ข้อเท็จจริงเบื้องต้น เกี่ยวกับความรุนแรงทางการเมือง 13-20 พ.ค. 53

รายงานฉบับนี้เรียบเรียงและคัดสรรโดยทีมข่าวไทยอีนิวส์ จากรายงานฉบับเต็ม ‘เอกสารข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ระหว่างวันที่ 13-20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553’ จัดทำโดยดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ และ กลุ่มมรสุมชายขอบ มีความหนา 590 หน้า พร้อมลงรายละเอียดและลำดับเหตุการณ์ของความรุนแรงทางการเมืองระหว่างวันที่ 13-20 พฤษภาคม 2553

ข้อสังเกตเรื่องกายภาพของความขัดแย้ง
และการยกระดับความรุนแรงในเหตุการณ์พฤษภาคม 2553

 

ภูมิหลังของความขัดแย้ง

ความรุนแรงในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ แต่มีระดับการใช้ความรุนแรงโดยฝ่ายรัฐในเขตกรุงเทพมหานครในระดับสูงสุดตั้งแต่หลังเหตุการณ์พฤษภาคม พ.ศ. 25353 หากนับจากจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เหตุการณ์นี้นับเป็นระดับความรุนแรงที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของไทย และเป็นการใช้กำลังทหารต่อพลเรือนในระดับปฏิบัติการรบ ดังปรากฏให้เห็นว่ารัฐบาลได้จัดกำลังรักษาความสงบถึง 47,202 นาย ซึ่งในการปะทะเมื่อ 10 เมษายนยังสะท้อนให้เห็นการตัดสินใจของรัฐบาลผ่าน ศอ.รส. และ ศอฉ. เลือกใช้กาลังทหารเข้าจัดการชุมนุมมากกว่าจะเป็นการใช้กาลังตำรวจปราบจราจลที่ผ่านการฝึกฝนมาโดยตรง ยังผลให้เกิดความสูญเสียถึง 25 คน (พลเรือน 20 คน ทหาร 5 นาย) บาดเจ็บกว่า 863 (พลเรือน 607 คน ทหาร 237 ตารวจ 19 คน)

ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลนายอภิสิทธิ์กับกลุ่ม นปช. มีความต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งสามารถย้อนกลับไปตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังเป็นคู่ขัดแย้งหลักกับกลุ่มเสื้อแดงซึ่งใช้ชื่อแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) ในต่างจังหวัดมีการปะทะระหว่างกลุ่มคนทั้งสองจนบาดเจ็บล้มตายมาแล้วระยะหนึ่งนับตั้งแต่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช

เมื่อนายสมัครพ้นจากตาแหน่งด้วยปัญหาเรื่องคุณสมบัติตามคาตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ (29 มกราคม- 9 กันยายน 2551) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จึงได้รับการสนับสนุนจากพรรคพลังประชาชนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี (18 กันยายน 2551) แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคาสั่งยุบพรรคประชาชนเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 และตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปีมีผลให้นายสมชายต้องพ้นจากตาแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้น ขณะที่อดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชนก่อตั้งพรรคเพื่อไทย ส่วนกลุ่มการเมืองของนายเนวิน ชิดชอบ แยกไปตั้งพรรคภูมิใจไทย

ในบริบทดังกล่าว แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) ได้ยกระดับการเคลื่อนไหวเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

การเคลื่อนไหวของ นปช. ได้เปลี่ยนมาเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาโดยลำดับนับแต่เมษายน 2552 ซึ่งเป็นการปะทะกันอย่างชัดเจนกับรัฐบาล ส่วนหนึ่งจะเห็นได้ว่ารัฐบาลใช้กาลังจากกองทัพอย่างเข้มข้นมากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าบทบาทของกองทัพ โดยเฉพาะกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ พล.ร.2 รอ. ที่มีบทบาทสาคัญในการจัดการกับกลุ่ม นปช. ณ จุดสามเหลี่ยมดินแดง เมื่อก่อนเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2552 จนถึงกับมีการระบุว่าเป็น “โจทก์เก่า” ของฝ่ายเสื้อแดง

ในการชุมนุมใหญ่ของ นปช. วันที่ 12 มีนาคม 2553 มุ่งกดดันให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ ยุบสภา กระทรวงมหาดไทยประเมินว่ามีผู้ชุมนุมประมาณ 70,000 คน และรัฐบาลตอบโต้ด้วยการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง และตั้ง ศอ.รส. โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้อานวยการศูนย์ มีสถานที่บัญชาการที่กรมทหารราบที่11 รักษาพระองค์ และพักอาศัยในกรมทหารราบที่ 11 จึงทำให้ฝ่าย นปช. เคลื่อนขบวนไปกดดันหน้ากรมทหารราบที่ 11 และมีการระดมขอบริจาคเลือดกว่า 300,000 ซีซี นำไปเทยังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ และบ้านพักส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในระหว่างนั้นมีข่าวการยิงจรวดอาร์พีจีถล่มห้องทำงานในกระทรวงกลาโหม และกดดันฝ่ายรัฐบาล โดย นปช. ยื่นข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาพร้อมกับกระจายการชุมนุมไปหลายจุด จนทำให้กองทัพกดดันรัฐบาลให้มีการเจรจา ภายหลังที่ นปช. ประกาศบุกกรมทหารราบที่ 11

ในที่สุด ในวันที่ 28 มีนาคม 2553 รัฐบาลจัดให้มีการเจรจาที่สถาบันพระปกเกล้า และถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ คณะเจรจาประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ นายชำนิ ศักดิเศรษฐ และฝ่าย นปช. โดยนายวีระ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายแพทย์เหวง โตจิราการ ใช้เวลากว่าสองชั่วโมงครึ่ง แต่ไม่บรรลุข้อตกลง และมีการเจรจาในวันต่อมาโดยฝ่ายรัฐบาลต้องการยุบสภาในกรอบเวลา 9 เดือน ขณะที่ฝ่าย นปช. ยืนยันว่าจะต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งไม่บรรลุข้อตกลง

ฝ่าย นปช. ประกาศระดมมวลชนในวันที่ 3 เมษายน แต่มีข่าวว่า นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ประกาศว่ารัฐบาลจะยุบสภาในวันที่ 6 ธันวาคม 2553 และจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 23 มกราคม 2554 อย่างไรก็ดี ไม่มีการยืนยันจากรัฐบาล ขณะที่กลุ่ม นปช. ยืนยันว่ารัฐบาลจะต้องประกาศให้ชัดว่าจะยุบสภาวันใด

นักสันติวิธีต่างเรียกร้องให้มีการเจรจารอบสาม โดยทางลับ แต่ไม่มีการสนองตอบจากท้งสองฝ่าย จึงทำให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ นปช. สายฮาร์ดคอร์อย่างนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรองเคลื่อนขบวนไปกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ดำเนินคดีเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ และกดดันฝ่ายตำรวจด้วยการใช้ยุทธการขนมชั้นเพื่อล้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารมิให้ขัดขวางการชุมนุม เป็นต้น

สถานการณ์พัฒนามาจนถึงจุดสาคัญคือการบุกยึดสถานีภาคพื้นดินของสถานีไทยคมเพื่อเปิดช่องสัญญาณของพีทีวีอีกครั้งหนึ่ง เมื่อรัฐบาลตัดสินใจยึดสถานีดาวเทียมไทยคมจากกลุ่มคนเสื้อแดงหรือ นปช. ในวันที่ 9 เมษายน 2553 โดยส่งกำลังทหารกว่า 30 กองร้อยจากกองพลทหารม้าที่ 1 (พล.ม. 1 จากเพชรบูรณ์ น่าน อุตรดิตถ์) กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ. จากกรุงเทพฯ) กองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9 จากกาญจนบุรี) และกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ไปยึดสถานีดาวเทียมไทยคมจากกลุ่ม นปช. ที่ชุมนุมกันกว่า 1.5 หมื่นคน จึงนับเป็นการปะทะที่ทำให้ฝ่ายทหาร “เสียเกียรติเสียศักดิ์ศรีที่ทหารหลายพันคนต้องยอมวางโล่ กระบอง และอาวุธทุกอย่างที่มี ยอมแพ้ต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่เวลานั้นยังไม่มีกองกาลังติดอาวุธ ถูกผู้ชุมนุมยึดอาวุธ สั่งการไล่ต้อนให้เดินแถวออกไปสู่ทุ่งนา...”

อย่างไรก็ตามทางฝ่าย นปช. ได้สลายการชุมนุมก่อนที่กำลังหลักของพล. ร. 2 รอ. จะเข้ามายึดคืนในที่สุดในเช้าวันที่ 10 เมษายน ได้มีการส่ังการให้ขอคืนพื้นที่ถนนราชดำเนิน โดยนายกรัฐมนตรี, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ ผอ. ศอฉ. ร่วมกับผู้นำกองทัพ โดยอนุญาตให้ “ใช้อาวุธได้เท่าที่จาเป็น” และ “ต้องจบก่อนสงกรานต์” ผลการปฏิบัติการทำให้ฝ่ายทหารถูกโจมตีจากกองกำลังลึกลับที่เรียกว่า “คนชุดดำ” ทาให้ฝ่ายทหารล้มตาย บาดเจ็บเช่นเดียวกับฝ่าย นปช.

ในปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ 10 เมษายน นั้นมีข้อสังเกตว่าความรุนแรงถูกยกระดับขึ้นเพราะการที่ตัดสินใจผิดพลาดของฝ่ายการเมือง การแทรกแซงของฝ่ายการเมืองในการปฏิบัติการทางทหาร ความผิดพลาดในยุทธวิธี เช่น การเลือกใช้กำลังทหารที่เป็นคู่ขัดแย้งของนปช. คือ พล. ร. 2 รอ. หรือบูรพาพยัคฆ์ที่เพิ่งรู้สึกเสียเกียรติเสียศักดิ์ศรีจากกรณีสถานีดาวเทียมไทยคม การตัดสินใจสลายการชุมนุมในช่วงเช้าแต่ปฏิบัติการยืดเยื้อถึงเวลาค่ำ โยนแก๊สน้ำตากว่า 200 ลูกจากเฮลิคอปเตอร์ แต่กระแสลมพัดกลับไปทิศที่ตั้งของฝ่ายทหาร การตัดสินใจถอนทหารเป็นไปอย่างล่าช้าจนเป็นผลให้ทหารในบังคับบัญชาของ พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ล้มตายและบาดเจ็บกว่า 30 นาย ทหารจาก พล. ร. 9 ภายใต้การบังคับบัญชาของ พล.ต.อุทิศ สุนทร เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 188 คน

ในทางตรงกันข้าม ในหนังสือ “ลับ ลวง เลือด” ของวาสนา นาน่วมก็ตั้งข้อสังเกตว่าทหารพล. ร. 2 รอ. หรือบูรพาพยัคฆ์ที่ปฏิบัติการนั้นถูกชี้เป้าให้ถูกสังหารไม่ว่าจะเป็น พล.ต.วลิต โรจนภักดี พ.อ. ร่มเกล้า ธุวธรรม พ.อ. กู้เกียรติ ศรีนาคา (หน่วยแรกที่ “ตบเท้า” ปกป้องพล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา หลังห้องทางานถูกยิงด้วยระเบิด M 79 และร่วมกับ พ.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ที่ออกมาปกป้องนายประนาม พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล) พ.ท. เกรียงศักดิ์ นันทโพธิเดช (ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้จิกหัวสตรีกลุ่ม นปช. คนหนึ่งซึ่งต่อมาไม่พบว่าเป็นความจริง)

ในบริบทข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับฝ่าย นปช. มากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ 10 เมษายน ขึ้น ก็เกิดความหวาดระแวงระหว่างรัฐบาลกับ นปช.แต่สถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้น เพราะฝ่ายรัฐบาลได้ริเริ่มใช้คำว่า “ผู้ก่อการร้าย” และแถลงโต้ว่าทหารไม่ได้ทำร้ายประชาชน แต่ในฝ่าย นปช. ยืนยันว่าการเสียชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นผลจากปฏิบัติการทางทหารของรัฐบาล ระหว่างนั้นก็ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเป็นระยะ เช่น การยิงระเบิด M79 ถล่มสีลมและศาลาแดงในวันที่ 22 เมษายน ขณะที่มีกลุ่มเสื้อหลากสีมาชุมนุมยังผลให้นางธัญนันท์ แถบทองเสียชีวิต และผู้บาดเจ็บกว่า 70 คน เมื่อกลุ่ม นปช. ได้เจรจากับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลโดยยื่นข้อเสนอให้ยุบสภาภายใน 30 วัน (23 เมษายน 2553) แต่นายอภิสิทธิ์ ปฏิเสธไม่ยอมรับเงื่อนไข ส่งผลให้ความตึงเครียดกลับมาอีก

หลังจากการรัฐบาลปฎิเสธเงื่อนไขของ นปช. กลุ่ม นปช.เริ่มปรับวิธีการในการต่อสู้โดยประกาศให้เลิกมวลชนเลิกใส่เสื้อแดง และเริ่มเกิดความเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. ในต่างจังหวัดทั้งการปิดถนนพหลโยธิน และยึดรถตำรวจไว้นับสิบคันที่จังหวัดปทุมธานี รวมถึง นปช.ในจังหวัดอื่นๆ ก็รวมตัวกันเพื่อปิดเส้นทางที่คาดว่ารัฐจะใช้เป็นเส้นทางลำเลียงทหารที่จะเข้ามาในกรุงเทพ

หลังจากเกิดการชุมนุมประท้วงหลายจุดในต่างจังหวัด มีการสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. ที่ปิดถนนพหลโยธิน จังหวัดปทุมธานี และจับกุมผู้ร่วมชุมนุมไปจำนวนหนึ่ง ศอฉ. ได้ประกาศให้จัดการสลายการชุมนุมในทุกพื้นที่ที่มีการปิดถนน ในวันที่ 26 เมษายนวันที่ 28 เมษายน เกิดการปะทะกันระหว่าง นปช.ที่นาโดยนายขวัญชัย ไพรพนา และเจ้าหน้าที่ตำรวจ - ทหาร บริเวณถนนวิภาวดีหน้าอนุสรณ์สถาน ดอนเมือง กลางสายฝน มีทหารเสียชีวิต 1 ราย และผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

วันที่ 29 เมษายน กลุ่ม นปช. ที่ถูกจับในกรณีปะทะกันหน้าอนุสรณ์สถานฯ บริเวณดอนเมือง ศาลตัดสินจำคุก 1 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ส่วนกลุ่มกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ยื่นหนังสือให้หน่วยทหารในพื้นที่ในต่างจังหวัดให้มีการจัดการกับกลุ่ม นปช. ในวันเดียวกันก็มีการยกระดับความตึงเครียดเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ นายพายัพ ปั้นเกตุ ได้นำการ์ด นปช. 200 คน บุกค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เนื่องจากมีข่าวลือว่ามีทหารซุ่มอยู่ในโรงพยาบาล ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

วันที่ 3 พฤษภาคม นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้แถลงในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยถึงแผนปรองดองที่เสนอโดยรัฐบาล โดยชี้แจงว่าถ้าสถานการณ์ทางการเมืองสงบลงก็จะมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ภายในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ และมีการจัดตั้งกรรมการอิสระสอบสวนเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน, 22 เมษายน และ 28 เมษายน

 

การตัดสินใจของรัฐบาล ผ่าน ศอฉ. ในห้วงวิกฤต

นับแต่การเข้าจัดการกลุ่ม นปช. ที่สถานีไทยคม ศอฉ. ประกาศใช้มาตรการ 7 ข้อ จากเบาไปหนัก กฎการใช้กาลัง 7 ข้อ ได้แก่

  1. การชี้แจงทำความเข้าใจ
  2. แสดงกาลังให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่มีความพร้อม
  3. ผลักดันด้วยโล่
  4. การใช้น้ำฉีด
  5. ใช้เครื่องขยายเสียง
  6. แก๊สน้าตา กระบอง
  7. กระสุนยางที่ยิงจากปืนลูกซอง

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าแทบจะไม่ปรากฏชัดว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ดาเนินการตามมาตรการดังกล่าว ซึ่งในแต่ละขั้นตอน โฆษก ศอฉ. ชี้แจงว่าจะพยายามให้ผู้ชุมนุมได้รับทราบความจำเป็นที่จะใช้กฎการใช้กำลัง ทั้ง 7 ข้อก่อน

ความเข้าใจสถานการณ์ในวันที่ 13 พฤษภาคม จึงนับเป็นรอยต่อที่สาคัญของการยกระดับสู่ความรุนแรงที่มากขึ้น เพราะจากความตึงเครียดของทั้งฝ่าย นปช. และฝ่ายรัฐบาลทำให้ นปช. เกรงว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะเอนเอียงเข้าทางรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีการกดดันให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณเข้ามอบตัวต่อตารวจในฐานะผู้ต้องหา แต่นายสุเทพกลับ “เลือก” มอบตัวต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษและไปในฐานะรองนายกรัฐมนตรี จึงทำให้มวลชนฝ่าย นปช. ไม่พอใจอย่างยิ่ง

เป็นที่น่าสังเกตว่า ศอฉ. เริ่มกดดันฝ่าย นปช. กลับ โดยแถลงมาตรการกระชับวงล้อมโดยโฆษก ศอฉ. พ.อ. สรรเสริญ แก้วกำเนิด กล่าวว่าไม่สามารถเปิดเผยจานวนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการในการกระชับวงล้อมได้ และกล่าวต่อไปว่า ศอฉ. มั่นใจว่ามีกลุ่มผู้ก่อการร้ายอยู่ในที่ชุมนุมและมีอาวุธร้ายแรง หากผู้ก่อการร้ายยิงอาวุธสงครามเข้ามาปะทะกับเจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องใช้อาวุธกระสุนจริงยิงสกัดใน 3 กรณี คือ 1. ยิงเพื่อข่มขวัญ ขึ้นฟ้า 2.ยิงป้องกันชีวิต และ 3. ยิงไปยังบุคคลที่มีอาวุธในมือ การประกาศของโฆษก ศอฉ. เป็นช่วงที่น่าสนใจ เพราะเกิดขึ้นก่อน พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผลจะถูกลอบสังหารเพียง 7 ชั่วโมงเศษเท่านั้น ประกาศดังกล่าวจึงเป็นสัญญาณรอการขับเคลื่อนเมื่อ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกลอบสังหารในเวลาประมาณ 19.00 น. และมีความตึงเครียดในกลุ่ม นปช. มากขึ้น และเริ่มมีการยิงพลุจากฝั่ง นปช. และมีเสียงระเบิด M79 เป็นระยะในเวลา 21.30 น. จึงเริ่มมีการใช้ลูกแก้ว หัวน๊อต ยิงไปยังฝ่ายทหาร ซึ่งทหารได้ใช้วิธีการยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขวัญ และยิงกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุม การปะทะยกระดับความรุนแรงขึ้น จนนายชาติชาย ชาเหลาถูกยิงเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. และมีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่งจนทวีความรุนแรงขึ้นโดยลำดับ จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม

 

ข้อสังเกตในตัดสินใจและปฏิบัติการของ ศอฉ. ระหว่าง 13-19 พฤษภาคม 2553

1. ในระหว่างการชุมนุมมีการสร้างภาพความขัดแย้งระหว่างทหารกับ นปช. โดยเฉพาะกองกาลังพล ร.2 รอ. ที่มีฉายาบูรพาพยัคฆ์ กับฝ่าย นปช. ถึงกับมีการบ่งชี้ว่าเป็น “โจทก์เก่า” ส่งผลต่อการตั้งคำถามต่อความรอบคอบเหมาะสมในการตัดสินใจของรัฐบาลและ ศอฉ. ว่ามีทางเลือกที่จะใช้กำลังหน่วยอื่น เช่น หน่วยอรินทราชเพื่อดำเนินการกับชายชุดดำหรือหน่วยปราบจราจลเพื่อดาเนินการกับผู้ชุมนุมทั่วไป นอกจากหน่วย พล ร.2 รอ. หรือไม่ เพราะขณะปฏิบัติการจะเห็นภาพการใช้รถสายพานหุ้มเกราะในวันที่ 19 ทั้งๆ ที่ฝ่ายทหารควบคุมพื้นที่ได้ตัง้แต่กลางดึกของวันที่ 18 พฤษภาคม เป็นต้น

2. ผลสืบเนื่องจากข้อ 1 ทาให้เกิดคาถามตามหลักสากล การกำหนดยุทธวิธีในการเข้าปะทะ (Rule of Engagement) จะต้องไม่ใช้หน่วยทหารที่ถึงขั้นละลายจากการปะทะครั้งก่อนหน้า หรืออาจมีอารมณ์ในการปะทะกับฝูงชนหรือประชาชน ซึ่งมีความโกรธแค้นอยู่เป็นทุนเดิม การเลือกใช้กำลังทหารที่มีการเผชิญหน้ากับ นปช. อย่างต่อเนื่อง สร้างความอ่อนล้า เหน็ดเหนื่อยแก่กำลังพลจะส่งผลต่อวิธีการปฏิบัติการและปฏิกิริยาสนองตอบต่อประชาชนพลเมืองต่างไปจากหน่วยทหารที่ได้รับการ “พักหรือเว้นวรรค” จากการปฏิบัติหน้าที่ในสนาม ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตารวจซึ่งมีการผัดเปลี่ยนหมุนเวียนตามหน่วยต่างๆ สะท้อนให้เห็นความผิดพลาดของรัฐบาล และ ศอฉ. ในการตัดสินใจเลือกใช้กาลังพลที่มีอารมณ์โกรธเกรี้ยวฉุนเฉียวกับประชาชน จนส่งผลให้เกิดอคติอย่างรุนแรง และปฏิบัติต่อประชาชนอย่างรุนแรงโดยลำดับ

สิ่งเหล่านี้น่าจะป้องกันบรรเทาได้ด้วยการใช้หน่วยทหารที่มีความชานาญเฉพาะ เช่น หน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาทหาร หรือกลุ่มทหารพัฒนามากกว่าจะใช้หน่วยรบ ขณะเดียวกันปัญหาในการบังคับบัญชากองทัพก็เป็นเรื่องน่าสังเกตว่าสายการบังคับบัญชาในระหว่างก่อนเกิดเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าบทบาทของกองทัพในเดือนเมษายนที่กดดันให้รัฐบาลต้องเจรจามากกว่าจะใช้กาลังทหารคำถามสำคัญจึงอยู่ที่ระบบการตัดสินใจและสายการบังคับบัญชาว่ารัฐบาล กองทัพ และ ศอฉ. ใช้หน่วยทหารกลุ่มเดียวกัน นับตั้งแต่ เมษายน 2552, เมษายน 2553 และ พฤษภาคม 2553 สะท้อนการตัดสินใจแบบใด และเป็นการตัดสินใจที่แบบที่เล็งผลชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือหวังผลให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด หรือไม่ ทั้งนี้มีแรงกดดันใดจากภายนอกโครงสร้างรัฐหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาในระยะยาวที่สังคมไทยจะต้องขบคิดทบทวนปฏิบัติการของรัฐต่อประชาชนหรือไม่

3. การเคลื่อนกำลัง ในการเคลื่อนกำลังของกองทัพใช้รถสายพานและรถบรรทุกส่วนหนึ่งในการเคลื่อนกำลังรถสายพานดัดแปลงเพื่อสลายการชุมนุมเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังที่ปรากฏในวันที่ 10 เมษายน ว่าการใช้รถสายพานลำเลียงน่าจะก่อให้เกิดผลทางจิตวิทยาในการข่มขวัญฝ่ายผู้ชุมนุมและช่วยป้องกันนายทหารภาคสนามได้ แต่หลังจากวันที่ 10 เมษายนยุทธวิธีนี้ไม่น่าจะข่มขวัญได้และสร้างความโกรธแค้นมากกว่า

ในการใช้รถบรรทุกพบว่ามีความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพของทหาร เนื่องจากผู้ชุมนุมกระจายตัวไปตามจุดต่างๆ และมีปฏิกิริยาโกรธแค้นต่อการปฏิบัติการทางทหาร ดังจะเห็นจากการเข้าขวาง ทุบรถ ยึด ทำลาย หรือใส่ทรายลงในถังน้ามัน เป็นต้น ในบางกรณีมีการส่งตัวทหารขึ้นรถแท็กซี่ แต่ในบางกรณีทหารถูกทำร้ายจนต้องมีการกันตัวออกไปโดยเร็ว

4. การสื่อสารสั่งการตามสายการบังคับบัญชาในปฏิบัติการทางทหารที่ใช้กาลังกว่าห้าหมื่นนาย ได้ใช้วิธีการสื่อสารใดในระหว่างปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย หนังสือราชการ สั่งการทางวิทยุ โทรศัพท์มีการสอบทวนคำสั่งที่ถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะจากการที่โฆษก ศอฉ. ออกมาชี้แจงว่าจะยึดมาตรการ 7 ข้อ จากเบาไปหาหนักนั้น ได้มีการเน้นย้ำ และปฏิบัติจริง เพียงไร

ภาพรถจักรยานยนต์ที่ล้มลงพร้อมการเสียชีวิตของพลทหารณรงค์ฤทธิ สาระในวันที่ 28 เมษายน 2553 น่าจะเป็นบทเรียนสาคัญในการจัดการสื่อสารของกองทัพได้ไม่มากก็น้อย และได้แก้ไขปัญหานี้ก่อนจะเข้าขัดการกับ นปช. ในเดือนพฤษภาคม อย่างไร ในบางกรณีก็ยังเป็นปริศนา เช่น บุคลากรของกองทัพอากาศ 2 นาย ขับขี่รถยนต์กระบะเข้าพื้นที่ในวันที่ 17 พฤษภาคมและถูกยิง ทำให้ จ.อ.อ. พงศ์ชลิต พิทยานนทกาญจน์ เสียชีวิต เป็นต้น

5. ในทางยุทธวิธีว่าทหารได้รับคำสั่งให้ดาเนินการกับ นปช. และผู้ชุมนุมอย่างไร มีมาตรการแยกแยะผู้ชุมนุม ออกจากประชาชนทั่วไปและกลุ่มก่อการร้ายหรือไม่ ทาง ศอฉ. ได้จัดทำแผนใดรับรองหรือไม่ ดังเช่น การดำเนินการกับพระภิกษุที่เข้าร่วมและสังเกตการชุมนุมได้ดำเนินการโดยละมุนละม่อมอย่างไร การปฏิบัติต่อเยาวชนและสตรี ได้กำกับแนวทางการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมต่อผู้ปฏิบัติงานสนามโดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายหรือไม่

6. ปฏิบัติการของ ศอฉ. เน้นการใช้วิธีการใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าเพื่อข่มขวัญ เช่น การยิงปืนขึ้นฟ้าถูกใช้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม เวลา 0.10 น. ซึ่งเป็นเวลากลางดึก จากนั้นก็ใช้วิธีการยิงกระสุนยางในตอนเช้าเวลา 7.00 น. เพื่อเปิดทางให้ทหารเข้าพื้นที่ควบคุม จากนั้นมีการใช้กระสุนยางยิงเปิดทางในเวลาประมาณ 12.00 น. แต่ก็มีการยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขวัญอีกในเวลา 12.30 น. มีการใช้แก๊สน้าตาและยิงปืนข่มขู่ควบคู่กัน จนกระทั่งมีการปะทะกันระหว่างทหารกับกลุ่มกองกำลังในสวนลุมพินีมีการปะทะกันด้วยกระสุนจริงในช่วงเวลา 12.30-13.30 น. ส่วนการ์ด นปช. ในย่านถนนพระราม 4 ได้จำกัดการตอบโต้เพียงประทัดยักษ์ และพลุบั้งไฟ ในเวลาต่อมามีการปะทะกันระหว่างทหารกับการ์ด นปช. ที่ยิงน็อต หินและลูกแก้วพลุตะไล ขณะที่ทหารเลือกใช้กระสุนยางตอบโต้ การปะทะดาเนินไปจนถึงเวลา 14.00 น. จึงพบผู้เสียชีวิตศพแรกบริเวณริมบึงในสวนลุมพินี

ความรุนแรงจึงถูกยกระดับขึ้นด้วยอารมณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมและทหารที่ปฏิบัติการ เช่น ที่แยกราชปรารภ เวลา 20.45 ผู้ชุมนุมด่าทอยั่วยุทหาร แต่ทหารยิงปืนขึ้นฟ้าตอบโต้ ผลก็คือมีผู้ชุมนุมถูกกระสุนปริศนายิงเข้าลำคอ ตัดเส้นเลือดใหญ่

ขณะที่ทางแยกมักกะสัน ทหารใช้วิธีเรียงแถวหน้ากระดานกดดันโดยใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าและใช้กระสุนยางยิงไปยังกลุ่มผู้ชุมนุม ความสับสนระหว่างการชุมนุมและการจัดการฝูงชนของ ศอฉ. มีข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬใน พ.ศ. 2535 นั้น น่าจะเป็นบทเรียนที่ถูกนำมาพิจารณาก่อนใช้กาลังทหารจัดการฝูงชน เมื่อทหารไม่สามารถใช้วิธีกดดันโดยเริ่มจากการเข้าแถวเรียงหน้ากระดาน แล้วยิงกระสุนยางข่มขวัญ แต่ในที่สุดก็เปลี่ยนมาใช้กระสุนจริง การดำเนินการเช่นนี้จึงน่าจะขึ้นกับผู้บังคับบัญชาภาคสนามในการตัดสินใจ

กรณีพฤษภาทมิฬใน พ.ศ. 2535 รัฐบาลเริ่มใช้กำลัง “กระชับวงล้อม” ตั้งแต่เวลา 03.00 น. ในวันที่ 18 พฤษภาคม บางส่วนไปจัดการที่ถนนราชดาเนินโดยใช้กำลัง 1 กองพัน “เรียงหน้ากระดานไปหากลุ่มม็อบที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเริ่มเปิดฉากยิงเป็นชุดๆ โดยยิงเฉียงขึ้นฟ้า” ปฏิบัติการดังกล่าวไม่สามารถระงับฝูงชนที่โกรธแค้นได้และนำมาซึ่งความรุนแรงในการปะทะกัน ตลอดจนอารมณ์ความรู้สึกของทหารที่ปฏิบัติการ ดังจะเห็นได้จากการปฏิบัติต่อประชาชนและคณะแพทย์ในโรงแรมรัตนโกสินทร์เป็นภาพที่หลายคนน่าจะยังจดจำได้เป็นอย่างดี

ที่สาคัญคือเหตุใดทั้ง ศอฉ. และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ์ (หรือนายอภิสิทธิซึ่งเป็นผู้รู้เห็นในกรณีพฤษภาคม 2535 โดยตรง) จึงไม่มีการทบทวนบทเรียนจากเดือนพฤษภาคม 2535 ว่าการใช้วิธีดังกล่าวจะนำไปสู่ความรุนแรงในที่สุด เพราะการยิงขึ้นฟ้าข่มขวัญด้วยกระสุนจริงก็เสี่ยงต่อความบาดเจ็บล้มตาย เมื่อกระสุนตกจากท้องฟ้าก็สามารถสร้างอันตรายถึงชีวิตในระดับเดียวกับการประทับเล็งยิงไปข้างหน้า

7. เมื่อรัฐใช้ทหารเข้าจัดการชุมนุมของพลเรือน เครื่องบ่งชี้ความรุนแรงอีกประการหนึ่งได้แก่การใช้กระสุนรบกับประชาชน หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอภิสิทธิ ์มีการเปิดเผยจานวนกระสุนที่ถูกเบิกจ่ายและใช้ไปในระหว่างการจัดการเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม2553 ยอดเบิกจ่ายกระสุนปืน ตั้งแต่ 11 มีนาคม-19 พฤษภาคม 2553 น่าสะเทือนใจเพรา ะพล.อ.ดาว์พงษ์ ถึงกับอุทานว่า "ตัวเลขเป๊ะๆ" นั้น หลุดออกมาได้อย่างไร…”

ตามรายงานการใช้กระสุนปืนและ เครื่องระเบิด (สป.5) ของกรมสรรพาวุธ ทบ. ระบุว่ามีการเบิกกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 เกจ เบอร์ 00 ไปทั้งหมดรวม 350,000 นัด แต่ส่งคืนคลังแค่ 301,271 นัด กระสุนปืนเล็กยาว ขนาด 5.56 ม.ม. เอ็ม 193 ที่ใช้กับปืนเอ็ม-16 เอ 1 จา นวน 20,000 นัด แต่คืนคลัง 17,260 นัด กระสุนปืนเล็กยาว 5.56 เอ็ม 855 หรือที่เรียกกันว่า "กระสุนหัวสีเขียว" ที่ใช้กับปืนเอ็ม-16 เอ 2 จำนวน 150,000 นัด แต่ส่งคืนคลัง 105,268 นัด กระสุนปืนเล็กยาวซ้อมรบ 5.56 หรือกระสุนแบลงค์ 10,000 นัด คืนมาแค่ 3,380 นัด กระสุนปืนเล็กยาวแบบเจาะเกราะ 85,000 นัด ส่งคืน 5,500 นัด กระสุนปืนเล็กยาว 7.62 แมตช์ เอ็ม.852 ที่ใช้กับปืนเอ็ม-60 จำนวน 2,000 นัด ส่งคืน 860 นัด และ กระสุนปืนเล็กยาว 88 ราง 8 นัด จำนวน 50,000 นัด ส่งคืน 45,158 นัด

กระสุนปืนซุ่มยิง (สไนเปอร์) แบบ SG 3,000 ขนาด 7.62 ม.ม. ที่มีการเบิกไปถึง 3,000 นัด แต่มีการนำมาคืนคลัง 480 นัด ในรายงานของหนังสือพิมพ์มติชนถึงกับระบุว่าข้อมูลดังกล่าว “...สะท้อนว่าทหารได้ลั่นกระสุนสไนเปอร์ไปมากกว่า 2,000 นัด…”

8. การตั้งเขตยิงกระสุนจริง ในเขตราชปรารภ และซอยรางน้ำเป็นการสร้างข้อกังขาให้แก่ผู้ได้พบเห็นมาก เพราะเป็นจุดที่มีการเสียชีวิตมากที่สุดจุดหนึ่ง ผู้ได้รับผลกระทบทั้งจากผู้ชุมนุมและประชาชน เยาวชน จนถึงประชาชนที่พักอาศัยในย่านดังกล่าวเขตยิงกระสุนจริงถูกประกาศในเวลา 11.00 น. ของวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ถนนราชปรารภตัดกับแยกดินแดง แต่เพียงไม่นานก็ถูกถอดเปลี่ยนเป็นป้าย “บริเวณนี้ใช้เครื่องมือปราบจราจล” ในเวลา 16.20 น. ของวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 รวมเวลาที่ใช้กระสุนจริงอย่างน้อย 29 .20 ชั่วโมง หรือหนึ่งวันกับ 5.20 ชั่วโมง

ตามรายงานของ คมชัดลึกระบุว่าประมาณ 11.00 น. มีการระดมยิง M79 มาอย่างต่อเนื่อง แต่ในระหว่างการประกาศพื้นที่ยิงกระสุนจริงนั้นมีความตึงเครียดมาก เพราะการปะทะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถลำเลียงผู้บาดเจ็บได้ มีการตอบโต้จากผู้ชุมนุมโดยการเผาตู้โทรศัพท์ทำให้เกิดไฟลุกลามไปอาคารใกล้เคียง จากนั้นจึงยึดรถน้ำเพื่อขวางถนน อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าทหารสามารถยึดพื้นที่ ถ. ราชปรารภได้ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ของวันที่ 15 พฤษภาคม แต่การปะทะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง มีรายงานว่ามีการระดมยิงจากตึกสูงจากกลุ่มบุคคลไม่ทราบฝ่าย วันที่ 15 พฤษภาคม ยังมีการตั้งเขตยิงกระสุนจริงยังขยายไปถึงบริเวณแยกพระราม 4 บ่อนไก่ และหน้าสนามมวยลุมพินีที่มีรายงานว่าทหารติดตั้งป้าย “เขตใช้กระสุนจริง” ในเวลา 18.05 น. และแจกจ่ายอาวุธ M16 ให้แก่ทหาร

เป็นที่น่าสังเกตว่าปฏิบัติการตั้งเขตยิงกระสุนจริงนั้นเป็นไปตามคำแถลงเรื่องมาตรการ 7 ข้อ ของ ศอฉ. หรือไม่? หรือมีคาสั่งในรูปอื่นใดที่อนุญาตให้ทหารปฏิบัติการยกระดับความรุนแรงเป็นการใช้กระสุนจริง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องรอตรวจสอบจากทหารปฏิบัติการจริงทั้งสัญญาบัตรและประทวนในพื้นที่ มิใช่ทหารฝ่ายธุรการที่ส่งมาให้ปากคำแก่สังคม

9. การจัดการหน่วยกู้ชีพ ความสูญเสียอาจลดได้มาก หากรัฐบาลได้จัดเตรียมกาลังและประสานงานกับหน่วยกู้ชีพ เว้นแต่มีความต้องการกำจัดผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม เวลาประมาณ 18.30 น. หน่วยกู้ชีพทุกหน่วยถูกสั่งให้ถอนกาลังออกจากพื้นที่ ผู้ชุมนุมรับภาระในการนาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลเอง, ในวันที่ 15 พฤษภาคม เวลา 16.50 น.รถกู้ชีพไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เพราะถูกทหารยิงสกัดเอาไว้ มีเพียงคันเดียวที่เข้าไปรับคนเจ็บ ได้ในวันนั้น กล่าวได้ว่าเป็นวิกฤตการณ์ของหน่วยกู้ชีพ เพราะมีอาสาสมัครคือนายมานะ แสนประเสริฐศรี ถูกยิงเสียชีวิตที่ซอยงามดูพลีขณะที่นารถไปรับศพที่โรงพยาบาลเลิดสิน ทั้งๆ ที่เป็นเวลากลางวันประมาณ 17.05 น. มีแสงสว่างชัดเจนพอที่จะแยกแยะได้

10. การเจรจาเพื่อลดระดับความขัดแย้งให้เข้าสู่ภาวะปกติ ความพยายามในการเจรจาของฝ่ายรัฐบาลขึ้นกับบทบาทของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในขณะที่แกนนา นปช. มีบทบาทสำคัญในการเจรจาตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม และเมื่อการเจรจาล้มเหลวจะเห็นได้ว่ามีความพยายามของกลุ่มอื่น เช่น ฝ่ายวุฒิสภาที่เสนอตัวเข้ามาร่วมคลี่คลายวิกฤต ในวันที่ 17 พฤษภาคม เวลา 15.20 น. พล.ต.ท. ยุทธนา ไทยภักดี นำคณะมายื่นหนังสือเพื่อเสนอทางออก โดยกลุ่ม ส.ว. ได้ประชุมมีข้อเสนอยุติหาทางออกให้กับบ้านเมือง คือ

1. ขอให้รัฐบาลยุติการใช้กำลังสลายการชุมนุม 2. ขอให้กลุ่ม นปช. หยุดโต้ตอบการใช้ความรุนแรงและ 3. ขอให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าเจรจาเพื่อแก้ไขสถานการณ์ ทางวุฒิสภาพร้อมเป็นตัวกลางซึ่งกลุ่ม ส.ว. ยืนยันว่ายื่นข้อเสนอกับทางรัฐบาล และรัฐบาลพร้อมเจรจา แต่ที่ผ่านมาการเจรจามีปัญหา เพราะ นปช. มีการเปลี่ยนแปลงข้อเจรจาตลอดเวลา กระทั่งวันที่ 18 พฤษภาคม เวลา 19.10 น. คณะตัวแทน 64 ส.ว. ประกอบด้วย พล.อ. เลิศรัตน์ รัตนวานิช พล.ต.ท. ยุทธนา ไทยภักดี นางนฤมล ศิริวัฒน์ นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ และนายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ได้เข้าหารือกับแกนนา นปช. เพื่อยื่นข้อเสนอในการเจรจาปรองดองกับรัฐบาล พล.อ.เลิศรัตน์ แถลงว่า กลุ่ม ส.ว. มีความห่วงใยในสถานการณ์บ้านเมืองจึงมีมติมาช่วยคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมือง มีการส่งตัวแทนเพื่อเข้ายื่นข้อเสนอต่อนายกฯ และมาประชุมกับแกนนา นปช. ซึ่งได้รับข้อสรุปว่าแกนนา นปช.เห็นชอบข้อเสนอของ ส.ว. ที่จะให้ประธานวุฒิสภาเป็นทูตประสานการเจรจา โดยจะให้มีการหยุดยิงทั่ว กทม. ทั้งบ่อนไก่ ราชปรารภ และศาลาแดง ทั้งนี้แกนนา นปช. ยังเรียกร้องผ่านประธานวุฒิสภา ให้เจ้าหน้าที่เลิกใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมทุกกรณี ที่เกิดความรุนแรงตลอด 5 วัน เป็นมาตรการที่ไม่เหมาะสม และทำให้เกิดความรุนแรงโดยไม่เจตนา ในฐานะที่เป็นทหาร เชื่อว่าทหารไม่มีใครอยากฆ่าประชาชนคนไทยด้วยกัน และให้มีการยุติการใช้อาวุธและความรุนแรง

อย่างไรก็ดี ไม่มีคาตอบจากฝ่ายรัฐบาลจนวินาทีสุดท้ายที่เข้าสลายการชุมนุม ส่งผลให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมทั้งกรณี 6 ศพวัดปทุมวนารามอีกด้วยข้อเสนออื่นๆ

11. การละเลยรายละเอียดเล็กๆ แต่สาคัญในเทคนิคการเจรจาแบบสันติวิธี เช่น การจัดโต๊ะเจรจาระหว่างรัฐบาลกับแกนนา นปช. เป็นจัดโต๊ะแบบประจันหน้า ที่กาหนดลำดับชั้น อาวุโส และการเป็นคู่ตรงกันข้าม น่าเสียดายว่าทีมสันติวิธีที่เป็นคนกลางน่าจะพิจารณาจัดโต๊ะแบบกลมเพื่อเลี่ยงความรู้สึกประจันหน้าระหว่างศัตรู นอกจากนี้ เราจะเห็นได้ว่าในช่วงท้ายๆ ของการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ได้มีความพยายามของสมาชิกวุฒิสภาจานวนหนึ่งพยายามเสนอตัวเข้ามาไกล่เกลี่ย แต่ทาง ศอฉ. ไม่สนองตอบแต่อย่างใด ยังคงรุกคืบเข้ากระชับพื้นที่ ถึงแม้ว่าจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาถึงตอนนี้อาจเป็นเรื่องไร้เดียงสาที่จะกล่าวว่ากระบวนการสันติวิธีในสังคมไทยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

ข้อสังเกตทั้ง 11 ข้อ เป็นเพียงข้อสังเกตเบื้องต้นเพื่อคลี่คลายปัญหาการใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งบทเรียนน้ีจะได้ขยายการศึกษาในระยะยาวต่อไป

 

ข้อสังเกตว่าด้วยผู้ชุมนุมที่บาดเจ็บและเสียชีวิต

1. กลุ่มผู้บาดเจ็บ เอกสารที่ได้จากสถานพยาบาล ได้มีสถิติคนเจ็บระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม พบว่ามีคนจ็บที่ถูกบันทึกเอาไว้จานวน 582 ราย เวลาที่ผู้บาดเจ็บถูกนาส่งโรงพยาบาลเป็นเวลาระหว่าง 12.00 - 18.00 น. เป็นช่วงเวลาที่มีผู้บาดเจ็บมากที่สุดถึงร้อยละ 30 เป็นที่น่าสังเกตว่าเป็นเวลากลางวันที่ผู้บาดเจ็บน่าจะเป็น “เป้าหมาย” ที่ชัดเจนและผู้ยิงหรือสั่งการยิงมาสามารถ “เห็น” ได้เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีแสงแดดปกติ รองลงมาคือกลุ่มที่ถูกยิงระหว่างหลังเที่ยงคืนถึง 6 โมงเช้ากว่าร้อยละ 16 แต่กลุ่มผู้บาดเจ็บที่มากที่สุดไม่สามารถระบุเวลาแห่งอาการบาดเจ็บได้ถึงร้อยละ 41

ในกลุ่มผู้บาดเจ็บเป็นพลเรือนถึงร้อยละ 90.2 ขณะที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารตารวจร้อยละ 7.04
กลุ่มผู้บาดเจ็บเป็นชายมากที่สุดคือร้อยละ 93.99 และเพศหญิงร้อยละ 5.84

ในการบาดเจ็บที่ระบุอาการได้ พบว่า ถูกกระสุนร้อยละ 45.36 สามารถจำแนกเป็น
บาดแผลที่ศีรษะร้อยละ 9.59 คอร้อยละ 2.24 ลำตัวร้อยละ 27.4 ช่วงแขนร้อยละ 22.26 ขาร้อยละ 28.77

2. กลุ่มผู้เสียชีวิตซึ่งนับเฉพาะบริเวณบ่อนไก่พระราม 4 ร้อยละ 20 สีลม (ศาลาแดง สวนลุมพินี และราชดำริ) ร้อยละ 22 รางน้าดินแดงร้อยละ 30 ราชปรารภ และซอยหมอเหล็งร้อยละ 7

รวมยอดผู้เสียชีวิตในเขตดังกล่าว ระหว่าง 13-19 พฤษภาคมมีจำนวน 55 ราย กลุ่มใหญ่ที่สุดคืออายุวัยฉกรรจ์จนถึงวัยกลางคน คือระหว่าง 20-49 ปี ในกลุ่มนี้เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ (รับจ้าง แท็กซี่ อาสาสมัครและค้าขาย) กว่าร้อยละ 61 เป็นทหารร้อยละ 6 ภูมิลาเนาของผู้เสียชีวิตมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 42 รองลงมาคือ กรุงเทพมหานครร้อยละ 35 ไม่สามารถระบุได้ร้อยละ 15

ตำแหน่งบาดแผลที่มีนัยสาคัญต่อการเสียชีวิต พบว่าร้อยละ 36 เป็นบาดแผลที่ศีรษะ ช่วงอกร้อยละ 27 ช่วงลำตัวร้อยละ 12 ลำคอร้อยละ 11 สาเหตุของการเสียชีวิตได้แก่อาวุธปืนถึงร้อยละ 78 ร้อยละ 9 เสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสโลหิต

มีข้อสังเกตว่าอัตราส่วนของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตส่วนใหญ่บาดเจ็บจากกระสุนปืน และน่าจะพิจารณาประกอบกับการปฏิบัติการของ ศอฉ. ว่าเป็นไปด้วยความละมุนละม่อมหรือไม่อย่างไร เพราะสัญญาณของความรุนแรงที่มากขึ้นน่าจะสัมพันธ์โดยตรงกับการห้ามรถกู้ชีพเข้าพื้นที่และมีเจ้าหน้าที่กู้ชีพถูกสังหาร

ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็ม ได้ที่ : ข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ระหว่างวันที่ 13-20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 (PDF)

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์