คนไม่มีศาสนา : พวกบ้าและไร้ศีลธรรม

 
 
 
“I am against religion because it teaches us to be satisfied with not understanding the world.
-    
Richard Dawkins [1]
 
        
เด็กเอ๋ยเด็กดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน เด็กเอ๋ยเด็กดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน หนึ่ง นับถือศาสนา สอง รักษาธรรมเนียมมั่น สาม เชื่อพ่อแม่ครูอาจารย์ สี่ วาจานั้นต้องสุภาพอ่อนหวาน...”
 
จากเนื้อเพลง “หน้าที่ของเด็ก [2]” ที่ยกมาเกริ่นนำข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่า “ศาสนา” มีความสำคัญในสังคม และมีการปลูกฝังให้เด็กๆนั้น นับถือศาสนา ฯลฯ แต่ในปัจจุบันนี้ เด็กและวัยรุ่นเติบโตมากับเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์อันล้ำหน้า หรือที่เรียกว่า “เด็กยุคดิจิตอล” บางคนนั้นเมื่อได้ยินเพลงนี้ อาจจะเกิดการตั้งคำถามขึ้นว่า “จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีศาสนา?”
        
นอกจากเพลงที่ใช้ในการปลูก ฝังเด็กและเยาวชนแล้วรัฐยังมีวลีเด็ดที่ใช้ในการครอบงำทางความคิด หรือเพื่อใช้ต่อเป็น “สร้อย” เป็นประโยคสรุปของการกระทำต่างๆ คือวลีที่ว่า “...เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” [3] แต่พวกเขานั้น “เชื่อ” ในความเป็นศาสนานั้นจริงๆหรือไม่?
       
อีกทั้งในสังคมไทยนั้นเมื่อ พูดถึงคนที่ไม่มีศาสนาหรือเมื่อต้องกรอกข้อมูลลงช่อง “ศาสนา” ณ ที่ว่าการอำเภอ ก็อาจจะได้พบกับสีหน้าประดักประเดิดและเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามว่า “ทำไมไม่มีศาสนา?” เพราะคนไม่มีศาสนาคือคนไม่มีศีลธรรม (?)
       
ในบทความนี้จะพูดถึงคำกล่าวอ้างของศาสนิกชนว่าทำไมจึงต้องมีศาสนา อเทวนิยม (Atheism) นั้น มีมาตั้งแต่เมื่อใด? คนไม่มีศาสนาคืออะไร? คุณธรรมที่พวกศาสนิกกล่าวอ้างนั้นเป็นคุณธรรมจริงหรือไม่? แล้วความดีของพวกอศาสนาคืออะไร?
 
คำกล่าวอ้างของศาสนิกชน
 
ศาสนาและความเชื่อต่างๆเกิดขึ้นและอยู่คู่กับมนุษย์มา เนิ่นนาน แต่เพราะเหตุใดศาสนาจึงมีความสำคัญต่อชีวิต? จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีศาสนา? กลุ่มศาสนิกต่างๆจึงตอบคำถามนี้ว่า เพราะมนุษย์มีความจำเป็นต้องมีเกณฑ์ตัดสินที่จะวัดหรือจำแนกแยกแยะว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิดอะไรควร อะไรไม่ควร มนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มิได้มีความต้องการทางด้านวัตถุแต่เพียงอย่างเดียว แต่มนุษย์ยังมีความคิดและจิตใจที่จำเป็นจะต้องได้รับการสนองตอบความต้องการ อีกด้วย ชีวิต คืออะไร ตัวเขามาจากไหน เขาเกิดมาทำไม ตายแล้วจะไปไหน ชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร ใครเป็นคนสร้างโลก และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเรื่องเหล่านี้วิทยาศาสตร์ยังไม่อาจหาคำตอบให้เป็นที่พอใจแก่เขาได้
 
มนุษย์จำเป็นต้องมีกฎระเบียบทางสังคมตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับประเทศไปจนถึงระดับระหว่างประเทศ มนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการที่พึ่งพิงทางจิตใจและต้องการหลักประกันในการ กระทำของตนเอง เช่นเดียวกับมนุษย์ต้องการสิ่งตอบแทนในการทำงานของตนในเรื่องคุณธรรมและ ศีลธรรมก็เช่นกัน หากไม่มีสิ่งตอบแทนให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติความดีแล้ว แน่นอน คงไม่มีใครอยากที่จะทำความดี แต่ในทุกวันนี้ที่ยังมีคนทำดีอยู่ก็เพราะศาสนาได้ให้หลักประกันในการทำความ ดีแก่มนุษย์นั่นเอง หรือแม้กระทั่งเชื่อว่าการมีศาสนาทำให้มนุษย์แตกต่างไปจากสัตว์เดรัจฉาน
 
ว่าด้วยความเสแสร้งในทางคุณธรรมและความกลัว
 
แต่หากพิจารณาการให้เหตุผลเหล่านั้นแล้ว พบว่าความเชื่อเกี่ยวกับ “ผู้มีคุณธรรม” เป็นรูปแบบหนึ่งของความเสแสร้ง เมื่อผู้คนกล่าวว่า “คุณธรรมเป็นสิ่งจำเป็น” แท้จริงแล้วเขากำลังพูดว่าเขาต้องการ สังคมที่สงบ เป็นระเบียบ และปลอดภัยมากกว่า “ผู้มีคุณธรรม” ผู้คนต่างพร่ำสอนให้ผู้คนมีศีลธรรม และเชื่อฟังคำสอนของศาสนา แต่เบื้องหลังความคิดเหล่านั้น คือ “ความกลัว” ความกลัวในการกระทำของตนเอง การเสี่ยงภัย การต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง การค้นหาโชคชะตาของตนเอง และการเผชิญหน้ากับความล้มเหลว (ลอเรน เกน 2005 [4])
 
 
 
มุมมองจากผู้มีศาสนา
 
 
“ผมก็ไม่ใช่คนที่เคร่งศาสนานะฮะ แต่ก็คิดว่าตัวเองมีศาสนากับเขาด้วยคนหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่มีศาสนา ผมก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องผิดแปลกอะไร เพราะสำหรับผมศาสนาก็คือ ชุดความเชื่อและมุมมองที่มีต่อโลกและชีวิตสำเร็จรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมันช่วยให้เราสามารถจัดวางตำแหน่งตัวเองและให้ความหมายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราได้
 
แต่ถ้าคนที่ไม่มีศาสนาแล้วเขามีชุดสำหรับมองโลก และชีวิตแบบอื่นๆก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร ถ้ามันยังคงอธิบายและให้ความหมายกับการดำรงอยู่ของเขาได้ แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีศาสนาหรือไม่มีก็ตามการแสวงหาความหมายของชีวิตเป็น เรื่องจำเป็น อีกอย่างหนึ่ง สำหรับผมศาสนาเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตผม รุ่มรวยขึ้น ถ้าคนอื่นเข้ามีอย่างอื่นที่ทำให้ชีวิตเขารุ่มรวยก็ดีครับ และผมอาจง่ายกว่าคนอื่นหน่อยเท่านั้นเอง
 
ความ คิดเห็นจาก “เชฟหมี” ผู้ถือศาสนาฮินดูจากรายการ “ครัวกากๆ” หรือ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
 
 
กำเนิดอเทวนิยม (Atheism)
 
อเทวนิยมเริ่มเกิดขึ้นเมื่อเริ่มมีวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์หาคำอธิบายปรากฎการณ์ทางธรรมชาติด้วยสิ่งธรรมชาติด้วยกัน ได้ดีกว่าศาสนา ซึ่งเริ่มมีมานานแล้วตั้งแต่ปรัชญากรีก ก่อนหน้านี้พระเจ้า “ถูกใช้” อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น โครงสร้างที่ซับซ้อนและน่าอัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตอย่างพืชและสัตว์ ก็ยังมีการอธิบายว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เป็นผลงานออกแบบของพระเจ้า  ดังนั้นแม้ว่าวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจะเจริญขึ้น แต่จุดยืนที่ยังใช้พระเจ้าอธิบายจักรวาล และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติก็ยังคงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอธิบายสิ่งมีชีวิต อย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้วการอ้างเหตุผลเชิงออกแบบ (Design Argument) ได้ถูกล้มล้างโดยทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) และอัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ (Alfred Russel Wallace) ในศตวรรษที่ 19  จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมอเทวิยมเฟื่องฟูเต็มที่ในศตวรรษที่ 19-20 โดยมีนักปรัชญาอย่าง ฟอยเออร์บาค นิทเช่ มาร์กซ์ ฟรอยด์ รัสเซลล์ และซาร์ตร์ เป็นผู้นำ (สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป [5])
 
คนไม่มีศาสนาคืออะไร?
 
ส.ส.ใต้ปชป ประณามพวกไม่มีศาสนายิงกราดมัสยิด เป็นเหตุให้ชาว มุสลิมเสียชีวิต-บาดเจ็บ จำนวนมากแนะพี่น้อง 3 จ.ใต้ อย่าตกเป็นเหยื่อ-เชื่อข่าวลวง จี้ จนท.หาตัว ผู้ก่อการโดยเร็ว หวั่น ชาวบ้านเข้าใจผิดเป็นไฟลามทุ่ง” พาดหัวข่าวจากคมชัดลึกออนไลน์ (9 มิ.ย. 2552)
 
ในปัจจุบัน ”คนไม่มีศาสนา” ถูกใช้เรียกแทนผู้ที่กระทำความชั่วอย่างแสนสาหัสกระทั่งไม่มีศาสนาใดยอมรับ เข้าอยู่ในศาสนาของตนเอง หรือพวกที่ไร้ศีลธรรมจรรยาเพราะไร้ซึ่งศาสนาสั่งสอน ที่คำว่า “คนไม่มีศาสนา” ถูกใช้ไปในแนวทางนี้นั้น เพราะศาสนานั้นฝังรากลึกในสังคมมนุษย์จนเมื่อบอกว่า ไม่มีศาสนาก็แปลว่า ไม่มีศีลธรรม แต่ “คนไม่มีศาสนา” หรือ “อเทวนิยม” (Atheism) ในที่นี้มีความหมายที่แตกต่างจากความหมายข้างต้น กล่าวคือ อเทวนิยม คือ ทัศนะที่ไม่เชื่อการมีอยู่ของพระเจ้า และพวกอเทวนิยมจึงมิใช่เพียงสงสัยความเชื่อ หากแต่ปฏิเสธความเชื่อในพระเจ้าด้วย (สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป [6])
 
อีกประการหนึ่งคือ คำว่า “ไม่มีศาสนา” กับ “ไม่มีศีลธรรม” นั้นเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง คน ไม่มีศาสนาสามารถเป็นคนดีได้เช่นกัน และคนมีศาสนาก็ยังสามารถทำเรื่องชั่วร้ายได้ โศกนาฏกรรมส่วนใหญ่ในโลกตั้งแต่เริ่มแรกของอารยธรรมมนุษย์มาล้วนเกิดมาจากคำ ว่า “ศาสนา” ความเกลียดชังของมนุษย์นั้นน่ากลัว และน่ากลัวกว่าเดิมหลายเท่าเมื่อมีการเชื่อมโยงศาสนาเป็นเครื่องมือในการทำ สงคราม ผูกศาสนาเข้ากับลัทธิชาตินิยม หรือการสั่งสอนว่า สงครามศาสนาคือสงครามศักดิ์สิทธิ์ เช่น สงครามครูเสด  เป็นต้น
 
คุณธรรมเป็นคุณธรรมจริงหรือไม่?
 
นิทเช่ นักปรัชญาเยอรมันมองว่า คนที่มีคุณธรรมหรือเป็นคนดี จะได้รับการสรรเสริญจากคนอื่นก็ต่อเมื่อเขาได้ทำสิ่งที่ดีให้แกพวกเขา (คนอื่น) ตามความจริงแล้ว คุณธรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นการเชื่อฟัง การรักษาความบริสุทธ์ ความยุติธรรม ความอุตสาหะ ฯลฯ กลับจะทำอันตรายคนที่ยึดถือมันต่างหาก “หากว่าท่านยึดถือคุณธรรมข้อหนึ่งข้อใดแล้ว ...ท่านก็คือเหยื่อของมัน!” ที่เราสรรเสริญคุณธรรมของบุคคลอื่น ก็เพราะเราได้ประโยชน์จากมันนั่นเอง (ลอเรน เกน 2549 : 53)
 
ดังนั้น ความเชื่อเรื่องศีลธรรมจึงเป็นความเชื่อของกลุ่ม และถือว่ากลุ่มมีความสำคัญกว่าปัจเจกบุคคลที่มีความเห็นขัดแย้งกับกลุ่ม “ในแง่ของศีลธรรม ปัจเจกบุคคลจะสร้างคุณค่าให้แก่ตัวเองได้ก็เพียงในฐานะที่เป็นกลไกอันหนึ่ง ของฝูงเท่านั้น” ความคิดเรื่องฝูงนี้ ต่อมาได้กลายเป็นความคิดหลักของนิทเช่ในการคิดถึงเรื่องต้นกำเนิดของศีลธรรม การตำหนิติเตียนการควบคุมทางศีลธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมันผ่านความเห็น พ้องของสังคมแล้วเท่านั้น
มันแสดงให้เห็นภาพของคนซึ่งจะอ่อนแอเมื่ออยู่ในฐานะ ปัจเจก แต่จะเข้มแข็งเมื่ออยู่ร่วมกัน (พวกเขาหวังว่า) กฎศีลธรรมจะปกป้องพวกเขา รวมทั้งให้เหตุผลในสิ่งที่พวกเขาทำและวิถีชีวิตของพวกเขา
 
ความดีของพวกอศาสนา
 
“ถ้าพวกคุณไม่มีศาสนา แล้วคุณยึดถืออะไร?”
 
นี่เป็นคำถามยอดนิยมของพวกศาสนิก หากไม่มีคุณธรรมและศีลธรรมให้ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติแล้ว อศาสนิกนับถืออะไร? คำตอบของอศาสนานิกคือ มนุษย์ยึดถือ “ความอยู่รอด” ของตนเองเป็นหลัก ความเห็นอกเห็นใจและการช่วยเหลือกันของมนุษย์นั้นเป็นไปตามธรรมชาติของการ เป็นเครือญาติทางพันธุกรรม มนุษย์พร้อมเสมอเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และเสียสละต่อตนเองต่อสิ่งที่ดีที่ยึดถือร่วมกันเพื่อความอยู่รอดของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งศีลธรรมของศาสนา ดังที่ ริชาร์ด ดอส์กินส์ ได้กล่าวถึง  4 เหตุผลหลักที่ทำให้เราเห็นอกเห็นใจ หรือมี “ศีลธรรม” ในแบบของพวกอศาสนาไว้ว่า
 
“We now have four good Darwinian reasons for individuals to be altruistic, generous or ‘moral’ towards each other. First, there is the special case of genetic kinship. Second, there is reciprocation : the repayment of favours given, and the giving of favours in ‘anticipation’ of payback. Following on from this there is, third the Darwinian benefit of acquiring a reputation for generosity and kindness. And forth, if Zahavi is right, there is the particular additional benefit of conspicuous generosity as a way of buying unfakeably authentic advertising.”  (Richard Dawkins 2007 : 251 [7])
 
 
 
มุมมองจากคนที่ไม่มีศาสนา (หรือพวกเขาอาจจะนิยามตนเองว่าเป็นพวกมีศาสนาแต่เป็นศาสนาที่แตกต่างจากศาสนากระแสหลัก)
 
“ถ้าถามซีเรียสก็ตอบซีเรียสนะ โดยส่วนตัวเชื่อใน God ในฐานะของ Radical Contingency (ความบังเอิญอย่างยิ่งยวด) อ่ะ คือ มันจะมีนักปรัชญาแบบ Spinoza โยง God กับ Necessity (ความแน่แท้) ใช่มะ แต่นี่พี่มองแบบ Hegel (Georg Wilhelm Friedrich Hegel) อ่ะ ว่า God คือ Negativity (นิเสธภาวะ) ไม่ดิ พูดให้ถูกคือ Radical Contingency/Negativity คือ God ต่างหาก นี่คือ สาเหตุให้ God=Miracle (พระเจ้า = เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด) เพราะ ถึงที่สุดแล้ว Miracle คือสิ่งที่เราคาดไม่ได้ว่าจะเกิด แต่เสือ_เกิด
 
ในทำนองเดียวกัน ความฉิบหายวายป่วยทั้งในชีวิตและในโลกมันก็ถูกอธิบายได้ใน Frame เดียวกัน ถ้าไม่มี God นี่ฉิบหายเลย คิดอย่างพุทธอะไรผิดพลาด แม่_เป็นความผิดกูหมด ไม่ชาตินี้ก็ชาติที่แล้ว หดหู่เชี่_ๆ โดยส่วนตัวเชื่อในความไม่แน่นอนของโลกที่เรารู้มันได้ไม่หมด และนานๆครั้งความไม่แน่นอนก็ไหลบ่าเข้ามาในชีวิตเราบางครั้ง และนั่นแหละ God

...อ้อ โดยส่วนตัวปฏิเสธศาสนกิจของทุกศาสนาด้วย ไม่ชอบฝูงชน” – ปัญญาชนขบถคนหนึ่ง

 
 
สรุป
จากเนื้อหาทั้งหมดที่กล่าว มาข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่าการมีศาสนาไม่ใช่เรื่องสำคัญ คุณธรรมและศีลธรรมที่แท้จริงนั้นขึ้นกับการปฏิบัติต่อบุคคลอื่นอย่างเพื่อน มนุษย์ ไม่ใช่การใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือหรือครอบงำทางความคิด มนุษย์มีเสรีภาพในการ “เลือก” ที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อสิ่งใดได้ ตราบเท่าที่ยังเชื่อในเสรีภาพของตนเอง
 
เชิงอรรถ
[1] : a British ethologist and evolutionary biologist : นักสัตววิทยาและนักชีววิทยาวิวัฒนาการชาวอังกฤษ
[2] เพลง หน้าที่ของเด็ก แต่งโดย ชอุ่ม ปัญจพรรค์ ในปี พ.ศ. 2498
[3] เริ่มใช้ในสมัยรัชการที่ 6 โดยได้พื้นฐานมาจาก “God, King and Country” จากประเทศอังกฤษ
[4] ลอเรน เกน. 2005. นิทเช่ : นักปรัชญาชาวเยอรมันผู้กบฏต่ออารยธรรมตะวันตก (เทพทวี โชควศิน, แปล), กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก, 2549, 53
[5] สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป. อเทวนิยม, เข้าถึงเมื่อ 2 มีนาคม 2554, เข้าถึงจาก http://www.philospedia.net/atheism.html
[6] เรื่องเดียวกัน
[7] Richard Dawkins. The God Delusion, London : Black Swan , 2007, 251
 
อ้างอิง
กูเกิ้ลข่าวสาร. พวกไม่มีศาสนา, เข้าถึงเมื่อ 2 มีนาคม 2554, เข้าถึงจาก  http://news.google.co.th/
ยอร์จ ทอมสัน. 1954. ความเรียงว่าด้วยศาสนา (จิตร ภูมิศักดิ์, แปล), กรุงเทพฯ : ชมรมหนังสือแสงตะวัน, 2519
ลอเรน เกน. 2005. นิทเช่ : นักปรัชญาชาวเยอรมันผู้กบฏต่ออารยธรรมตะวันตก (เทพทวี โชควศิน, แปล), กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก, 2549.
สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป. อเทวนิยม, เข้าถึงเมื่อ 2 มีนาคม 2554, เข้าถึงจาก http://www.philospedia.net/atheism.html
Richard Dawkins. The God Delusion, London : Black Swan , 2007

คือ

คือ ผมคิดว่าบทความอันนี้ยังขาดการวิเคราะห์อย่างมีญาณวิทยาและสารบบที่ดีฮะ ทั้งยังยกตัวอย่างออกมาได้ไม่ทั่วถึง (เช่น คุณยกมาแต่เรื่องของพระเจ้า ในศาสนาเอกเทวินยม และยกของพุทธมานิดๆหน่อยๆ พราหมณ์อีกนิด) ซึ่งมันยังไม่ได้เป็นตรรกะพอ ที่สำคัญคือ การไม่พยายาม "วิเคราะห์" บริบท (Context) ของแต่ละพื้นที่ เอาทฤษฎีมาพูดก็จริง แต่ไมไ่ด้มองเชิงสังคมวิทยาเข้าไปด้วย มันเลยจะกลายเป็น Negation ของพวกคุณซะเองนะครับ

ส่วนตัวนับถือศาสนาครับ และไม่คิดว่าพวกอเทวนิยม/พวกไม่มีศาสนาจะผิด เพียงแต่คุณต้องกล้าพูดกันแบบวิชาการๆหน่อย

ถ้าผมผมนะครับ ส่วนตัวผมคิดแบบนักรัฐศาสตร์อย่างศาสตราจารย์ Leo Strauss ที่ท่านกล่าวไว้ตอนสุดท้ายของบทสุดท้ายในหนังสือปรัชญาการเมืองที่ชื่อ The City and Man นะครับ Strauss แนะนำผู้อ่านของเขาว่า

""be open to the full impact of the all-important question which is coeval with philosophy although the philosophers do not frequently pronounce it--the question quid sit deus(วลีนี้ แปลว่า คำถามเกี่ยวกับพระเจ้า)" (จากหน้า 241)."

หรือแม้กระทั่ง บางตอนจากบทความทางปรัชญาการเมืองของ ศ.ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ ที่ท่านบอกเสมอว่า "คำตอบถาวรนั้นไม่มี มีแต่คำถามถาวร" ถ้าลองนำมาพิจารณากับประเด็นศาสนา ผมว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยนะครับ

คือ

คือ ผมคิดว่าบทความอันนี้ยังขาดการวิเคราะห์อย่างมีญาณวิทยาและสารบบที่ดีฮะ ทั้งยังยกตัวอย่างออกมาได้ไม่ทั่วถึง (เช่น คุณยกมาแต่เรื่องของพระเจ้า ในศาสนาเอกเทวินยม และยกของพุทธมานิดๆหน่อยๆ พราหมณ์อีกนิด) ซึ่งมันยังไม่ได้เป็นตรรกะพอ ที่สำคัญคือ การไม่พยายาม "วิเคราะห์" บริบท (Context) ของแต่ละพื้นที่ เอาทฤษฎีมาพูดก็จริง แต่ไมไ่ด้มองเชิงสังคมวิทยาเข้าไปด้วย มันเลยจะกลายเป็น Negation ของพวกคุณซะเองนะครับ

ส่วนตัวนับถือศาสนาครับ และไม่คิดว่าพวกอเทวนิยม/พวกไม่มีศาสนาจะผิด เพียงแต่คุณต้องกล้าพูดกันแบบวิชาการๆหน่อย

ถ้าผมผมนะครับ ส่วนตัวผมคิดแบบนักรัฐศาสตร์อย่างศาสตราจารย์ Leo Strauss ที่ท่านกล่าวไว้ตอนสุดท้ายของบทสุดท้ายในหนังสือปรัชญาการเมืองที่ชื่อ The City and Man นะครับ Strauss แนะนำผู้อ่านของเขาว่า

""be open to the full impact of the all-important question which is coeval with philosophy although the philosophers do not frequently pronounce it--the question quid sit deus(วลีนี้ แปลว่า คำถามเกี่ยวกับพระเจ้า)" (จากหน้า 241)."

หรือแม้กระทั่ง บางตอนจากบทความทางปรัชญาการเมืองของ ศ.ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ ที่ท่านบอกเสมอว่า "คำตอบถาวรนั้นไม่มี มีแต่คำถามถาวร" ถ้าลองนำมาพิจารณากับประเด็นศาสนา ผมว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยนะครับ

ตอนนี้กำลังพิสูจน์กันในสภานิต

ตอนนี้กำลังพิสูจน์กันในสภานิติบัญญัติ

ว่าศาสนามีจริงหรือไม่

ถ้าศาสนามีจริง

เห็นจะต้องตายกันไปทั้งสองฝ่าย

เพราะมันว่า

มึงโกหก

มึงฆ่าคนตาย

ถ้าไม่เชื่อศาสนา

ก็เชื่อพระสยาม

ก็ไม่จริงอีก

ถ้ามีจริงก็ต้องหักคอ

พวกเลวชาติตายหมดแล้ว

มันไม่มีหรอกครับ

อย่าให้เขาหลอกเอา

ทำตัวไม่เหมือนชาวบ้าน

พูดก็ไม่รู้เรื่อง

เอาแต่เก็บเงินอย่างเดียว

กินรวบ

นักการเมืองมันกินแล้วยังแบ่งคืน

ห้าสิบห้าสิบ

ทนฟังมันโกหกยังได้รู้

ว่าใครโกหก

แล้วจ่ายภาษี

ให้พวกมันมาโกหกเรา

ห้าสิบห้าสิบ

555

.......... เมื่อ 2554 ปี

.......... เมื่อ 2554 ปี ที่แล้ว ก่อนที่พระพุทธองค์ จะทรงตรัสรู้ ** คนพวกนี้มีเยอะ ที่ชอบตั้งคำถาม **.......... บัวที่ยังไม่โผล่พ้นโคลนตรม หาประโยช อันใดมิได้ แม้แต่เป็นอาหารแก่มวลมัจฉา........

เป็นบทความที่น่าสนใจค่ะ ปี 1

เป็นบทความที่น่าสนใจค่ะ ปี 1 แต่เขียนได้ขนาดนี้ก็ขอชื่นชม (พี่เทียบกับตัวเองนะ) อายุแค่นี้ยังพัฒนาได้อีกไกลค่ะจะรออ่านบทความต่อ ๆ ไป ส่วนตัวตามบัตรประชาชนก็นับถือศาสนาพุทธนะคะ เราไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนไม่มีศาสนา เพียงแค่เราไม่ได้เชื่อในทุกสิ่งอย่างที่ศาสนาสอน คือเราแค่เป็นประเภทชอบตั้งคำถาม(มาก)ก็เท่านั้น ตั้งแล้วก็หาคำตอบ นำมาปฏิบัติ ไม่ใช่สักแต่ว่าเชื่อ (อันนั้นเข้าข่ายงมงาม ที่จริงกาลามสูตรก็มีบอกไว้) มีคนเคยถามว่าทำไมเราไม่เชื่อเราไม่มีศรัทธาเหรอ ไม่กลัวบาปเหรอ เราไม่ได้ตอบคน ๆ นั้นไป เรามานั่งคิดวิเคราะห์ตัวเอง แล้วก็ได้คำตอบว่าเราศรัทธาค่ะแต่ศรัทธาในการเรียนรู้ เพราะเราจะมีคำถามใหม่อยู่เสมอ เรามองว่าสิ่งพวกนี้ทำให้เราค้นคว้ามากขึ้น ศึกษามากขึ้น พูดง่าย ๆ พัฒนาขึ้น คือเราไม่ได้ยึดที่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง (ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่ให้เกียรติหรือไม่เห็นด้วย) หลักการข้อใด(ไม่ว่าจะศาสนาหรือไม่ใช่ศาสนา)ที่เรารู้สึกว่า อืม..มันมีประโยชน์จริง ประยุกต์ใช้ได้จริง ปฏิบัติแล้วดีจริง เราก็นำมาใช้ เช่นการนั่งสมาธิ บางคราวเราก็ไปนั่งที่โบสถ์คริสต์เพื่อทบทวนความคิดอยู่คนเดียว เราอ่านหนังสือของท่านพุทธทาส เว่ยหลาง ฮวงโป เต๋าเต็กเก็ง เราชอบในคำสอนหลักแนวคิดทั้งหลาย (แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเชื่อหมดทุกสิ่งอย่าง) ในขณะเดียวกันเราก็มองว่างานของปัจเจกชนท่านอื่นที่มีอีกเยอะมากสาธยายไม่หมดถ้าคุณเป็นนักอ่านก็คงทราบ ๆ กันดี ซึ่งอาจไม่ใช่ในเชิงศาสนา(หรือใช่/คาบเกี่ยว)เราก็มองว่าแนวคิดหรือทฤษฎีเหล่านั้นก็มีประโยชน์เช่นเดียวกัน หากมันสามารถตอบสนองคุณหรือสังคมที่อาศัยในการดำรงชีวิตร่วมกันได้ คือคุณสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข(หรือไม่สุขแต่แก้ปัญหาเป็น)ได้โดยไม่จำเป็นต้องสังกัดตนในศาสนาใดศาสนาหนึ่งนะ ในมุมมองของเรา เช่นเดียวกันคนที่สังกัดอยู่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีทุกข์เลยเสียเมื่อไหร่ เราว่ามนุษย์เราพัฒนามาเลยจุดที่จะบังคับหรือประณามในคนที่เห็นต่างได้นานแล้วนะคะ (แม้จะไม่ใช่ทุกพื้นที่บนโลกก็เถอะ)

แนะนำหนังสือ ง่ายๆสไตล์เซน ของ ชาร์ลอตต์ โจโกะ เบค สำหรับใครที่มีความสงสัย มีคำถามในหัว(ใจ)เยอะเหลือเกิน เราว่าเป็นหนังสือนี้เป็นจุดเริ่มตนที่ดี ในขณะเดียวกันอยากให้คนที่ไม่เคยมีคำถามใด ๆ เลยลองอ่านหนังสือของกฤษณมูรติดูค่ะ หนังสือแห่งความเข้าใจชีวิตและการศึกษาที่แท้ก็น่าสนใจค่ะ เราว่ามันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเช่นกัน คือไม่ว่าคุณจะยืนอยู่ฝั่งไหนเรามองว่ามันมีแต่จะได้ประโยชน์นะ หากเห็นไม่ตรงตอบสนองคุณไม่ได้ก็ปล่อยมันไป แต่หากมีประโยชน์ก็เก็บมันไว้ หากสงสัยก็ขยายความศึกษาเพิ่มเติมต่อไป ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย แต่คุณจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยหากคุณไม่เปิดใจ

ขอขยายความนิดหนึ่งในบรรทัดที่

ขอขยายความนิดหนึ่งในบรรทัดที่ 8 กับ 9 "หลักการข้อใด(ไม่ว่าจะศาสนาหรือไม่ใช่ศาสนา)ที่เรารู้สึกว่า อืม..มันมีประโยชน์จริง ประยุกต์ใช้ได้จริง ปฏิบัติแล้วดีจริง เราก็นำมาใช้ เช่นการนั่งสมาธิ บางคราวเราก็ไปนั่งที่โบสถ์คริสต์เพื่อทบทวนความคิดอยู่คนเดียว" ไม่ได้หมายถึงไปนั่งสมาธิที่โบสถ์คริสต์นะคะ ขออนุญาตขยายค่ะ ตกคำเชื่อม ต้องขออภัย

คนไม่มีศาสนา พวกนี้

คนไม่มีศาสนา พวกนี้ เขาก็นับถือ ริชาร์ด ดอส์กินส์ เป็นศาสดา ไง..! โดยที่พวกเขาไม่ได้รู้สึกตัว นั่นเอง..! จึงเป็นกลุ่มคนที่น่าสงสารมาก และพวกเขาก็เป็นสาวกที่ดีได้ทำหน้าที่เผยแผ่ ความน่าสงสารนั้นให้ทุเรศยิ่ง ๆ ขึ้นไป..! จริงรึเปล่าล่ะ..! ท่านผู้เป็นวิญญูชนทั้งลองใคร่ควรดู..! คริ คริ..

lyric

[quote=lyric]เป็นบทความที่น่าสนใจค่ะ ปี 1 แต่เขียนได้ขนาดนี้ก็ขอชื่นชม (พี่เทียบกับตัวเองนะ) อายุแค่นี้ยังพัฒนาได้อีกไกลค่ะจะรออ่านบทความต่อ ๆ ไป ส่วนตัวตามบัตรประชาชนก็นับถือศาสนาพุทธนะคะ เราไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนไม่มีศาสนา เพียงแค่เราไม่ได้เชื่อในทุกสิ่งอย่างที่ศาสนาสอน คือเราแค่เป็นประเภทชอบตั้งคำถาม(มาก)ก็เท่านั้น ตั้งแล้วก็หาคำตอบ นำมาปฏิบัติ ไม่ใช่สักแต่ว่าเชื่อ (อันนั้นเข้าข่ายงมงาม ที่จริงกาลามสูตรก็มีบอกไว้) มีคนเคยถามว่าทำไมเราไม่เชื่อเราไม่มีศรัทธาเหรอ ไม่กลัวบาปเหรอ เราไม่ได้ตอบคน ๆ นั้นไป เรามานั่งคิดวิเคราะห์ตัวเอง แล้วก็ได้คำตอบว่าเราศรัทธาค่ะแต่ศรัทธาในการเรียนรู้ เพราะเราจะมีคำถามใหม่อยู่เสมอ เรามองว่าสิ่งพวกนี้ทำให้เราค้นคว้ามากขึ้น ศึกษามากขึ้น พูดง่าย ๆ พัฒนาขึ้น คือเราไม่ได้ยึดที่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง (ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่ให้เกียรติหรือไม่เห็นด้วย) หลักการข้อใด(ไม่ว่าจะศาสนาหรือไม่ใช่ศาสนา)ที่เรารู้สึกว่า อืม..มันมีประโยชน์จริง ประยุกต์ใช้ได้จริง ปฏิบัติแล้วดีจริง เราก็นำมาใช้ เช่นการนั่งสมาธิ บางคราวเราก็ไปนั่งที่โบสถ์คริสต์เพื่อทบทวนความคิดอยู่คนเดียว เราอ่านหนังสือของท่านพุทธทาส เว่ยหลาง ฮวงโป เต๋าเต็กเก็ง เราชอบในคำสอนหลักแนวคิดทั้งหลาย (แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเชื่อหมดทุกสิ่งอย่าง) ในขณะเดียวกันเราก็มองว่างานของปัจเจกชนท่านอื่นที่มีอีกเยอะมากสาธยายไม่หมดถ้าคุณเป็นนักอ่านก็คงทราบ ๆ กันดี ซึ่งอาจไม่ใช่ในเชิงศาสนา(หรือใช่/คาบเกี่ยว)เราก็มองว่าแนวคิดหรือทฤษฎีเหล่านั้นก็มีประโยชน์เช่นเดียวกัน หากมันสามารถตอบสนองคุณหรือสังคมที่อาศัยในการดำรงชีวิตร่วมกันได้ คือคุณสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข(หรือไม่สุขแต่แก้ปัญหาเป็น)ได้โดยไม่จำเป็นต้องสังกัดตนในศาสนาใดศาสนาหนึ่งนะ ในมุมมองของเรา เช่นเดียวกันคนที่สังกัดอยู่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีทุกข์เลยเสียเมื่อไหร่ เราว่ามนุษย์เราพัฒนามาเลยจุดที่จะบังคับหรือประณามในคนที่เห็นต่างได้นานแล้วนะคะ (แม้จะไม่ใช่ทุกพื้นที่บนโลกก็เถอะ)

แนะนำหนังสือ ง่ายๆสไตล์เซน ของ ชาร์ลอตต์ โจโกะ เบค สำหรับใครที่มีความสงสัย มีคำถามในหัว(ใจ)เยอะเหลือเกิน เราว่าเป็นหนังสือนี้เป็นจุดเริ่มตนที่ดี ในขณะเดียวกันอยากให้คนที่ไม่เคยมีคำถามใด ๆ เลยลองอ่านหนังสือของกฤษณมูรติดูค่ะ หนังสือแห่งความเข้าใจชีวิตและการศึกษาที่แท้ก็น่าสนใจค่ะ เราว่ามันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเช่นกัน คือไม่ว่าคุณจะยืนอยู่ฝั่งไหนเรามองว่ามันมีแต่จะได้ประโยชน์นะ หากเห็นไม่ตรงตอบสนองคุณไม่ได้ก็ปล่อยมันไป แต่หากมีประโยชน์ก็เก็บมันไว้ หากสงสัยก็ขยายความศึกษาเพิ่มเติมต่อไป ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย แต่คุณจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยหากคุณไม่เปิดใจ[/quote]

ใช่แค่ปี1 ไฟแรงดี แต่ยังต้องฝึกฝน คงไม่ยากไปหรอก

ผมเองเชื่อพุทธแน่ๆ แต่ก็ไม่เคยว่างเว้นจากการสนใจในลัทธิอื่นเช่นกัน
สมมติฐาน คือ ศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี (ขั้นต่ำในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ)
ท่านพุทธทาสว่า ให้เข้าใจในศาสนาตนและเข้าใจในศาสนาอื่น
เพราะการไม่มีศาสนาก็เป็นศาสนาหนึ่ง(ศาสนาแห่งการไม่มี) อาจดีซะิยิ่งกว่า พุทธ ที่ผสานความมี-ไม่มี ก็ได้...

ในมุมมองของคนธรรมดาหาเช้ากินค

ในมุมมองของคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำ ไม่ใช่นักศาสนาอย่างผม
ผมว่าศาสนาก็มีบทบาทหนึ่งในการช่วยรักษาความสงบสุขในสังคม
แต่ก็มีคนส่วนหนึ่งมองทะลุถึงความเชื่อทางศาสนาของผู้คน
นำศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน
หรือแม้กระทั่งนำศาสนามาสร้างอำนาจทางการเมือง

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ใส่ใจในศาสนา
แต่ก็มองเห็นว่าแต่ละศาสนานั้นได้สสร้างศูนย์รวมใจของผู้คนขึ้น
มันเหมือนป็นอาณาจักรทางความคิด อาณาจักรทางความเชื่อ ของใครของมัน
หากเกิดมีใครผู้หนึ่งผู้ใดรุกล้ำอาณาจักรทางความเชื่อ ก็อาจจะเกิดสงครามทางความคิด
หรือแม้กระทั่งเกิดสงครามจริงๆขึ้นมาได้ เพียงเพราะว่า ความคิดความเชื่อต่างกัน

ในสังคมใดสังคมหนึ่งหากมีอยู่ศาสนาเดียว มันก็น่าจะสามารถควบคุมความคิด
ของผู้คนในสังคมให้ไปในทิศทางเดียวกันได้โดยสมบูรณ์
แต่หากในสังคมนั้นมีสองสามศาสนาที่มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน
ดูเหมือนสังคมนั้นอาจจะไม่มีเสถียรภาพในการปกครองขึ้นมาได้
แต่หากสังคมนั้นมีหลากหลายศาสนามากมาย
ผมเชื่อว่าสังคมนั้นจะเกิดคนที่ไม่นับถือศาสนาขึ้นมามากเช่นกัน

เมื่อคนเรามีการเรียนรู้ มีความเข้าใจที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม และหากสมาชิกในสังคมล้วนนั้นมุ่งสู่ความสงบสุข
สังคมนั้นจะมีธรรมเนียมที่ดีการปฏิบัติต่อตนเองและต่อผู้อื่นในสังคมขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
และธรรมเนียมที่ดีนั้นอาจจะเป็นจุดร่วมของทุกศาสนา หรืออาจจะไม่เกี่ยงกับศาสนาก็ได้

การจะอยู่ร่วมกันในสังคมให้มีความสงบสุขนั้น ผมเชื่อว่าเพียงเราแต่ละคนไม่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง
แต่ละคนรู้จักเคารพต่อตนเองและรู้จักเคารพต่อผู้อื่นในสัดส่วนที่พอเหมาะในแต่ละสถานการณ์
เพียงเท่านั้นสังคมก็จะสงบสุขได้แล้ว โดยไม่ต้องพึ่งพาศาสนาใดๆเลย

ผมยังเชื่อว่าในแต่ละสังคมนั้นเพียงต้องการกฏเกณฑ์อะไรที่ง่ายๆ ทุกคนเข้าใจมัน ปฏิบัติได้ง่าย
สังคมนั้นก็น่าจะสงบสุขได้โดยง่าย เพราะทุกคนเข้าใจและยอมรับในกฏเกณฑ์ที่ไม่ซับซ้อนนั้นๆ

แต่สังคมปัจจุบันเหมือนถูกสร้างกฏเกณฑ์ให้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้นทุกวัน
ด้วยคำสอนทางศาสนาที่อาจจะดูซับซ้อนและบิดเบือนในหลักการ
ด้วยกฏหมายที่สลับซับซ้อนยากแก่การตีความ และมีโอกาสถูกบิดเบือนในการใช้งานได้ทุกเมื่อ
ปัญหาสังคม ปัญหาความยุติธรรม ปัญหาความแตกแยกในทางความคิดจึงอาจมีเพิ่มขึ้นทุกวัน

คนหลายๆรุ่นในสังคมได้สร้างสังคมให้ซับซ้อนเกินกว่าจะควบคุมได้ขึ้นมาแล้ว
ความหวังของผมต้องการที่จะเห็นคนในรุ่นถัดไปศึกษาสังคมให้ลึกซึ้งว่าจริงๆสังคมต้องการอะไร

ปัญหาที่พวกเราน่าจะขบคิดในความเห็นของผมก็คือ
พวกเราจะทำอย่างไรที่จะสร้างค่านิยมในสังคมที่ดี
สร้างบรรทัดฐานทางสังคมที่ดี สร้างธรรมเนียมการปฏิบัติที่ดี
จะทำอย่างไรให้มันเป็นสิ่งง่ายๆ ทุกคนรู้และเข้าใจง่าย และทุกคนปฏิบัติได้ง่ายๆ

ในทางพุทธศาสนาที่บอกว่าคนเรานั้นมีสี่เหล่าตามระดับของดอกบัว
ถึงอย่างไรบัวในตมนั้นก็ยังคงมีสิทธิในความเป็นคนในสังคมอยู่ดี
เป็นหน้าที่ของสมาชิกในสังคมที่จะช่วยกันพยุงยกระดับบัวในตม
มากกว่าที่จะพากันเหยียบย่ำให้บัวในตมนั้นแหลกเหลวไป
การทำอะไรให้ง่ายๆ แม้กระทั่งบัวในตมก็ยังสามารถปฏิบัติได้
จึงน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้สังคมนั้นๆอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

สะดุดตาภาพประกอบ

สะดุดตาภาพประกอบ "เชฟหมีครัวกากๆ" อีกหนึ่งแง่มุมของอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ ผมเคยดูคลิปเขาหลายครั้งนะครับ มุมมองของเค้าก็ไม่ได้กาก เพราะว่าเป็นนักวิชาการสายปรัชญา

อย่างไรก็ตาม เชฟหมี position ตัวเองได้ดีเมื่อดึงเอาคำเด่นๆมาเล่นกับงานเขียน "รุ่มรวย" เงี้ยะ "ชุดความเชื่อ" เงี้ยะ เหมือนกับนักวิชาการเสื้อกั๊กคนหนึ่งที่ออกมาประดิษฐ์คำเมื่อไร ได้ดังเมื่อนั้น เชฟหมีก็จับหลักตรงนั้นให้สะดุดหูสะดุดตาก่อน แล้วก็ไปต่อของเค้า

รายการอาหารก็ทำแบบไม่เหมือนชาวบ้าน แบบว่ามีอะไรก็โยนๆไป แดกๆไปเหอะ เลยเป็นจุดสร้างกระแสครัวกากๆ แต่เขาก็กันตัวเองกับปรัชญาออกจากกันสิ้นเชิงในรายการบันเทิง ได้ฮาล้วนๆไม่ต้องเอาสาระปรัชญาห่าเหวอะไรมาก เดี๋ยวกินข้าวไม่ลง แต่ก็เข้าใจระดับหนึ่งในมุมของสื่อสารมวลชนว่าดึง attention มาก่อนละกัน

ส่วนปรัชญาของเชฟหมี จริงๆก็คงมีของเยอะ แต่ต้องเก็บไว้ที่ channel หนึ่ง เช่น งานเขียน แทนเพราะว่าสาระนั้นมันเกิดได้ดีในตัวภาษาหนังสือ มากกว่าจะพูดออกหน้าจอสื่อ

เป็นประเด็นที่ดีนะน้ำ

เป็นประเด็นที่ดีนะน้ำ แต่เราว่ามันขาดความละเอียดไป ไม่ค่อยชัดเจนน่ะนะ รู้สึกว่าเราเคยถามน้ำว่า น้ำนับถือศาสนาอะไร เราจำได้นะว่าเธอตอบว่า ทุกศาสนา คำสอนไหนดีก็รับมา อันไหนไม่ดีก็ถีบหัวส่ง จากบทความของน้ำเราเห็นด้วยนะโดยเฉพาะความคิดเห็นของคนไม่มีศาสนาที่ว่า ไม่ชอบฝูงชน เราว่าเราเป็นแบบนั้นแหละ คนสมัยนี้น่ะนะ ไม่จำเป็นต้องออกไปนอกบ้านหรอกมั๊ง แค่มีอินเทอร์เน็ตก็รู้ไปถึงไหนๆแล้ว

ตอนอยู่ปี ๑

ตอนอยู่ปี ๑ ผมยังเป็นสวะอยู่เลย ชื่นชม ชื่นชม

ครับคงไม่กล้าลงลึกใน

ครับคงไม่กล้าลงลึกใน ระดับวิพากย์ศาสนา(เพราะช่วงนี้จิตใจยังไม่นิ่งหรือละเอียดพอ) เพราะบทบาทหน้าที่ทางศาสนา มันคือสเกลที่บริหารจัดการปัญหาความต่างของอัตตาที่มากว่าหนึ่งในสเกลที่ละเอียดมาก(แต่ใช้เน็ตเสียงดังคงเป็นเรื่องยากที่จะได้สมาธิคุยแบบนั้นได้)

สถานการ์ณ์ที่จิตยังไม่นิ่งพอ จึงขอวิเคราะห์มุมนอกในสเกลที่หยาบกว่าศาสนาแล้วกัน???

ผมขอลงประเด็นตรงหัวข้อ"คนไม่มีศาสนา"ในนิยามของเจ้าของกระทู้นี้(เพราะนิยามมันกว้างมากจึงต้องชี้กรอบให้ชัดว่าแค่ของคนในกระทู้นี้) จริงๆ เขาพยายามสื่อ"คนไม่มีศาสนา" นั้นคือ เป็นกรณีของคนที่"มีศาสนา"(ศาสนาในกรอบอย่างกว้างไม่ใช้เฉพาะศาสนาใด)
จริงคนกลุ่มนี้คือเป็นตนที่"มีศาสนา "???

ในจุดประสงค์การมี?หรือกำเนิดศาสนา เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ เป็นศาสนา ในเชิงรูปแบบของศาสนาหลักๆที่มี? หรือ รูปแบบสำเร็จรูป ของศาสนาที่มี? เพราะแนวทางของการมีศาสนา คือการพัฒนาจิตให้สูงขึ้น จากกักขฬะ(มนุษย์แค่สัตว์ชนิดหนึ่งที่ตอบสนองแรงกระตุ้นของสารเคมีและสัมมผัสผ่านผัสสะ,อายตนะเชิงสัญาชาตยานแค่นั้น เพื่อยกระดับ ไปยัง จิตแบบ"อารยะ"ไปหา"อริยะ" เพราะหน้าที่ของศาสนาคือตรงนั้น ?ในการพัฒนาระดับจิตสำนึก และหรือ"มวลรวมจิตสำนึกที่ดีของสังคม "(หน้าที่หลักในเครื่องมือบริหารจัดการความต่างของศาสนาในสเกลละเอียด)

ซึ่งถ้าวิธีการแบบที่เจ้าของกระทู้บอก ว่า"คนไร้ศาสนา" เชิงรูปแบบ แต่วิธีการกลับเป็นคนมีศาสนาในวิธีการ(เพราะมันบรรลุเป้าหมายเดียวกันกับการมีศาสนาในวัตรปฎิบัติที่ถุกต้องน่ะไม่ใช่มีแบบนอกรีต)

แต่สิ่งที่คลาดเคลื่อนของเจ้าของบทวิเคราะห์นี้ ที่สำคัญๆ คือการอ้างอิง และการหยิบบางบริบท หรือบางอวัยวะของรูปธรรมของคนมีศาสนา เชิงรูปแบบ ตามกรอบกระแสหลัก คือหยิบเอาบางอวัยวะที่ทีผิดพลาด ของคนที่นับถือศาสนากระแสหลัก ที่มีแทบทุกศาสนาของพวกนอกรีต หรือใช้ผิดเจตนารมณ์ เช่น ก่อการร้ายสากลมุสลิมหัวรุนแรง, พระนอกรีตมารศาสนาในพุทธ,ความเชื่อที่งมงายในเทวนิยมแถบอินเดียแบบบูชายัญ,ไสยศาสตร์ ฯลฯ?

และ สมัยยุคมืดสมัยยุโรปกลางในยุโปสมัยศาสนจักรพยายามครอบงำอาณาจักร ด้วยศาสนา ด้วยการครอบงำความเชื่อทางศาสนา ลงไปในอาณาจักร(ก้าวก่ายหน้าทีทางศาสตร์แบบรัฐศาสตร์) และบทบาทของหน้าที่ของศาสตร์อื่นๆ โดยไม่แยกแยะบทบาทหน้าที่ตน จนเกิดยุคมืดสมัยยุโรปกลาง ในการกดทับดีสเครดิตรหน้าที่ทางวิทยาศาสตร์(ที่ใช้เครื่องมือในหน้าที่บทบาทคนล่ะแบบกัน) แต่เจ้าของกระทู้เอามาคลุกรวมกันวิจารณ์อย่างไม่แยกแยะมันเลยยิ่งมั่ว?

เรื่องนี้จึงคือเงื่อนไขการไม่แยกแยะบทบาทหน้าที่? ไม่ใช่ เพราะการมีศาสนาทำให้เกิดแบบนั้นทั้งหมด? เช่นกันการโยงการมีศาสนาเข้ากับ กรอบศรัทธาความเชื่อ เชิงสมมุติเทพ(อาตมันใหญ่) ที่โยงระบอบการปกครองของไทย(สมบูรณยาณาสิทธิเราช)ที่มีกรอบศรัทธาความเชื่อระบบคิด มันมีที่มาคล้ายๆการมีศาสนา???

และโยงมายังการปกครองในไทยทั้งการเปลี่ยนผ่าน,พัฒนาการ,และแม้แต่ปัจจุบัน? กรอบวิคิดแบบนี้ยังวนอยู่ตรงนี้ยังไม่หลุดพ้น เป็นไทในเชิงจิตวิญญานให้สมารถแยกแยกปชต.(เรือยนต์)ออกจากสมบูรณฯ(เรือสำเภาฯ) มันเป็นเพียงรูปแบบที่ตัดต่อทั้งเชิงโครงสร้างอำนาจและพฤติกรรมการใช้อำนาจที่บิดเบือนทั้งเครื่องมือทางรัฐศาสตร์และมั่วไปยังการหยิบเอาพลังศรัทธาทางศาสนามาใช้

จนเราได้เรือยนต์ปชต.รูปร่างประหลาดในโครงสร้างอำนาจการปกครองแบบไทยๆ นั้นคือเรือยนต์ปชต.แต่กางใบสำเภารุ่นเก่าเอาไว้

ซึ่งเป็นเรื่องของอาณาจักรเป็นหน้าที่ของรัฐสาสตร์ในหน้าที่บริหารจัดการความต่างในอีกศาสตร์ เพียงแต่มันโยงกันบนความเป็นหนึ่งในนั้น? ภายใต้ตัวตนพัฒนาการของสังคมไทยที่มีการเปลี่ยนผ่านมีรอยต่อ มีแรงเฉื่อยของความต่อเนื่อง สืบทอด ไปจนถึงครอบงำ บนหลักคิดแบบ"อาตมันใหญ่"?

สิ่งเหล่านี้เจ้าของบทวิเคราะห์นี้พยายามโยงตรงนี้โดยนัยยะนี้ หรือเจตนา"แมสเซส"มาทางนี้ แต่ไม่พูดตรงๆ จนผมต้องชี้ให้ชัดๆในแมสเซสแฝงอันนี้ ว่าคุณกล่าวหาศาสนาอย่างไม่เป็นธรรม? นั้นคือการเอาศาสนามาเป็นเครื่องมือบางอย่างแบบผิดๆเช่นกัน? ไม่ต่างกับที่คุณไปกล่าวหาเขา? บนความที่ขาดการแยกแยะในเนื้อหาของหน้าที่ของแต่ล่ะศาสตร์ จนเกิดความผิดพลาดแบบสมัยยุคมืดยุโรปกลาง?มันเทียบเคียงเรื่องนี้ได้?

คือแม้มันจะมีผลจากต้นน้ำของการมีศาสนาแต่ ถ้าเราไม่แยกแยะเจตนารมณ์วิธีการแยกแยะการใช้ศาสนา ออกจากอาณาจักร แบบสมัยยุโรปกลางผลมันจึงคืออย่างที่เจ้าของกระทู้อ้าง

ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของการมีศาสนาโดยตรง? ชัดๆก็คือแต่ล่ะศาสนามีคนปฎิบัติถึงจริง?ไม่ถึงจริง?,บิดเบือน หรือเจตนาจะเอาไปใช้ประโยชน์เชิงอำนาจ เชิงรัฐศาสตร์การปกครอง อย่างไม่แยกแยะบทบาทหน้าที่ จนเกิด การรุกรานกันทางศาสนา อ้าง ว่าเพื่อเผยแผ่บ้าง? หรือปกป้องการรุกรานทางศาสนาบ้าง?

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาจากตัวศาสนา? แค่ เกิดจากการนำไปใช้,การตีความ,การปฎิบัติหรือวิธีการเผยแผ่ อ้างอิงกลยุทะแบบใด การทหารแบบอิสลาม หรือคริสต์ จนได้สงครามครูเซดหรือไม่? หรือจำนวคนนับถือพุทธน้อยกว่าโดยสัดส่วนจากศาสนาอื่นเพราะ ไม่ใช้วิธีการเผยแผ่ในเจตนารุกราน แต่ใช้ธรรมะ มันจึงเกิดขึ้นขยายพุทธศาสตร์นิกชน เชิงธรรมะชาติ ไม่ใช่เชิงการทหาร หรือรัฐศาสตร์ บนความเข้าใจที่ผิดพลาดบิดเบือนที่เกิดได้ทุกศาสนา?

สิ่งสำคัญสูงสุดของแมสเซสบทวิเคราะห์นี้ คือเรื่อง"อาตมันใหญ่" ที่แฝงลงมาในลัทธิการปกครองของไทย ที่เขานำเสนอผ่านวาทะกรรม"คุณธรรม","ศิลธรรม" การเอาไปโยนบาปให้ศาสนาไม่ถูก? แต่มันคือการสร้างวาทะกรรม เพื่อเอามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองความชอบธรรมในการเข้ามา ก้าวก่ายระบบจากอำนาจนอกระบบ

มันจะขาดพลังถ้าไม่อ้างอิงสิ่งเหล่านี้ หรือการใช้ศาสนาไปอ้างอิงเพื่อปรุงความชอบธรรมที่มีทั้งเนื้อหาที่ใช่ และชงเพิ่มจนถึง หนักสุดคือสร้าง"หลุมดำความเกลียดชังมวลมหาศาล" เช่นทีมงานวิ่งพลัดกี่คูณให้ร้าย หรือจิ๊กซอว์ล้มระบอบทักษิณ

ที่มีทั้งข้อเท็จจริงส่วนหนึ่ง(อาจจะเป็นส่วนเล็กน้อยเสียด้วย) แต่ขยายเพิ่มชงเพิ่มผ่านเครื่องมือแบบนี้หรือหลายๆทางในแต่ล่ะจิ๊กซอว์ตัวช่วย รวมทั้งผ่านศรัทธแบบศาสนา ในวาทะกรรมคุณธรรม,ศิลธรรม เอามาประกอบอาวุธร้ายแรงทางอาณาจักร(แต่อ้างอิงศาสนา)ผสมกับส่วนผสมหลายส่วน ในการสร้างแรงดึงดูดมวลมหาศาล

ที่สุดได้พลังหลุมดำความเกลียดชังมวลมหาศาลการกล่าวหามากกว่าข้อเท็จจริง สิ่งที่จะสร้างพลังในแรงดึงดูดเครื่องมือจึงคือสิ่งที่เทียบเคียงศาสนา เช่นลัททธิ"อาตมันใหญ่"(คงไม่ชี้ชัดว่าหมายถึงใคร?,อะไร)

ซึ่งแน่นอนเมื่อยังไม่ใช่ศาสนาโดยตรง จึงใช้วิธีการนอ้างอิง แบบเอามาเป็นตัวช่วยประกอบอาวุธร้ายแรงทางการเมือง อย่างวาทะกรรมคำว่า"คุณธรรม"(ที่ตัวตนมันคือคุนน่ะทำ)และ"ศิลธรรม"(แต่เมื่อเอามาในเจตนาแบบนี้มันจึงคือ"สีล่ะทำ"จนเกิดมหกรรมกีฬาสีในไทย)

สิ่งเหล่านี้จึงเกี่ยวกับการมีศาสนา ที่ต้องแยกแยะครับ? อย่าเหมาเข่งตีแบบเจ้าของบทวิเคราะห์นี้ แล้วการประกาศว่าตัวเองเป็นคนไม่มีศาสนา? แต่มีสำนึกของพลเมืองที่ดี มีคุณธรรม มีศิลธรรม บนสำนึกของความเป็นคนที่ดี(อารยะ) แต่การประกาศ ตัวแบบนี้?ว่าไม่มีศาสนา

นั้นคือที่จริงๆแล้วคุณต่างหากคือ"คนมีศาสนา" ในตัว ที่ เป็นเจตนารมณ์ของพระศาสนาที่แท้จริง นั้นคือการพัฒนาจิตให้สูงจากกักขฬะ,อารยะ มาเป็นอริยะ โดยเฉพาะทางพุทธ ที่กล่าวถึงแก่นก็คือการพัฒนาจิตเข้าหา"จิตพุทธะ"

ที่มีขั้นมีพัฒนาการไปตามระดับปฎิบัติจนถึงบทบาทหน้าที่ เช่นกักขฬะ(มนุษยแค่สัตว์ชนิดหนึ่ง)อารยะ ในระดับปุถุชนพลเมืองดี อัจฉริยะ(เชิงปัญญาหรือวิชาการ) จนที่สุดคือ"อริยะ"และสูงที่สุดของที่สุดคือ"นิพาน"(ที่คือธรรมธาตุไม่ใช่สูญ)

ดังนั้นสิ่งเหล่านี้การยกตัวอย่างตามนิยาม"คนไม่มีศาสนา"ของเจ้าของกระทู้ ถ้าเป็นตามที่ว่าจริง คนแบบนี้ต่างหากคือคนที่ มีศาสนา กว่าพวกอ้างศาสนาที่เคร่งศาสนาแต่ปาก แต่วัตรปฎิบัติการคือมารศาสนา หรือตัวสร้างเงื่อนไขเบียดเบียนผู้อื่นสร้างมหาวิบากกรรมหนักอย่างพวกคลั่งศาสนาก่อการร้ายหัวรุนแรง สร้างกรรามหนักกว่าคนที่ประกาศตัวว่า

เป็น"คนไม่มีศาสนา"แบบเจ้าของบทวิเคราะห์นี่นำเสนอบนเงื่อนไขการตีความแยกแยะบทบาทหน้าที่,วัตรปฎิบัติ,ความเชื่อ,ศรัทธาบน"สัมมาทิฐิ"หรือ"มิจฉาทิฐิ"ในจริตไหน?ที่สะสมผ่านผัสะ,อายตนะ แบบใดแค่นั้น???

เทสๆ

เทสๆ

FFF FFF "อะไร"

FFF
FFF

"อะไร" ที่เราใช้คำศัพท์เรียกกันว่า "ศาสนา" นั้น
โดยพื้นฐานแล้ว--"ตัวตน"ของมันก็คือ "แนวคิด/แนวปฎิบัติ" ชุดหนึ่งเท่านั้น.......

ในสังคมของ "มนุษย์" นั้น
มีชุด "แนวคิด/แนวปฏิบัติ" อยู่จำนวนมากมายและหลากหลาย.....
และ "อะไรที่เราเรียกกันว่าศาสนา" นั้น
ก็เป็นเพียงแค่ชุดแนวคิด/แนวปฏิบัติชุดหนึ่ง-ในจำนวนชุดแนวคิด/แนวปฏิบัติที่มีอยู่อย่างมากมายและหลากหลาย--เท่านั้น

. . . . . . . . . . . .

มนุษย์ที่มีมากมาย&หลากหลายในโลกนี้
ต่างก็ใช้ "ชุดแนวคิด/แนวปฏิบัติ" เพื่อมองโลก/ตีความโลก/และดำเนินชีวิต แตกต่างกันออกไป
สารพัดสารพัน....
_______________________

ในโลกนี้
"ชุดแนวคิด/แนวปฏิบัติ" ที่อยู่ ใ น ศาสนา
กับ
"ชุดแนวคิด/แนวปฏิบัติ" ที่อยู่ น อ ก ศาสนานั้น
มันมีรายละเอียดและสารัตถะทั้งที่ เหมือนกัน / ต่างกัน / เหมือนกันบางส่วน / และต่างกันบางส่วน........
ทับซ้อน / คลุกเคล้า /และปนเปกันไป...........

นั่นคือ
เมื่อ "ถอด" คำศัพท์คำว่า "ศ า ส น า" ออกไปแล้ว
เราก็อาจจะกล่าวแบบโดยรวมได้ว่า
มันไม่มีสิ่งที่เรียกกันว่า " ใน /หรือนอก-ศาสนา" อะไรเลย......
ทั้งหมดที่เห็นและเป็นไปนั้น มันเป็นเพียงแค่ "ชุดแนวคิด/แนวปฏิบัติอันมากมาย&หลากหลาย" ของมนุษย์- เท่านั้นเอง !

_________________________

ดังนั้น
การที่ทั้ง "ศาสดา/และสาวก" ของ "ศาสนาใดๆ"
พูดถึงผู้ที่ "ไม่เข้ารีตของศาสนาตนเอง" ว่า เป็น "พวกคนนอกศาสนา" นั้น
จึงเป็นเพียงการพูดแบบ"เซอร์&เอ๋อ" และเป็นเพียงการพูดเชิงกล่าวหาที่ไร้สาระเท่านั้น......

เพราะแท้จริงแล้ว
"พวกคนนอกศาสนา" นั้นก็เป็นเพียงแค่คนที่มี "ชุดแนวคิด/แนวปฏิบัติ" ที่อาจจะ ต่ า ง ไปจากชุดแนวคิด/แนวปฏิบัติของศาสดาและสาวกเซ็ทนั้นๆ-แค่นั้นเอง

ไม่มีอะไรมากหรือน้อยไปกว่านี้ !

. . . . . . . .

ถ้าศาสดาและสาวกใดๆจะ "บ้าพอ" กับเรื่่อง "ใ น และ/หรือ น อ ก ศาสนา"
และหลงยึดถือมันแบบจริงจังแล้วละก็.....
ในโลกนี้ ก็คงจะมีแต่ "พวกนอกศาสนา" ทั้งนั้น
เพราะ
อิสลามก็จะบอกว่าพวกคริสท์นั้นเป็น "พวกนอกศาสนา"
คริสท์ก็จะบอกว่าพวกฮินดูนั้นเป็น "พวกนอกศาสนา"
ฮินดูก็จะบอกว่าพวกพุทธนั้นเป็น "พวกนอกศาสนา"
พุทธก็จะบอกว่าพวกอิสลามนั้นเป็น "พวกนอกศาสนา"
ฯ ล ฯ........

นั่นก็คือ
"พวกในศาสนา" ของแต่ละเซ็ทแต่ละศาสนา ก็จะกล่าวหาเซ็ทอื่นศาสนาอื่นว่าเป็น "พวกนอกศาสนา" กันไปหมด
มันจึงกลายเป็นว่าบนโลกนี้ "ไม่มีบุคคลใดเซ็ทใด" ที่อยู่ ใ น ศ า ส น า กันเลย.....

จะเอากันยังงี้-ใช่มะ ?

________________________

( ยังมีต่อ )

5555555
5555555
เ อิ๊ ก ก์ !!!
:)
FFF
FFF

อ้อครับไม่ได้หมายความว่าผมสนั

อ้อครับไม่ได้หมายความว่าผมสนับสนุน"ชุดความคิด"ตามหัวข้อนี้?(คนไม่มีศาสนา) แต่เพราะพยายามชี้ให้เข้าใจ ในวิถีทางคนที่เลือกแบบนี้เท่านั้น จะเรียกว่า"นอกกรอบ" ก็ใช่แบบกลายๆ

แต่ไม่ใช่ผมสนับสนุนแนวทางนี้? ว่าดีและการันตีแนวทางแบบนี้ แต่มองว่าเราเข้าใจในเงื่อนไขทางเลือกแบบนี้เท่านั้น ?เพราะแบบแผนชีวิต หรือพิมพ์เขียวชีวิต แบบศาสนา มันถูกคิดค้นจนไปไกล กว่าทฤษฎีทางวิทย์ฯ ,ลิทธิ(ทางความเชื่อ) จนสร้างวัตรปฎิบัติที่เป็นที่ยอมรับมีแบบแผนทางสังคมเป็นที่ยอมรับแล้วว่าดีอย่างทีดีจริงๆถ้าใครปฎิบัติถึงจริงยกเว้นพวกแวะเยี่ยวข้างทางแล้วสร้างอาศรมศาลาตั้งตัวว่าเป้นคนเคร่งศาสนาแบบนอกรีตจนคือเงื่อนไขที่คุณตั้งข้อรังเกียจศาสนา?

เพราะศาสนากระแสหลักถุกออกแบบอย่างดี จนสร้างเงื่อนไขประเพณีวัฒนธรรม ซึ่งเป็นข้อกำหนดทางสังคม ของสังคมนั้น อย่างวันสำคัญๆทางศาสนา การแสดงออกของเราต่อสิ่งที่มีแบบใด? แอนตี้หรือ อยู่ร่วมในแบบใด มันมีเงื่อนไขทางสังคมระดับหนึ่งที่จะกำหนด วิถีทางของตัวเองให้ปกติกับสังคมอย่างมีปัญหาหรือไม่?

ตรงนี้ไงครับ? คือข้อห่วงใยในทางเลือกแบบนั้น? ถ้าเราปรับตัวเป็นส่วนหนึ่งได้ เช่น เข้าโบชถคริสร้องเพลงได้ ไม่รังเกียรติที่จะตั้งแง่กับคนที่กราบพระไว้พระ?หรือแอนตี้พระว่าคือโล้นของทาน? หรือเสียงพระสวดแบบอิสลามที่เสียงดังรบกวนคุณจนต้องลุก ไปโยนก้อนอิฐใส่มัสยิด?

ถ้าเงื่อนไขการปรับตัวเป็นปกติต่อแบบแผนชีวิตแบบนี้ได้?ผมก็คิดว่าการไม่มีศาสนาเชิงรูปแบบของใคร? ก็ไม่ได้สร้างเงื่อนไขพิเศษในทางเบียดเบียนกับใคร?แถมคุณต่างหากเป็นคนมีศาสนาในเจตนรมณ์ของการมีศาสนาที่มาจากความไม่รู้และความกลัวแล้วต้องการหาที่พึ่ง?เป็นต้นน้ำใหญ่ของการเกิดศาสนา

ยกเว้นจะมีบ้างเชิงเอกสารอ้างอิง ตามกติกาทางสังคมที่ต้องระบุในฐานข้อมูลส่วนบุคคลทางทะเบียนราษฎรฯตามกติกาทั่วๆไปในเงื่อนไขการบริหารจัดการโดยรัฐในการชี้ชัดระบุทางพลเรือนของคุณเชิงสัญชาติศาสนาภายใต้อธิปไตยรัฐใด?

ผมจึงแอบมองว่าเนื้อหาตามกระทู้นี้ มันออกมาแนวๆประชดมากกว่า? ว่าเขาจะเลือกแนวทางแบบนี้จริงๆ ส่วนตัวผมยอมรับเลยครับว่าผมคุณ"พุทธ" และเป็นพุทธที่ร่วมกิจกรรมศาสนาอื่นๆได้และมองศาสนาทุกศาสนาคือศาสนาเดียวกัน?(ขอยืมคำบุคคลในดวงใจผมท่านหนึ่งมาใช้)

แม้บางท่านจะมองในลายละเอียดว่าไม่ใช่? แต่วิธีการมองของผมมองแบบนี้จริงๆ นั้นเท่ากับว่า แนวคิดแบบนี้ผมไม่จำกัดรังเกียจศาสนาใด มองว่าพระศาสนาคือศาสนาเดียวกัน ผมจะเป็นคนไร้ศาสนาในพฤตินัยหรือๆไม่?(มันเอาทุกศาสนาเลย) ถ้าเปรียบเทียบกับ เนื้อหาในนิยามเรื่องนี้ตามโจทย์นี้ของคุณ???

ไม่มีใคร ไม่มี ศาสนา ไม่มีใคร

ไม่มีใคร ไม่มี ศาสนา
ไม่มีใคร ใบ้บ้า ไม่มีศีล
ไม่มีใคร ดีทั่ว หัวถึงตีน
แต่บ้าบิ่น บ้องตื้น ดาดดื่นไป

อันเพื่อนพ้อง น้องพี่ ล้วนมีหลัก
ไม่ต้องพัก พิงพาด ศาสนา
มีบางคน เหนื่อยหนัก พักศาลา
พอหายล้า แรงพอ เดินต่อไป

ก้อมีบ้าง น้องพี่ ที่แตกแถว
บอกเบื่อแล้ว ฮีตคลอง ขอเฉไฉ
ชอบดื่มเหล้า เช้าค่ำ พอหนำใจ
บอกนี่ไง แนวข้า เข้ามาลอง

มนุษย์นี้มีติดในบางสิ่ง
มีความจริง ติดยี่ห้อ มากกว่าสอง
บอกพุทธคริสต์อิสลาม เดินตามคลอง
แต่ผมต้อง นอนคิด ติดกาแฟ

FFF FFF "นักบวช"

FFF
FFF

"นักบวช" นั้น
เป็นเพียงแค่ "ผู้ประกาศตัว" ว่าตัวเอง "ยอมรับ" ซึ่งแนวคิด/แนวปฏิบัติชุดใด-เท่านั้น
"นักบวช" ไม่ใช่ "ตัวสารัตถะของศาสนา" เสียเอง......

นั่นคือ
"นักบวช" เป็นเพียง "ผู้กำลังเดินทาง"
ไม่ใช่ "ตัวจุดหมาย" โดยตัวของมันเอง...........

--------------------------------------

โอเค.
ทั้งในโลกระดับmachanicsและโลกระดับquantum / ทั้งในโลกแห่งเนื้อหนังและโลกแห่งจิตวิญญาณ นั้น
เราอาจกล่าวได้ว่า

[ ตามหลักการของเรขาคณิตพื้นฐานแล้ว
จะมี "เส้นตรง" ที่ลากจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้สั้นที่สุดอยู่ "เพียงเส้นเดียว" เท่านั้น ]

นั่นอาจจะตีความได้ว่า
มี "เส้นทางที่ตรง/และสั้นที่สุด" อยู่เพียงเส้นทางเดียว
ที่เชื่อมระหว่าง "จุดตั้งต้น" กับ "จุดหมาย"......

แต่นั่น
ก็เป็นเพียงแค่ "เส้นทางที่ตรง/และสั้นที่สุด" เท่านั้น
มันมิได้หมายความว่า "ไม่มีเส้นทาง 'โค้ง' อื่นใด" อีกแล้วในห้วงเอกภพนี้
ที่จะเชื่อมระหว่าง "จุดตั้งต้น" กับ "จุดหมาย"......

. . . . . . . . . . . .

เส้นทางการเข้าถึง "มหาสัจจะ?" ( ในนามที่เรียกแตกต่างกันไป-ไม่ว่าจะเป็นบรมธรรม / พระเจ้า / อัลเลาะห์ / พรหม / เต๋า / มหาอาตมัน / ฯลฯ ) นั้น--มีหลากหลายเส้นทางนับอนันต์ด้วยกัน.....

เราอาจกล่าวเปรียบเทียบแบบพื้นๆเชิงสามมิติได้ว่า
มหาสัจจะ?นั้นคล้ายกับ "ทรงกลมที่สมมาตร"
และเส้นทางจาก "ผิวของทรงกลม" ที่เชื่อมกับ "แกนกลางของทรงกลม" นั้น ก็มีมากมาย"พรุนไปหมด".....

มันมีทั้งเส้นทางที่ ตรง / อ้อม / ซิกแซ็กย้อนไปมา / ฯลฯ
และ"เส้นทาง" เหล่านั้นก็พาดผ่าน / คลุกเคล้า / ทับซ้อน / และปนเปกันไปมา-อยู่ในทรงกลมนั้น.......

--------------------------------------

กฏใน "การเดินทางเพื่อเข้าให้ถึงซึ่งมหาสัจจะ?" นั้น
"ผู้เดินทาง" จะกลายเป็น/และก็คือ "องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของเส้นทางนั้น" ด้วย

นั่น หมายถึงว่า
"ตัวตน" ของผู้เดินทางนั้น ก็ต้อง "สอดคล้อง/เหมาะสม/และไปกันได้" กับเส้นทางที่เลือกเดินนั้นๆด้วย.....
มิฉะนั้น
หากมีความขัดแย้งกันระหว่าง "ตัวตนของผู้เดินทาง" กับ "เส้นทางที่เดิน"
"การเดินทาง" นั้นๆก็ยากที่จะ "บรรลุจุดหมาย" ที่ตั้งหวังว่าจะไปให้ถึงได้......

ดังนั้น
"ปัจเจกบุคคล" จึงมี "เส้นทางการเข้าถึงซึ่งมหาสัจจะ?" แตกต่างหลากหลายกันไป
และด้วยนัยยะนี้ เราก็อาจจะกล่าวได้ว่า
"เส้นทางที่สอดคล้องกันตัวตน" ของใครแต่ละคนนั้น
มันก็คือ "เส้นทางทีตรง/และสั้นที่สุด" ของใครคนนั้น-นั่นเอง
และดังนั้น
ในความซับซ้อนทั้งปวงที่เห็น&เป็นไป
จึงจะไม่มีสิ่งที่เรียกกันว่า "เส้นทางพิเศษเฉพาะที่ตรงดิ่งเข้าถึงมหาสัจจะ?" เพียงเส้นทางเดียวโดยเด็ดขาด.....

ทางใคร ก็ ทางมัน
ทุกคนล้วน "มีเดิมพัน" กับการเดินทางบนเส้นทางการเข้าถึงซึ่งมหาสัจจะ?ของตัวเองทั้งสิ้น.....

---------------------------------------
---------------------------------------

"นักบวช" ทุกศาสนา (ซึ่งเป็นเพียง "ผู้กำลังเดินทาง"บนเส้นทางที่ตัวเอง "เลือก") ที่ออกมาเทศนาเชิงประณามว่า
"ผู้เดินทางคนอื่น /และผู้เดินทางบนเส้นทางอื่น" คือ
พวกนอกศาสนา / พวกนอกรีต / พวกคนบาป / พวกซาตาน / พวกแอนตี้พระเจ้า / พวกบัวใต้โคลนตม / พวกมาร / พวกคนไร้ศีลธรรม / พวกมิจฉาทิฎฐิ / พวกละเมิดอัลเลาะห์ / พวกไม่รู้จักเต๋า / พวกคนชั่ว / ฯลฯ ฯลฯ /....นั้น

เราอาจจะตีความและสันนิษฐานได้ว่า
"นักบวช" คนนั้น--เป็นเพียง "คนเดินทางที่กำลังหลงทางที่จะไปยังจุดหมายที่แท้จริงของตัวเอง"--เท่านั้น.....

. . . . . . . . . .

แต่ถึงอย่างไร
นั่น ก็ไม่เป็นปัญหา....
เพราะ :
ทุกคนล้วน "มีเดิมพัน" กับการเดินทางบนเส้นทางการเข้าถึงมหาสัจจะ?ที่ตัวเองเลือกด้วยกันทั้งนั้น !!

( ยังมีต่อ )

_____________________________

( งดหัวเราะ )
:X
FFF
FFF

FFF FFF ในเมื่อ "ศาสนา"

FFF
FFF

ในเมื่อ
"ศาสนา" นั้นเป็นเพียง "ชุดแนวคิด/แนวปฏิบัติ" ชุดหนึ่ง.....
และในเมื่อ
"เส้นทางที่จะเข้าถึงซึ่งมหาสัจจะ?" นั้น--ก็มีหลากหลายเป็นอนันต์.....

ทำไม
"คนในศาสนาเซ็ทหนึ่งๆ" จึง hyperserious ต่อ "คนเซ็ทอื่นที่มีชุดแนวคิด/แนวปฏิบัติต่างออกไปจากตัวเอง" ?

. . . . . . . . .

เท่าที่เห็นและเป็นไป......
มีตั้งแต่ "การเผยแพร่อย่างเข้มข้น" เพื่อชักชวนคนอื่นให้ "เข้ารีต" / คุกคามด้วยการดูหมิ่น&ก่นประณามผู้ที่อยู่ "นอกรีต" / ไปจนถึง "การใช้กำลังบังคับ" เพื่อให้ผู้อื่น "เข้ารีตยอมรับชุดแนวคิด/แนวปฏิบัติของเซ็ทตัวเอง".........

ทำไม ?
จึงเป็นเช่นนั้นล่ะ......
--------------------------------------

"ความหวังดี" งั้นเรอะ ?
มักจะ "อ้าง" กันเช่นนั้น.....

แต่ "ความหวังดี"
กับ "ผลลัพธ์สุดท้ายที่ถูกต้อง" นั้น--มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน !

"ความหวังดี" อาจจะให้ "ผลลัพธ์สุดท้าย" ที่ "บวกและ/หรือ ลบ" ก็ได้
มันขึ้นอยู่กับ "ปัจจัยและเงื่อนไข" หลายประการ......

--------------------------------------

ในเมื่อสังคมมนุษย์นั้น
มี "ชุดแนวคิด/แนวปฏิบัติ" หลากหลายและมากมาย
อีกทั้งปัจเจกชนนั้นก็มีเหลือคณนา....

การบริหารจัดการเชิงสังคม
เพื่อการอยู่ร่วมกันแบบสมานฉันท์--ไม่เหยียบหัวแม่ตีนซึ่งกันและกันนั้น....

เราจะบริหารจัดการแบบสยึมกื่ยส์ >> ด้วยการ "บังคับ&ต้อน" ให้ "คนทุกเซ็ท-ทุกแนวคิด/แนวปฏิบัติ" มาเข้ารีตและยอมรับชุดแนวคิด/แนวปฏิบัติ "เพียงชุดเดียว".....
หรือว่า
เราจะบริหารจัดการแบบเสรีประชาธิปไตย >> ด้วยการ "ยอมรับในความหลากหลาย" แล้วกำหนด "กฏกติกากลางร่วมกัน" ที่ให้ "คนทุกเซ็ท-ทุกแนวคิด/แนวปฏิบัติ" พอจะหายใจร่วมโลกกันไปได้ตามสมควร.....

นี่น่าจะเป็น "เรื่อง" ที่คนทุกเซ็ท-ทุกแนวคิด/แนวปฏิบัติ --ทั้ง ใ น & น อ ก ศ า ส น า
ควรจะ hyperserious มากกว่า......

( ยังมีต่อ )
-------------------------------------------------------

( งดหัวเราะ )
:X
FFF
FFF

เชิญชวนทุกท่านไปร่วมถกกันในfa

เชิญชวนทุกท่านไปร่วมถกกันในfacebookกลุ่มนี้ครับ
กลุ่มคนไม่มีศาสนา Irreligious Group (Thai Version) : http://www.facebook.com/group.php?gid=108067569230777&v=wall