พุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง (2): บทบาทที่น่าตั้งคำถามของศาสนจักร

 จากการเสวนา "พุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง" โดย ส.ศิวรักษ์ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และวิจักขณ์ พานิช เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2553 ณ ป๋วยเสวนาคาร วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ

 
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: กลับมาเรื่องของสังคมและการเมือง คือ ผมพยายามจะนึกว่า เวลามีความขัดแย้งทางสังคมหรือการเมือง อย่างกรณีของบ้านเราในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา ศาสนามีบทบาทในการช่วย หรือในการยุติความขัดแย้งทางการเมืองแค่ไหน  ถ้าพูดตรงๆคือไม่มี ตัวศาสนจักรเนี่ยไม่มีบทบาท ทุกคนรู้อยู่แล้ว ศาสนจักรเป็นสิ่งที่หายไปทุกครั้งเวลามีความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองในบ้านเรา หรือในบางกรณี ตัวองค์กรทางศาสนจักรอาจมีบทบาท ซึ่งบทบาทนั้น บ่อยครั้งก็ไม่ค่อยดี อย่างเช่น ตอนเกิดกรณีหกตุลา จอมพลถนอมกลับมา แล้วก็บวชเป็นพระกลับมา แล้วการบวชเป็นพระกลับมาของจอมพลถนอมก็นำไปสู่การฆาตกรรมทางการเมืองในวันที่ ๖ ตุลา นำไปสู่การแตกแยกทางสังคมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นักศึกษาต้องเข้าป่าอะไรแบบนี้นะครับ พอลองนึกย้อนหลังกลับไป ผมรู้สึกว่า ในวันที่ ๖ ตุลา ถ้าศาสนจักรมีท่าทีบางอย่างต่อจอมพลถนอม ผมไม่รู้นะครับว่าในทางพระทำได้หรือเปล่า อย่างเช่น พระผู้ใหญ่อาจจะมาบอกว่า ท่านอย่าเพิ่งกลับเมืองไทยเลย ท่านอยู่เมืองนอกต่อดีกว่ามั้ย มันน่าจะดีกับทุกคน ความขัดแย้งจะปะทุอย่างเหตุการณ์ ๖ ตุลาที่เกิดขึ้นในวันนั้นหรือเปล่า  หรือว่าอย่างเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ เราก็ไม่พบว่ามีองค์กรทางศาสนจักรออกมาเตือนหรือให้สติกับสังคมหรือรัฐบาลที่ในเวลานั้นใช้กำลังกับประชาชน ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำมันผิด ในตอนนั้นพลเอกสุจินดาพูดออกทีวีว่า ผู้ชุมนุมบนถนนราชดำเนินมีพวกลัทธิประหลาดคือพวกสันติอโศก เพราะฉะนั้นรัฐบาลมีเหตุผลในการใช้กำลังเพื่อสลายลัทธิประหลาดอันนี้ได้
 
ซึ่งแปลกว่าในวันนั้นไม่มีคนของศาสนจักรมาบอกเลยว่า รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ใช้กำลังสลายเค้านะ ต่อให้เป็นพวกสันติอโศกก็ตาม ซึ่งในแง่นึงก็อาจจะโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองในศาสนจักรเองด้วยว่า มองสันติอโศกเป็นศัตรูก็เป็นได้ แต่ว่าโดยปรัชญาพื้นฐานของเรื่องการเมือง หรือว่าในแง่ปรัชญาพื้นฐานของพุทธศาสนาเองก็ดี พุทธศาสนาเกิดมาเพื่อไม่ให้คนฆ่ากัน เพราะฉะนั้นถ้ามันมีอะไรที่จะช่วยไม่ให้คนฆ่ากันได้ ผมคิดว่านั่นแหละคือปรัชญาพื้นฐานของศาสนาพุทธ แต่ที่เห็นในบ้านเรา บทบาทของศาสนจักรมันหายไปเลยเวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ หรือในช่วงเมษา-พฤษภาที่ผ่านมา บทบาทของศาสนจักรก็หายไปอย่างสิ้นเชิง ที่ประหลาดมากกว่านั้นคือ เราก็รู้ว่า ในช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา มีพระจำนวนหนึ่งเป็นฝ่ายเสื้อแดง ซึ่งออกมาร่วมประท้วงเป็นจำนวนมาก เป็นพระอีสาน พระที่อุบลฯ อุดรฯ อะไรก็ตามแต่ ในวันที่มีเหตุการณ์ชุมนุม ท่านเหล่านี้ถูกจับ และถูกจับศึกด้วย เรื่องเหล่านี้ผมประหลาดใจว่าทำไมศาสนจักรไม่ออกมาปกป้องคนของตัวเอง ไม่ว่าท่านเหล่านั้นจะเป็นพระเสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง ยังไงก็ตามแต่ ถ้าผมเป็นคนในองค์กรศาสนจักร คนในองค์กรศาสนจักรถูกอำนาจทางโลกจับ ผมปกป้องเค้าก่อน เพราะว่าอำนาจรัฐมาจับคนสึกแบบนี้ไม่ได้ แต่ศาสนจักรไม่กล้าแม้จะทัดทานเรื่องพวกนี้ กลับทำตัวเฉยๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
 
ในแง่ของคำสอน มันก็อาจจะโยงกับเรื่องเหล่านี้ด้วยนะครับ เป็นไปได้มั้ยว่า ความเข้าใจพุทธศาสนาที่มันไหลวนอยู่ในสังคมไทยในตอนนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องพุทธปรัชญาหรือพุทธธรรมที่มันลึกซึ้งนะครับ แต่เป็นเรื่องที่คนในสังคมเข้าใจ คำสอนทางศาสนาของบ้านเรามันกลายเป็นสิ่งที่อยู่ใต้อำนาจรัฐหรืออำนาจทางโลกไปจนมันแยกตัวเองไม่ได้แล้ว อย่างเวลาเราไปวัดใหญ่ๆ อย่างวัดหลวงบางที่ ก็จะมีป้ายติดไว้ว่า สมเด็จพระสังฆราชองค์นี้จากวัดเรา เป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอในรัชกาลนั้นรัชกาลนี้มาก่อน ซึ่งแน่นอนว่าท่านที่อยู่ในวัดนั้นคงภูมิใจนะครับที่มีเจ้ามาอยู่ในวัด และได้เป็นพระสังฆราช แต่ผมคิดว่า มันน่าจะภูมิใจกว่าหรือเปล่า หรือมันมีความจำเป็นอะไรหรือที่ต้องไปไฮไลต์ความเป็นเจ้า ทำไมไม่ไปภูมิใจเรื่องที่ว่า วัดเราเนี่ยมีฆราวาส หรือคนธรรมดาที่มาบวช และเป็นพระที่ดีจำนวนมากออกไป ผมก็ไม่รู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ศาสนาสอน หรือเป็นสิ่งที่ในที่สุดแล้วอำนาจรัฐมันได้ครอบงำศาสนาจนศาสนาแยกจากอำนาจรัฐไม่ออกแล้ว
 
เพราะฉะนั้นคำสอนทางศาสนาจำนวนมากกลายเป็นฐานของอำนาจทางโลกมาตลอด แม้กระทั่งความเชื่อเรื่องบุญบาปก็เป็นฐานของอำนาจทางโลก เช่น ความเชื่อที่ว่าในโลกนี้มีคนบางกลุ่มที่ดีเป็นพิเศษ แล้วก็ในโลกนี้มีคนบางกลุ่มที่ชั่วเป็นพิเศษ แล้วมันถูกตลอดเวลาที่คนกลุ่มที่ดีเป็นพิเศษเนี่ยจะฆ่าคนกลุ่มที่ชั่วเป็นพิเศษได้ แล้วในช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา คำอธิบายนี้มันถูกนำมาใช้ตลอดเวลา คือ มีกลุ่มที่ดีมากๆ ซึ่งมีความชอบธรรมมากๆที่จะฆ่ากลุ่มที่ชั่วยังไงก็ได้ แล้วเวลาเราดูงานศิลปะร่วมสมัย หรือสิ่งที่คนจำนวนมากพูดในช่วงความขัดแย้ง จะเป็นการผลิตซ้ำความเชื่อทางศาสนาในแบบนี้โดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องเทพกับมาร อำนาจฝ่ายดีต้องกำราบอำนาจฝ่ายชั่วให้ได้ อันนี้ก็คือเรื่องที่น่าสนใจว่า ตัวคำสอนเองมันอาจจะมีอะไรบางอย่างหรือไม่ ที่ในที่สุดแล้วอาจจะไม่เกื้อกูลต่อการสร้างประชาธิปไตย หรือการมองเห็นความแตกต่างความหลากหลายของคนในสังคม ผมว่าอันนี้เป็นประเด็นสำคัญ คือ เราอาจจะต้องมาตั้งคำถามต่อตัวคำสอนในสองสามเรื่อง เช่น  เป็นไปได้หรือเปล่าที่คำสอนทางศาสนามันมีลักษณะที่มันผูกขาดและแข็งทื่อมาก มันทำให้ความสัมพันธ์ของคนกับศาสนาเป็นไปในลักษณะที่ไม่เท่ากัน
 
ผมคิดว่าตัวศาสนาไม่สามารถสัมพันธ์กับคนในแบบที่เท่ากับศาสนาได้ ง่ายๆ เวลาเราคุยกับพระ เราจะต้องรู้สึกต่ำกว่าหรือด้อยกว่าพระ พระไม่สามารถคุยกับเราแบบเท่ากันได้ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่พระไทยทำไม่ได้ คือ คุยแลกเปลี่ยนกับฆราวาสแบบเท่ากัน นอกจากนั้นผมยังคิดว่า ตัวคำสอนทางศาสนาเอง เวลาสัมพันธ์กับคน มีลักษณะบางอย่างซึ่งจะใช้วิธีดึงคนเข้ามาหาศาสนา ด้วยการบอกอยู่ลึกๆว่า ยังไงคนก็ด้อยกว่า และคนเป็นสิ่งที่ไม่ดี เวลาศาสนามองคนเนี่ย คนคือสิ่งที่ไม่ดี คนคือสิ่งที่ผิด และควรได้รับการแก้ไข คนคืออะไรบางอย่างที่มีความชั่วร้าย มีกิเลส มีบาปอยู่ในตัว ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้มันจะเป็นปัญหา คือในที่สุดแล้ว ตัวคำสอนมันวางอยู่บนการกดมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์เข้ามาอยู่กับศาสนา ซึ่งผมมองว่าตัวคำสอนมันน่าจะมีอะไรที่ผิดที่ไม่สามารถมองมนุษย์เท่ากับศาสนาได้ ศาสนาทำให้มนุษย์ด้อยกว่าศาสนา แล้วทำให้มนุษย์รู้สึกมีปมอะไรบางอย่างที่ผิด ที่ต่ำกว่า เพราะฉะนั้นเข้ามาอยู่กับศาสนาสิ แล้วศาสนาจะให้ทางออกกับคุณ ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นปัญหานึง ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง เราไม่สามารถอยู่ในโลกที่บอกว่า คนด้อยกว่า คนผิด อยู่ตลอดเวลาได้ เพราะการบอกคนว่าเค้าด้อยกว่า เค้าผิดอยู่ตลอดเวลาเนี่ย ในแง่นึงมันเป็นปัญหาทางการเมืองแล้ว  เพราะพอพูดถึงการเมือง พูดถึงประชาธิปไตย เราเชื่อว่าคนทุกคนมีเหตุผล คนทุกคนมีเสรีภาพ รู้ว่าอะไรดีสำหรับตัวเขา แต่พอมาในมุมศาสนา ศาสนาไม่ได้บอกคนแบบนี้ ศาสนาไม่ได้บอกว่าคนทุกคนมีเหตุผล ศาสนาไม่ได้บอกว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะทำอะไรเพื่อตัวเขาเองได้ แต่บอกให้มาอยู่กับศาสนาก่อน ผมคิดว่านี่อาจจะเป็นปัญหานึง ก็คือ สำหรับเรื่องประชาธิปไตย เรื่องการเมือง เรื่องสิทธิเสรีภาพแล้วเนี่ย เราเชื่อว่าคนทุกคนมีความสมบูรณ์ในตัวเอง มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนสิ่งที่ดีต่อตัวเขาเอง และต่อสังคมรอบข้างได้ โดยที่ตัวศาสนาอาจไม่คิดเรื่องพวกนี้ หรือมาจากฐานคิดที่ต่างกัน ศาสนาไม่ได้เชื่อว่าคนรู้ว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับเขา และไม่เชื่อด้วยซ้ำว่า ลำพังตัวมนุษย์แต่ละคนสามารถสิ่งที่ดีต่อสังคมได้ มนุษย์ต้องมีศาสนา เพราะไม่เช่นนั้นมนุษย์จะไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว
 
เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันจะต่างกันมากๆ คือ เรื่องประชาธิปไตย เรื่องการเมืองเนี่ย เราเชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนมีธรรมชาติที่ดี และในสังคมที่มาจากมนุษย์แต่ละคนที่มีธรรมชาติที่ดี การฟังเสียงทุกคนมันจึงสำคัญ ทุกคนมีเหตุผล ทุกคนมีธรรมชาติที่ดี เพราะฉะนั้นเอาเสียงทุกคนมารวมกัน เราจะได้สิ่งที่ดีที่สุด ประชาธิปไตยหรือการเมือง มันเชื่อว่าสังคมมันอยู่ด้วยเหตุด้วยผลได้ มนุษย์มีเหตุมีผล มนุษย์เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ตรงนี้เราอาจจะต้องกลับมามองว่าตัวศาสนาเข้าใจเรื่องแบบนี้แค่ไหน
 
เวลาศาสนาสัมพันธ์กับคน ศาสนามีแนวโน้มมากที่จะทำให้คนทั้งหมดเป็นแบบเดียวกัน อันนี้เป็นประเด็นนึงที่ผมคิดว่า สำคัญในแง่ปรัชญาวิธีคิด คือ ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่คนแต่ละคนมีคุณค่าของเขา เราอยู่ในโลกที่คนแต่ละคนมีความคิดความอ่านเป็นของเขาเอง คนแต่ละคนมีอัตลักษณ์ของเขา มีวิถีชีวิตของเขา แต่คำสอนทางศาสนาเข้าใจเรื่องแบบนี้แค่ไหน อย่างเช่น เรื่องพระเกย์พระตุ๊ด เวลาศาสนจักรสัมพันธ์กับเรื่องพวกนี้ วิธีที่พูด มันจะเต็มไปด้วยทัศนะของการเหยียดคนที่ผิดเพศ แล้วก็จะบอกว่าคนแบบนี้ไม่เหมาะสม ซึ่งผมคิดว่าคำถามที่น่าสนใจ คือ ทำไมศาสนาถึงสนใจมากกับการทำให้คนทั้งโลกเป็นแบบเดียวกัน เป็นแบบเดียวกันทางตรรกะ เป็นแบบเดียวกันทางวิธีคิด ศาสนาสามารถจะเป็นฐานทางปัญญาที่ทำให้เห็นว่าคนเรามีความหลากหลาย คนเรามีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน มีความเชื่อที่แตกต่างกัน มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันได้หรือไม่ ผมคิดว่าอันนี้เป็นคำถามที่มันท้าทาย และจำเป็นที่จะต้องตอบให้มากขึ้นในปัจจุบัน
 

สีสันแห่งแอ่งน้ำ มันไม่ใช่เรื

[b]สีสันแห่งแอ่งน้ำ[/b]

มันไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรในบ้านเรา
ศาสนาและประวัติศาสตร์มันถูกใช้เพื่อคงไว้ซึ่งอำนาจมาตลอด
แต่มันก็อยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกวี่ทุกวัน

ทุกคนอาจจะชินกับมัน คุ้นกับมัน อยู่กับมัน
พวกเราเป็นเพียงลูกอ๊อดของกบที่อยู่ในแอ่งน้ำ
ซึมซับทุกสิ่งทุกอย่างในน้ำเข้าไปในวิถีชีวิตของตน

หากเราลองสลัดหางกระโดดขึ้นจากแอ่งน้ำ
เราอาจจะพบว่าแอ่งน้ำไม่ได้มีอยู่แอ่งเดียว
แต่มีแอ่งน้ำอยู่มากมาย น้ำในแอ่งน้ำแต่ละแห่ง
มีสีสัน มีรสชาติ มีสิ่งแวดล้อม มีแสง มีอุณหภูมิที่ต่างกันไป
บางทีเราอาจจะพบว่า แอ่งน้ำบางแอ่งมีสภาพที่น่าอยู่กว่าแอ่งน้ำของเรา
เราอยากให้แอ่งน้ำที่เราอยู่มีสภาพแวดล้อมแบบนั้นบ้าง
แต่แอ่งน้ำแห่งนี้มันเหมือนมีเจ้าของ
เจ้าของแอ่งน้ำไม่ต้องการให้มีสภาพแวดล้อมเหมือนแอ่งน้ำอื่น

หรือว่าเจ้าของแอ่งน้ำต้องการอะไรบางสิ่งจากเหล่าลูกอ๊อด?

เมื่อลูกอ๊อดบางตัวมีสีสันเปลี่ยนไป
เจ้าของแอ่งน้ำรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในแอ่งน้ำ
เจ้าของแอ่งน้ำไม่อยากจะเห็นการเปลี่ยนไป
นกกระสาถูกส่งมากำจัดลูกอ๊อดที่เปลี่ยนสี

ลูกอ๊อดที่เปลี่ยนสีนั้นน่าเวทนายิ่ง
ท่ามกลางความเอร็ดอร่อยและสะใจของนกกระสา

ความเป็นธรรมมันจะเกิดขึ้นกับลูกอ๊อดเชื่องๆ ที่ไม่เปลี่ยนสีเท่านั้น
แต่ลูกอ๊ออดที่เปลี่ยนสีจำเป็นต้องยอมรับในชะตากรรมที่เขาบอกไว้

แล้วถ้าในแอ่งน้ำแห่งนี้มีลูกอ๊อดเปลี่ยนสีมากขึ้นเรื่อยๆ
นกกระสากินลูกอ๊อดที่เปลี่ยนสีทุกวี่ทุกวัน
จนตัวนกกระสาเองก็เปลี่ยนสีไปโดยไม่รู้ตัว

ถึงวันนั้นแอ่งน้ำแห่งนี้สีสันก็คงเปลี่ยนไป

แป๊ะเจี๊ยะคือวัฒนธรรม

[b]แป๊ะเจี๊ยะคือวัฒนธรรม คอร์รัปชันตั้งแต่ตั้งไข่[/b]

ผมเห็นด้วยกับบทความของกาแฟดำวันนี้ครับ
ประเทศไทยเราสร้างวัฒนธรรมการคอรัปชั่นกันตั้งแต่ในโรงเรียน
แล้วเราจะไปลดปัญหาการคอรัปชั่นระดับชาติได้อย่างไร
ถ้าเราขจัดปัญหาค่าแป๊ะเจี๊ยะได้ในวันนี้
ก็คงหวังไว้ว่าปัญหาการคอรัปชั่นในเมืองไทย
อาจลดลงสักครึ่งหนึ่งในอีกสักหลายสิบปีข้างหน้า

แต่ก็ยังไม่เห็นมีใครคิดแก้ปัญหานี้จริงๆจังๆ

เป๋าฮื๊อกับการเมือง: เป๋าฮื๊อ

เป๋าฮื๊อกับการเมือง:

เป๋าฮื๊อ คือ สิ่งมีชีวิตที่เป็นซุปเปอร์หอยในทะเลลึก และทั้งยังพบเป็นซุปเปอร์เห็ดบนภูเขาสูง
ตำนานที่พบหอยเป๋าฮื๊อเกี่ยวข้องกับการเมืองเกิดขึ้นในราชวงศ์ชิงของจีน
คราเกิดศึกสายเลือดระหว่างองค์ชาย14 เมื่อองค์ชาย 4 คิดแผนชิงราชบัลลังก์.....

ครัวหลวงได้ปรุงอาหาร เป็นซุปพิเศษใส่ซุปเปอร์หอยเป๋าฮื้อ( Abalone) ให้องค์ชาย 14 เสวยเพื่อสู้ศึกวังหลวง
ผลปรากฎว่า มีซุปเปอร์ภิกษุจีนมาร่วมแจมรับประทานอาหารมื้อนั้นด้วย
ทั้งฮ่องเต้และภิกษุสหายร่วมรบจึงมีกำลังภายในสามารถเอาชนะศึกครั้งนั้นได้

อาหารนั้นต่อมามีชื่อเรียกว่า พระกระโดดกำแพง
ส่วนซุปเปอร์เห็ดเป๋าฮื้อนั้นใช้แทนซุปเปอร์หอย ระหว่างเทศกาลกินเจ

พระกระโดดกำแพงของแท้ต้องมีซุปเปอร์หญ้า "ตังฉั่งเช่า" เป็นตัวปรุงรส
หากขาด "ตังฉั่งเช่า" พระจะกลายเป็น พระปลอมกระโดดกระป๋อง
เนื่องจาก ตังฉั่งเช่าหายาก และมีราคาสูงประมาณกิโลกรัมละ 200,000 บาท
สมัยราชวงศ์ชิงมีรายได้หลักจากการส่งออก "ตังฉั่งเช่า" ไปจำหน่ายให้ชาวจีนทั่วโลก

หอิอิ ^^

ตังฉั่งเช่า: Dong Chong Cao a

ตังฉั่งเช่า: Dong Chong Cao
a medicinal mushroom พบได้แถบ Tibetan Plateau and the Himalayas used as balancing yin and yang as a treatment of ailments ช่วยรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เยียวยาอาการผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง
งานวิจัยบ้างก็ระบุว่าเป็น caterpillar fugi ที่มีสรรพคุณเป็นยา
ราคาในสหรัฐ ขายกิโลกรัมละ ประมาณ US$ 3,000-US &18,000

ข้อมูลจาก: wikipedia

Kannika Rachaprarop

[quote=Kannika Rachaprarop]ตังฉั่งเช่า: Dong Chong Cao
a medicinal mushroom พบได้แถบ Tibetan Plateau and the Himalayas used as balancing yin and yang as a treatment of ailments ช่วยรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เยียวยาอาการผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง
งานวิจัยบ้างก็ระบุว่าเป็น caterpillar fugi ที่มีสรรพคุณเป็นยา
ราคาในสหรัฐ ขายกิโลกรัมละ ประมาณ US$ 3,000-US &18,000

ข้อมูลจาก: wikipedia[/quote]

จะสู้ไวอะกร้าได้รึ?

คลับคล้ายคลับคลาว่ามันเป็นเห็

คลับคล้ายคลับคลาว่ามันเป็นเห็ดที่ขึ้นบนศพของตัวแมลง
ไม่รู้ขึ้นกับศพคนได้ด้วยหรือเปล่า

ท่านdoctor J เคยเล่าให้ฟังว่าที่ธิเบต
มีการณาปนกิจโดยแยกชิ้นส่วนศพแล้วโยนให้แร้งกิน
แล้วถ้าแร้งมันกินไม่หมดแล้วไอ้เจ้าเห็ดนี่ไปขึ้น
ก็จะมีคนเก็บเห็ดชนิดนี้มาขาย เราก็ซื้อมากิน...โอ้...ยาโด๊ป

ศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง

ศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง มักจะสัมพันธ์กันด้วยแรงจูงใจของทั้งประมุขฝ่ายการเมืองและประมุขทางศาสนา
ศาสนากับการเมืองเกื้อกูลกันด้วยแรงบันดาลใจ/แรงจูงใจ
นั่นคือ หากประมุขจากทั้งสองสถาบันมาจากสังคมจารีตเดียวกันเป็นพรรคพวก/กลุ่มเดียวกัน ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาให้หลบหลีก-สับหลีก ส่วนการบวชเพื่อหนีข้อกล่าวหา/คดีความ เป็นเพียงแค่ เทคนิคการเอาตัวรอดของมนุษย์จอมเทคนิค
เป็นสูตรสำเร็จที่เรียกว่าทฤษฎี..... technical escape ......มั๊ง

น้ำลัด

[quote=น้ำลัด]คลับคล้ายคลับคลาว่ามันเป็นเห็ดที่ขึ้นบนศพของตัวแมลง
ไม่รู้ขึ้นกับศพคนได้ด้วยหรือเปล่า

ท่านdoctor J เคยเล่าให้ฟังว่าที่ธิเบต
มีการณาปนกิจโดยแยกชิ้นส่วนศพแล้วโยนให้แร้งกิน
แล้วถ้าแร้งมันกินไม่หมดแล้วไอ้เจ้าเห็ดนี่ไปขึ้น
ก็จะมีคนเก็บเห็ดชนิดนี้มาขาย เราก็ซื้อมากิน...โอ้...ยาโด๊ป[/quote]

คนไทยต้องเพาะเห็ดสไนเปอร์ และเลี้ยงหอยสไนเปอร์นะคะคุณน้ำลัด
ใช้เป๋าฮื้อ+ไวอากร้า ก็ยังไวไม่พอค่ะ

Kannika Rachaprarop

[quote=Kannika Rachaprarop]ท่าน doctor J ไปหลบโด๊ป อยู่ที่ไหนน๊าาา[/quote]
นั่นจิ อุตส่าห์เข้ามาอ่านทุ๊กวัน เผื่อจะได้อ่าน comment ของ Doctor J บ้าง

Noel wrote:Kannika

[quote=Noel][quote=Kannika Rachaprarop]ท่าน doctor J ไปหลบโด๊ป อยู่ที่ไหนน๊าาา[/quote]
นั่นจิ อุตส่าห์เข้ามาอ่านทุ๊กวัน เผื่อจะได้อ่าน comment ของ Doctor J บ้าง[/quote]

สงสัยท่าน doctor J กำลังประท้วงอยู่ครับ
พักนี้ประชาไทขยันลบความเห็นเหลือเกิน
คงจะลบเยอะไปหน่อยนะครับ...ก็เลยไม่ส่งความเห็นซะเลย

FFF FFF ว.วชิรมีเฮ กล่าวไว้ว่

FFF
FFF

ว.วชิรมีเฮ
กล่าวไว้ว่า :
ทุกขโต ทุกขถานัง---รักย่อมเข้าใจในรัก

----------------------------------------
คำถามก็คือ
ใครอนุญาตให้นักบวช "วางตัวเสมือนอยู่เหนือกว่า" ฆราวาส ?

ทุกคนบอกกันว่าสวรรค์นั้น"สุดเจ๋งส์"
ทุกคนนั้นอยากไปสวรรค์....
แต่-ปัญหาก็คือ : ไม่มีใครอยากตาย !

----------------------------------------
สารัตถะของศาสนาพุทธทั้งระดับโลกียธรรม/และโลกุตตรธรรมนั้น
โดยพื้นฐาน- เป็นสิ่งที่ดีงามและลึกซึ้งทีเดียว เมื่อสัมพัทธ์กับห้วงเวลาที่ว่ามันถูก"ค้นพบ"เมื่อ2000ปีก่อน...
( แม้ว่า หลายแง่มุมของมันจะชวนให้ตั้งคำถาม
และหลายแง่มุมก็ชวนสยองขวัญ......)
ซึ่งโดยตัวมันเองแล้ว ก็สะท้อนถึงความเป็นอัจฉริยะของสิทธัตถะเองด้วย....
และ-แน่นอน ก็รวมไปถึงบรรดานักบวชอัจฉริยะร่วมยุคสมัยที"ไม่ใช่พุทธ"แต่มีอิทธิพลในศาสนาพุทธด้วย-เช่นกัน

ปัญหาของศาสนาพุทธในประเทศเทยนั้น
น่าจะมาจาก "ความเซอร์&เอ๋อ"ของหลายปัจจัยรวมกัน.....
หนึ่งในนั้นก็คือ :
"การมองและตีความศาสนาพุทธแบบสยึมกื๋ยส์ "....
ซึ่งก็คือ เป็นปัญหาของบรรดา"สาวกเบ็ดเตล็ด"ทั้งหลายนั่นแหละ

ทุกวัด
เราจะเห็นคน "จุดธูปเทียนบูชา"กันควันคลุ้งทั้งสิ้น...
ปัญหาก็คือ
"การจุดธูปเทียนบูชา"นั้น มันไม่ใช่พุทธ-ทั้งในด้าน"ปรัชญา"และ"จารีตปฎิบัติ"....
มันเป็นเพียง "การก๊อปปี้แบบสะลึมสะลือ"มาจากการบูชาไฟของลัทธิโยคีสายบูชาไฟที่มีมาก่อนสิทธัตถะจะเกิดซะอีก-เท่านั้นเอง......

นี่แค่ "ปฏิบัติการบูชา"ซึ่งเป็นเรื่องมหาจิ๊บจ๊อยส์ เท่านั้นนะเนี่ย
ยัง"เซอร์&เอ๋อ"กันจนออกทะเลเลยเกาะกงไปซะไกลนู่น
ฉะนั้น
เรื่องที่ซับซ้อนอื่นๆในตัวสารัตถะของศาสนาพุทธ.... ก็เป็นอันว่า--หายห่วง!!

ใครเคยเห็นบรรดา"พระ"(ทั้งสายป่าไม้/และสายป่าคอนกรีท)
ออกมาห้ามมิให้ชาวบ้านจุดธุปเทียนบูชากันมั่ง ?
------------------------------------------------------
ชนชั้นเฟซบุ๊คขี้เปียกของประเทศเทยที่ชอบ"แสดงรากเหง้าแห่งความเป็นเทย"ด้วยการ "ทัวร์9วัด-ทุกวันพระ"นั้น
ด้วยความเคารพ-ถามจริงๆ
จะมีซักกี่คนที่เคยศึกษา"ธรรมะแห่งพุทธ"จาก"พระไตรปิฏก-ฉบับภาษาบาลี"กันมั่ง?
จะมีซักกี่คนที่รู้จัก โลลุทายี ?

แม้แต่พระ&สามเณรหลายแสนรูปก็เถอะ
ก็ล้วน "เข้าใจ" ศาสนาพุทธผ่าน"เอกสารชั้น8ชั้น9(มหาอรรถกถา)" กันทั้งนั้น
มีน้อยมากที่จะ"เข้าใจ"ผ่านทางเอกสารชั้นต้นๆ(ตัวพระไตรปิฎกและกถา)....
------------------------------------------------------
"อำมาตย์"นั้นชอบกันจั๊ง-พูดภาษาคนคำ/ภาษาพระคำ
แล้วเกิดillutionว่าตัวเอง "มีคุณธรรม"เหนือกว่า"ประชาชนผู้เวียนว่ายอยู่ในห้วงสังสารวัฎฎ์".......
ก็ถ้า in มันซะจริง-ก็ทำไมไม่ไป "บวช"ให้มันรู้แล้วรู้แรดกันซะล่ะเฮีย ?

-------------------------------------------------------
สรุปชั้นต้น :
นี่เราเชื่อกันจริงๆเรอะเนี่ยว่า --เมืองเทยนั้นเป็นเมืองพุทธ ?

ปู๊โธ่ !.....

-------------------------------------------------------
ทุกคนอยากไปสวรรค์
แต่-ไม่มีใครอยากตาย !!

(ยังมีต่อ)

--------------------------------------------------------
คิกคัก คิกคัก
:)
FFF
FFF

แสดงว่าที่ตุ๊เจ้า

แสดงว่าที่ตุ๊เจ้า เอาเลือดไล่สาดชาวบ้าน ถลกจีวรชูป้าย ว๊ากเฟ้ย ก็เป็นพระของนักการเมืองนะสิ

หลายๆสายตา

หลายๆสายตา มอง..
และมีความนึกคิด ถึง ศาสนาพระ
..ว่าเป็น ศาสนาพุทธ

สงสัยว่าเจ้าของบทความ ก็เป็นหนึ่งในสายตาหลายๆคู่นั้น

ควันไล่ยุง

ควันไล่ยุง ไฟไล่สัตว์ป่าเช่นเสือ ช้าง ในสมัยโบราณจำเป็นต้องจุดธูปและเทียน เวลามาปฏิบัติธรรมที่วัด ผู้อยู่ในเหตุการณ์ขอบอก ชิมิชิมิ

ครับคุณศิโรฒฯครับ

ครับคุณศิโรฒฯครับ อย่าพยายามไปแต่งหน้าให้แม่ชีหรือแต่งสีให้ไข่มุกหรือปรุงแต่งให้ศาสนาด้วยจริตในความไม่สามารถแยกแยะนั้น ไปโบ๊ะให้ศาสนาต่อให้หนาที่เปลือกไปอีกชั้นตามจริตที่หยาบแบบนั้นของคุณ? ปัญหาเรื่องนี้เกิดจากการใช้จิตที่หยาบของคุณไปปรุงแต่งให้พระศาสนา?(ที่ตัวตนเนื้อในไสบริสุทธิอยู่แล้ว แต่จิตที่ปรุงแต่งและการพอกสีสันที่เจตนาแค่หลอกล่อกิเลสมนุษย์บนเงื่อนไขความต่าง(ดอกบัวสี่เหล่า) เข้าหาพระศาสนา หรือจิตพุทธะที่จริงเรื่องนิดเดียวเอง คือจิตประภัสสร แต่กิเลสที่ยังหยาบของมนุษย์ต่างหากพอกมันให้หนาด้วยอุบายธรรมและสีสันพิธีกรรม

จนคุณ ใช้จิต ตามจริตที่ปรุงแต่งตามโจทย์ที่จะโยงไปหาสิ่งที่เป็น เครื่องทรง หรือสีสันที่มาเพิ่มให้พระศาสนา(ในที่นี้หมายถึงพุทธก่อน) เช่นโยงเรื่อง ศาสนา ไปที่ศรัทธาความเชื่อที่เป็นแค่ความเชื่อแบบลัทธิที่เกี่ยวโยงอาณษจักร(สิ่งที่คุณพยายามโยงในถึงนักปกครองปชต.ที่เข้ามาใช้ศาสนจักรไปอิงกับอาณาจักรแบบสมัยยุคมืดยุโรปกลาง)และเจ้าลัทธิอาตมันใหญ่เจ้าผู้ปกครองปชต.ขณธนี้ในไทยแต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ศาสนาแค่อ้างอิง หรือใช้ประโยชน์ในสรัทธาความเชื่อคล้ายๆศาสนา

ตามจริตแบบนั้น?โดยไม่แยกแยะบทบาทหน้าที่ของศาสนาและอาณาจักร ให้ชัด(คือต้องชแยกให้ชัดที่ตัวคุณเองด้วยจึงจะไม่ไปเหมารวมเอาศาสนาไปคลุกรวมกับลัทธิความเชื่อนั้น) คือถ้าแยกที่ตัวคุณเองคุณจะไม่ได้ ไปปรุงแต่งให้ศาสนาไปเป็นแบบเดียวกับศรัทธาลัทธิพวกนั้นที่คือทางแห่งความเสื่อม(ถ้าวัดในบทบาทหน้าที่ของศาสนา)

แต่ถ้าวัดในบทบาทแบบปุถุชน หรือฆารวาสที่บทบาทไม่ต้องถือศิลสองร้อยกว่าข้อในหน้าที่ธรรมทูตที่ต้องสร้างศรัทธาในต้นแบบที่ดี(มันก็ไม่เหมือนกับฆารวาสอยู่แล้วโดยวัตรปฎิบัติแบบนี้เป็นการบังคับไม่เป็นปชตได้ไหม?กับคนที่บวชพระ ถ้าใช้ตรรกะแบบนั้นของคุณทั้งหมด)

เพราะศาสนาคือ สิ่งที่ยึดเหนียวจิตใจ ด้วยหน้าที่ทางศาสนาคือหลักยึด แม้มนุษย์มีศักดิศรีความเป็นมนุษย์ ในการที่จะเลือกวิธีทางที่ตนเองอยากได้อยากเป็นและเป็นตัวของตัวเองที่สุดตามวิธีการในเครื่องมือในเสกลที่หยาบแบบปชต.ในกำหนดสิทธิตามหลักปกครองขั้นพื้นฐาน ด้วยการบริหารจัดการปัญหาความต่างที่ต่างคนต่างอ้างสิทธิหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าๆกัน

แล้วถ้าเกิดมันเท่ากันจนไม่มีใครยอมใครล่ะ? นี่คือเงื่อนไขปัญหาของการบริหารจัดการกับปัญหาความต่างที่หน้าที่ในเครื่องมือแบบปชต. ที่เป็นเครื่องมืองในหลักการที่หยาบ ย่อยลงมาหาเครื่องมือที่ย่อยกว่า ซอยลงมาหาหลักรัฐศาสตร์,นิติศาสตร์ และที่ละเอียดที่สุดคือ

เครื่องมือแบบ"ศาสนศาสตร์" เพราะหน้าที่คือการบริหารจัดการปัญหาในหน่วยที่ย่อยที่เล็กที่สุดทางสังคม นั้นคือหน้าที่ทางจิตสำนึกที่ดี ที่ต้องมีต้นแบบเบ้าหลอมที่ถูกคิดมาอย่างดีและแยบยลหลายพันปี ด้วยวิธีการเฉพาะกว่าเครื่องมือแบบปชต.ที่คุณศรัทธามากกว่าศาสนาเสียอีก? เพราะมันสะสมผ่านหลายรอบ อารยะธรรม,รอบประวัติศาสตร์,รอบเชื้อชาติประเพณี ที่หลอมรวมมาเป็น อัตลักษณ์วัฒน์ธรรมทางจิตวิญญานเฉพาะที่มีต้นแบบมีที่มาที่ไป

หรือพิมพ์เขียวสำเร็จรูปให้คุณเลือกเพราะศาสนาไม่ได้บังคับให้เลือกเหมือนหลักปกครอง ดังนั้นใช้ศรัทธาความเชื่อ นำ เพื่อใช้ในการเป็นเครื่องมือบริหารจัดการปัญหาความต่างในหน่วยที่เล็กที่สุดนั้นคือหน่วย"อัตตา"ระดับ"ปัจเจก" นั้นคือสำนึกที่ดีคุณภาพ จิตสำนึกที่ดีทางอารยะ หรือที่สังคมนั้นยอมรับได้(ตรงนี้ไงครับมันคือที่มาของที่คุณว่าทำไมต้องมีต้นแบบหรือมีศาสนา เหมือนบังคับให้เชื่อไม่เป็นปชต.ถ้าคิดอย่างหยาบ) แต่จริงๆไม่ใช่? มันคือเบ้าหลอมทางอัตลักษณ์วัฒนธรรมประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์เชื้อชาติสังคมนั้นต่างหากมีพัฒนาการมาอย่างไรไปทางไหน?และเป็นที่ยอมรับของคนในนั้นแค่ไหนทีแม้จะปชต.แบบฝรั่งจ๋าแต่ถ้าคนไทยยอมรับไม่ได้ก้ใช้ไม่ได้กับคนไทย เรื่องนี้กฎจารีตฯก็คือที่มาของหลายๆกฏรวมทั้งกฏหมายด้วย

เพราะคำว่าจารีต,วัฒนธรรมประเพณีที่เกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ทางศาสนาลัทธิความเชื่อคนล่ะอย่างกับที่คุณอ้างน่ะครับ? ว่า กรอบของศาสนาครอบอำนาจตัดสินใจของปชช.ในสังคมนั้นๆและปชต. จริงๆไม่ใช่ครับ(แต่ที่คล้ายว่าใช่เพราะคุณไปโยงในสิ่งที่พยายามโคลนนิ่งเจตจนารมณ์หลักศาสนาไปใช้ต่างหากที่เป็นแมสเซสจริงๆของคุณแต่ที่ผมตำหนิค่อนข้างแรงเพราะขาดการแยกแยะเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้)

ถ้าคุณแยกแยะให้เป็น? แยกศาสนาในหน้าที่สเกลบริหารจัดการกับหน่วยที่ละเอียดที่สุดคือระดับจิตสำนึกฯเมื่อลงลึกระดับนั้นเครื่องมือและวิธีการประกอบศรัทธาและความเชื่อ ที่ต้องใช้กลยุทธในการหลอกล่อกิเลสมนุษย์เข้าหาจิตพุทธะในสีสันพิธีกรรมของเปลือกที่เป็นสาระทางนัยยะหรือเชิงสัญญาลักษณ์ไม่ใช่แก่นหรือตัวตนสิ่งนั้น

นั้นคือเครื่องมือแบบศาสนากำลังทำหน้าที่แบบนั้น?ในการบริหารจัดการความต่างของสังคมในสเกลที่ละเอียดมาก แต่เพราะปัญหาความต่าง(ดอกบัวสี่เหล่า)จึงต้องใช้หลายอุบายธรรมที่รวมแม้แต่แปดหมื่นสี่พันกว่าพระคาถาคำสอน นั้นขนาดเป็นธรรมะขั้นสูงเป็นพทธวจนะยังจัดอยู่ในอุบายธรรม เพื่อบริหารจัดการกิเลสมนุษย์ในความต่าง(ดอกบัวสี่เหล่า)เข้าหา"จิตพุทธะ"นั้นคือการพัฒนาจิตระดับจิตสำนึกให้สูงขึ้นไป เช่นจาก "กักฬระ"ที่มนุษย์แค่สัตว์ชนิดหนึ่งที่จะตอบสนองตามแรวกระตุ้นสารเคมีร่างกายกระตุ้นต่อมกิเลสแบบใด ก็ไปตามนั้น?ไม่มีหิริโอตัปปะ

เราจึงใช้กลไกศาสนาพัฒนาให้เข้าหาจิตพุทธะในระดับขั้นที่สูงมาเป็นจิตสำนึกระดับคนมีอารยะ>อัฉริยะ>อริยะ>นิพพาน???

นันคือเครื่องมือกลไกแบบศาสนา ที่ต่างจาก อาณาจักรที่เน้นหลักปกครอง,หลักรัฐศาสตร์,นิติศาสตร์,หลัก กฎหมาย(ความก็คือกดหมายในตัวมันเองอยู่แล้วไม่ใช่กลไกแบบจิตสำนึกแบบศาสนาหรือแค่รักษาศิล)ที่กฎหมายเข้าไปบังคับพฤติกรรมมนุษย์ เชิงแพสซีพฯ(แสดงออกถึงปัญหาแล้วค่อยไปจำกัดฯ,บริหารจัดการเหมือนจับปูใส่กระด้ง) แต่คุณค่าทางศาสนาคือ แอคทีฟฯที่หมายถึงบริหารจัดการตั้งแต่ระดับจิตสำนึกไม่ให้เกิด ด้วยหิริโอตัปปะ

แต่สิ่งที่คุณสับสน เพราะไปปรุงแต่งเอาสิ่งที่เป็นเปลือก เป็นมิจฉาฯไม่ใช่สาระฯ หรือวิชาที่เป็นสัมมาฐิทิมาจับประเด็นจนแยกแยะ สิ่งที่เป็นเปลือกที่ปรุงแต่งให้ศาสนาขุ่นมัว นั้นออกไป ?เพราะมันไม่ใช่สาระ(แม้สังคมไทยพอกมันไว้หนากว่าสาระทางศาสนา หรือพอกเปลือกหรือสีสันพิธีกรรมไว้หนากว่า"แก่น"จนหาหลักไม่เจอตอนนี้)

แต่นั้น ไม่ใช่เพราะศาสนาผิด?หรือเป็นตัวปัญหาตามข้อกล่าวหาคุณ? แต่ปัญหาจริงๆคือคุณไปปรุงแต่งและติดกับเครื่องปรุงแต่ของเปลือกเหล่านั้น? ในแบบของการมองเปลือกที่ไม่ใช่(ทั้งหมดแค่อุบายธรรมหรือเปลือก) กับความพยายามจะไปแต่งหน้าให้แม่ชี(สิ่งมันผิดอยู่แล้วคุณเห็น? ต้องแยกแยะว่าอันนั้นไม่ใช่? ไม่ใช่ไปบอกว่าศาสนาไม่ใช่?แบบนี้)จนไปโทษเปลือกว่าคือความผิดของศาสนาด้วยจิตปรุงแต่งสิ่งอื่นมาปรุงแต่งให้ศาสนาอีกทีบนจิตวิเคราะห์ที่ยังหยาบต่อเงื่อนไขที่มาวิเคราะห์สิ่งที่ละเอียดอย่างไม่แยกแยะให้ชัดเจนครับ???

คือผมพยายามจับแมสเซสคุณมันค่อ

คือผมพยายามจับแมสเซสคุณมันค่อนข้างตรงกับกับสิ่งที่ผมยกเสมอๆในนี้เรื่องความเชื่อเรื่อง"อาตมันใหญ่" (ความเชื่อในศาสนาเทวนิยมในอินเดีย)หรือสิ่งนิรันดร์ ที่ขัดกับหลัก"อนัตตา" หรือกฎไตรลักษณ์ทางพุทธอยู่แล้ว?

เพราะแนวทางพุทธคือพัฒนาศักยภาพตัวตนในระดับอัตตา(พัฒนาจิตเน้นเข้าถึงปฎิบัติได้ให้เข้าถึงตั้งแต่หน่วยปัจเจก) ในการพัฒนาจิตให้คนสูง ไปหาขั้นเทพฯ(ในแนวคิดอาตมันใหญ่น่ะไม่ใช่พุทธ)เพื่อพัฒนาให้หลุดพ้นกว่าเทพฯ(นิพาน)

นั้นคือผมกำลังชี้ว่าแนวทางพุทธ นั้นเน้นส่งเสริมศรัทธา เชื่อศักยภาพมนุษย์แต่ล่ะคนสามารถพัฒนาระดับจิตให้สูงขั้นๆๆๆ ด้วยเป้าหมายหลุดพ้นกว่าแนวคิดเทวนิยม(อาตมันใหญ่หรือความเชื่อเรื่องผู้สร้างผุ้ประทานผู้กำหนดสรรพสิ่งให้มนุษย์) ซึ่งคุณลักษณะแบบพุทธนี่ยิ่งกว่าเครื่องมือบริหารจัดการความต่างมนุษย์แบบปชต.ที่เสกลปชตมันหยาบที่สุดแล้ว(เพราะมุ่งเชิงบริหารจัดการในทางเครื่องมือทางปกครองกลายๆ)

แต่แนวทางพุทธนี่คือต้นแบบแนวคิดปกครองตนเองพัฒนาตัวเองได้ทันที่ที่อัตตาหนึ่งอัตตาใดในเสกลปัจเจกได้เลยในแบบส่งเสริมศักยภาพความเป็นมนุษย์ขั้นสูงสุดแล้วและถ้าสูงถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่ต้องใช้กฎหมาย?แล้วถ้าสังคมนั้นพัฒนาจิต ได้สูงเท่ากันผ่านเครื่องมือแบบพุทธศาสนาในพัฒฯการสูงสุดของ สังคมตามนั้น? จนคนมีธรรมเสมอกัน นั้นคือจะก้าวข้ามปชต.ไปหาการปกครองแบบ"ธรรมาธิปไตย"ทันที???

นั้นคือต้นแบบในเป้าหมายของสังคมอุดมคติ แบบพุทธ? ที่ไปสูงและไปไกลกว่าสังคมอุดมคติแบบปชต.มาก? เพราะแค่ปชต.ตอนนี้เรายังไปไม่ถึงไหน? ดังนั้นอย่าพึ่งไปโทษสิงที่จะเป็นเครื่องมือชิ้นที่สำคัญและมีเป้าหมายปลายทางที่สูงกว่าละเอียดกว่าปชต.(ถ้าทำได้)แบบสังคม"ธรรมาธิปไตย"เพราะใช้เครื่องมือแบบพุทธศาสนา(แก่นจริงๆ)นำเลยครับคุณศิโรฒ???

FFF FFF เวลาใคร "ตั้งคำถาม"

FFF
FFF

เวลาใคร "ตั้งคำถาม" ต่อวิกิลีกส์
เราบอกว่า "รู้จักใช้หลักกาลามสูตร".....

แต่พอใคร "ตั้งคำถาม" ต่อหลักปรัชญาของศาสนาพุทธ
เราบอกว่า "ไอ้บัวเหล่าที่ห้า-ที่ในดวงจิตมีแต่อวิชชา/และมิจฉาทิฏฐิ !"......

ไหงเป็นซะงั้นล่ะ ?

---------------------------------------

"สัจธรรม"นั้น
มี"ทางเข้าถึง"ในหลากหลายเส้นทาง.....
ขึ้นอยู่กะความเป็นอัจฉริยะส่วนบุคคล/และปัจจัยแวดล้อมที่ลงตัว-ของแต่ละคน

"พุทธธรรม"นั้น
สิทธัตถะไม่ได้ "สร้างขึ้นมา" / แต่ "ค้นพบ"....
เหมือนกะที่ไอน์สไตน์ก็ไม่ได้"สร้าง"หลักการสัมพัทธภาพ/แต่เป็นแค่การ"ค้นพบ"และประมวลมันไว้นั่นแหละ......

ดังนั้น
ในทางหลักการแล้ว
ถ้าเงื่อนไข2อย่างนั้นเพียงพอ
ใครๆก็"พอจะมีสิทธิ์" ค้นพบสัจธรรมได้.......

---------------------------------------

"พระ"นั้น ไม่ใช่ตัว "พุทธธรรม"
เป็นแค่ "คนกำลังเดินทาง" /ไม่ใช่ "ผู้ที่ถึงจุดหมายแล้ว"/และซ้ำก็ไม่ใช่ "ตัวจุดหมาย"เองด้วย....

โธ่ !
ก็วานซืนยังเมากัญชาสะลึมสะลืออยู่เลย
วันนี้สวมยูนิฟอร์มพระ-แล้วจะกลายเป็น "มหาความถูกต้องที่ถกเถียงมิได้"ไปทันทีได้งัย...
มันเป็นเป็นไปได้ยากส์น่ะ-เฮียๆเจ๊ๆ !

ดังนั้น
จงกล้าที่จะ"โต้แย้ง"แบบเสมอภาคกะพระทุกรูป
ถ้าเราคิดว่าการถกเถียงนั้นๆมันก็แค่ "ผู้ยังไปไม่ถึงจุดหมาย2คน-มาแลกเปลี่ยนภูมิธรรมซึ่งกันและกัน"-เท่านั้น
ไม่น่าจะอนุญาตให้ใครมา"วางฟอร์มเหนือกว่า"ใครนะ-ว่ามะ ?

-----------------------------------------

พุทธปรัชญาในระดับโลกุตตระนั้น
เป็นไปเพื่อจุดหมายเดียว นั่นคือ ฝึกปรือตนเองเพื่อโบกมือลาสังสารวัฏฏ์นี้......
ซึ่งก็เป็น "วิถีหลัก" ของผู้คนที่แสวงหาความหมายของชีวิตในหลากหลายลัทธิที่ร่วมยุคสมัยกับสิทธัตถะ

ส่วนที่ผ่าเหล่าออกมาเป็นทวิตเตอร์ที่ว่า "ฆ่าเวลาเป็นบาปหนักกว่าฆ่ามนุษย์" อย่างที่โดนสวดชยันโตซะตรึมนั้น
นั่นเป็นการตีความของ"สาวกเบ็ดเตล็ด"ที่ตีความพุทธปรัชญาแบบเซอร์&เอ๋อผ่านนาฬิกายี่ห้อ "ไซโก้" เท่านั้น.......
ไม่เกี่ยวกะพุทธปรัชญาและการหันหลังให้สังสารวัฏฏ์แต่อย่างใด......

-------------------------------------------
"นิพพาน"นั้น
เป็นปัจจัตตัง-ภาวะที่รู้ได้ด้วยตนเองเท่านั้น/เป็นภาวะอันมิอาจบอกให้ใครอื่นสัมผัสรู้ได้.....

ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น....
"สาวกเบ็ดเตล็ด"ที่ยืนยัน/นั่งยัน/และนอนยันว่า : พระพุทธเจ้านั้นทรงบรรลุซึ่งปรินิพพาน......
พวกเขา "รู้" ได้อย่างไรกัน ?

??? ??? ???

ทุกคน-อยากไปสวรรค์
แต่-ไม่มีใครอยากตายน่ะ !!

--------------------------------------
คิกคัก คิกคัก
:)
FFF
FFF

สวรรค์อยู่ในอก

สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ
ทำจิตใจให้ผ่องแผ้วก็เหมือนกับได้ขึ้นสวรรค์
สบายใจหนึ่งครั้งอายุยื่นหนึ่งวัน ทุกข์ใจหนึ่งครั้งอายุสั้นหนึ่งวัน แต่นอนเขาค้อหนึ่งคืนอายุยืน ๑ ปี นะจะบอกให้
พูดชั่ว ทำชั่ว คิดชั่ว เขียนชั่วก็ทุกข์