เสรีภาพ VS อำนาจนิยม: สังคมไทยจะเลือกเดินทางไหน?

กรณีที่กองทัพบกแจ้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่ออาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล สะท้อนให้เห็น “ปัญหาขัดแย้งเชิงสัญลักษณ์” ที่แหลมคมและลึกซึ้งอย่างยิ่ง นั่นคือปัญหาขัดแย้งระหว่างสัญลักษณ์แห่ง “เสรีภาพ” กับสัญลักษณ์แห่ง “อำนาจนิยม” ไม่เพียงแต่อาจารย์สมศักดิ์จะเป็นนักวิชาการที่มีเสรีภาพทางวิชาการรองรับ หากยังเป็นอาจารย์แห่ง “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์แห่งการก่อเกิดความคิด จิตวิญญาณ และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่เพียงแต่จะเป็นอาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เชื่อกันว่ามีภูมิคุ้มกันเสรีภาพทางวิชาการสูงสุดของประเทศนี้ หากอาจารย์สมศักดิ์ยังเป็นนักวิชาการหนึ่งเดียวในประเทศนี้ที่ซื่อตรงต่อสัจจะและหลักการประชาธิปไตยอย่างยิ่งในประเด็นปัญหาสถาบันกษัตริย์กับความเป็นประชาธิปไตย และไม่เพียงแต่จะซื่อตรงต่อสัจจะและหลักการประชาธิปไตยอย่างยิ่ง หากอาจารย์สมศักดิ์ยังเป็นเพียงนักวิชาการคนเดียวที่แสดงออกถึงความกล้าหาญทางวิชาการ ด้วยการพยายามใช้ทักษะความรู้ความสามารถ ศิลปะ พลังงาน และ/หรือจิตวิญญาณที่รักความถูกต้องทั้งหมดที่ตนมีเพื่อริเริ่มและอภิปรายประเด็นสถาบันอย่างสุดเส้นขอบเขตของเสรีภาพทางวิชาการที่มีอยู่ และเท่าที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องจะเปิดช่องให้พูดหรือเขียนออกมาได้ ฉะนั้น ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบอาจารย์สมศักดิ์ก็ตาม แต่ไม่มีใครอาจปฏิเสธได้อย่างมีเหตุผลว่า อาจารย์สมศักดิ์ไม่ใช่สัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย โดยฉพาะในท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองกว่า 5 ปีมานี้ ในสถาการณ์ที่กระแสความไม่พอใจต่อการนำสถาบันกษัตริย์มาเครื่องมือทางการเมือง จนเกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่ประชาชนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ข้อเสนอเพื่อปฏิรูปสถาบัน 8 ข้อของอาจารย์สมศักดิ์ คือข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมที่สุดที่จะทำให้สถาบันมั่นคงภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เป็นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมที่สุดที่จะทำให้ทั้งสถาบันกษัตริย์และประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยต่าง win-win ด้วยกันทุกฝ่าย แต่ทว่าเมื่อมองในด้านกลับกัน กองทัพย่อมคือสัญลักษณ์แห่ง “อำนาจนิยม” ที่อยู่ขั้วตรงข้ามกับเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เพียงเพราะว่าวิธีคิด รูปการจิตสำนึก หรือวัฒนธรรมของกองทัพมีธรรมชาติ หรือ “เนื้อแท้” (essence) ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเสรีภาพและประชาธิปไตยอยู่แล้ว หากทว่าประวัติศาสตร์ของกองทัพไทยในมิติที่เกี่ยวพันกับเสรีภาพและประชาธิปไตย คือประวัติศาสตร์แห่งการก่อรัฐประหาร และการปราบปรามประชาชนฝ่ายที่เรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยตลอดมา ฉะนั้น การที่กองทัพออกโรง หรือ “ตบเท้า” เรื่องปกป้องป้องสถาบัน แต่เลือกที่จะออกโรงหรือตบเท้าปกป้องสถาบันเฉพาะจากการใช้เสรีภาพทางวิชาการของนักวิชาการ หรือจากการวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายการเมืองที่อยู่ตรงข้าม ทว่าไม่สนใจปกป้องสถาบันจากการที่อีกฝ่ายอ้างสถาบันเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง (และกองทัพเองก็อ้างสถาบันเพื่อทำรัฐประหาร 19 กันยา 49 เป็นต้น) จึงเป็นการสะท้อนภาพเชิงสัญลักษณ์ “เสรีภาพ VS อำนาจนิยม” อย่างชัดเจนยิ่ง หากบทบาทของกองทัพไม่ใช่บทบาทของ “อำนาจนิยม” กองทัพย่อมชั่งน้ำหนักได้ว่า ระหว่างการที่นักวิชาการและประชาชนวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน กับการแอบอ้างสถาบันเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมืองและทำรัฐประหาร อย่างไหนก่อความเสียหายแก่สถาบันมากกว่า หรืออย่างไหนที่จะปกป้องสถาบันให้มั่นคงภายใต้ระบอบประชาธิปไตยมากกว่า กล่าวอย่างจำเพาะเจาะจง ข้อเสนอเพื่อปฏิรูปสถาบัน 8 ข้อ ของอาจารย์สมศักดิ์กับการที่กองทัพอ้างสถาบันเพื่อทำรัฐประหาร อย่างไหนกันแน่ที่ทำให้สถาบันและประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยต่าง win-wjn ด้วยกันทุกฝ่าย! และหากบทบาทของกองทัพไม่ใช่บทบาทของอำนาจนิยม กองทัพย่อมรู้ว่าหน้าที่ของกองทัพในการปกป้องสถาบันนั้นหมายถึง “การปกป้องสถาบันจากการรุกรานของอริราชศัตรู” ไม่ใช่การปกป้องสถาบันจากการวิพากษ์วิจารณ์ “ด้วยเหตุผล” ของนักวิชาการและประชาชนที่รักเสรีภาพและประชาธิปไตย ฉะนั้น การที่กองทัพออกโรงแจ้งข้อหาหมิ่นฯ แก่นักวิชาการผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย จึงสะท้อนปรากฏการณ์ที่อำนาจนิยมกดขี่เสรีภาพ ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้คือโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายทั้งต่อนักวิชาการ ปัญญาชน สื่อ รัฐบาลรักษาการ นักการเมืองที่รักประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรม ประชาชนทุกคน หรือท้าทายต่อ “ภูมิปัญญา” ของสังคมไทยทั้งสังคมในท่ามกลางการจับตามองของนานาชาติ โจทย์ใหญ่ดังกล่าวนี้ท้าทายว่า เราหรือสังคมเราจะเลือกอะไร ระหว่างเสรีภาพ/ประชาธิปไตย กับอำนาจนิยม? ในอดีตเราสมยอม หรือยินยอมให้อำนาจนิยมเลือกทางเดินให้เราตลอดมา จนพวกอำนาจนิยมเชื่อโดยความเคยชินว่า เขามี “ความชอบธรรม” ในการเข้ามาแทรกแซงหรือเลือกทางเดินให้กับเรา การฟ้องนักวิชาการที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยก็คือบทบาทตามความเคยชินดังกล่าว พวกเขาจึงไม่หวั่นไหวว่านักวิชาการหรือเสื่อจะร่วมลงชื่อต่อต้าน ออกแถลงการณ์ต่อต้าน หรือวิจารณ์บทบาทของพวกเขาอย่างไร เพราะจากประสบการณ์ของพวกเขาใครมีกำลังและอาวุธอยู่ในมือย่อมเป็นฝ่ายชนะเสมอ สำหรับพวกเขา “อำนาจคือความถูกต้อง” แต่ทว่าวันนี้โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ประชาชนได้ลิ้ม “รสเสรีภาพ” ตามกระแสโลกาภิวัตน์ จนมีประสบการณ์ใน “ความเป็นมนุษย์” ที่สมบูรณ์มากขึ้น สังคมไทยจึงไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว หากฝ่ายอำนาจนิยมไม่ยอมปรับเปลี่ยนทัศนคติตามความเคยชินเดิมๆ และไม่มีวุฒิภาวะ “พอเพียง” ที่จะเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเหตุผลบนพื้นฐานของเสรีภาพทางวิชาการ ก็เท่ากับผลักดันให้สังคมถึงทางตัน และเมื่อสังคมถึงทางตัน “อำนาจนิยม” ย่อมไม่ใช่ทางออกอย่างแน่นอน!

หวัดดีครับ

หวัดดีครับ "อาจารย์ชายขอบ"

หายไปนาน น๊ะครับ

"บทความ" เขียนซะยาวเลย

คราวนี้ขออนุญาต "ไม่อ่าน" น๊ะครับ

เพราะแนวคงเหมือนเดิม คือ "รำพึง รำพัน"

แค่ แวะมา "ทักทาย" เฉยๆ ครับ

ไม่รู้จริงๆ นะว่า

[b]ไม่รู้จริงๆ นะว่า นายขอบกระด้งสอนที่ไหน เพราะผมไม่ใช่พวกแอบจิตที่แอบไปสืบชื่อคนที่ฟ้องตัวเองแบบใครบางคน (กร๊ากกกกกกก) (หมายเหตุ .- แถมหน้าด้านเอาชื่อมาลงในเน็ทประมาณว่าจะข่มขู่ ให้ I Pad กลัวซะอีก บอกใบ้ให้ง่ายๆ เลยนะ ระวังเจอคดี ข่มขู่ นะ แล้วคดีนี้มันเร็วกว่า 112 จมเลย เพียงแต่ตอนนี้กูไม่ค่อยว่างว่ะ กระด้ง!) (ฮา)

แต่ที่นายกระด้งทำเป็นเพ้อเจ้อว่า ธรรมศาสตร์ เป็นเบ้าหลอมทางจิตวิญญาณ เนี่ย!

ขอบอกว่า ขำโค่ด

เพราะคนที่มีสำนึกทางจิตวิญญาณ แต่แอบด่าเสื้อเหลืองตลอด 3 - 4 ปี

แล้วพอถึงทีเสื้อแดง บอกเป็นพวกรักประชาธิปไตย (แบบห้างฯ ไหม้ ศาลากลางวายวอด โรงหนังเหลือแต่ทราก น่ะนะ)

ไม่ใช่พวกมีจิตวิญญาณเสรีชนหรอก

เพราะนักวิชากามเสื้อแดงน่ะ ภาพที่คนเขามอง คือ นักวิชาการ (หรือหมายรวมถึงนักศึกษาด้วย) ขายตัวให้ทักษิณ มากกว่าว่ะ กระด้ง[/b]

คุณชายขอบจะพูดอะไรระวังให้ดี

คุณชายขอบจะพูดอะไรระวังให้ดี เดี๋ยวจะโดนเขกหัวจนต้องยูเทิร์นกลับความคิดตัวเอง 180 องศาอีก

อ.สมศักดิ์ของคุณเขาเคยด่าคนอื่นที่พูดถึง "จิตวิญญาณธรรมศาสตร์" เมื่อหลายปีก่อนอย่างแรงมากเสียๆหายๆ ไม่เว้นแม้แต่อาจารย์ของเขาเอง เพราะอ.สมศักดิ์เห็นว่า"จิตวิญญาณธรรมศาสตร์" เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ

First they came for

First they came for ดาตอปิโด
คุณจึงเฉยเสีย เพราะคุณไม่ได้ปากจัดเหมือนเธอ

แล้วเขาก็จัดการกับสุรชัย
คุณก็เฉยเสีย เพราะคุณไม่ได้เป็นคอมเก่าเหมือนสุรชัย

แล้วเขาก็จัดการกับสมยศ
คุณก็เฉยอีก เพราะคุณไม่ได้เป็นแอคติวิสต์เหมือนสมยศ

แล้วเขาก็มาจัดการกับสมศักดิ์
คุณก็ยังเฉย เพราะคุณไม่ได้เป็นนักวิชาการสุดโต่งเหมือนสมศักดิ์

ต่อมาเขาก็จัดการกับจตุพร
คุณก็ยิ่งเฉย เพราะคุณไม่ได้เป็นลูกน้องทักษิณเหมือนจตุพร

ในที่สุดเขาก็จัดการ กับคุณ
แล้วตอนนั้นก็จะไม่มีคนปากจัด ไม่มีคอมเก่า ไม่มีแอคติวิสต์ ไม่มีนักวิชาการสุดโต่ง แล้วก็ไม่มีลูกน้องทักษิณ
ไม่มีใครเหลืออยู่อีกแล้วที่จะช่วยคุณ

companered

[quote=companered]
ในที่สุดเขาก็จัดการ กับคุณ
แล้วตอนนั้นก็จะไม่มีคนปากจัด ไม่มีคอมเก่า ไม่มีแอคติวิสต์ ไม่มีนักวิชาการสุดโต่ง แล้วก็ไม่มีลูกน้องทักษิณ
ไม่มีใครเหลืออยู่อีกแล้วที่จะช่วยคุณ[/quote]

*****************************

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

“เสรีภาพ VS อำนาจนิยม”

ถ้าทุกคนที่มองเห็นความผิดปกติ แต่คิดว่าธุระไม่ใช่ จึงเฉยเสีย
แน่นอนว่า ผลสุดท้าย คนที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด คือ ตัวคุณเอง.

ชัดเจนครับ

ชัดเจนครับ ขอบคุณนักปรัชญาชายขอบ

มาให้กำลังใจ

มาให้กำลังใจ "นักปรัชญาชายขอบ"