ.หมู่งานปราบปราม สถานีตำรวจภูธร(สภ.)สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส
 
ด.ต.อับดืออายิ ดือราบู ถูกคนร้ายตามประกบยิงจนกลายเป็นอัมพาตครึ่งตัว เขาถูกสื่อฉบับเดียวกันนำเสนอในประเด็นการเรียกร้องความเป็นธรรมในเรื่องการช่วยเหลือเยียวยา พาดหัวว่า “ด.ต.เหยื่อโจรใต้วอนรัฐอย่าทอดทิ้ง - ภรรยาสุดล้าดูแล 5 ชีวิตแทน” ทางเว็บไซด์เดียวกัน เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2553
 
ด.ต.อับดืออายิ หรือที่รู้จักนาม ‘จ่าตอลา’ เล่าว่า หลังจากสื่อนำเสนอข่าวออกไป เขาก็ได้รับการประสานเรื่องเงินเยียวยาทันที
 
วันรุ่งขึ้น พล.ต.ต.ชัยทัต อินทนูจิตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด(ผบก.ภ.)นราธิวาส ได้เดินทางมาเยี่ยมพร้อมด้วย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร(ผกก.สภ.)ยี่งอ และตำรวจติดตามอีก 9 คันรถ โดยมอบเงินช่วยเหลือให้ 2,000 บาท
 
หลังจากนั้น 3 วัน พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ผบ.ศชต./ผบ.ศปก.ตร.สน.) เดินทางเยี่ยมถึงบ้านด้วยเฮลิคอปเตอร์ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือ 20,000 บาท
 
หลังจากสื่อนำเสนออกไป 10 วัน ปลัดจังหวัดนราธิวาสได้เดินทางมามอบเงินให้จำนวน 450,000 บาททันที ซึ่งเป็นเงินช่วยเหลือก้อนใหญ่ สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุพลภาพ โดยไม่ต้องลาออกจากราชการตามเงื่อนไขเดิม
 
ก่อนหน้านั้น จ่าตอลา ได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นจากศูนย์เยียวยาจังหวัดนราธิวาส มาแล้ว 50,000 บาท และอีก 200,000 บาท จากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หลังจากได้รับการรักษาอาการบาดเจ็บไป 3 เดือน
 
เขาย้อนถึงเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่า เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2553 ขณะออกเวรจากการปฏิบัติหน้าที่ สภ.สุไหงโก-ลก และเดินทางมุ่งหน้ากลับบ้านพักที่อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส โดยได้ขับขี่รถกระบะส่วนตัว มีภรรยานั่งคู่มาด้วย
 
เมื่อถึงที่เกิดเหตุบนถนนบริเวณหมู่บ้านสายกำปงปีแซ - บ้านกูแบบาเดาะ หมู่ที่ 4 ตำบลลูโบ๊ะบายะ อำเภอยี่งอ มีคนร้าย 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบ ก่อนใช้ปืนสั้นยิงใส่ กระสุนถูกบริเวณลำตัวทำรู้สึกชาทั้งตัว เขากัดฟันขับรถยนต์พ้นที่เกิดเหตุมาอีก 500 เมตร กระทั่งมาสลบบริเวณหน้าบ้านพัก
 
จากนั้นชาวบ้านได้นำตัวส่งโรงพยาบาลในเวลาต่อมา และถูกส่งไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ม.อ.) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
 
รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ม.อ.ประมาณ 1 เดือน แพทย์วินิจฉัยว่า บาดแผลเข้าแขนขวา ทะลุปอด กระดูกแตกและทับเส้นประสาท กระสุนฝังใน ไม่สามารถผ่าเอากระสุนออกได้ และหากผ่าออกจากอัมพาตทั้งตัว
 
ทุกวันนี้ของ ด.ต.อับดืออายิต้องนั่งอยู่บนรถเข็นดัดแปลงขึ้นเอง พร้อมกับพกปืนสั้นประจำกาย โดยบริเวณหน้าบ้าน มีทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ.และอาสาสมัครรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ อรบ.มายืนคุ้มกันรักษาความปลอดภัยให้ตลอดทั้งวันและทั้งคืน โดยการสั่งการของผู้ใหญ่บ้าน
 
เขายอมรับว่า สาเหตุที่ตัวเองถูกตามล่าสังหารนั้น เป็นเพราะการปฏิบัติหน้าที่ ที่ไปกระทบกับการทำงานของขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่ จนต้องส่งชุดปฏิบัติการมาตามเก็บตนในที่สุด แต่ก็ไม่สำเร็จ
 
“ก่อนหน้านั้น 3 - 4 เดือน ตอน 8 โมงเช้ามีคนมาที่หน้าบ้านสองคน ตะโกนเรียกชื่อผม ลูกสาวผมอยู่ในบ้าน แต่ไม่ขานรับ เขาจึงเทเลือดไว้ที่ข้างบ้าน โชคดีที่ตอนนั้นผมอยู่สุไหงโก-ลก ปกติจะกลับถึงบ้าน 8 โมงเช้าทุกวัน แต่วันนั้นกลับมาถึงบ้าน 11 โมง วันนั้นถ้าผมตรงเวลา ผมตายแน่นอน เขาถล่มบ้านผมแน่ หลังจากนั้นผมก็ระวังตัวมากขึ้น แต่ก็พลาดจนได้”
 
หลังจากรักษาตัวนานนับเดือน เขาก็เริ่มยอมรับกับการสูญเสียการเคลื่อนไหวของอวัยวะเบื้องล่างทุกส่วน แต่ก็ยังพยายามทำกายภาพบำบัดอยู่เสมอ สัญญาณที่ดีคือขาทั้งสองข้างไม่ลีบเล็กเหมือนคนอื่นๆ ที่เป็นอัมพาต อาจเป็นเพราะกระสุนที่ยังทับเส้นประสาทค้างอยู่ที่บริเวณกระดูกสันหลัง
 
แพทย์บอกว่า ต้องรอให้มันเคลื่อนที่เอง จึงจะผ่าตัดออกได้ หากยังสงบนิ่งอยู่ก็ไม่อาจผ่าตัดได้ เพราะเสี่ยงสูงที่จะทำให้อัมพาตทั้งตัว
 
ตอนนี้สภาพจิตใจของ ดต.อับดืออายิดีขึ้นมาก อาจเป็นเพราะได้รับการดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้บังคับบัญชาเป็นอย่างดี
 
แต่เขาก็บอกว่า “ทั้งหมดนี้ต้องขอขอบคุณสื่อมวลชนที่นำเสนอเรื่องราวออกไป”
 
“ถ้าไม่ได้สื่อ ผมไม่มั่นใจว่าจะได้รับการดูแลอย่างนี้หรือเปล่า ก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่ศูนย์เยียวยาบอกผมว่า หากจะรับเงินก้อนสำหรับผู้ทุพลภาพ ผมต้องลาออกจากราชการเสียก่อน ผมรับเงื่อนไขนั้นไม่ได้”
 
“ผมเป็นตำรวจมาทั้งชีวิต อยู่ๆ จะทิ้งผมไปโดยไม่สนใจ ผมรับไม่ได้ แต่ก็รู้มาว่า หลังจากสื่อออกข่าวไป ทาง ผอ.ศอ.บต.(ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) ได้แจ้งมายังศูนย์เยียวยาจังหวัด บอกว่าให้เงินเยียวยาไปเลย ไม่ต้องให้ลาออก ผมขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้”
 
ดต.อับดืออายิ บอกว่า ถึงตอนนี้ ตนเองสบายใจแล้ว สภาพจิตใจที่ดีขึ้น เพราะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากภาครัฐ โดยเฉพาะต้นสังกัดที่ไม่ทอดทิ้ง มีเงินเดือน 18,000 บาท เบี้ยเสี่ยงภัยเดือนละ 2,500 บาท แม้จะถูกตัดเบี้ยเลี้ยงรายวันออกไป ก็ยังถือว่าสมเหตุสมผล
 
ส่วนลูกๆ ทั้ง 4 คนก็มีอนาคตรองรับ เพราะได้รับเงินทุนการศึกษาทั้งรายเดือนและรายปีจนเรียนจบปริญญาตรี โดยผบ.ศชต.ยังบอกว่า ยังจะมีเงินจากสมาคมแม่บ้านตำรวจ จากมูลนิธิสายใจไทย และกองทุนสงเคราะห์ปฏิบัติการพิเศษตามมาอีก
 
“เรื่องแบบนี้เราก็ไม่อยากให้เกิด แต่ถ้าเกิดแล้วก็ต้องทำใจ เราทุ่มเทเสียสละให้ราชการมาทั้งชีวิต พอเราต้องบาดเจ็บและสูญเสีย เขาก็ต้องมาช่วยเรา ผมไม่คิดเสียใจที่โดนแบบนี้ เพราะเราก็ทำเต็มที่แล้ว ไม่มีใครอยากให้ผลออกมาแบบนี้ ผมยังหวังว่าสักวันหนึ่งผมจะหายปกติ และจะออกไปสู้ต่อ”
 
“ตอนนี้ก็ขอให้เพื่อนตำรวจด้วยกันระมัดระวังตัว เงินเยียวยาไม่คุ้มค่าหรอก ไม่มีอะไรมาทดแทนสิ่งที่เราสูญเสียได้ ตอนนี้ที่ผมทำใจได้ คือยอมรับกับสิ่งที่เป็นอยู่” ด.ต.อับดืออายิ กล่าวก่อนจะสำทับทิ้งท้ายอีกครั้งว่า
 
“หากไม่มีสื่อ ผมคงไม่มีวันนี้...”
 
 
4 ปีที่ยังไม่หายเจ็บของพ.ต.ท.วรรณะ บุญชัย
 
พ.ต.ท.วรรณะ บุญชัย ต้องนอนพักรักษาตัวมาเป็นเวลาเกือบ 4 ปีแล้ว หลังจากถูกกลุ่มก่อความไม่สงบลอบยิงในพื้นที่จังหวัดยะลา โดยมีนางสุวรรณี ผู้เป็นดูแล
 
บ้านเลขที่ 40 ที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้หลังนี้ มักมีผู้คนมากหน้าหลายตา เดินทางมาเยี่ยมเยือนอยู่บ่อย แต่ละคนมักเห็นชายชรายืนกวาดขยะบ้าง ตัดแต่งกิ่งไม้หน้าบ้านบ้าง แต่เป้าหมายของผู้มาเยือนไม่ใช่คนนี้ ทว่าเป็นหนุ่มใหญ่วัยกลางคนที่นั่งๆนอนๆ อยู่บนเตียงรูปทรงแปลกตาที่ระเบียงบ้าน
 
มาเยือนของแขกผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจบารมี มักมีข่าวนำเสนอทางสื่อมวลชนทุกครั้ง และมาพร้อมกับการช่วยเหลือดูแลอย่างคนพิเศษ นอกเหนือจากสิทธิที่ต้องได้รับอย่างปกติและไม่ขาดสาย
 
บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในซอย แถบชานเมืองตรัง พื้นที่หมู่ที่ 8 บ้านโคกหล่อ ตำบลโคกหล่อ อำเภอเมือง ซึ่งเป็นบ้านของนายผิน กับนางสุวรรณี บุญชัย สองผัวเมียวัยเกิน 70 ปี ส่วนหนุ่มใหญ่ที่ว่า คือ พ.ต.ท.วรรณะ บุญชัย บุตรชายที่ทั้งสองคนต้องช่วยกันดูแลตลอดทั้งวันทั้งคืน เพราะยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
 
เช่นเดียวกับลูกสาวอีก 2 คนที่ต้องสลับสับเปลี่ยนกันช่วยเหลือดูแลพี่ชาย ที่ยังอยู่ระหว่างรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ไม่สงบในดินแดนไกลบ้านถึงเกือบ 300 กิโลเมตร
 
พ.ต.ท.วรรณะ บุญชัย คือหนุ่มใหญ่คนนั้น เป็นผู้มีตำแหน่งรองผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดน(ผกก.ตชด.)ที่ 44 ค่ายพญาลิไท จังหวัดยะลา ถูกกลุ่มก่อความไม่สงบซุ่มยิงตอนเทียงวันที่ 1 กุมภาพันธุ์ 2550 กระสุนนัดเดียวตัดเส้นเลือดใหญ่ที่ส่งไปเลี้ยงสมอง อาการสาหัส แต่สุดท้ายก็พ้นขีดอันตรายมาได้
 
พ.ต.ท.วรรณะ ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ม.อ.) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาอยู่นาน 3 เดือน จึงกลับมารักษาตัวต่อที่บ้าน ด้วยสภาพที่แขนขาไม่มีเรี่ยวแรง จะขยับตัวซักทีก็ต้องมีคนอื่นคอยช่วยเหลือ จะนั่ง จะนอน ก็ต้องมีคนช่วยประคองทุกครั้ง
 
คนที่ต้องดูแลใกล้ชิดที่สุด ก็คือนางสุวรรณี ผู้เป็นแม่ ที่นอกจากตั้งคอยช่วยประคองแล้ว ยังต้องช่วยเช็ดหน้า เช็ดตา บีบนวด หรือย้ายเตียง เพราะกลางคืนต้องตอนบนเตียงในบ้าน พอเช้ามาก็ย้ายออกมานอนบนเตียงนอกบ้าน ซึ่งเป็นเตียงที่ถูกออกแบบเฉพาะ ให้คนป่วยสามารถออกกำลังแขนขาได้ ซึ่งนางสุวรรณี บอกว่า ทางเน็คเท็ค(NECTEC) หรือ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ทำมาให้โดยเฉพาะ
 
แม้นางสุวรรณี ต้องอยู่ใกล้ชิดอยู่ตลอด เพราะพ.ต.ท.วรรณะร้องเรียกหาอยู่ตลอด แต่ก็ยังมีน้องสาวของพ.ต.ท.วรรณะอีก 2 คน คือนางสาวสงบ บุญชัย อายุ 48 ปี กับนางสาวผ่องศรี บุญชัย อายุ 46 ปี มาสลับกันช่วย ส่วนเวลาที่เหลือก็คือเข้าครัวการทำกับข้าวกับออกไปซื้อของใช้ในบ้าน
 
ส่วนพ่อผินก็ชราภาพมากเกินกว่าที่จะมาช่วยคนอื่นได้ ขณะที่น้องอีก 2 คน ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกัน
 
เวลาผ่านไปเกือบ 4 ปีแล้ว อาการบาดเจ็บค่อยๆดีขึ้น ซึ่งพ.ต.ท.วรรณะ บอกว่า เพิ่งเดินเองได้มา 1 ปีแล้ว แต่ต้องใช้ไม้เท้าและต้องค่อยๆ เดิน แต่ยังเจ็บแขนซ้ายอยู่ ตั้งแต่ต้นแขนลงไป เจ็บมาก เจ็บตลอด บางวันเจ็บมาก บางวันเจ็บน้อย
 
“หมอบอกว่า อาการเจ็บแขนเกิดจากสมองที่ถูกกระทบกระเทือน และยังต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาล ม.อ.ทุกครั้งตามนัด ซึ่งทุกครั้งเมื่อถึงเวลานัดจะมีเฮลิคอปเตอร์มารับตัวไป นัดต่อไปเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งค่ารักษาทั้งหมดรัฐดูแล” นางสุวรรณี กล่าวเสริมด้วยสีหน้าเศร้า พร้อมเอาฝามือลูปหน้าปาดเหงื่อไปด้วย
 
แม้ต้องเดินทางไปหามอตามนักทุกครั้ง แต่ก็ยังต้องรักษาด้วยหมอพื้นบ้านด้วย ด้วยการให้หมอนวดพื้นบ้านมานวดแขนของพ.ต.ท.วรรณะทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ด้วย ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 11 โมง
 
นางสุวรรณี บอกว่า “เราต้องเดินทางไปรับไปส่งหมอนวดเอง จากอำเภอย่านตาขาว และต้องจ่ายค่าหมอวันละ 300 ถึง 500 บาท”
 
พ.ต.ท.วรรณะ บอกว่า ทุกวันนี้ไม่ได้กังวลอะไรแล้ว เพียงแต้ต้องการให้หายเจ็บเท่านั้น
 
“เรื่องตำแหน่งหน้าที่นั้นยังเหมือนเดิม ยังได้เงินเดือนตามปกติ และเงินช่วยเหลือเยียวยาอีกเดือนประมาณ 10,000 บาท แต่ต้องทำเรื่องลาพักรักษาตัวครั้งละ 3 เดือน”
 
พ.ต.ท.วรรณะ อายุ 49 ปี เป็นลูกชายคนโต จากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 5 คน โดยมีลูก 2 คน คนโตเป็นสาวกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 คนรองเป็นลูกชายกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 คน ส่วนภรรยาเป็นข้าราชการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
 
ทุกวันนี้ พ.ต.ท.วรรณะ ต้องอยู่อาศัยที่บ้านของพ่อแม่ ส่วนบ้านหลังใหญ่ของตัวเองที่อยู่ไม่ไกล เพิ่งสร้างเสร็จไม่นานก่อนถูกยิง ก็มีเพียงลูกทั้ง 2 คน ที่ใช้เป็นที่หลับนอน
 
นางสาวสงบ น้องสาวคนรอง บอกว่า เดิมตนเองมีอาชีพขายขนมจีนในตลาด เมื่อพี่ชายบาดเจ็บ ก็ต้องหยุดขายเพื่อมาช่วยแม่ดูแลพี่ชาย จึงทำให้ไม่มีรายได้เข้ามา เงินที่ใช้จ่ายในบ้านจึงเอามาจากเงินเก็บของครอบครัว ส่วนพ่อกับแม่ได้เพียงเงินผู้สูงอายุคนละ 500 บาทต่อเดือน
 
แม้น้องสาวทั้ง 2 คน ยังไม่มีครอบครัวของตัวเองให้เป็นภาระ แต่ก็พร้อมใจที่ช่วยเหลือพ่อแม่และพี่ชายของตัวเองอย่างเต็มที่
 
ทุกวันนี้แขกผู้มาเยือนก็มักได้ลิ้มรสขนมเจาะหูแสนอร่อยฝีมือของสองสาวทุกครั้ง บวกกับกำลังใจและกายที่ดีขึ้นเป็นลำดับของพี่ชาย

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์