นิติราษฎร์ฉบับที่ 9 วรเจตน์ ภาคีรัตน์: ตุลาการภิวัตน์กับการบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการ

เผยแพร่ครั้งแรกที่ เว็บไซต์นิติราษฎร์

ตุลาการภิวัตน์ในความหมายที่ให้ศาลแผ่ขยาย บทบาทมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๔๙ ผู้ที่นำเสนอความคิดนี้ได้พยายามนำเอาหลักการตรวจสอบการใช้อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหารโดยองค์กรตุลาการอันเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของการปกครอง ในนิติรัฐมาอธิบายสนับสนุนบทบาทของศาลในการตัดสินคดีสำคัญ ๆ ซึ่งกระทบกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อันที่จริงแล้ว การที่องค์กรตุลาการทบทวนตรวจสอบการใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารโดย เกณฑ์ในทาง “กฎหมาย” โดยตระหนักรู้ถึงขอบเขตแห่งอำนาจของตน ตระหนักรู้ถึงภารกิจและความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยของตนย่อมไม่ใช่เรื่อง ประหลาด การตีความกฎหมายไปในทางสร้างสรรค์ สนับสนุนสิทธิเสรีภาพของราษฎร การตีความกฎหมายให้คุณค่าต่าง ๆ ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญอันเป็นรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยปรากฏขึ้น เป็นจริงย่อมเป็นสิ่งที่วิญญูชนได้แต่สนับสนุน

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่เรียกว่า ตุลาการภิวัตน์ (หรือที่บางท่านเรียกว่า ตลก.ภิวัตน์) ในประเทศไทยก็คือ...

การตัดสินคดีหลายคดีในช่วงระยะเวลานับ ตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เรื่อยมาจนกระทั่งหลังการรัฐประหาร ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เป็นการตัดสินคดีที่องค์กรตุลาการ (ผู้พิพากษา ตุลาการ) เข้าทบทวนตรวจสอบการใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรือตรวจสอบบรรดาบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในทางการเมืองโดยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ ที่ถูกต้องเป็นธรรมจริงหรือไม่ การกล่าวอ้างสิ่งที่เรียกว่าตุลาการภิวัตน์ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการให้คุณค่า ในถ้อยคำดังกล่าวด้วยว่าเป็นสิ่งที่ดี หรือเป็นตัวแทนของคุณธรรมความดีงามทั้งปวง (ดังที่ภิกษุบางรูปเปรียบเทียบตุลาการภิวัตน์ว่าคือธรรมาธิปไตย) ในที่สุดแล้วจะมีผลเป็นการปิดปากผู้คนไม่ให้ตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์การใช้ อำนาจตุลาการซึ่งแสดงออกในคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลหรือไม่ ผู้ที่เสนอหรือสนับสนุนกระแสความคิดเรื่องตุลาการภิวัตน์ในบริบทของการ ต่อสู้ทางการเมืองที่มีขอบข่ายกว้างขวาง ครอบคลุมไปในทุกอณูของสังคมดังที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้แน่ ใจได้อย่างไรว่าการเรียกร้องให้ศาลขยายบทบาทออกไปเพื่อตอบสนองความต้องการ ทางการเมืองของตนนั้นจะไม่ทำให้ศาลใช้โอกาสนี้ปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากความ ผูกพันต่อกฎหมายและความยุติธรรมไปด้วย และในที่สุดแล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าตุลาการภิวัตน์ไม่ใช่เสื้อคลุมที่สวม ทับการบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

ในระบบกฎหมายไทย ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติความผิดฐานบิดเบือนหรือบิดผันการใช้อำนาจ ตุลาการ (ตลอดจนความผิดฐานบิดเบือนกฎหมาย) เอาไว้ การบิดเบือนหรือการบิดผันการใช้อำนาจตุลาการ คือ การที่ผู้พิพากษาหรือตุลาการใช้หรือตีความกฎหมายไปในทางที่ผิดโดยเจตนา พิพากษาคดีไปในทางให้ประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือให้ร้ายแก่คู่ ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การใช้หรือการตีความกฎหมายไปทางที่ผิดอย่างประสงค์จงใจดังกล่าวถือว่าเป็น อาชญากรรมอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามพึงเข้าใจว่าการที่ผู้พิพากษาหรือตุลาการใช้หรือตีความกฎหมาย อย่างไม่ถูกต้องหรือยากที่คล้อยตามได้ยังไม่พอที่จะถือว่าผู้พิพากษาหรือ ตุลาการผู้นั้นบิดเบือนกฎหมาย มิฉะนั้นแล้วย่อมจะกระทบกับความเป็นอิสระของตุลาการ และอาจจะทำให้เกิดการฟ้องร้องผู้พิพากษาหรือตุลาการโดยง่ายอันจะทำให้ในที่ สุดแล้ว บรรดาคดีความต่าง ๆ จะหาจุดสิ้นสุดไม่ได้

การวินิจฉัยว่าผู้พิพากษาหรือตุลาการใช้อำนาจ ตุลาการอย่างบิดเบือนในทางที่เป็นประโยชน์หรือเป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก แต่อย่างใดก็ตามการพิเคราะห์ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ตลอดจนเหตุผลที่ปรากฏในคำพิพากษาก็สามารถทำให้เรารู้ได้ว่าผู้พิพากษาหรือ ตุลาการผู้นั้นบิดเบือนกฎหมายหรือใช้อำนาจตุลาการอย่างบิดเบือนหรือไม่ กรณีที่ปรากฏในต่างประเทศ เช่น ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาเพื่อ ประโยชน์แก่บุตรสาวของตนทั้ง ๆ ที่คดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองและผู้พิพากษาผู้นั้นไม่สามารถ ตัดสินคดีได้ เนื่องจากถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดี

ในทรรศนะของผู้เขียน การบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ผู้พิพากษาหรือ ตุลาการถูกสั่งการให้พิจารณาพิพากษาคดีไปทางใดทางหนึ่ง และผู้พิพากษาหรือตุลาการยอมดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีไปตามนั้น ทั้ง ๆ ที่การปรับบทกฎหมายหรือการตีความกฎหมายเช่นนั้นเห็นได้ชัดว่าผิดพลาดอย่าง ชัดแจ้ง หรือผู้พิพากษาตุลาการมีอคติ เกิดความเกลียดชังคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอคติหรือความเกลียดชังดังกล่าวอาจเป็นมาจากอิทธิพลหรือกระแสความรู้สึก นึกคิดของคนในสังคม หรืออิทธิพลจากสื่อมวลชนก็ได้ ภายใต้อิทธิพลหรือกระแสดังกล่าวดังกล่าวนั้น ผู้พิพากษาหรือตุลาการจึงดำเนินกระบวนพิจารณาโดยคัดเลือกเฉพาะข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานที่สอดคล้องกับผลของคดีที่ตนต้องการเข้าสู่การพิจารณา ตัดข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานตลอดจนพยานบุคคลที่จะทำให้เห็นความจริงของคดี ออกไปโดยอำเภอใจ และในที่สุดแล้วจึงพิพากษาคดีไปตามที่ตนต้องการนั้น

ปัญหาหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอในการ วินิจฉัยว่าผู้พิพากษาหรือตุลาการบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการหรือไม่ ก็คือกรณีที่การดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีนั้นกระทำในรูปขององค์คณะ และปรากฏว่าผู้พิพากษาหรือตุลาการบางท่านในองค์คณะนั้นได้ออกเสียงไปในทาง คัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการฝ่ายข้างมากที่บิดเบือนกฎหมายหรือบิดเบือนการ ใช้อำนาจตุลาการ แต่ในที่สุดแล้วก็ร่วมลงชื่อในคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยนั้นด้วย ในกรณีเช่นนี้จะถือว่าผู้พิพากษาหรือตุลาการผู้นั้นบิดเบือนการใช้อำนาจ ตุลาการด้วยหรือไม่ เรื่องนี้มีความเห็นในทางตำราแตกต่างกันออกเป็นสองแนว แนวแรกเห็นว่าผู้พิพากษาหรือตุลาการที่ออกเสียงคัดค้านผู้พิพากษาหรือ ตุลาการฝ่ายข้างมากที่บิดเบือนกฎหมายหรือบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการไม่มี ความผิดฐานบิดเบือนกฎหมายและไม่ถือว่าเป็นผู้สนับสนุน ถึงแม้ว่าจะร่วมลงชื่อเป็นองค์คณะด้วยก็ตาม เพราะได้ออกเสียงคัดค้านไปแล้ว อีกแนวหนึ่งเห็นว่าผู้พิพากษาหรือตุลาการฝ่ายข้างน้อยดังกล่าวกระทำความผิด ฐานเป็นผู้สนับสนุนการบิดเบือนกฎหมาย แม้ว่าจะออกเสียงคัดค้านฝ่ายข้างมากไว้ก็ตาม เนื่องจากหากผู้พิพากษาหรือตุลาการฝ่ายข้างน้อยไม่ร่วมลงชื่อในคำพิพากษา หรือคำวินิจฉัยด้วยแล้ว คำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยที่บิดเบือนกฎหมายย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ ผู้เขียนเห็นด้วยกับความเห็นหลัง เพราะผู้พิพากษาหรือตุลาการในองค์คณะที่เห็นการบิดเบือนกฎหมายหรือบิดเบือน การใช้อำนาจตุลาการซึ่งเป็นการกระทำความผิด ย่อมต้องมีหน้าที่ต้องปฏิเสธการกระทำความผิดนั้น (ส่วนประเด็นที่ว่าผู้พิพากษาตุลาการฝ่ายข้างน้อยดังกล่าวสมควรถูกลงโทษหรือ ไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่ง) อย่างไรก็ตามความผิดฐานนี้ไม่ได้รับการบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาของไทย และหากจะมีการบัญญัติเรื่องดังกล่าวขึ้นในอนาคต ก็ควรที่จะบัญญัติประเด็นที่กล่าวถึงนี้เสียให้ชัดเจน

ควรตั้งไว้เป็นข้อสังเกตด้วยว่าการป้องกันไม่ ให้ผู้พิพากษาตุลาการบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการนั้น ไม่ได้อยู่ที่การกำหนดความผิดฐานดังกล่าวไว้ แต่อยู่ที่การจัดการปลูกฝังอุดมการณ์ประชาธิปไตยและการจัดโครงสร้าง องค์กรตุลาการที่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตยเป็นสำคัญ การกำหนดความผิดฐานดังกล่าวย่อมจะไร้ประโยชน์ หากผู้พิพากษาตุลาการไม่ได้รับการปลูกฝังกล่อมเกลาให้เห็นในคุณค่าของการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตย หากยังปรากฏว่าการจ่ายสำนวนเข้าองค์คณะนั้น ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนแน่นอนซึ่งกำหนดไว้ล่วงหน้า หากปรากฏว่ากลไกการคัดเลือกผู้พิพากษาตุลาการนั้นยังเป็นระบบปิด ฯลฯ ด้วยเหตุนี้การอภิปรายถึงความชอบธรรมทางประชาธิปไตยขององค์กรตุลาการจึงเป็น ความจำเป็นอย่างยิ่งในเวลานี้

การแสดงออกซึ่งอำนาจตุลาการ ไม่ว่าจะในลักษณะของการเป็นองค์กรคุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ ธรรมนูญ (ศาลรัฐธรรมนูญ) องค์กรตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองหรือการคุ้มครองสิทธิ ของปัจเจกบุคคลจากการล่วงละเมิดโดยอำนาจปกครอง (ศาลปกครอง) หรือองค์กรวินิจฉัยชี้ขาดคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีอื่น (ศาลยุติธรรม) ผู้พิพากษาหรือตุลาการไม่อาจแสดงออกซึ่งอำนาจตุลาการตามอำเภอใจเพื่อตอบสนอง ข้อเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวงได้ ไม่ว่ากลุ่มผลประโยชน์นั้นจะยิ่งใหญ่สักเพียงใดก็ตาม การใช้อำนาจตุลาการพิจารณาพิพากษาคดี ผู้พิพากษาตุลาการจะต้องผูกพันตนต่อกฎหมายและความยุติธรรม และต้องสำนึกและตระหนักอยู่เสมอว่าอำนาจตุลาการที่ตนกำลังใช้อยู่นั้น โดยเนื้อแท้แล้วเป็นของประชาชน

หากข้อเสนอที่เรียกว่าตุลาการภิวัตน์ หน้าฉากคือข้อเรียกร้องให้ศาลแผ่ขยายบทบาทเข้าไปแก้ปัญหาทางการเมือง โดยอ้างอิงหลักการจากประเทศที่เป็นนิติรัฐ หลังฉากคือข้อเรียกร้องให้ศาลใช้อำนาจทางกฎหมายเข้าจัดการกับปรปักษ์ทางการ เมืองของตนโดยอ้างหลักกฎหมายจากต่างประเทศอย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ และไม่ได้คำนึงถึงลักษณะโครงสร้างของอำนาจตุลาการของไทยว่ามีพัฒนาการมา อย่างไร ตลอดจนไม่ได้คำนึงถึงโครงข่ายความสัมพันธ์ของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองโดย เฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองในระดับบนแล้ว คำว่า “ตุลาการภิวัตน์” คงมีความหมายเท่ากับ “การบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการ” ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายถือว่าเป็นความผิดอาญาเท่านั้น
 

คำว่า “ตุลาการภิวัตน์”

คำว่า “ตุลาการภิวัตน์” คงมีความหมายเท่ากับ “การบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการ” (เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองที่ตนฝักใฝ่ หรือเพื่อทำลายกลุ่มการเมืองที่ตนเกลียดชัง) ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายถือว่าเป็นความผิดอาญาเท่านั้น

ข้อความนี้ตรงกับสถานการณ์ในเมืองไทยเปี๊ยบเลย ทำให้นึกถึงหมอดูชื่อดังที่เคยทำนายไว้ว่า "ความยุติธรรมในประเทศจะหายไป" ( อันมีสาเหตุมาจาก ตุลาการภิบัติของไทยในขณะนี้ )

Quote: ข่าวเก่า ปี

[quote]

ข่าวเก่า ปี 2551

วันนี้ (3 ส.ค.2551) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และกองทุน จิตร ภูมิศักดิ์ จัดอภิปราย เรื่อง “การเมืองสยามประเทศ (ไทย)-หลังสมัคร IIII และ/หรือ “ตุลาการภิวัตน์-ได้ผลจริงหรือ”

นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการทางตุลาการ เหตุใดจึงไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะในต่างประเทศเมื่อศาลมีการตัดสินในเรื่องใดเรื่องหนึ่งออกมาประชาชนข
องเขาสามารถวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลเพื่อพิทักษ์สิทธิประโยชน์ของเขาไ
ด้ แต่ในประเทศไทยของเรากลับไม่สามารถดำเนินการเช่นนั้นได้ อย่างไรก็ตามกระบวนการตุลาการภิวัตน์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้เป็นตุลาการ
ภิวัตน์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองดังนั้นคำตัดสินหรือคำวิ
นิจฉัยใด ๆ ของศาลไม่ควรที่จะอ้างอิงกระแสทางการเมืองข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจนและค
วรมุ่งคุ้มครองสิทธิของประชาชนไม่ใช่มุ่งไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองเพราะ
หากศาลในกระบวนการตุลาการภิวัตน์ตัดสินคดีโดยเลือกข้างทางการเมืองและมุ่งไ
ปสู่การเมืองอย่างชัดเจนเมื่อนั้นประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายแน่

[b]นาสมชาย กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีนักวิชาการหลายคนที่ออกมาให้ความเห็นในเรื่องตุลาการภิวัตน์ในลักษณะที่โหนหกระแส โดยเฉพาะกรณีของ นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาแสดงในเชิงสนับสนุนอำนาจของกระบวนการตุลาการภิวัตน์ [u]เราต้องยอมรับว่า นายธีรยุทธ ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับอำนาจตุลาการ ดังนั้นข้อเสนอของนายธีรยุทธที่มีออกมา จึงเป็นการเสนอทางออกมาของบ้านเมืองโดยขาดความรับผิดชอบ และนำบ้านเมืองไปสู่ความยุ่งยาก ข้อเสนอของ นายธรยุทธ นอกจากจะไม่ใช่การพัฒนากระบวนการตุลาภิวัตน์แล้ว ยังจะทำให้กระบวนการตุลาภิวัตน์กลายเป็นกระบวนการตุลาวิบัติด้วย[/u][/b]

[/quote]

<<< ประกาศจากประชาคมศาล

<<< ประกาศจากประชาคมศาล >>>

เราตัวแทนของเหล่าประชาคมศาล
ขอประณามการแอบอ้างคำว่า "ศาล"
ไปใช้ในทางที่ไม่ถูกไม่ควร ใช้เพื่อพวกพ้องตนเอง
อันจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อศาลทั้งหลาย
เราขอประกาศให้ทุกคนทราบว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นประชาคมศาลรู้สึกเสียใจ
และเราไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นประการใดทั้งสิ้น
เราขอเรียกร้องให้กลุ่มบุคคลที่กระทำการเยี่ยงนั้น
เปลี่ยนชื่อองค์กรของตนเสียใหม่
เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์โดยรวมของพวกเรา

ลงชื่อ...
ศาลพระภูมิทุกบ้าน...
ศาลเจ้าทุกสำนัก...
ศาลเพียงตาทุกแห่ง...
ศาลเจ้าพ่อทุกแห่ง...
ศาลเจ้าแม่ทุกแห่ง...

FFF FFF อำนาจตุลาการ ก็เป็นเพ

FFF
FFF

อำนาจตุลาการ
ก็เป็นเพียง"อำนาจหนึ่ง" -ในสามอำนาจอธิปไตยของประเทศ เท่านั้น

อำนาจบริหาร
อำนาจนิติบัญญัติ
อำนาจตุลาการ

3 อำนาจอธิปไตยนี้ต่างก็มี "ศักดิ์และสิทธิ์" เท่ากัน-ไม่ใช่เรอะ ?

--------------------------------------

แต่ทำไมในประเทศเทย
จึงดูเหมือนจะมีการ "โฆษณาชวนเชื่อ" ให้ปวงชนเข้าใจ"เพี้ยน"กันไปในทำนองว่า
อำนาจตุลาการนั้น "เหนือกว่า / ขลังกว่า / ทรงคุณธรรมกว่า / เป็นที่พึ่งของปวงชนกว่า / ฯลฯ / "-กว่าอีก 2 อำนาจอธิปไตยไตยของประเทศ ?.........

--------------------------------------

เวลารัฐบาล(อำนาจบริหาร)ได้ข้อสรุป&ประกาศจะทำอะไร
เราจะ "ไ ม่ เ ค ย ไ ด้ ยิ น" คำพูดที่ว่า : "เราขอน้อมรับข้อสรุป&การตัดสินใจของรัฐบาลด้วยความเคารพ"

เวลาผู้แทนฯ(อำนาจนิติบัญญัติ)ได้ข้อสรุป&จะออกกฏหมายอะไรมา
เราจะ "ไ ม่ เ ค ย ไ ด้ ยิ น" คำพูดที่ว่า : "เราไม่ควรไปก้าวล่วงต่อการสรุป&การออกกฏหมายของผู้แทนฯ"

. . . . . . .

ไหงเป็นซะงั้นล่ะ ?
---------------------------------------

เราดูเหมือนจะมี "ใบอนุญาต" ที่สามารถจะ "ถ่มถุยส์อะไรก็ได้" ใส่ทั้งรัฐบาล(อำนาจบริหาร)และผู้แทนฯ(อำนาจนิติบัญญัติ).......
ด้วยข้ออ้าง"ที่ดูดี"ประเภทที่ว่า : "เป็นบุคคลสาธารณะ /เป็นการตรวจสอบของสังคม /เป็นการแสดงออกถึงเสรีภาพในระบอบปชต. / เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน /ฯลฯ ฯลฯ "...............

แต่พอจะ "ทำแบบนั้น" กับศาล(อำนาจตุลาการ)มั่ง
กลับมีข้ออ้างชวนสยิวว์ที่ว่า "หมิ่นศาล /ละเมิดอำนาจศาล /ฯลฯ"-และบางเหตุการณ์ก็บ้ากันไปได้ไกลถึงขั้นที่ว่า "หมิ่นเบื้องสูง".......

กลายเป็นว่าทั้งสังคม "เกิดภาวะการณ์อมสากทองคำ" ขึ้นมาดื้อๆฉลุยดุ่ย....
"ข้ออ้างที่ดูดี" ที่อนุญาตให้ถ่มถุยส์ใส่รัฐบาล&ผู้แทนได้นั้น-หายวับไปกะตา !

. . . . . .

ไหงเป็นซะงั้นล่ะ ?
--------------------------------------

นี่ก็ปีพศ.2553แล้ว.....
ลาวก็มี 3G แล้ว.....
แน่ใจกันจริงๆเรอะเนี่ย- ว่าประเทศเทยของเรานี้เป็น "ประเทศเสรีประชาธิปไตย" ?

--------------------------------------
(หัวเราะไม่ออก)
FFF
FFF

เอ!

เอ! ยังไม่ทันมีชื่อลงบันทึกประจำวันเลย เกี่ยมเกี๊ยม ทำไมออกอาการเมนขาดหนอ?

หรือกลิ่นกระสาตู่เขียวมันทรงอานุภาพเกินคาดนะ (ฮา)

แล้วพยายามจะสูงส่งก็ดูไม่เข้ากันกับ ขี้เกี้ยมบ่วยจิงจิงว่ะ

เพราะแถมาได้งัยวะว่า ศาล มี licence พิเศษเหนืออีก 2 อธิปไตย

ก็เห็นๆ กันอยู่ว่า หมู่หนอนกินคูถ@ป่าช้าไท ก็กำลังทำอะไรอยู่ล่ะตอนนี้ ไม่ได้กำลังจาบจ้วง ดูหมิ่นศาลกันอยู่หรือ

แล้วอย่าแถนาว่าอย่างที่ น้ำสลัด (กลิ่นสุขา) ฮิฮิ, วรรณโรค, ป่าช้าสั่น และ ดช. เกี้ยมบ่วย (เอ อย่าง A Visitor นี่น่าจะเปลี่ยนสถานะจากของแข็งไปเป็นของเหลว แบบกลายเป็น A Prisoner แทนนะ ว่ามะ อิอิอิ) ทำอยู่นี่ไม่ได้ใช้สิทธิ์วิพากษ์ศาลโดยเสรี

แต่ที่แน่ๆ อ่านการวิพากษ์ของ หนอนคูถ พวกนี้แล้ว น่าเชื่อได้ประมาณ 99.75 - 100% ว่าไม่ได้กระทำด้วยความรับผิดชอบ ซึ่งผิดหลักการใช้เสรีภาพอย่างแน่นอน

แล้วตกลงไหนล่ะ อำนาจพิเศษที่ตุลาการมีอยู่ ถ้ามีจริงทำไมน้องนุ่มนิ่มอย่างน้องเจด และ สาวกป่าช้าไท/Shit worm (ฮา) ยังสามารถวิจารณ์ศาลแบบที่เกินกว่าคำว่า [b]มีวิจารณญาณ[/b] กันอยู่ได้

หรือที่บ้านหนอนพวกนี้ก็วิจารณ์พ่อแม่ตัวเองแบบนี้ แล้วพูดได้ว่า [b]มีวิจารณญาณ[/b] คื๊อกั๋น! ข่อยละงึด! ;)~

สรุป อะไรที่ แนวหางแดง อย่าง หนอนคูถ พวกนี้ทำอยู่ก็คือการทาสีสร้างภาพให้พวกกูดูดี พร้อมๆ กับบิดเบือน ตอหลด โป้ปด เบ่งตด (ฮา) ใส่ร้าย ใส่ความคนอื่นให้ดูเป็นคนชั่ว เพราะคนอื่นเหล่านั้น เป็นก้างขวางคอพ่อผู้เป็นเจ้าของท่อน้ำเลี้ยงแสนดีของพวกกู เท่านั้นเอง เจงแมะ! ;)~

นิติราษฎร์ฉบับที่ 9 วรเจตน์

[quote=นิติราษฎร์ฉบับที่ 9 วรเจตน์ ภาคีรัตน์] [i][size=16][color=red][b]....ผู้พิพากษาหรือตุลาการไม่อาจแสดงออกซึ่งอำนาจตุลาการตามอำเภอใจเพื่อตอบสนอง ข้อเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวงได้ ไม่ว่ากลุ่มผลประโยชน์นั้นจะยิ่งใหญ่สักเพียงใดก็ตาม การใช้อำนาจตุลาการพิจารณาพิพากษาคดี ผู้พิพากษาตุลาการจะต้องผูกพันตนต่อกฎหมายและความยุติธรรม และต้องสำนึกและตระหนักอยู่เสมอว่าอำนาจตุลาการที่ตนกำลังใช้อยู่นั้น [color=blue]โดยเนื้อแท้แล้วเป็นของประชาชน[/color] [/i][/size][/color][/b][/quote]

ข้อความที่อ้างถึงนับว่ายิงเข้าตรงประเด็นแก่นกลางของขบวนการ ต ล ก ภิวัฒน์ของนายเสื้อกั๊กชนิดhit the bull's eyesเลยทีเดียว ขอขอบพระคุณอาจารย์วรเจตน์และคณะเป็นอย่างยิ่งในความสัตย์ซื่อต่อวิชาชีพและความกล้าหาญในการนำเสนอต่อสาธารณะ

ถ้าผมจำไม่ผิด อ.วรเจตน์คนเดียวกันนี้เองเคยวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาคดีซุกหุ้นภาคแรกของทักษิณไว้ในทำนองเดียวกันนี้มาหลายปีแล้ว ในยุคที่กระแสทักษิณยังสูงในสังคมตอแหล ด้วยซ้ำไป ผมจึงไม่สงสัยในเจตนารมณ์ของคณะอาจารย์ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในยามที่กระแสบิดเบี้ยวของขบวนการยุติธรรมขึ้นสู่จุดสูงสุดในประวัติศาสตร์เช่นเวลานี้

ถ้าหากอาจารย์วรเจตน์จะผิดก็ผิดได้แค่ประเด็นเดียวเท่านั้นคือ [b][color=brown]อำนาจตุลาการไม่เคยเป็นของประชาชนมาก่อน และจะไม่เป็นของประชาชนสืบไป ตราบเท่าที่................[/b][/color]

หลังได้รับฟังคำพิพากษา ผมเริ่มเห็นว่าเซลแมนขายรถมือสองตามเต๊นท์.......ดูสง่างามและน่าเชื่อถือเป็นอ่ย่างยิ่ง น่าชื่นชม น่ากราบไหว้ด้วยความเลื่อมใส แฮ่ๆ

สูเจ้าทั้งหลายที่วิจารณ์ศาล..

สูเจ้าทั้งหลายที่วิจารณ์ศาล..ที่ตัดสินคดีความภายใต้พระปรมาภิไทของเทวดา..ถือว่าสูเจ้าบาปหนัก ดังนั้น ต่อไปนี้ พรรค ปชป.จึงเสนอออกกฏหมาย..ห้าม!!! วิจารณ์ศาลเด็ดขาด..ใครวิจารณ์ศาลของเทวดา จะถูกตัดสิน ตัดลิ้นเสีย..55555555

I Pad

[quote=I Pad]
...แถมาได้งัยวะว่า ศาล มี licence พิเศษเหนืออีก 2 อธิปไตย
[/quote]

ลองนึกย้อนเหตุการณ์ดูดีๆก็จะรู้เองว่า licence มีตั้งแต่เมื่อไหร่

เห็นคุณสนธิแกกำลังเล่นงานคุณส

เห็นคุณสนธิแกกำลังเล่นงานคุณสุเทพอย่างหนัก
ยิ่งกว่าการเปิดอภิปรายในสภาทีเดียวเชียวครับนั่น
เล่นงานกันปานว่าโกรธกันมาสักสิบชาติแล้วยังไงยังงั้น
ถึงขั้นลงมือจุดธูปแช่งชักหักกระดูกกันเลยทีเดียว

จะว่าไปคุณสุเทพนี่ชื่อแกดีนะครับ
ยังไงแกก็เป็นเทพที่ดี ไม่ว่าวิกฤติการเมืองครั้งไหน
แกก็ได้อยู่ฝ่ายเทพตลอดมา คงเป็นเพราะชื่อแกแท้ๆ
แถมนามสกุลแกยังบอกว่าเป็นเชื้อสายของครุฑอีก
เลยบินสูงเหนือปวงประชาทั่วไปอยู่ตลอด
แต่ก็ต้องระวังงูเห่ามันจะกัดให้ปีกครุฑเป็นอัมพาต
จนบินไม่ไหวแล้วร่วงหล่นลงพื้นเข้าให้สักวัน

ส่วนชื่อคุณสนธินั้นคงหมายถึงการประสานกัน การต่อกัน
ถ้าเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาปะติดปะต่อกัน ก็คงหมายถึงจับแพะชนแกะ
ส่วนนามสกุลของแกดูจะไม่ค่อยมีความมั่นคงสักเท่าไหร่
ทรัพย์สินเงินทองอาจจะไม่สามารถครอบครองได้อย่างยั่งยืน
แต่แกก็จะมีโอกาสได้ลิ้มลองดูเหมือนนามสกุลแกนั่นแหละ

ผมว่าการดับเครื่องชนของคุณสนธิครั้งนี้ได้ไม่คุ้มเสียนะครับ
จะอ้างเพื่อชาติ เพื่อสถาบัน หรือเพื่ออะไรต่อมิอะไรมันก็ไม่มีความหมายหรอก
ใครๆเขาก็รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า "ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร"
พระสังข์มีบ่อให้ชุบตัวเป็นสีทองได้ เนวินยังมีแม่น้ำเจ้าพระยาชุบตัวเป็นคนดี
เมืองไทยนี้มีเรื่องปาฏิหารย์เต็มไปหมดทุกวงการ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

นักนิติศาสตร์ที่มีจิตวิญญาณปร

นักนิติศาสตร์ที่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตยย่อมเข้าใจในสิ่งที่ อ.วรเจต บรรยายถึง ไม่ใช่ว่าผู้ถูกวิจารณ์จะไม่รู้ถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่สรุปได้เลยว่าอำนาจนั้นมันหอมหวล แม้แต่ผู้ที่ถูกยกย่องว่าสูงส่งในความเป็นธรรมในที่สุดยังต้องยอมสยบให้แก่อำนาจ ลืมแม้กระทั่งศักดิ์ศรีของตน จำเริญเถิดพ่อคุณทั้งหลาย ขออโหสิให้

ขนาดยอมรับการปล้นประเทศ

ขนาดยอมรับการปล้นประเทศ ฉีกรัฐธรรมประชาชนทิ้ง แล้วสถาปณารัฐธรรมนวยหัวคูณ ฉบับหน้าแหลมฟันดำจมูกด่างหางเหลืองและคาบไปม์ด้วย นำมาใช้กฏหัวประชาชน พวกมันยังทำได้ แค่ตุลาการแถนิด แถหน่อยแค่สีข้างแดงเถือกนิดหน่อย ทำไมมันจะทำไม่ได้ เพราะนีคือประเทศไทย ที่รากเหง้าของสังคมมาจากไพร่ จากทาส และนายทาส .....แค่เขายอมให้หายใจฟรีๆ ก็นับว่าเป็นความกรุณาอย่างสูงแล้ว จะเรียกร้องอะไรนักหนา ไม่นานก็ตายแล้ว จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด ไพร่ทาสทั้งหลาย

ผลงานของตุลาการภิวัฒน์ (

ผลงานของตุลาการภิวัฒน์ ( ตลก.ภิวัฒน์) ของประเทศไทยที่ใกล้จะล่มจม
1. ซื้อที่ดินด้วยความบริสุทธิ์ใจ คนซื้อไม่ผิด คนขายก็ไม่ผิด ผิดที่คนเป็นสามีเซ็นชื่อให้เมีย
ส่วนคนบุกรุกที่ดินป่าสงวน กลับไม่ผิด เพราะไม่ได้เจตนา....

2. เป็นลูกจ้างสอนทำอาหารออกทีวี ต้องถูกถอดถอนออกจากการเป็นนายกฯ
เป็นลูกจ้างสอนนักศึกษาในมหาลัย ไม่ผิด ยังคงดำเนินตำแหน่งยังสง่าผ่าเผย.....
ฝ่ายหนึ่งไม่ได้ตัดสินตามกฎหมาย แต่ตัดสินตามพจนานุกรม
อีกฝ่ายบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย....

3. ฝ่ายหนึ่งปิดถนน เป็นผู้ก่อการร้าย
ฝ่ายหนึ่งปิดสนามบิน เป็นผู้ก่อการดี....

4. ฝ่ายหนึ่งถูกสลายการชุมนุมด้วยแก็สน้ำตา คนสั่งผิด
ฝ่ายหนึ่งถูกกระชับพื้นที่ด้วยอาวุธสงคราม คนชุมนุมผิด.....

5. สื่อฯแดงถูกปิด เพราะด่ารัฐบาล ถูกกล่าวหาสร้างความแตกแยก
สื่อฯเหลือง ด่ารัฐบาล ปิดปากรองนายกฯแทน เพราะอาจจะเรียกแขกที่ไม่ได้รับเชิญ.....

6. ทหารอาวุธครบมือ คนชุมนุมตายเกือบร้อย บาดเจ็บสองพันกว่า ไม่รู้ว่าใครทำ
คนชุมนุมมือเปล่า ทหารตาย 10 กว่าคน นปช.เป็นคนทำ.....

7. ซื้อเสียง เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย
ซื้อ ส.ส. เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ.....

8. ขายเสียงตอนเลือกตั้ง เป็นเพราะประชาชนยังโง่อยู่
ขายเสียงในรัฐสภา ได้เป็นรัฐมนตรี.....

9. จ้างพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้ง ถูกยุบพรรค
จ้างพรรคเล็กไม่ให้ลงเลือกตั้ง ถูกยกฟ้อง…

10. คลิปรับเงินของกำนันคนหนึ่ง ถูกยุบพรรค
คลิปล็อบบี้เลขาตุลาการ เป็นการจัดฉาก ประกาศจับผู้ทำคลิป....

11. พรรคอื่นต่อสู้เรื่องเงื่อนเวลากลับถูกยุบพรรค
พรรคหนึ่งต่อสู้เรื่องคนหวังทำลายพรรค กลับถูกยกฟ้องด้วยเกินเวลา 15 วัน.....
และ ที่น่าขำยิ่งกว่านั้นก็คือ มีท่านผู้ยิ่งใหญ่ในรัฐบาลออกมาให้สัมภาษณ์
“ไม่มีหรอกครับเรื่องสองมาตรฐาน มีแต่ความถูกใจกับไม่ถูกใจ”
แต่ พอมาคิดอีกที ก็ถูกของท่านนะครับ เพียงแต่ฝ่ายท่านรู้สึกจะถูกใจกันทั้งปี
ส่วนอีกฝ่ายจะไม่ถูกใจกันทั้งชาติ แล้วแบบนี้ยังคิดว่าจะปรองดองกันได้อีกหรือครับ....
แล้วก็ถึงสุดท้าย หลายสิบชีวิตที่ต้องเสียไปยังไม่มีค่าเท่ากับหนึ่งชีวิตของน้องโบว์และสารวัตรจ้าบ..
ใกล้อวสานแล้วนะประเทศไทย

OS

[quote=OS]ผลงานของตุลาการภิวัฒน์ ( ตลก.ภิวัฒน์) ของประเทศไทยที่ใกล้จะล่มจม
1. ซื้อที่ดินด้วยความบริสุทธิ์ใจ คนซื้อไม่ผิด คนขายก็ไม่ผิด ผิดที่คนเป็นสามีเซ็นชื่อให้เมีย
ส่วนคนบุกรุกที่ดินป่าสงวน กลับไม่ผิด เพราะไม่ได้เจตนา....
...
...
แล้วก็ถึงสุดท้าย หลายสิบชีวิตที่ต้องเสียไปยังไม่มีค่าเท่ากับหนึ่งชีวิตของน้องโบว์และสารวัตรจ้าบ..
ใกล้อวสานแล้วนะประเทศไทย[/quote]

ถูกใจ...ให้ไปเลยห้าดาว

แต่ไหนแต่ไรผมไม่เคยสนใจการเมื

แต่ไหนแต่ไรผมไม่เคยสนใจการเมืองการปกครอง
ไม่เคยสนใจเรื่องกฎหมาย มันเป็นเรื่องน่าเบื่อ
อำนาจมันจะมีกี่อำนาจ อำนาจมาจากไหน
ใครเป็นคนใช้อำนาจไม่เห็นจะต้องไปรู้มัน
ไม่รู้จะรู้ไปทำไม ยังไงๆถ้าเราขยันขันแข็งทำการทำงานไป
มีบ้านมีช่องให้ซุกหัวนอน มีสิ่งที่พึงจะมีก็พอแล้ว

แต่นานวันไปก็พอจะเข้าใจว่าผมคงคิดผิด
อะไรต่อมิอะไรไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย
หากแต่มันเป็นสิ่งที่เราพึงได้ เป็นสิ่งที่เราพึงมี
มันเป็นสิ่งที่เราไม่ควรจะถูกคุกคามด้วยอำนาจที่ไม่ชอบธรรม
อำนาจของเรา สิทธิกำลังถูกปล้นไปหรือเปล่า?
หรือเรากำลังถูกกล่อมเกลาด้วยข่าวสารทุกๆวัน
แล้วเรายอมยื่นอำนาจยื่นสิทธิยื่นทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาไปหรือเปล่า?

ชีวิตของเราเหมือนกำลังดูละครชีวิตแสนเศร้าแล้วหลั่งน้ำตาให้กับมัน?
หรือกำลังดูละครแล้วอินไปกับบทจนเสียน้ำตาด้วยความปลื้มปิติยินดี?
ละครชีวิต ละครการเมือง ละครอำนาจ ละครที่เล่นกันไปไม่มีวันจบเรื่อง
ตัวเอกของละครเปลี่ยนไปวันแล้ววันเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า
ละครอาจเล่นพลิกแพลงแปลงบท ตัวเอกอาจการเป็นผู้ร้าย
ผู้ร้ายอาจกลายเป็นพระเอก เพียงผู้กำกับพลิกบทแปลงเรื่อง

ผู้กำกับบางคนอาจบ้าบิ่นกำกับเรื่องไปอย่างค้านสายตาคนดู
ผู้กำกับที่ดีควรเดินเรื่องให้สมเหตุสมผล หัดสำรวจตลาดดูบ้าง
ว่าแนวโน้มความนิยมของคนดูเปลี่ยนไปอย่างไร คนดูคิดอย่างไร
ผู้กำกับที่ดื้อดึงเอาแต่ใจ สักวันหนึ่งอาจได้แต่กล่อง แต่ไม่ได้คนดู
ใช่...มันก็คงไม่ง่ายนักที่จะกำกับให้ได้ทั้งกล่อง ให้ได้ทั้งคนดู

คนดูละครนั้นเมื่อดูไปนานๆ ก็ต้องรู้ทางหนีทีไล่ของผู้กำกับ
จะพลิกบทแนวไหนก็อ่านใจได้อยู่แล้ว เพราะบทมีซ้ำๆไม่กี่บทจนจำกันได้
ทำไมไม่ใจกว้างเปิดโอกาสให้ผู้กำกับหน้าใหม่บ้าง
ผู้กำกับหน้าใหม่ที่สร้างสรรค์ผลงานได้ไม่ซ้ำซาก ย่อมเป็นที่ต้องการของคนดู
แล้วทำไมต้องมาบีบบังคับคนดู ให้ชมผลงานที่ซ้ำซาก

ผู้กำกับจะเป็นใคร จะอย่างไรก็ถูกยกย่องให้เป็นผู้กำกับ
จะหน้าใหม่ จะหน้าเก่า ย่อมอยู่ในความทรงจำของคนดูเสมอ
ทำไมต้องกลัวผู้กำกับหน้าใหม่
กลัวเขาจะสร้างผลงานดีกว่าหรืออย่างไร
ละครนั้นต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป
การเปลี่ยนไปมันก็เพียงต่อยอดจากผู้กำกับเดิมที่เคยทำกันมา

คนดูย่อมไม่ลืมผู้กำกับคนเก่า ยังไงๆก็อยู่ในความทรงจำ และให้การยกย่อง
แต่ความสามารถในงานกำกับ บางทีมันไม่ได้ถ่ายทอดทางสายเลือด
อันนี้คนดูย่อมเข้าใจ การที่จะให้มีสายเลือดผู้กำกับจึงยากที่จะเป็นไปได้
ทายาทผู้กำกับ อาจทำได้เพียงการอาศัยชื่อเสียงในสายเลือดต้นกำเนิด
แต่ก็ไม่อาจการันตีได้ว่า เขาจะผลิตผลงานการกำกับที่เยี่ยมยอดออกมาได้

doctor J

[quote=doctor J][quote=นิติราษฎร์ฉบับที่ 9 วรเจตน์ ภาคีรัตน์] [i][size=16][color=red][b]....ผู้พิพากษาหรือตุลาการไม่อาจแสดงออกซึ่งอำนาจตุลาการตามอำเภอใจเพื่อตอบสนอง ข้อเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวงได้ ไม่ว่ากลุ่มผลประโยชน์นั้นจะยิ่งใหญ่สักเพียงใดก็ตาม การใช้อำนาจตุลาการพิจารณาพิพากษาคดี ผู้พิพากษาตุลาการจะต้องผูกพันตนต่อกฎหมายและความยุติธรรม และต้องสำนึกและตระหนักอยู่เสมอว่าอำนาจตุลาการที่ตนกำลังใช้อยู่นั้น [color=blue]โดยเนื้อแท้แล้วเป็นของประชาชน[/color] [/i][/size][/color][/b][/quote]

ข้อความที่อ้างถึงนับว่ายิงเข้าตรงประเด็นแก่นกลางของขบวนการ ต ล ก ภิวัฒน์ของนายเสื้อกั๊กชนิดhit the bull's eyesเลยทีเดียว ขอขอบพระคุณอาจารย์วรเจตน์และคณะเป็นอย่างยิ่งในความสัตย์ซื่อต่อวิชาชีพและความกล้าหาญในการนำเสนอต่อสาธารณะ

ถ้าผมจำไม่ผิด อ.วรเจตน์คนเดียวกันนี้เองเคยวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาคดีซุกหุ้นภาคแรกของทักษิณไว้ในทำนองเดียวกันนี้มาหลายปีแล้ว ในยุคที่กระแสทักษิณยังสูงในสังคมตอแหล ด้วยซ้ำไป ผมจึงไม่สงสัยในเจตนารมณ์ของคณะอาจารย์ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในยามที่กระแสบิดเบี้ยวของขบวนการยุติธรรมขึ้นสู่จุดสูงสุดในประวัติศาสตร์เช่นเวลานี้

ถ้าหากอาจารย์วรเจตน์จะผิดก็ผิดได้แค่ประเด็นเดียวเท่านั้นคือ [b][color=brown]อำนาจตุลาการไม่เคยเป็นของประชาชนมาก่อน และจะไม่เป็นของประชาชนสืบไป ตราบเท่าที่................[/b][/color]

หลังได้รับฟังคำพิพากษา ผมเริ่มเห็นว่าเซลแมนขายรถมือสองตามเต๊นท์.......ดูสง่างามและน่าเชื่อถือเป็นอ่ย่างยิ่ง น่าชื่นชม น่ากราบไหว้ด้วยความเลื่อมใส แฮ่ๆ[/quote]
ขอยกมือเชียร์ คอมเมนต์นี้ด้วยคน ให้สองมือด้วย.........ชอบใจจริงๆ