"ดีเอสไอ" ยังสรุปไม่ได้ใครก่อเหตุรุนแรง"บ่อนไก่-สีลม"

ห้องประชุม 1 สำนักงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา มีการประชุมโครงการ Public Hearing ครั้งที่ 6 โดยมีนายรัษฎา มนูรัษฎา อนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง คอป. เป็นประธานที่ประชุม ในกรณีความรุนแรงบริเวณบ่อนไก่-สีลม ช่วงเวลา 22 เมษายน-19 พฤษภาคม 2553 จนเป็นเหตุให้ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยที่ประชุมได้เชิญเจ้าหน้าที่ทหารจากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ที่ควบคุมพื้นที่บริเวณสีลม และพนักงานสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าชี้แจง

พ.อ.ไตรเทพ ศรีพันธุ์วงศ์ รองผู้บังคับการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ชี้แจงว่าได้ตั้งจุดตรวจแข็งแรงที่บริเวณแยกศาลาแดงจนถึงสีลม ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน-22 พ.ค.2553 โดยจุดประสงค์ของการตั้งด่านเพื่อไม่ให้เพิ่มกำลังสนับสนุนของกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จนกระทั่งเกิดความรุนแรงขอกระชับพื้นที่คืนจากคำสั่งของ ศอฉ. ในระหว่างปฏิบัติการทหารได้ยิงเสียงปืนเอ็ม 79 ประทัด ตะไล อาก้า เอ็ม 16 อยู่ตลอดเวลา ซึ่งทหารที่เข้าประจำการจะถือปืนลูกซองที่มีกระสุนจริงและกระสุนยาง ซึ่งเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 พ.ค.2553 ทางทหารได้แบ่งผู้ก่อเหตุไว้ 3 ระดับ คือ 1.นปช.ที่มาชุมนุมกัน 2.ผู้ก่อเหตุรายวันที่ยิงลูกแก้ว และน๊อตใส่ทหารและผู้ชุมนุม และ 3.กลุ่มผู้ก่อการร้าย ที่ปฏิบัติการต่างด้วยความรุนแรง

รองผู้บังคับการกองพลทหารม้าที่ 2 ชี้แจงเพิ่มเติมว่าในวันที่ 19 พ.ศ. 2553 มีการขอคืนพื้นที่ราชประสงค์ ทางทหารได้วางจุดตรวจแข็งแรงเช่นเดิม และได้เคลื่อนกำลังพลศาลาแดง สีลม ไปราชดำริ โดยใช้รถสายพานลำเลียงพลเพื่อเป็นเกราะกำลังผู้ปฎิบัติหน้าที่ เพราะขณะนี้มีการใช้อาวุธสงครามเอ็ม 79 กับเจ้าหน้าที่ทหารโดยตลอด ทำให้ทหารกองพลนี้หยุดการเคลื่อนไหวตรงจุดราชดำริเท่านั้น เนื่องจากมีทหารได้รับบาดเจ็บ 6 นายและเสียชีวิต 1 นาย นอกจากนี้ยังยิงลูกแก้วมาหน่วยทหารเป็นระยะๆ ส่วนการตอบโต้ทหารใช้ปืนลูกซองกระสุนยางและกระสุนจริงยิงตอบโต้ แต่ว่าการยิงเป็นไปด้วยความลำบากเนื่องจากติดตอม่อรถไฟฟ้า BTS ซึ่งตลอดทั้งคืนวันที่ 19 ไม่มีการเคลื่อนไหว พอวันที่ 20 พ.ค. เข้าไปเคลียร์พื้นที่ ซึ่งไม่มีผู้ชุมนุมแล้ว รวมทั้งบริเวณสวนลุมพินี ก็ไม่มีผู้ชุมนุม หรือผู้ออกกำลังกายเช่นกัน พบแต่ลูกปืนขนาด 7.62 มม, 5.56 มม. ระเบิดขวด ปิงปอง ตะไล โดยส่งมอบให้ดีเอสไอแล้ว

สำหรับกลุ่มผู้ก่อการร้าย ผู้แทนจากกองพลทหารม้าที่ 2 บอกว่าไม่เห็นอย่างชัดเจนว่าแต่งกายอย่างไร แต่ใช้อาวุธหนักคือ เอ็ม 79 และอาก้า ยิงใส่เจ้าหน้าที่ โดยวิ่งหลบตามเต้นท์ที่ตั้งเป็นแนวยาวจากฝั่งสวนลุมพินีถึงแยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นแหล่งที่พักของผู้ชุมนุม แต่เห็นจากโทรทัศน์ว่าแต่งกายชุดสีดำ แต่ไม่มีใส่เสื้อสีแดง

อนุกรรมการสอบถามการใช้พื้นที่ในตึกเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ ตัวแทนกองพลทหารม้าฯ ชี้แจงในตอนแรกว่าไม่ได้เข้าประจำการ มีเพียงตึกธนิยะเท่านั้นที่เข้าไปตรวจการเท่านั้น แต่ช่วงหลังเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้สอบสวนทราบว่า มีทหารคนหนึ่งที่อยู่ในตึกแห่งหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามสนามมวย ถูกปืนอาก้ายิงได้รับบาดเจ็บ แต่ดีเอสไอยังไม่ได้สอบปากคำทหารนายนี้เพิ่มเติมว่าอยู่ไหนที่แน่ชัด ซึ่งตัวแทนกองพลทหารม้าฯ ชี้แจงเพิ่มเติมว่ามีบางจุดที่ทหารเข้าไปในบริเวณแต่ไม่สามารถมองเห็นผู้ ชุมนุมได้ เนื่องจากควันไฟจากยางรถยนต์ที่ผู้ก่อเหตุเผา แต่บางตึกย่านซอยงามดูพลี จะเข้าไปสังเกตการณ์เส้นทาง ส่วนทหารที่ถูกยิงทราบมาว่าถูกยิงจากตึกสูงในละแวกเดียวกัน

ด้าน พ.ต.ท.ชลภัทร ปานสกุณ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ ชี้แจงว่า ขณะนี้ได้มีการสอบสวนคดีที่ถูกยิงบริเวณดังกล่าว 5 ศพผู้เสียชีวิตถูกอาวุธร้ายแรงยิงด้วยความเร็ว ซึ่งแพทย์ยังไม่ระบุว่าเป็นปืนชนิดใด และได้เรียกญาติ พ่อแม่ ผู้เสียชีวิตมาสอบสวนแล้วแต่บางรายกำลังดำเนินการ ซึ่งผู้เสียชีวิตรายหนึ่งเป็นเสื้อหลากสี ถูกยิงด้วย เอ็ม 79 แนววิถีกระสุนมาจากจุฬา ซึ่งทางโรงพยาบาลยืนยันว่าในตึกไม่มีใครขึ้นอย่างแน่นอน ตอนนี้ยังสรุปไม่ได้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้กระทำ ส่วนคดีเอ็ม 79 ตรงสะพานอื้อจือเหลียง มีตำรวจเสียชีวิต 1 นาย ยังไม่ทราบว่าแนววิถีกระสุนมาจากแยกศาลาแดง หรือสวนลุมพินี ยังไม่สามารถตรวจแนววิถีกระสุนได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมี รปภ.บ่อนไก่ ถูกยิงเสียชีวิตกระสุนเข้าด้านหลัง แนวกระสุนน่าจะมาจากสวนลุมพินี ซึ่งแนวกระสุนผู้เสียชีวิตมาจากอาคารสูง มีอำนาจรุนแรงแต่ละศพกระสุนทะลุร่างออกไป ส่วนอีกคนเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่บริเวณตึกอื้อจือเหลียง ถูกยิงจากด้านหน้า ขณะเคลื่อนที่จากสะพานไทย-เบลเยี่ยมมุ่งหน้าไปด่านทหาร ซึ่งผู้เสียชีวิตได้รับการเยียวยาจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์และกรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรมแล้ว

พ.ต.ท.นิพนธ์ เศรษฐวัฒน์ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษชี้แจงว่า รับผิดชอบ 2 คดี ทั้ง 2 ศพ กระสุนทะลุหลัง รายแรกเป็น นปช. มีอาชีพขับแท็กซี่ ญาติแจ้งว่ามีบัตร นปช. และรูปติดอยู่ในบัตร ส่วนรายที่สอง มีหนังสติ๊กห้อยคอ อยู่ระหว่างการสอบสวน ยังไม่พบว่าใครเป็นผู้กระทำผิด จากการสอบถาม ผู้บังคับบัญชาทหารยืนยันว่าน่าจะโดนสะเก็ดระเบิดเอ็ม 79 แต่ทางกองพิสูจน์หลักฐาน คาดการณ์ว่าน่าจะถูกกระสุนปืนอาก้า ซึ่งจะต้องตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง สำหรับ ศพผู้เสียชีวิตแต่ละราย ไม่มีการตรวจสอบเขม่าดินปืนที่มือว่ามีหรือไม่ เนื่องจากสถานการณ์ช่วงนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จึงละเลยในจุดนี้

นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุมคือ นายภัคพล มีสุข ที่ถูกกระสุนยิงจากหัวไหล่ทะลุหลัง หลังจากไปแจ้งความที่ สน.ลุมพินี เนื่องจากถูกทหาร 4 นายทำร้ายร่างกาย และขณะนี้ตกงาน เนื่องจากการพักรักษาตัวนานเกิน 3 เดือน จึงออกมาเรียกร้องให้ผู้ที่ก่อเหตุออกมารับผิดชอบ เพราะสิ่งที่ต้องการตอนนี้คือการได้งานกลับคืนมา แม้ว่าจะได้รับเงินชดเชยมา 60,000 บาทแต่ก็ไม่คุ้ม

ในช่วงท้ายของการแสดงความคิดเห็น พันโทอุดม แก้วมหา จากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ แสดงความเห็นเรื่องการปรองดองสมานฉันท์ว่า หากคนรู้จักหน้าที่ของตนก็จะไม่เกิดเหตุร้ายครั้งนี้ ส่วน พ.ต.ท. มนตรี บุญยโยธิน จากดีเอสไอ แสดงความเห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากการแย่งชิงอำนาจ และมีการคอร์รัปชั่นหาผลประโยชน์หากออกกฎหมายผู้ให้ไม่ผิด คนรับผิด จะมีคนจำนวนมากยอมให้ข้อมูลเพื่อเอาคนที่คอร์รัปชั่นมาลงโทษ และต่อไปอาจไม่ต้องมี ป.ป.ช. ด้วยซ้ำ

สำหรับการประชุมครั้งหน้า วันที่ 15 มีนาคม เป็นการเปิดฟังความคิดเห็นกรณีการเสียชีวิตของพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2553 ณ สำนักงาน คอป.

 

ที่มา: มติชนออนไลน์

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์