หนี้สินทางสังคมของคนไทย

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

๑. ทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยคือคนไทย ทุนมีหลายประเภทแต่ทุนที่สำคัญที่สุดคือคน เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ ประเทศย่อยยับอับจนสูญเสียหมดทุกทาง ทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม ผู้คนพากันท้อแท้เศร้าสร้อยมองไม่เห็นความหวัง ท่ามกลางความหดหู่ ศาสตราจารย์ญี่ปุ่นคนหนึ่งลุกขึ้นพูดว่า “ญี่ปุ่นไม่ได้สูญเสียทั้งหมด ยังเหลืออยู่อย่างหนึ่งคือคนญี่ปุ่น” แล้วญี่ปุ่นก็กลับผงาดขึ้นมาใหม่ด้วยทุนคนญี่ปุ่น คนทุกคนมีค่า มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และมีศักยภาพ

คนไทยทั้งประเทศถูกทำให้ด้อยค่า ด้อยศักดิ์ศรี และด้วยศักยภาพ ด้วยมายาคติ ๒ อย่าง อย่างหนึ่งการไม่ให้เกียรติกับ “ชาวบ้าน” คนธรรมดาๆ อีกอย่างหนึ่งคือการเคารพความรู้ในตำรามากกว่าความรู้ในตัวคน การทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศรู้สึกไม่มีศักดิ์ศรีและขาดความมั่นใจใน ตัวเอง นำไปสู่การขาดความมั่นใจแห่งชาติ ทำให้ชาติอ่อนแอ
 
๒. ความรู้ในตัวคน คนทุกคนมีความรู้ในตัวที่ได้มาจากการทำงานและประสบการณ์ชีวิต เช่น คนขายก๋วยเตี๋ยวมีความรู้ในการทำก๋วยเตี๋ยวอย่างดียิ่ง เช่นเดียวกับช่างผสมปูน ช่างเสริมสวย คนขายของชำ ชาวไร่ชาวนา ช่างไม้ บางคนมีความรู้ทางศิลปะ ดนตรี ความรู้ในการทำกับข้าว ทำขนม ความรู้ในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ฯลฯ ความรู้ในตัวคนเหล่านี้ล้วนฝังแน่นเพราะทำมากับมือมีประโยชน์ในการดำรงชีวิต และการอยู่ร่วมกัน เนื่องจากความรู้ในตัวคนได้มาจากวิถีชีวิตจริงปฏิบัติจริง จึงเรียกว่ามีฐานอยู่ในวัฒนธรรม
 
ส่วนความรู้ในตำราเกิดจากการวิเคราะห์สังเคราะห์จึงอาจเรียกว่ามีฐาน อยู่ในวิทยาศาสตร์ ความรู้ทั้ง ๒ ประเภทมีประโยชน์แต่มีที่มาและความหมายต่างกัน
 
ถ้าเราเคารพความรู้แต่ในตำรา คนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีเกียรติ คนส่วนใหญ่ไม่มีเกียรติ แต่ถ้าเราเคารพความรู้ในตัวคน คนทั้งหมดจะมีเกียรติ
 
ระบบการศึกษาไทยและประเทศไทยเคารพแต่ความรู้ในตำรา คนไทยส่วนใหญ่จึงไม่มีเกียรติ ประเทศที่คนส่วนใหญ่ไม่มีเกียรติจะเข้มแข็งได้อย่างไร
 
ถ้าประเทศจะเข้มแข็งต้องพลิกโฉมประเทศไทยให้คนทั้งหมดมีเกียรติโดย เคารพ ความรู้ในตัวคน เอาความรู้ในตัวคนหรือวัฒนธรรมเป็นตัวตั้งเอาวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ 
 
๓. การทำแผนที่คน (Human Mapping) ถ้าเข้าใจหลักการและคุณค่าความรู้ในตัวคน การทำแผนที่คนไทยทั้งประเทศก็จะไม่ยาก สามารถทำได้เสร็จภายใน ๖ เดือน เรามีหมู่บ้านประมาณ ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน เรามีมหาวิทยาลัยกว่า ๑๐๐ แห่ง มีนักศึกษารวมกันหลายแสนคน สามารถส่งนักศึกษาไปทำแผนที่คนไทยได้ในทุกหมู่บ้าน 
 
โดยคุยกับคนในหมู่บ้านทุกคน ให้รู้และเห็นคุณค่าความรู้ในตัวชาวบ้าน ว่าแต่ละคนมีความรู้ความชำนาญอะไรบ้าง มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร เราจะมีฐานข้อมูลความรู้ในตัวคนไทยทั้งประเทศ กระบวนการนี้และผลจะปลดปล่อยพลังมหาศาล (Enormous energy) ออกมา อาจารย์ประภาภัทร นิยม และคณะแห่งโรงเรียนรุ่งอรุณไปทดลองทำแผนที่คนไทยที่เกาะลันตาใหญ่จังหวัด กระบี่และพบพลังงานมหาศาลผุดบังเกิดขึ้น ดังนี้ 
 
๔. พลังมหาศาลจากการทำแผนที่คน พลังมหาศาลเกิดขึ้นกับทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายชาวบ้านและฝ่ายผู้ไปฟังชาวบ้านพูด ชาวบ้านนั้นจมปลักอยู่กับความต่ำต้อย ความไม่มีเกียรติ ความไม่มีคุณค่า เป็นคนไม่มีความรู้สมัยใหม่ ถูกดูถูกเสียจนดูถูกตัวเอง ครั้นมีคนสมัยใหม่เช่นนักศึกษาหรือคนที่จบปริญญามานั่งฟัง มานั่งขุดความรู้ความชำนาญที่ฝังลึกอยู่ในตัวเรา บางทีก็ลึกจนเขาก็ไม่รู้ว่าเขามีของที่มีคุณค่าอยู่ในตัว การตั้งใจฟังใครเป็นการแสดงความเคารพผู้พูด ตามปรกติชาวบ้านไม่ค่อยได้พูดได้แต่ฟังคนอื่นที่มีอำนาจมากกว่า มีความรู้มากกว่า มีเงินมากกว่า
 
บัดนี้มีคนที่เคยสมมติว่าเหนือกว่ามานั่งฟังด้วยความเคารพ และเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขารักเขาชอบเขาถนัดที่มีอยู่ในตัวเขาจริงๆ เขาจึงมีความสุขขึ้นมาท่วมท้นที่รู้สึกมีเกียรติ(เป็นครั้งแรกในชีวิต) รู้สึกภูมิใจในตัวเองที่รู้ว่าความรู้ความชำนาญในตัวเขานั้นมีคุณค่า เกิดความมั่นใจในตัวเอง และอยากทำอะไรดีๆเพิ่มขึ้น  
 
ฝ่ายนักศึกษาหรือบัณฑิตที่ไปทำแผนที่ความรู้ในตัวชาวบ้านก็เกิดการ เปลี่ยนแปลงขั้นรากฐานในตัวเอง เพราะเป็นการเปลี่ยนมุมมองชาวบ้านว่าเป็นคนมีศักดิ์ศรีมีความรู้ในตัว มีคุณค่า การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนเป็นจิตสำนึกใหม่ ที่ทำให้เป็นอิสระ เกิดความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์ เห็นช่องทางสร้างสรรค์ร่วมกัน จึงเกิดความรู้ขึ้นมาอย่างท่วมท้นเช่นเดียวกัน
 
ในสมองของมนุษย์มีส่วนที่ไวต่อการรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของคนอื่นจาก สี หน้า แววตา สุ้มเสียง การเคลื่อนไหวร่างกาย การที่มนุษย์กับมนุษย์ได้มาสนทนาใกล้ชิดกัน โดยปราศจากมายาคติขวางกั้น จะเกิดความเห็นอกเห็นใจกัน (Empathy) และการอยากทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ (Altruism) ความเห็นใจและการอยากทำเพื่อเพื่อนมนุษย์เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ทุกคน ที่ว่าทุกคนล้วนแต่มีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในหัวใจ
 
ถ้ามีแต่มายาคติเข้ามาขวางกั้น เช่น ฐานะ อำนาจ กฎหมาย กฎ ระเบียบ เงิน รูปแบบ เมล็ดพันธุ์แห่งความดีไม่มีโอกาสได้งอกงาม แต่ในเมื่อชาวบ้านกับนักศึกษาหรือบัณฑิตได้คุยกันอย่างใกล้ชิดโดยปราศจาก มายาคติเข้ามาขวางกั้น เมล็ดพันธุ์แห่งความดีก็งอกงามแผ่ไพศาลขึ้น
 
ถึงตอนนี้ก็จะเข้าใจว่าทำไมการทำแผนที่ความรู้ในตัวมนุษย์จึงก่อให้ เกิด พลังมหาศาลในกระบวนการนี้ ซึ่งถ้าเราทำทุกพื้นที่ทั่วประเทศคนไทยทุกคนจะกลายเป็นคนมีเกียรติมี ศักดิ์ศรีมีความมั่นใจในตัวเอง การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันเป็นศีลธรรมพื้นฐาน ของสังคม อันเป็นรากฐานของความดีงามต่างๆ เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม ความเป็นธรรม
 
 ๕. ประโยชน์ของฐานข้อมูลความรู้ในตัวคน ถ้าทำแผนที่คนไทยในทุกพื้นที่ แล้วเอาข้อมูลที่ได้ไปเข้าระบบข้อมูลอิเล็คตรอนิกส์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึง ได้จะเกิดประโยชน์ต่างๆมหาศาล ดังต่อไปนี้
 
(๑) คนไทยทุกคนจะภูมิใจในตัวเอง ที่สิ่งที่เขารู้สิ่งที่เขาถนัดไปปรากฎในฐานข้อมูลแห่งชาติ เขาย่อมอยากทำอะไรดีๆเพิ่มขึ้น
 
(๒) คนทุกคนจะเป็นแหล่งเรียนรู้ของกันและกัน เช่น ใครที่ไหนอยากจะรู้ว่าใครเลี้ยงปลาเก่ง ใครทำเกษตรผสมผสานเก่ง ฯลฯ ก็กดคอมพิวเตอร์ดูก็จะรู้ว่าเขาจะเรียนรู้จากใครได้บ้าง
 
 
(๓) ส่งเสริมเศรษฐกิจวัฒนธรรม เช่น ถ้ารู้ว่าหมู่บ้านไหนทำกับข้าวอะไรอร่อย ทำขนมอะไรอร่อย หรือทำอะไรเก่ง ก็อยากจะไปกินอยากจะไปเที่ยวเป็นการกระจายรายได้ เศรษฐกิจวัฒนธรรมนั้นใหญ่และมั่นคงเพราะเกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตของคนทั้ง ประเทศ
 
(๔) ข้อมูลของคนแต่ละคนในชุมชนเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทราบ แต่เมื่อทราบจะใช้ประโยชน์ในการพัฒนา ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้เราไม่ทราบว่าใครในหมู่บ้านมีนิสัยรักการอ่านบ้าง แต่การทำแผนที่คนไทยจะทำให้รู้ว่าในหมู่บ้านหนึ่งๆมีใครที่ชอบอ่านบ้างแล้ว ส่งเสริมให้คนเหล่านั้นรวมตัวกัน 
 
ชมรมรักการอ่านประจำหมู่บ้าน ชมรมสามารถสร้างและดูแลห้องสมุดประจำหมู่บ้านซึ่งควรติดตั้งอินเตอร์เน็ต เพื่อสามารถดึงข้อมูลข่าวสารความรู้มาดูได้ ชมรมรักการอ่านเผยแพร่ความรู้และชักชวนให้คนมาใช้ห้องสมุดกันให้มากขึ้น โดยเฉพาะชมรมรักการอ่านสามารถส่งเสริมให้พ่อแม่ทุกคู่ในหมู่บ้านอ่านหนังสือ นิทานดีๆให้ลูกฟัง ซึ่งจะสร้างโปรแกรมในสมองให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นฉลาด-ดี-และมีความสุข ถ้าทำทุกหมู่บ้านก็เท่ากับพัฒนาเด็กปฐมวัยหมดทั้งประเทศ
ข้อมูลว่าใครเก่งเรื่องอะไร คิดอะไร อยากทำอะไร จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและส่งเสริมการพัฒนาทุกด้าน
 
 
(๕) เป็นการสร้างฐานทางศีลธรรม สังคมไทยประสบความล้มเหลวในการสร้างศีลธรรม เพราะเข้าใจผิดคิดว่าศีลธรรมสร้างได้ด้วยการสอนวิชาศีลธรรม ศีลธรรมไม่ใช่วิชา ศีลธรรมคือการอยู่ร่วมกัน วิถีชุมชนคือวิถีของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับคนและระหว่างคนกับธรรมชาติ แวดล้อม การที่นักศึกษาและครูบาอาจารย์ลงไปเข้าใจชุมชนก็จะได้จิตสำนึกทางศีลธรรมไป ด้วยในตัว
 
 (๖) จะนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง ระบบการศึกษาเป็นระบบที่ใหญ่มากและมีผลมาก ถ้าการศึกษาเป็นไปเพื่อชีวิตและการอยู่ร่วมกัน การศึกษาก็จะแก้ปัญหาทุกชนิด ทั้งเศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-การ ศึกษา-ประชาธิปไตย เพราะชีวิตและการอยู่ร่วมกันบูรณาการทุกเรื่อง การที่มหาวิทยาลัยไปทำแผนที่คนไทยทั้งประเทศจะทำให้มหาวิทยาลัยเข้าใจและ เห็นคุณค่าความรู้ในตัวคน 
 
เนื่องจากความรู้ในตัวคนมีฐานอยู่ในวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกัน จะทำให้การศึกษาเชื่อมกับวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตร่วมกัน เมื่อใดการศึกษาเชื่อมกับชีวิตและการอยู่ร่วมกันจะเกิดเรื่องใหญ่มาก คือ เกิดการอภิวัฒน์ประเทศไทยทุกด้าน

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์