‘มาร์ค’ ออกทีวีแจงไม่เคยพูด 7 คนไทยล้ำกัมพูชา เตรียมทำหนังสือโต้-ย้ำไม่เสียอธิปไตย

นายกฯ กางแผนที่ 7 คนไทยไม่ได้ล้ำแดน ชี้เป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีการปักปันชัดเจน ย้ำ คำพิพากษาศาลเขมรไม่มีผลผูกพันเขตแดน เตรียมทำหนังสือโต้แย้ง ให้ยึดเอ็มโอยู 43 ลั่นฟันเจ้าหน้าที่มีเอี่ยวผลประโยชน์ ด้าน 'พนิช' เผยผลตรวจเลือดพบเชื้อมาลาเรีย เตรียมแถลงข่าวเปิดใจ 24 ม.ค. ขณะที่กลุ่มหัวใจคนไทยรักชาติ กำหนดเคลื่อนขับไล่รัฐบาล  เหตุเดินเกมผิดเดินเกมช่วยเหลือ 7คนไทย

 23 ม.ค. เมื่อเวลา 20.30 น. ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ (เอ็นบีที) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวชี้แจงกรณีคนไทย 7 คน ถูกจับกุมในกัมพูชา ว่า ก่อนหน้านี้ด้วยความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ และ 7 คนไทยก็ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลกัมพูชาจึงต้องระมัดระวังการพูด เมื่อศาลมีคำพิพากษาไปแล้วสำหรับ 5 คนไทยจึงชี้แจงเพื่อให้เกิดความชัดเจน
ประการแรก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. มานั้น เกิดอะไรขึ้น มีที่มาที่ไปอย่างไร และเราดำเนินการอะไร ประการที่สอง คือ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แนวทางการทำงานของรัฐบาล มีผลกระทบต่อเรื่องของเขตแดน อธิปไตยของประเทศหรือไม่ และประการที่สาม จากนี้ไปเราจะแก้ไขปัญหากรณี 2 คนไทยที่เหลือ ทั้งปัญหาเขตแดน บริเวณชายแดน รวมไปถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ว่าจะทำกันอย่างไรต่อไป นี่คือเหตุผลที่ตนใช้เวลานี้เพื่อชี้แจงประชาชน

ปัญหาเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาที่สลับซับซ้อนยืดเยื้อเรื้อรังมาหลายสิบปี เหตุผลเพราะว่าสถานการณ์ชายแดนนั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีการสู้รบ มีสงคราม มีการอพยพ การขยายตัวของชุมชน ไม่นับว่าในเชิงกฎหมายมีข้อตกลงสนธิสัญญาหรือการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเขตแดน จึงทำให้เกิดความสับสนเป็นอย่างมาก และเกิดความเข้าใจไม่ตรงกันว่าสภาพการณ์ต่างๆ นั้นเป็นอย่างไร บางพื้นที่ที่มีความสลับซับซ้อนไม่เหมือนกัน ทำให้มองไม่เหมือนกันด้วย บริเวณที่เกิดขึ้นที่จ.สระแก้วที่เราจะไปดูกันในวันนี้นั้น เป็นบริเวณที่มีหลักเขตอยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าเส้นเขตแดนเป็นเส้นตรงที่ลากระหว่างหลักเขตที่ 46 และ47 เพียงแต่ว่าเส้นเขตแดนยังไม่เป็นที่ยุติก็เพราะว่าทั้งสองฝ่ายยังโต้แย้งกัน อยู่ว่าหลักเขตที่ปรากฏปัจจุบันนั้นถูกต้องตามบันทึกที่เคยมีการตกลงกันไว้ ตามสนธิสัญญาหรือไม่อย่างไร ทีนี้เราก็ต้องมาดูว่า เหตุการณ์วันที่ 29 ธ.ค.นั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร และไปเกี่ยวข้องส.ส. พนิช วิกิตเศรษฐ์ ซึ่งสังกัดในพรรครัฐบาล

นับตั้งแต่มีข้อโต้แย้ง วิพากษ์วิจารณ์ ตนก็เห็นว่าจะเกิดปัญหาความตึงเครียดขึ้นระหว่างกลุ่มบุคคลที่มีความห่วงใย ในเรื่องนี้ ที่มีการทักท้วง ร้องเรียนมายังรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา เกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับชายแดนกัมพูชา ตนเห็นว่าถ้าเรื่องนี้ไม่สามารถทำความเข้าใจกันได้ ไม่รับฟังกันเลย ก็จะทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายออกไป  เติมความขัดแย้งภายในประเทศมากขึ้น และอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับประชาชนแนวชายแดนเช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุผลนี้เมื่อนายพนิช อาสาบอกตนว่าจะไปรับฟังว่า กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวเกี่ยวข้องกับชายแดนไทยกัมพูชาเขามีประเด็นอะไร อย่างไร ตนก็บอกว่าจริงๆ ก็ถือเป็นหน้าที่ของส.ส.อยู่แล้วที่จะต้องรับฟังประชาชน นายพนิชย์ก็ได้เข้าไปประสานงาน และบอกกับตนว่า 1 ในประเด็นที่หลายฝ่ายติดใจ ในบริเวณชายแดนมีอยู่บางจุดที่บอกว่ามีประชาชนเดือดร้อน เพราะที่ทำกินของตัวเอง แต่ไม่สามารถเข้าไปทำกินได้ เพราะเข้าไปแล้วจะมีปัญหา จึงเป็นการบ่งบอกหรือไม่ว่าเราสูญเสียดินแดนไปหรือไม่ 1 วันก่อนการเดินทางไป ก็มาถามตนว่าจะไปลงพื้นที่ชายแดน จ.ปราจีนบุรีกับทางกลุ่มที่จะไปดูข้อมูลได้หรือไม่ ตนก็บอกไปว่าสามารถที่จะไปลงพื้นที่บริเวณชายแดนได้ เช้าวันที่ 29 นายพนิช ก็ได้โทรมาหาตน แล้วบอกว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้อาจมีความจำเป็นที่ต้องประสานงานกับทางตชด. ตนจึงบอกว่าเมื่อเข้าไปถึงพื้นที่ แล้วพบกับตชด.แล้ว ก็ให้ประสานงานเข้ามาเราจะได้ดำเนินการให้ แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ตนทราบข่าวครั้งแรกจากนายพนิชติดต่อมาจากการลงพื้นที่เมื่อถูกจับกุมแล้ว

"นี่คือที่มา ที่ผมจะยืนยันกับประชาชนว่า คนไทย 7 คนนี้ไม่ได้มีเจตนาอะไรเลยครับ นอกเหนือจากการที่จะเข้าไปดูปัญหาในพื้นที่ที่มีการร้องเรียนจากประชาชน และผมก็ได้ตรวจสอบแล้วพบว่าประชาชนกลุ่มนี้เคยร้องเรียนมาหลายสิบปีแล้ว หลายรัฐบาล แต่ไม่มีการดำเนินการอะไร" นายกรัฐมนตรี กล่าว

จากการนำแผนที่มาโชว์ในรายการ จะเห็น ถ.ศรีเพ็ญ ซึ่งเป็นที่มีการตัดเลียบตามแนวชายแดนกัมพูชา จากนี้บริเวณดังกล่าวยังมีความสลับซับซ้อนไปอีก เรามีจุดหลักเขตที่ 46 และ 47 แต่ยังไม่มีการเจรจาข้อยุติ นอกจากนี้ ยังมีชุมชนของกัมพูชามาคร่อมอยู่บนเส้นสีขาว หรือใครบางคนบอกว่ามีการรุกล้ำกันไปมาทั้งไทยและกัมพูชาตลอดแนว มีมากกว่า 10 จุด ซึ่งแต่ละจุดจะมีความแตกต่างกันไป บ้างก็บอกว่ากัมพูชาได้เปรียบไทยเสียเปรียบ บางจุดก็บอกว่าไทยได้เปรียบกัมพูชาเสียเปรียบ เป็นต้น

ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนั้น เมื่อบุคคลทั้ง 7 ได้นั่งรถตาม ถ.ศรีเพ็ญ เมื่อเขาลงจากรถตรงจุดสีแดง และเดินลงมาบริเวณทุ่งนา ผ่านเส้นประ ซึ่งเป็นเส้นที่เป็นแนวลวดหนาม ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ชุมชนกัมพูชาเข้ามาในช่วงที่มีการสู้รบหลบหนีกัน ก็มาครอบรองพื้นที่อยู่ในบริเวณนี้ แต่ยังไม่สามารถกำหนดเส้นเขตแดนกันได้ ก็มีการตกลงกัน และปฏิบัติเป็นแนวแบบนี้หลายๆจุด โดยกำหนดว่าทำอย่างไรอย่าให้การรุกล้ำนั้นขยายตัว จึงจะมีการกำหนดแนวไว้เป็นรั้วลวดหนาม ซึ่งปัจจุบันไม่มีลวดหนามแล้ว แต่จะมีเส้นแนวปูนอยู่ เมื่อเขาเดินลงมาจะเห็นว่าเขาเดินเลี้ยวขึ้นถนนที่เป็นเส้นประ ความสำคัญคือ ก่อนหน้านี้มีการพูดกันมาก 1.บุคคลเหล่านี้ถูกจับกุมในบริเวณทุ่งนา ซึ่งไม่ใช่ เพราะบริเวณทุ่งนาเขาเดินผ่านมาเรียบร้อยแล้ว 2.มีการพูดกันว่าเขาถูกจับบนที่ดินมีเอกสารสิทธิ์นส.3ของนายเบ ปรากฎว่านส.3ดังกล่าวจะอยู่ที่หลักเขตที่ 46 ดังนั้นเมื่อเขาเดินมาตรงนี้แล้วเลี้ยวไป จะเห็นว่าเขาไม่ได้ถูกจับในทุ่งนาและนส.3 ถ้าดูแบบนี้เหมือนเขากำลังเดินลึกเข้ามาในเขตของไทย

จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติอย่างไร มีการถามว่าเราได้ปฏิบัติอย่างไรบ้าง หลังจากเป็นข่าวสิ่งที่รัฐบาลทำคือพยายามเจรจากับกัมพูชาว่าเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นระหว่างเขตแดนที่ยังไม่เป็นที่ยุติ เป็นไปได้ไหมที่จะมีการส่งคืนตัวบุคคล อย่าไปขึ้นศาลอะไรทั้งสิ้น แต่ทั้ง 7 คนก็ถูกนำตัวไป วันรุ่งขึ้นตนก็เรียกประชุมหน่วยต่างๆที่เกี่ยวข้อง และรมว.ต่างประเทศก็เดินทางไปกัมพูชา ซึ่งกัมพูชาบอกว่า ทั้ง 7 ล้ำเข้าไปในเขตแดนกัมพูชา พร้อมกับให้วีดีโอ ที่ถ่ายโดยทั้ง 7 คนไทย

จากนั้นเราได้นำวีดีโอมาตรวจสอบ จากนั้นวันที่ 31 ธ.ค.53 ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไป เพื่อให้กัมพูชาชี้จุดว่าจับกุมตรงไหน เราจึงบอกว่าขอวัดพิกัด พบว่าไม่ว่าจะเป็นจุดสีน้ำเงิน หรือจุดสีแดง เมื่อทาบลงบนเส้นตรงระหว่างหลักเขตที่ 46และ47 ปรากฎว่าอยู่ฝั่งทางด้านนี้ ด้วยเหตุผลนี้ตนจึงต้องอธิบาย เพราะแนวปฏิบัติจะแตกต่างกันอยู่ เราพยายามเร่งรัดให้ 7 คนไทยสามารถกลับเมืองไทย เพื่อที่เราจะได้มีการดำเนินการต่างๆต่อไป ที่เหลืออีก 2 คนต้องการจะต่อสู้อีกแนวทางหนึ่ง ในวันที่ 1 ก.พ.54 ศาลจึงพิพากษาเฉพาะ 5 คน

"การที่ศาลกัมพูชาตัดสินเช่นนี้ เป็นการยอมรับหรือไม่ว่าบุคคลที่ถูกจับและเดินเข้าไปนั้นอยู่ในเขตแดน กัมพูชา ผมก็จะบอกว่าตามหลักแล้วการตัดสินของศาลภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง ย่อมไม่มีผลชี้เรื่องของเขตแดนได้ ความผูกพันธุก็จะมีเฉพาะกับคู่ความ แต่จะมาบอกว่าคำพิพากษาของกัมพูชา ถือว่าอยู่ในเขตกัมพูชาไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกัมพูชาลงนามในMOU 2543ไว้แล้ว ว่าบริเวณทั้งหมดเขตแดนยังไม่เป็นที่ยุติ และจะยุติได้ตามกระบวนการที่กำหนดไว้ใน MOU เท่านั้น เบื้องต้นผมขอยืนยันว่า ไม่มีตรงไหนที่รัฐบาลจะไปยอมรับเนื้อหาสาระของศาลที่ตัดสินคดีนี้ในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับเขตแดน ตรงนี้จะเป็นคำตอบว่าเราไม่ได้สูญเสียดินแดนหรืออธิไตยแต่อย่างใด" นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อมีคำพิพากษาออกมา ศาลต้องแปลคำพิพากษาส่งมายังฝ่ายไทย เพื่อทำหนังสือโต้แย้ง และบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่าคำพิพากษาของศาลนั้นย่อมไม่เกี่ยวข้องกับการชี้ เขตแดนใดๆทั้งสิ้น จากนี้ไป รัฐบาลจะมีหน้าที่ช่วยคนไทยทั้ง 2 ต่อสู้คดีต่อไป และเราต้องเคารพการตัดสินใจและทางเลือกของคนไทยอีก 2 คน แต่จะทำให้ดีที่สุดในการสนับสนุนเพื่อให้ 2 คนที่เหลือกลับมาประเทศไทยเร็วที่สุด โดยจะปรึกษาหารือกับเจ้าตัวและทนายความ

ในแง่พื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ในบริเวณนี้แต่เข้าทำกินไม่ได้ ตนได้มีการปรึกษาแล้ว จะมีการดำเนินการขอเปลี่ยนแนวปฏิบัติ เพื่อให้เข้าไปทำกินในพื้นที่ตัวเองได้ แต่จะมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งที่มีสค.1 หลายแปลง ยังไม่สามารถกำหนดแนวต่างๆชัดเจน แต่จะตรวจสอบอีกครั้ง และจะประสานงานเพื่อชี้แนวให้ชัด เพื่อเป็นข้อมูลใช้ประโยชน์การอ้างกำหนดเส้นเขตแดนต่อไป

"รัฐบาลยืนยันจะรักษาผลประโยชน์ประเทศไทย อธิปไตยไทย การแก้ไขปัญหาเขตแดนต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้านด้วย ยืนยันว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง หากมีเรื่องของเถื่อนชายแดน หรืออะไรก็ตาม ให้แจ้งเข้ามา จะดำเนินการเต็มที่ เรื่องนี้ไม่จำเป็นที่คนไทยจะมาทะเลาะกันเอง ขอให้มาคุยกันด้วยเหตุด้วย"
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าตนและรัฐบาลไม่มีผลประโยชน์ และไม่มีเหตุผล จะยกดินแดนให้กัมพูชา ถ้ามีเจ้าหน้าที่ส่วนไหนเข้าไปเกี่ยวข้องจะสะสางจัดระเบียบในส่วนนี้ เพื่อไม่ให้คลางแคลงใจ

'พนิช'ติดเชื้อมาลาเรีย-เปิดใจพรุ่งนี้
ด้านนายพนิช วิกิตเศรษฐ์  ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวภายหลังเข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า ได้ให้ข้อมูลกับ นายกรัฐมนตรีไปหมดแล้ว ขอให้รอฟังการชี้แจงของนายกรัฐมนตรีคืนนี้ ในส่วนของตนต้องไปตรวจเช็คร่างกาย เนื่องจาก โดนแมลงสาบและตัวเรือดกัด จึงต้องเช็คผลเลือด และ วันพรุ่งนี้ (24 ม.ค.) จะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ
ต่อมา นายพนิช ได้ทวิตหลังจากตรวจเลือดที่โรงพยาบาลสมิติเวช ว่า  ผลตรวจเลือดติดเชื้อมาลาเรียและไทฟอยด์ ทั้งนี้ จะแถลงข่าวพรุ่งนี้ ที่โรงพยาบาลเวลาประมาณ 10.00 น.

กลุ่มหัวใจคนไทยรักชาติ กำหนดเคลื่อนขับไล่รัฐบาล  เหตุเดินเกมผิดเดินเกมช่วยเหลือ 7คนไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาลว่า นายทศพล แก้วทิมา กรรมการผู้รับใช้เครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ เปิดเผยว่า ในวันที่24ม.ค.เวลา 09.00 น. คณะกรรมการเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ได้นัดประชุมใหญ่กรรมการเครือข่ายฯ กว่า 70 คน เพื่อกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวของเครือข่ายฯและจะมีการขออนุมัติจากที่ประชุมในการยกระดับการเคลื่อนไหวใหญ่ขับไล่รัฐบาล หากรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่แสดงความสำนึกผิดและขอโทษต่อคนไทยทั้งประเทศ กรณีที่รัฐบาลเดินเกมผิดและเพลี่ยงพล้ำในการให้ความช่วยเหลือคนไทยทั้ง 7 คน ส่วนการเคลื่อนไหวในวันที่ 25 ม.ค.ซึ่งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยแกนนำทั้ง 5 คน ผู้ประสานงาน ฯลฯ  ประกาศจะมาเข้าร่วมชุมนุมกับเครือข่ายฯ นั้น คาดว่าจะมีมวลชนเดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมจำนวนมากบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์
 
 นายทศพล กล่าวว่า ส่วนยุทธวิธีการต่อสู้กรณี 7 คนไทยนั้น ขณะนี้เครือข่ายฯ ต้องรอพูดคุยกับนางนฤมล จิตรวะรัตนา และคนอื่นๆ ซึ่งขณะนี้ยังขอใช้เวลาส่วนตัวกับครอบครัว ส่วนนายตายแน่ มุ่งมาจน และร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ขณะนี้ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนบ้างแล้ว แต่เป็นเพียงข้อมูลในเบื้องต้นเท่านั้น คงต้องรอให้พร้อมและให้ข้อมูลกับเครือข่ายฯ อีกครั้ง
 
ขณะเดียวกันเครือข่ายฯ ก็จะรอดูท่าทีของนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ว่า จะเป็นอย่างไร หรือรัฐบาลจะให้พูดในทิศทางใด นอกจากนี้ม.ล.วัลวิภา จรูญโรจน์ นักวิชาการอิสระของเครือข่ายฯจะเดินทางไปยังกัมพูชาในช่วงเช้าวันที่ 24 ม.ค. เพื่อไปติดต่อให้มีทนายความของเครือข่ายฯ เข้าไปร่วมเป็นทนายต่อสู้ให้นายวีระ สมความคิด และนางราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ที่กำลังต่อสู้โดยไม่ยอมรับว่าลุกล้ำเข้าไปในดินแดนของกัมพูชา 
 
ส่วนบรรยากาศการชุมนุมในวันนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ชุมนุมราว 200 คนจากสันติอโศกนั่งกระจายตัวตามเต๊นท์รอบๆถนนพิษณุโลก  ส่วนบรรยากาศโดยทั่วไปมีเเต่ความเงียบเหงา เเละไม่มีเเกนนำเครือข่ายตั้งโต๊ะเเถลงข่าวดั่งเช่นทุกวัน 
 
 
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์