ปีเก่า : “ปีแห่งความล่มสลาย ของการเคารพหลักการและคุณค่าของชีวิตคน”

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
 
ช่วงธันวาคนจนถึงสิ้นปี 2553 (คร่อมมาถึง 2 ม.ค.54) ผมมีงานที่จำเป็นต้องสะสางให้เสร็จ จนแทบไม่มีเวลาติดตามข่าวสารอะไรเลย ไม่รู้ว่าปีที่เพิ่งผ่านไป เขาจัดลำดับข่าวเด่น หรือบุคคลแห่งปีอะไรยังไงกันบ้าง
 
แต่สำหรับผมแล้ว ปี 2553 คือ ปีแห่งความล่มสลายของการเคารพหลักการและคุณค่าของชีวิตคน อันที่จริงการเคารพหลักการมันพังแล้วตั้งแต่มีมวลชนออกมาเรียกร้องรัฐประหารและเกิดรัฐประหาร 19 กันยา ต่อจากนั้นมาเราก็ได้เห็นการเหยียบย่ำหลักการ จนกระทั่งนำมาสู่การล่มสลายของการเคารพชีวิตคนเมื่อเกิดเหตุการณ์ฆ่าประชาชนช่วง เมษา-พฤษภา 53
 
ปรากฏการณ์แห่ง การไม่เคารพชีวิตคน ไม่ใช่แค่เพียงด้วยการประณาม กล่าวหา และล้อมปราบประชาชน (รถถัง อาวุธหนัก-เบา กำลังพล 50,000 คน งบประมาณมหาศาล เตรียมพร้อมเพื่อจัดการกับประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง การเลือกตั้ง นี่คือสรรพกำลังที่ยิ่งกว่าเตรียมไว้ปราบ อริราชศัตรู) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการ ฆ่าซ้ำ ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า พวกเสื้อแดงมันฆ่ากันเอง (แต่จนป่านนี้ก็ไม่มีการพิสูจน์ให้คนว่าคนเสื้อแดงฆ่ากันเองตายกี่คน ถูกทหารฆ่ากี่คน)
 
ซ้ำร้ายคนเสื้อแดงที่ตกเป็น นักโทษการเมือง ร่วม 400 คน ก็ได้กลายเป็น นักโทษการเมืองที่ถูกขังลืม ไปแล้ว เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปฏิเสธข้อเสนอของ นายคณิต ณ นคร ให้ปล่อยตัวชั่วคราว
 
พูดให้ตรงที่สุดคือ ชีวิตคนที่ไม่ถูกเคารพก็คือ ชีวิตคนเสื้อแดง เท่านั้น ที่ไม่จับคนเสื้อเหลืองมาขังคุกด้วยข้อหาก่อการร้ายนั้นถูกแล้วนะครับ เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิทางการเมืองแม้จะ ล้ำเส้น ไปบ้าง มันก็ยังสรุปไม่ได้หรอกว่าพวกเขาเป็น ผู้ก่อการร้าย ฉะนั้นที่ไม่เอาคนเสื้อเหลืองมาขังคุกด้วยข้อหาก่อการร้ายนั้นถูกต้องแล้ว
 
แต่ทำไมไม่ทำสิ่งที่ถูกต้องเดียวกันนี้กับคนเสื้อแดงบ้าง!?
 
ที่จริงแล้วการเคารพคุณค่าของชีวิตคน ขึ้นอยู่กับทัศนะต่อ ความเป็นคน อย่างแยกไม่ออก และทัศนะต่อ ความเป็นคน มันก็ขึ้นอยู่กับวัฒนนธรรมทางความคิดของระบบการเมืองการปกครองของชนชาตินั้นๆ เป็นหลัก คำถามคือระบบการปกครองของเราเป็นระบบที่เคารพความเป็นคนหรือไม่ ปัญหานี้ดูเหมือน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จะอธิบายตรงๆ อย่างนี้ว่า
 
ปัจจุบันเราเรียกระบอบการปกครอง หรือ form of government ของเราว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ควรจะเรียกอีกแบบหนึ่งคือ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีคณะรัฐมนตรีบริหารราชการ ...เป็นรูปแบบที่จงใจจะจำกัดความหลากหลาย ไม่ใช่เฉพาะในเชิงสังคมวัฒนธรรมอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทว่าเป็นการจำกัดความหลากหลายในระดับที่ผมเรียกว่า ระดับ existentialist เป็นความหลากหลายในเชิงความเป็นตัวตนของมนุษย์ ใน existential activity หรือ existential diversity โดยพื้นฐานแล้วความเป็นมนุษย์เราคืออะไร ในความคิดผมสิ่งที่เป็นหัวใจของมนุษย์เลยคือ freedom คือ เสรีภาพ ...ถ้ามนุษย์ไม่สามารถจะคิดอะไรที่อยากจะคิดได้ ไม่สามารถที่จะพูดอะไรในสิ่งที่ตัวเองอยากพูดได้ ก็ไม่ใช่มนุษย์แล้ว ฉะนั้น โดยระบอบการปกครองแบบนี้ เนื้อแท้ของมันออกแบบให้จำกัด existence ของเรา [1]
 
ถ้า หัวใจ หรือ แก่นสาร (essence) ของมนุษย์ คือ เสรีภาพ ก็หมายความว่าความงอกงามในทุกมิติของชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าปราศจากการมีเสรีภาพ ฉะนั้น การเคารพคุณค่าชีวิตก็คือการเคารพเสรีภาพ
ระบบการปกครองใดก็ตามถ้าไม่เคารพเสรีภาพก็เท่ากับระบบการปกครองนั้นไม่เคารพคุณค่าของชีวิตมนุษย์โดยพื้นฐานเลยทีเดียว โดยระบบเช่นนี้เมื่อประชาชนออกมาเรียกร้องเสรีภาพในการปกครองตนเอง พวกเขาจึงถูกฆ่า หรือถูกจับขังคุกเสมือนว่าชีวิตของพวกเขาเป็นสิ่งไร้ค่า
 
และการที่สังคมนี้ดูเหมือนไม่แคร์ต่อการเหยียบย่ำคุณค่าของชีวิตคน ก็สะท้อนให้เห็นว่าระบบการเมืองการปกครองของสังคมนี้โดยตัวมันเองแล้วไม่ใช่ระบบที่เคารพเสรีภาพหรือคุณค่าของชีวิตคนอยู่แล้ว ระบบแบบนี้มันจึงไม่เคยปลูกฝังให้ประชาชน รักเสรีภาพ มากกว่า รักตัวบุคคล
 
แต่ยังมีมุมมองที่ต่างออกไปว่า แม้ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอาจมีปัญหาเรื่อง ความเป็นอิสระทางศีลธรรม แต่ก็แก้ได้โดยที่พระมหากษัตริย์ทรงให้โอกาสพลเมืองไตร่ตรองตัดสินเรื่องต่างๆ เชิงบรรทัดฐานซึ่งเกี่ยวกับวิธีอยู่ร่วมกันในสังคมโดยไม่ครอบงำในเรื่องเฉพาะแต่ละเรื่อง แต่ให้แต่ละคนคิดในกรอบใหญ่ของศาสนาหรือระบบจริยธรรมของตน ทว่าแง่ดีของระบบดังกล่าวนี้คือ คุณค่าเฉพาะ ที่เรามีไม่เหมือนใคร ได้แก่ การที่องค์พระมหากษัตริย์สามารถเป็นจุดส่งต่อความห่วงใยจากพลเมืองคนหนึ่งไปสู่พลเมืองอีกคน ถึงแม้ว่าจะไม่รู้จักกัน การที่พลเมืองรักองค์พระมหากษัตริย์ และการที่พระมหากษัตริย์ห่วงใยพลเมืองทุกคนในลักษณะที่ทำให้พลเมืองทราบอย่างชัดเจน คุณค่าพิเศษของระบอบนี้สามารถนำไปสู่สังคมที่คนในทุกส่วนของสังคมมองส่วนอื่นเป็นพวกเดียวกัน และต้องการให้มีชีวิตที่สงบสุขเช่นเดียวกันหมด คำขวัญที่ตรงกับประเด็นนี้ คือ รักในหลวง ร่วมกันห่วงใยเพื่อนร่วมชาติ แต่คุณค่าพิเศษดังกล่าวนี้อยู่ในรูปของ ศักยภาพ ที่จะทำให้เกิดสภาพที่พึงปรารถนาที่ว่านั้น ซึ่งการที่ศักยภาพจะกลายเป็น สภาวะจริง ย่อมขึ้นอยู่กับ เงื่อนไขสำคัญ คือ พระมหากษัตริย์ต้องทรงประพฤติธรรม เช่น ทศพิธราชธรรม สังคหวัตถุ จักรวรรดิวัตร [2]
 
ปัญหาคือ ถ้าเราจะพิสูจน์ความเป็นจริงของ เงื่อนไขสำคัญ ดังกล่าวเราจะมีวิธีพิสูจน์ได้อย่างไร? เพราะตามปกติเวลาที่เราจะพิสูจน์ว่าอะไรจริง (หรือเท็จ) เงื่อนไขที่จำเป็นเลยคือเราต้องมี เสรีภาพ ในการตั้งคำถาม ซักไซ้ไล่เรียง วิพากษ์วิจารณ์ หรือพูดให้ตรงคือเราต้องมีอำนาจตรวจสอบที่มีกฎหมายรับรอง แต่ภายใต้ระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จารีตทางวัฒนธรรมและกฎหมายไม่อนุญาตให้ประชาชนทำเช่นนั้นได้ เช่น ประชาชนไม่สามารถที่จะอ้างอิงพระราชสัตยาธิษฐานของรัชกาลที่ 7 ที่มีสาระสำคัญว่า พระมหากษัตริย์ต้องทรงทศพิธราชธรรมและมีหน้าที่รักษารัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย [3] มาตรวจสอบพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันได้ว่า ทรงปฏิบัติหน้าที่รักษารัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวแสดงถึงการทรงมีหรือไม่มีทศพิธราชธรรมข้อที่ 4 (อาชวะ-ปฏิบัติภาระโดยซื่อตรง) และข้อ 10 (อวิโรธนะ-มิปฏิบัติคลาดจากธรรม) [4] ด้วย เป็นต้น
 
สุดท้ายแล้ว เราก็ต้องกลับไปหา เสรีภาพ และเราพบว่า ปี 2553 เป็นปีแห่งการล่มสลายของการเคารพ หลักเสรีภาพ (the principle of freedom) ใช่หรือไม่!? และนั่นจึงนำมาซึ่งการล่มสลายของการเคารพคุณค่าชีวิตคน เกิดปรากฏการณ์เชียร์ให้ฆ่า ฆ่าแล้วยัง ฆ่าซ้ำ และยังมีความชอบธรรมในการครอบครองอำนาจรัฐต่อไป เพราะรัฐของเราเป็นรัฐซึ่งโดยพื้นฐานแล้วไม่ได้เคารพเสรีภาพหรือคุณค่าชีวิตคนใช่หรือไม่!?
 
แต่ถึงสุดแล้วหากเราต้องการปกป้อง ความเป็นคน เราก็ไม่อาจปฏิเสธที่จะปกป้องเสรีภาพได้ เพราะนี่คือการยืนยันความเป็นมนุษย์ ดังที่ ป๋วย อึ้งภากรณ์ เขียนไว้ว่า
 
...เสรีภาพเป็นเนื้อดิน อากาศ และปุ๋ย ที่จะทำให้พฤกษชาติแห่งความคิดเจริญเติบใหญ่ขึ้นได้ และเมื่อความคิดนำไปสู่อุดมคติ อุดมคติจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบุคคลในสังคมสามารถใช้ความคิดอย่างเสรี ปราศจากพันธนาการของจารีตประเพณี หรืออีกนัยหนึ่ง เราต้องสนับสนุนให้มนุษย์แต่ละคนใช้ความคิดอย่างมีเสรีภาพ ชนิดที่ไม่ต้องพึงหวาดหวั่นว่าจะเป็นความคิดนอกลู่นอกทาง นั่นแหละจึงจะเป็นการสนับสนุนอุดมคติให้ถือกำเนิดได้ (ตัวหนาเน้นโดยผู้เขียน) แม่น้ำลำห้วยยังเปลี่ยนแนวเดิมได้ สมองมนุษย์อันประเสริฐจะแหวกแนวบ้างมิได้หรือ ในเมื่อไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม... [5]
 
คำถามในปีใหม่คือ เราจะจมปรักอยู่กับความล่มสลายเช่นนี้ต่อไป หรือจะต่อสู้เพื่อทวงคืนความเป็นคนให้แก่ตัวเองและอนุชนในอนาคต!
 
 
 
อ้างอิง
 
[1]  สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล.ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมจริง: เงื่อนไขของการยอมรับความหลากหลาย.ใน เกษม เพ็ญภินันท์ (บรรณาธิการ) ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมในมนุษยศาสตร์” (กรุงเทพฯ: วิภาษา,2552).หน้า33-34.
[2]  ดู มารค ตามไท.การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข.ใน สันติสุข โสภณสิริ (บรรณาธิการ). วิถีสังคมไท: สรรนิพนธ์ทางวิชาการเนื่องในวาระหนึ่งศตวรรษ ปรีดี พนมยงค์ ชุดที่ 2 ความคิดทางการเมืองการปกครอง” (กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์, 2544) หน้า 40-42.
[3]  ดู สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. สาร’ (message) จากปรีดี พนมยงค์ ถึงในหลวง เมื่อปี 2516.(http://www.prachatai3.info/journal/2010/12/32177.(12/27/2553).
[4]  ดู พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต).ธรรมนูญชีวิต: พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม.(พิมพ์ครั้งที่ 14).(กรุงเทพฯ: กองทุนอริยมรรค,2545),หน้า 27-28.
[5]  อ้างใน ปกป้อง จันวิทย์ (บรรณาธิการ).20 ปี ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ้งภากรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.(กรุงเทพฯ:openbooks,2550).หน้า 21.
 
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น