“สุเทพ” เตรียมเปิดตัวพ็อคเก็ตบุค ยันชุดดำยิงทหาร-ยิงเสื้อแดงกันเองตาย

เตรียมเปิดตัวหนังสือ “ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก” ยันเหตุสลายชุมนุมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหลักสากลทุกอย่าง แต่ผู้ชุมนุมแย่งอาวุธและนำมาต่อสู้กับทหาร รวมทั้งยิงพวกเดียวกันเอง ชี้เจ้าหน้าที่แม้มีอาวุธในมือ แต่ไม่กล้ายิง “เสื้อดำ” เพราะกลัวประชาชนถูกลูกหลง ส่งท้ายแนะ “ทักษิณ” กลับมาติดคุก แล้วให้เพื่อไทยนำไปรณรงค์ในการเลือกตั้ง วานนี้ (4 เม.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีได้เตรียมเปิดตัวหนังสือเรื่อง “ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก” ฉบับพิเศษ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ขอคิดด้วยคน ภายใต้บริษัทวอทซ์ด็อก ที่มีนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทองเป็นเจ้าของ โดยเรียบเรียงจากปากคำของนายสุเทพ ช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อชี้แจงกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 10 เม.ย. -19 พ.ค. 2553 ที่มีนักการเมืองบางกลุ่มบางคนพยายามจะบิดเบือนความจริงใส่ร้ายรัฐบาลและกองทัพว่าเป็นผู้กระทำ โดยหนังสือดังกล่าวเตรียมเปิดตัวที่พรรคประชาธิปัตย์ ในวันที่ 6 เม.ย. ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ โดยหนังสือเล่มดังกล่าวมีหกบท บทที่หนึ่ง ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก บทที่สอง ปี 2552 ก้าวข้ามสงครามการเมือง บทที่สาม ปี 2553 เผาประเทศเพื่อใคร บทที่สี่ ความจริง 10 เมษายนกองกำลังชุดดำฆ่าทหาร ฆ่าประชาชน บทที่ห้า ใครเผาประเทศไทย บทที่หก ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก มีจำนวน 111 หน้า โดยในบทที่สี่ “ความจริง 10 เมษายนกองกำลังชุดดำฆ่าทหาร ฆ่าประชาชน” นายสุเทพกล่าวว่าในวันที่ 10 เม.ย. “มีการขอคืนพื้นที่” โดยปฏิบัติตามหลักสากลทุกอย่าง มาตรการสุดท้ายคือใช้กระสุนยาง แม้ผู้บังคับหน่วยจะมีอาวุธจริงก็ตามแต่ก็ไม่ได้ใช้ การขอคืนพื้นที่ในช่วงแรกผู้ชุมนุมใช้ไม้หน้าสาม บันได วิ่งชนเจ้าหน้าที่ล้มระเนระนาดและต้องหนีมาตั้งหลักที่กองทัพภาคที่หนึ่ง จนถึงช่วงเย็นก็สั่งถอย และอีกด้านนั้นเจ้าหน้าที่ข้ามมาจากสะพานปิ่นเกล้า แม้มีอาวุธประจำหน่วยแต่ใส่ไว้ในรถ ไม่ได้แจกจ่าย เจ้าหน้าที่มีเพียงโล่และกระบอง ผู้ชุมนุมก็เข้ารุมล้อมและยึดรถ รวมทั้งแย่งอาวุธไปทั้งหมด บริเวณถนนดินสอ สี่แยกคอกวัวนั้น แกนนำปลุกระดมให้ล้อมเจ้าหน้าที่จนถอนกำลังไม่ได้ และกลายเป็นเป้าสังหาร เป็นวันแรกที่คนไทยได้เห็นกองกำลังชุดดำที่เตรียมการเป็นอย่างดี มีหลักฐาน คือภาพถ่ายจากสื่อไทยและต่างประเทศ รวมทั้งถ่ายโดยคนเสื้อแดง ช่วงค่ำมีการใช้ปืนอาก้าโดยชายชุดดำยิงเฮลิคอปเตอร์ที่โปรยใบปลิวและหย่อนแก๊สน้ำตาเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ที่ถูกล้อมถอนตัวออกไปได้ มีการใช้ระเบิดโจมตีเจ้าหน้าที่ จนทำให้ประชาชนยี่สิบคนและทหารห้านายสังเวยชีวิต อาทิ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ในหนังสือนายสุเทพกล่าวว่า คนเหล่านี้มีแผน ตั้งใจ ไม่กลัวกฎหมาย เอาประชาชนเป็นโล่และเกราะกำบัง และยังเขียนด้วยว่า “เจ้าหน้าที่แม้จะมีอาวุธอยู่กับมือแต่ไม่กล้าไปยิงคนเสื้อดำเต็มที่ เพราะกลัวประชาชนโดนลูกหลง” นายสุเทพระบุว่า “กองกำลังชุดดำได้รับการฝึกให้กระทำการรุนแรง โดยฝึกให้ยิงปืนและตั้งใจให้ยิงหัวคนอย่างเดียว” มีการฝึกมาตั้งแต่ปี 2551 และนำมาใช้ยิงคนที่นางเลิ้งเมื่อปี 2552 และปี 2553 เป็นการมาแบบ “เต็มรูปแบบ” ขณะที่บทที่ห้า ”ใครเผาประเทศไทย” นายสุเทพเขียนว่าถึงเหตุเผาเซ็นทรัลเวิลด์ว่า มีภาพปรากฏชัดว่า คนที่บุกเข้าไปไม่ใช่เจ้าหน้าที่ มีการบิดเบือนใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ ข้อเท็จจริงคือ คนที่บุกเข้าไปได้ขว้างระเบิด ผู้บาดเจ็บทุกคนได้ให้ปากคำไว้เรียบร้อยแล้วว่า กลุ่มนี้ขว้างระเบิดไล่ออกมา ใครเข้ามาดับเพลิงก็ยิง จนต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาและคุ้มกันเจ้าหน้าที่เข้าไปให้ได้ โดยการสั่งการทั้งหมดในวันนั้น มีบันทึกสำเนาวิทยุสั่งการวิทยุสื่อสารของ กทม. แบบนาทีต่อนาทีไม่สามารถบิดเบือนเป็นอื่นได้ หากใครได้ดูบันทึกดังกล่าวจะเข้าใจว่าคนเผาเซ็นทรัลเวิลด์ คือคนที่พยายามจะใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ในวันนี้ นายสุเทพระบุในหนังสือว่า “ปฏิบัติการณ์วันดังกล่าวนั้น เจ้าหน้าที่ทำตามความจำเป็น รอบคอบ ระมัดระวังที่สุด โดยสวนลุมพินีคือฐานที่มั่นที่โดนยึดไว้และยิงเอ็ม 79 ใส่สถานที่ต่างๆ สิ่งที่รัฐบาลทำคือ ไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสลายการชุมนุมแต่ใช้วิธีตั้งด่านสกัดรอบ ๆ เพื่อไม่ให้ขนอาวุธและระดมคนเข้าไปเพิ่ม กดดันให้ผู้ชุมนุมกลับบ้าน ผู้ก่อการร้ายจึงออกปฏิบัติการณ์ในจุดต่างๆ และเกิดการเสียชีวิตจำนวนมาก การนำรถเกราะออกมาใช้นั้นเป็นเพียงเครื่องกำบังทหาร ไม่ได้นำมาไล่ยิงประชาชน การทำงานของเจ้าหน้าที่ สื่อมวลชนติดตามอยู่อย่างเปิดเผย ความจริงปฏิบัติการณ์วันนั้นมีคนเสียชีวิตจริงๆ หกราย นับรวมสองรายที่เสียชีวิตก่อนหน้าที่เจ้าหน้าที่เข้าไปถึง แต่อีกฝ่ายบิดเบือนพยายามวาดภาพใหญ่โตว่ารัฐบาลส่งทหารเข้าไปสลายการชุมนุม” นอกจากนี้นายสุเทพยังสงสัยว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านไม่ยกกรณีการเสียชีวิตของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง มาอภิปราย โดยนายสุเทพสงสัยว่าเป็นฝึมือคนเสื้อแดงกันเอง หรือคนเสื้อแดงบงการฆ่ากันเอง ส่วนกรณีหกศพที่วัดปทุมฯ ที่ระบุว่าไม่เคยจับอาวุธ แต่จากการชันสูตรเบื้องต้นพบว่า สองศพมีเขม่าดินปืนที่มือแสดงให้เห็นว่าน่าจะเป็นผู้ที่ใช้อาวุธปืนมาก่อนเสียชีวิต และอ้างว่าบางศพกระสุนฝังในนั้น เป็นกระสุนหัวสีเขียวของทหาร มันเป็นกระสุนของทหารจริง แต่สรุปเช่นนี้ไม่ถูกต้องเพราะวันที่ 10 เม.ย.บางกลุ่มยึดอาวุธจากทหารไป บทที่หก “ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก” นายสุเทพกล่าวว่า เหตุร้ายแรงทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพราะคนๆ เดียวคือ ที่ถูกตัดสินจำคุก ยึดทรัพย์ คนเหล่านี้เคลื่อนไหวโดยอ้างรัฐธรรมนูญและการชุมนุมโดยสงบ สันติ และทำเหตุรุนแรงคู่ขนาน ผมอยากฝากไปถึงนายใหญ่ของคนพวกนี้ว่าถ้ารักบ้าน รักเมือง รักประเทศชาติ รักประชาชน วันนี้ไม่สายที่จะมาร่วมมือกัน รัฐบาลเปิดโอกาสให้แล้ว นายกฯ ประกาศวันเวลาแน่ชัดแล้วว่าจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เริ่มต้นกันใหม่ มาสิครับ มาต่อสู้กันตามแนวทางประชาธิปไตย พวกท่านเป็นพรรคการเมือง ผมเป็นพรรคการเมือง ไปหาเสียงแข่งขันกัน มีนโยบายแนวทางอย่างไรก็เสนอประชาชน แล้วประชาชนตัดสินใจเลือกใครเข้ามาก็เข้ามาดูแล มีอำนาจบริหารราชการบ้านเมือง” “ถ้าประชาชนชอบและศรัทธาท่าน เลือกท่านเข้ามาเกินครึ่งในสภานี้ ท่านก็ตั้งรัฐบาล ก็มีเสียงข้างมาก จะออกกฎหมายใหม่ นิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งหมดก็ได้หากไม่ผิดรัฐธรรมนูญ ไม่ผิดกฎหมาย พวกผมก็นั่งดูตาปริบๆ” ในหนังสือยังระบุว่า นายสุเทพแนะนำให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. และ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทยปรึกษา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยว่า นายจตุพรลองโทรศัพท์ไปปรึกษานายว่า ให้มาต่อสู้ตามวิถีประชาธิปไตยที่ขาวสะอาด หากอยากให้คนเห็นใจก็กลับมาติดคุกดูสักพักแล้วก็ไปโฆษณาเลยว่า หากอยากออกจากคุกก็ให้เลือกเต็มสภา บางทีก็อาจจะเลือก ไม่ใช่เล่นนอกกติกา เอาเปรียบกันอย่างนี้ เล่นมีทั้งพรรคการเมือง ทั้งสร้างมวลชน มีกองกำลังติดอาวุธ อย่างนี้ไม่ใช่วิธีต่อสู้ตามประชาธิปไตย ที่ทำกันมา ทำให้ผมคิดถึงสมัยที่ผมเป็นกำนัน จ.สุราษฎร์ธานี ผมเห็นพฤติกรรมอย่างนี้ พรรคคอมมิวนิสต์ทำกัน ที่มา: เรียบเรียงจาก กรุงเทพธุรกิจ

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์