ค้านร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมฯ จวกรวบรัดพิจารณา-เป็นเครื่องมือรัฐคุมคนเห็นต่าง

นักกิจกรรม-แรงงาน-ประชาชน รวมตัวค้านร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ชี้การพิจารณากฎหมายขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน ไม่มีตัวแทน ส.ส.ฝ่ายค้านในกรรมาธิการ ย้ำการชุมนุมเป็นช่องทางส่งเสียงความเดือดร้อน รัฐต้องอำนวยความสะดวก ไม่ใช่ควบคุม วันนี้ (20 เม.ย.54) เวลาประมาณ 10.30 น. ประชาชนกว่า 60 คนจากศูนย์ประสานงานเครือข่ายประชาชน และองค์กรร่วมอีก 38 องค์กร ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรประชาชน องค์กรแรงงาน องค์กรเกษตรกร องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรนิสิตนักศึกษา และองค์กรเยาวชน ได้รวมตัวยื่นหนังสือคัดค้านร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ เพราะเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ละเมิดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะของประชาชน และปราศจากกระบวนการพิจารณารับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวางและทั่วถึง โดยมี ไพจิตร ศรีวรขาน รองประธานวิปฝ่ายค้านออกมารับหนังสือ พร้อมทั้งกล่าวว่าไม่เห็นด้วยกับพ.ร.บ.ฉบับนี้ และจะพยายามคัดค้านในสภาให้ถึงที่สุด ชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับพ.ร.บ.ชุมนุมนี้ เพราะเป็นกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และขัดกับรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งคำถามว่า ถ้าเช่นนี้ คนยากคนจน คนเล็กคนน้อยที่ไม่มีอำนาจต่อรองจะทำอย่างไร การชุมนุมคือทางเดียว ที่จะทำให้รัฐบาลสนใจมาแก้ไขปัญหาของเขา “ในอนาคตจะมีการเคลื่อนไหวรณรงค์เรื่องนี้ เพราะมันส่งผลกระทบต่อภาคประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนของขบวนการแรงงาน ถ้านายจ้างหยุดจ้างงานเราก็ทำอะไรไม่ได้เลย” ชาลี กล่าว เทวฤทธิ์ มณีฉาย กลุ่มประกายไฟ กล่าวว่า การชุมนุมในที่สาธารณะโดยสงบปราศจากอาวุธ เป็นสิทธิที่พลเมืองทุกคนสามารถกระทำได้ และรัฐต้องให้หลักประกัน รวมถึงส่งเสริมและอำนวยความสะดวกเพื่อให้พลเมืองได้ใช้สิทธิดังกล่าว แน่นอนมันไม่ใช่ผลประโยชน์แก่ตัวพลเมืองเอง แต่ยังเป็นประโยชน์แก่รัฐที่จะอ้างความชอบธรรมว่าเป็นรัฐในระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการที่ระบอบนี้ให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนถือเป็นเสียงที่รัฐต้องฟังและต้องส่งเสริมให้ประชาชนได้มีเสียง และประชาชนทั่วไปคงไม่สามารถไปลากปืนหรือเอาเงินไปซื้อช่องทางในการโฆษณา เพื่อให้รัฐบาลหรือสังคมหันมาฟังเสียง การชุมนุมจึงเป็นช่องทางที่สำคัญเพื่อที่จะให้ผู้มีอำนาจหันมาฟังหรือได้ยินเสียงเหล่านั้น ยิ่งในไทยระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนของเราก็มักถูกแทรกแซงด้วยอำนาจนอกระบบโดยตลอด ทั้งจากปืน จากเงิน จากบารมี ทำให้ระบอบรัฐสภาเองก็ไม่เป็นสถาบัน แทนที่จะฟังเสียงประชาชนกลับต้องให้ความสำคัญกับอำนาจนอกระบบที่พยายามเข้ามามีบทบาทแทรกแซงระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนเหล่านั้น ในฐานะที่เป็นประชาชนหรือพลเมืองที่ไม่สามารถเข้าถึงกลไกนอกระบบเหล่านั้น ผมคิดว่าเครื่องมือเดียวที่เราต้องรักษาไว้หรืออย่างน้อยต้องปกป้องไม่ให้ถูกแทรกแซงหรือควบคุมจากรัฐคือ \สิทธิในการชุมนุมในที่สาธารณะ\" “วันนี้เราอาจบ่นรำคาญเพื่อนประชาชนคนอื่นที่มาชุมนุม แต่เราไม่สามารถบอกได้ว่าวันข้างหน้าถ้าเรายังเป็นประชาชนธรรมดาแบบนี้ ในระบอบประชาธิปไตยที่มีการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบแบบนี้ เราจะไม่ออกมาชุมนุมแบบเขาบ้าง” เทวฤทธิ์ กล่าว เทวฤทธิ์ยังเสริมอีกว่า สำหรับ พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะที่อยู่ในสภาตอนนี้ อย่างที่บอกไปข้างต้น นอกจากการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธจะเป็นสิทธิซึ่งหมายถึงต้องไม่มีอำนาจอื่นมาแทรกแซงหรืออนุมัติว่าอนุญาตหรือไม่แล้ว รัฐมีหน้าที่ต้องมีหน้าที่ \"อำนวยความสะดวก\" ในการใช้สิทธิดังกล่าวด้วย แต่จากหลายมาตราของ พ.ร.บ.นี้ เช่น การห้ามชุมนุมบริเวณสถานทีราชการ หรือองค์กรต่างประเทศ หรือการต้องแจ้งถึง 3 วัน หากไม่ทำอาจเข้าข่ายติดทัณฑ์บน คืออาจถูกพิจารณาว่าการชุมนุมนี้ไม่ชอบ และอาจนำไปสู่การเข้าควบคุมโดยรัฐต่อไป เป็นต้น เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามเข้าจำกัดและควบคุมการใช้สิทธิดังกล่าวมากกว่า แน่นอนในต่างประเทศเขามีกฏหมายแบบนี้ แม้ในประเทศที่มีประชาธิปไตยที่มั่นคง อย่างในยุโรป แต่เขามีบนเจตนารมณ์ว่ารัฐต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชนใช้สิทธิอย่างไร ไม่ใช่เพื่อควบคุมแบบร่างฉบับนี้ ดังนั้นถ้าเจตนาไม่ดี สู้ไม่มีไปเลยดีกว่า “ส่วนตัวแล้ว คิดว่าเราควรมีกฏหมายเกี่ยวกับการชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐจะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการใช้สิทธิอย่างไร เพราะที่เป็นอยู่มันคลุมเครือทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไปหยิบกฏหมายอื่นมาใช้ควบคุมประชาชน เช่น พ.ร.บ.จราจร ฯลฯ ทำให้ประชาชนเองก็ไม่รู้ว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ด้วยซ้ำ มันมั่วอะ” เทวฤทธิ์ กล่าวถึงการที่รัฐพยายามอ้างเรื่องสิทธิของประชาชนว่าถูกละเมิดโดยผู้ชุมนุมว่า เป็นเรื่องที่ระยำมากสำหรับรัฐ รัฐในฐานะคู่ขัดแย้งกับผู้ชุมนุมโดยตรงกลับพยายามเบี่ยงเบนให้ประชาชนมาขัดแย้งกันเอง ทำให้รัฐลอยตัวทั้งไม่ต้องแก้ปัญหาหรือทำตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมแล้วยังทำลายประชาชนและทำให้ประชาชนขัดแย้งกันเองอีก เช่น เรื่องการชุมนุมบนถนนกีดขวางการจราจร ทำให้การจราจาไม่สะดวก อันนี้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนยังไงไม่ให้ละเมิดสิทธิการชุมนุม ถ้ารถยังติดตัวปัญหาไม่ใช่ประชาชนแต่เป็นความสามารถของเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่า แถลงการณ์คัดค้านร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ หยุด!!!คุกคามเสรีภาพประชาชน วันที่ 20 เมษายน 2554 ตามที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ…. ในวันที่ 10 มีนาคม 2554 และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ... โดยมีนายนิพนธ์ พร้อมพันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานนั้น บัดนี้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเสร็จ และจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ในวันพุธที่ 20 เมษายน 2554 ศูนย์ประสานงานเครือข่ายประชาชน ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรประชาชน องค์กรแรงงาน องค์กรเกษตรกร องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรนิสิตนักศึกษา และองค์กรเยาวชน ได้ติดตามการดำเนินการร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะมาโดยตลอด มีความเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีสาระสำคัญที่ขัดต่อหลักการสิทธิมนุษยชน หลักสิทธิเสรีภาพ หลักสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ดังนี้ ประการแรก การคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ…. มีเนื้อหาสาระสำคัญอันเป็นการคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพประชาชนและประชาธิปไตย กล่าวคือ การชุมนุมสาธารณะที่จะต้องทำหนังสือแจ้งล่วงหน้าต่อผู้รับแจ้ง ซึ่งหมายถึงหัวหน้าสถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่มีการชุมนุมไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง ก่อนเริ่มการชุมนุม หากแจ้งการจัดการชุมนุมน้อยกว่าระยะเวลาดังกล่าวจะต้องขออนุญาตจากบุคคลดังกล่าวเสียก่อน การชุมนุมจะต้องแจ้งสถานที่ จำนวนผู้ร่วมชุมนุม ห้ามตั้งเวทีบนถนน บนพื้นที่จราจร ห้ามชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา ศาล สนามบิน ท่าเรือ สถานีรถไฟ สถานี ขนส่ง สถานทูตสถานกงสุล โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการ ห้ามเคลื่อนย้ายการชุมนุมก่อนได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ หากมีการฝ่าฝืนจัดชุมนุมจะมีความผิดในข้อหาเจตนาฝ่าฝืนการชุมนุม หรือข้อหาชักชวนผู้อื่นร่วมชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีโทษจำคุกข้อหาละ 6 เดือน ศูนย์ประสานงานเครือข่ายประชาชนเห็นว่า การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน และระบอบประชาธิปไตย การชุมนุมเป็นเครื่องมือของประชาชนในการแสดงออกถึงเจตนารมณ์ และความเรียกร้องต้องการทางเศรษฐกิจการเมืองสังคม อันมีสาเหตุมาจากความพิกลพิการของระบอบรัฐราชการ และระบอบประชาธิปไตยตัวแทนที่มองไม่เห็นหัวคนจน การละเมิดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนจึงไม่เพียงเป็นการสร้างแนวพื้นที่กันชนทางอำนาจให้กับรัฐบาล เพื่อขัดขวางไม่ให้เกิดการชุมนุมเท่านั้น ยังจะเป็นการสั่งสมปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้เกิดมากขึ้นไปอีก เนื่องจากการปฏิเสธวิถีประชาธิปไตยทางตรงของประชาชน ประการที่สอง ขาดการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางและทั่วถึง ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ…. เป็นกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมืองที่ประชาชนในสังคมประชาธิปไตยพึงจะมี ดังนั้นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในร่างกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ จึงเป็นข้อตระหนักสำคัญของรัฐบาล รัฐสภา และพรรคการเมือง ในการระดมความคิดเห็นเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและทั่วถึง เมื่อพิจารณากระบวนการร่างกฎหมายฉบับนี้เห็นได้ชัดว่าขาดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มประชาชนและเครือข่ายประชาชนที่เข้าไม่ถึงการกำหนดนโยบายสาธารณะ และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและการเมือง ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่มีตัวแทนคณะกรรมาธิการจากพรรคฝ่ายค้าน ร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาอีกด้วย ศูนย์ประสานงานเครือข่ายประชาชน จึงขอแสดงเจตนารมณ์ในการคัดค้านร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ในการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะของประชาชน และคัดค้านกระบวนการพิจารณาโดยปราศจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวางและทั่วถึง ประการที่สาม การฉวยโอกาสควบคุมกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและเครือข่ายประชาชน รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ รวบรัดในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ เพื่อเป็นเครื่องมือควบคุมและจัดการกับกลุ่มประชาชนที่ชุมนุมทางการเมือง โดยอ้างว่าเป็นการชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศูนย์ประสานงานเครือข่ายประชาชนเห็นว่า การออกกฎหมายฉบับนี้มีรากฐานจากแนวคิดอำนาจนิยมของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ในกรณีพรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการคัดค้านในช่วงรัฐบาลพรรคพลังประชาชน แต่ครั้นเมื่อได้เป็นรัฐบาลก็ฉวยกระแสความไม่พอใจของมวลชนที่สนับสนุนตนเองจัดการกับมวลชนกลุ่มต่อต้านตนเอง รวมไปถึงการจัดการกับกลุ่มประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องโดยสงบปราศจากอาวุธ ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ เศรษฐกิจ ทรัพยากร ค่าแรง การเลิกจ้าง สวัสดิการสังคม ฯลฯ การร่างกฎหมายเพื่อควบคุมกลุ่มประชาชนที่มีความเห็นแตกต่างจากรัฐบาล เป็นการกระทำที่ไม่เพียงละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรงเท่านั้น ยังเป็นการกระทำที่เสื่อมทรามในจิตวิญญาณประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง ศูนย์ประสานงานเครือข่ายประชาชนจึงขอเรียนเชิญนิสิตนักศึกษา เยาวชน พี่น้องประชาชนทุกสาขาอาชีพ ทุกกลุ่มกิจกรรม ทุกองค์กร เข้าร่วมการคัดค้านร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งเป็นกฎหมายและเครื่องมือของเผด็จการ และช่วยกันออกแถลงการณ์ในนามองค์กรและเผยแพร่ในเครือข่ายทางสังคมทุกรูปแบบ ด้วยจิตคารวะ ศูนย์ประสานงานเครือข่ายประชาชน 1. กลุ่มนิเวสวัฒนธรรมศึกษา 2. กลุ่มประกายไฟ 3. กลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน (CCP) 4. กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ภาคตะวันออก 5. กลุ่มเพื่อนประชาชน 6. กลุ่มฟื้นฟูเกษตรกรรมเมืองเพชร 7. กลุ่มยังเติร์กคอนเนคชั่น (Young Turks Connection) 8. กลุ่มสื่อเสียงคนอีสาน 9. กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี 10. คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 11. คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) 12. คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) 13. คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) 14. เครือข่ายชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล 15. เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน 16. เครือข่านนิสิตนักศึกษาเพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย 17. เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย 18. เครือข่ายชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ ประเทศไทย 19. เครือข่ายพิทักษ์สิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ (คพสช.) 20. เครือข่ายเยาวชนเพื่อการศึกษาไทย 21. เครือข่ายสิ่งแวดล้อมชายฝั่งภาคตะวันออก (ระยอง) 22. เครือข่ายอนุรักษ์วิถีเกษตรกรรม (สระบุรี) 23. โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ 24. โคครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) 25. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม 26. มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ 27. ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (อีสาน) 28. ศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง (ศปส.) 29. ศูนย์ประสานงานเยาวชนสังคมนิยมประชาธิปไตย (YPD) 30. ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น 31. ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา 32. สถาบันสังคมประชาธิปไตย (Social Democracy Think Tank) 33. สภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย (สค.ปท.) 34. สมัชชาคนจน 35. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) 36. สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) 37. สหพันธ์แรงงานปิโตเลียมและเคมีภัณฑ์แห่งประเทศไทย 38. สหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชา ITF"

38 กลุ่มมีคนไป 60 คน

38 กลุ่มมีคนไป 60 คน เฉลี่ยกลุ่มหนึ่งมีคนหนึ่งคนเศษๆ หุหุหุ