รายงานรัฐศาสตร์สนทนา (1) : สัญญาทางสังคมใหม่ ทางออกของวิกฤต ?

ภาพโดย: ข่าน_สิงห์สะพายกล้อง@สิงห์แดง62 19 พ.ค.54 เวลา 18.30 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการสนทนาแบบเปิด และการประชุมนโยบายโต๊ะกลม ครั้งที่ 1 “สัญญาทางสังคมใหม่: ทางออกของวิกฤติการเปลี่ยนแปลง” (First International Conference on International Relations, Human Rights and Development) ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) โดยมีผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ศ.ดร.ดันแคน แมคคาร์โก ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร รศ.และดร.เกษียร เตชะพีระ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ เกษียร เตชะพีระ กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คือการเปลี่ยนแปลงที่จะเปลี่ยนวิธีคิดแบบเก่า ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมาคล้ายๆ กับมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย มีการสะสมการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณและทางคุณภาพ พอสะสมมาจุดหนึ่งมันก็เกิดการระเบิดเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่โต โดยเกษียรเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ อยู่ 3 ประการ ได้แก่1.มีการเปลี่ยนย้ายที่ตั้งของอำนาจ (Power shift) 2.มีการขยับเปลี่ยนจากการเมืองของชนชั้นนำ (Elite politics) สู่การเมืองภาคมวลชน (Mass politics) 3.มีนโยบายกระจายความมั่งคั่งเกิดขึ้น ทั้งหมดนี้คือทิศทางทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น การเปลี่ยนทางปริมาณเราค่อนข้างเห็นได้ชัด มันเป็นเรื่องวิธีการต่อสู้ทางการเมืองโดยมีมวลชนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก อีกทั้งในกระบวนการต่อสู้นั้นมีการใช้รัฐธรรมนูญ และมีความพยายามใช้อำนาจของสถาบันที่นอกเหนือจากการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญ โดย 1.อีลิตที่ต้องการจะรักษาระเบียบเก่าพึ่งอีลิตด้วยกันไม่ได้ ต้องพึ่งมวลชน 2.เพื่อรักษาระเบียบเก่าต้องมีการรัฐประหาร ตลอดจนการรักษาระเบียบใหม่ 3.ทั้งสองฝ่ายพยายามดึงสถาบันมาใช้เพื่อความชอบธรรมทางการเมืองของฝ่ายตน เกษียรเสนอว่าสิ่งที่สังคมไทยต้องการตอนนี้คือ 1.รัฐธรรมนูญวัฒนธรรมฉบับใหม่ ฉบับเก่านั้นเป็นการเมืองของอีลีต ซึ่งไม่เคยเตรียมพร้อมกับการที่มวลชนจะกระโดดเข้ามาเล่นการเมืองภาพใหญ่ ดังนั้นต้องมีการทำให้การเมืองภาคมวลชนมีความศิวิไลซ์ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถออกจากกับดักได้ “ข้อคิดสำหรับรัฐธรรมนูญวัฒนธรรมฉบับใหม่คือ เราต้องยอมรับกระบวนการโลกาภิวัฒน์ของความขัดแย้ง(Globalization of conflict) ให้ได้ คนไทยมีแต่รักใคร่กลมเกลียว รักกันนะ เราต้องทำให้การทะเลาะเป็นเรื่องปกติธรรมดา ถกเถียงพูดคุยกันได้แต่ไม่นำไปสู่ความรุนแรง สิวเป็นเรื่องธรรมชาติ conflictก็เป็นเรื่องธรรมชาติ!” 2.ลดเป้าหมายการเมืองสุดโต่ง การตกอยู่ภายใต้เป้าหมายการเมืองสุดโต่งแล้วปฏิเสธเป้าหมายอื่นทั้งหมดเป็นเรื่องที่น่ากลัว 3.ต้องมีจริยธรรม การโกหก การใส่ร้ายป้ายสี การกล่าวหา การด่าทอ ฯลฯ ไม่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่ดีได้ ถามว่า ผ่านไป 4-5 ปี คนไทยรู้รักสามัคคีขึ้นไหม สถาบันมั่นคงขึ้นไหม เราต้องคิดว่าวิธีการนั้นสำคัญกว่าเป้าหมาย 4.ต้องเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากเราไม่เข้าใจคนที่มีความคิดเห็นที่ต่าง เราก็จะไม่สามารถทำให้มวลชนมีความศิวิไลซ์ได้ และไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ ผาสุก พงษ์ไพจิตร กล่าวกระบวนการที่จะทำให้เกิดการตกลงกันให้มีสัญญาสังคมอันใหม่ โดยพูดถึง actor สำคัญที่ปรับตัวไม่ทัน เพราะวิกฤติของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ได้มีกระบวนการพลิกผันตัวเองอย่างหน้ามือเป็นหลังมือภายในระยะเวลาหนึ่งชั่วอายุคน หรือ 30 ปี เป็นภาวะที่เราคาดการณ์ได้ว่าเป็นภาวะที่ยุ่งยากมาก รวดเร็วมากกระทั่งกลับตัวไม่ทัน “ในการเปลี่ยนแปลงแบบม้วนตัวเองนี้ สถาบันต่างๆ ที่มีอายุยืนยาวมามากกว่า 100-200 ปี และได้รุ่งเรืองขึ้นมาหลังสงครามเย็นนี้เองจนกลายเป็นสถาบันที่แน่นหนามากและอาจจะทำให้กลายเป็นสถาบันที่ปิดกั้นการตกลงใหม่ที่ไม่มีความรุนแรง ดิฉันพูดถึงกองทัพไทย” ผาสุกกล่าว นอกจากนั้นยังมีอีกสถาบันหนึ่งที่มีความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่การตกลงกันใหม่ คือ สถาบันตุลาการในระยะเวลาที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากแต่ไม่เป็นไปในทิศทางที่ดี สถาบันตุลาการยังเป็นสถาบันที่กุมอำนาจ มีความชอบธรรมที่จะใช้ความรุนแรงได้ สถาบันนี้ดูเหมือนไม่มีหลักที่ประชาชนเชื่อถือได้ และมีหลักการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของมวลชน ถ้าเราไม่มีระบบสถาบันตุลาการที่ให้ความคุ้มครองประชาชน แล้วเราจะมาตกลงอะไรกันได้ วิกฤติการเมืองไทยขณะนี้มีความยุ่งยากมาก เพราะว่ามีปฏิกิริยาของ 2 ฝ่ายซึ่งกำลังงัดข้อกันอยู่ มีความจำเป็นที่ 2 ฝ่ายนี้จะต้องมีการเจรจากัน เพื่อหากรอบข้อตกลงร่วมกัน ฝ่ายหนึ่งคือ ฝ่ายที่ต้องการรักษาระเบียบเก่า หรือหากเกิดการเปลี่ยนแปลงก็ขอให้เปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ กับอีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงโดยทันที มาถึงจุดที่จะต้องข้ามพ้นสะพานนี้ คลองนี้ให้ได้ รออีกไม่ได้แล้ว ความยุ่งยากที่เกิดขึ้น เพราะว่าปฏิกิริยาของพวกที่ต้องการระเบียบเก่า สามารถที่จะอ้างอิงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีอำนาจด้านกายภาพจากฝ่ายกองทัพบวกกับแรงสนับสนุนของสังคมและชนชั้นกลางบางส่วน ยุทธศาสตร์หนึ่งของฝ่ายนี้คือ คือ ทำให้ฝ่ายที่จะสร้างระเบียบใหม่ ดูประหนึ่งว่าไร้ความชอบธรรม เช่น มีวาทกรรมไร้การศึกษา ถูกซื้อได้ง่าย คิดเองไม่เป็น อย่างไรก็ตาม มีงานเชิงประจักษ์หลายชิ้นของหลายท่าน ชี้ให้เห็นว่าประชาชนต่างจังหวัดมีความตื่นรู้ทางการเมืองอย่างเป็นระบบ สามารถคิดเองได้ ทำเองได้ และหาทางเข้าสู่ข้อมูลข่าวสารด้วยตนเองได้ มีนักวิชาการญี่ปุ่นท่านหนึ่งที่ได้ทำการศึกษาประวัติศาสตร์และการเมืองในเมืองไทย ได้สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า “ความยุ่งเหยิงทางการเมืองในปัจจุบันเป็นขั้นตอนหนึ่งของพัฒนาการประชาธิปไตยของสังคมไทย ประเทศไทยกำลังประสบกับความเจ็บปวดของการเกิดใหม่ เมื่อระบบการเมืองไทยพร้อมที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า แต่การที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าก็ต้องมีการยอมรับว่าคนไทยได้เปลี่ยนไปแล้วจากทั้งสองฝั่ง และทั้งสองฝั่งที่ขัดแย้งกันต้องพร้อมที่จะเสวนากัน มาพูดคุยกัน และการพูดคุยกันนั้นอาจจะต้องมีการแลกหมูแลกแมว” แปลได้ว่าจะต้องมีการสูญเสียของทั้งสองกลุ่มด้วย ต้องมีการแลกหมูแลกแมว ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลา “ดิฉันในฐานะประชาชนอยากจะแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันหนึ่ง ซึ่งดิฉันมีความคิดเห็นว่าน่าจะมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้กระบวนการเจรจาเป็นไปในแนวทางที่สร้างสรรค์มากขึ้นหรือมีการพูดจาถกเถียงกันมากขึ้นหากสถาบันนี้มีการปรับเปลี่ยน นั่นคือ สถาบันกองทัพไทย” ผาสุกกล่าวและให้เหตุผลว่า นับจากการรัฐประหาร พ.ศ.2549 กองทัพไทยได้ขยายได้บทบาทในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง จนเป็นที่กล่าวขานกันว่า “หากรัฐบาลใดที่ได้รับการเลือกตั้งแต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากทหารก็จะอยู่ไม่ได้” แต่ก็ยังไม่ได้มีการตั้งคำถามว่าหากทหารมีบทบาทนั้นดีหรือไม่ดี? และแนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไร? สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมว่าสถาบันทหารมีการขยายบทบาทสูงมากนั่นคือ 1.งบประมาณกระทรวงกลาโหมได้เพิ่มขึ้นในปี 2550 -2552 ถ้าเราเปรียบเทียบงบประมาณระหว่างประเทศ พบว่า กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา 4.3% ของจีดีพี ของไทยเรา 1.8% ของจีดีพี เกือบครึ่งหนึ่งของสหรัฐ มากกว่าเยอรมนีที่เป็นพี่ใหญ่ของ EU ที่ใช้ 1.3% ของจีดีพี อินโดนีเซีย 1%ของจีดีพี ญี่ปุ่น 0.9% ของจีดีพี จีน 2% ของจีดีพี และถ้าหากดูสัดส่วนทหารต่อประชาชน สหรัฐ 79 คน ต่อ ประชาชน 1,000 คน ญี่ปุ่น 2.2 คน ต่อ ประชาชน 1,000 คน ของเรา 10 ต่อ 1,000 คน อันนี้รวมทหารนอกประจำการด้วย 2.มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลัง 2549 คือการแต่งตั้งโยกย้าย ก่อนรัฐประหารนั้นโผทหารจะถูกพิจารณาโดยนายกฯก่อนเสนอให้ทรงลงพระปรมาภิไธย นับจากปี 2551 มีการแก้ไขทำให้โผทหารประจำปีอยู่ในกำกับของกองทัพแทบจะสิ้นเชิง โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาในการตั้ง ผบ.ทบ. รวมทั้งผู้บัญชาการเหล่าทับด้วย คณะกรรมการเหล่านี้มีใครบ้าง แน่นอนคือรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ฯลฯ 3.บทบาทของผู้นำฝ่ายทหารของไทยมีหลายบทบาท มีหมวกหลายใบ มีการตั้งข้อสังเกตว่าภายใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการออกมาแสดงความคิดเห็นของฝ่ายทหารชั้นผู้ใหญ่ต่อสื่อบ่อยมาก เช่น ผบ.ทบ.เสนอว่ารัฐบาลควรมีนโยบายต่างประเทศกับกัมพูชาอย่างไร ทั้งยังมีการออกมาพูดทำนองว่าออกมาเลือกตั้งมากๆเพื่อปกป้องพระมหากษัตริย์ จริงๆแล้วเป็นผลดีที่ชักชวนคนออกมาเลือกตั้ง มีการออกคำสั่งให้มีการปิดเว็บไซต์มากขึ้น เว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวโยงกับความมั่นคงของประเทศ ซึ่งนิยามของคำว่า “ความมั่นคง” อาจจะไม่ใช่นิยามที่คนทั่วไปต้องการ ผาสุก ให้ข้อมูลด้วยว่า เมื่อสามวันที่ผ่านมา (16 พ.ค.) บางกอกโพสต์รายงานว่า ผบ.ทบ.ในฐานะผู้อำนายการ กอ.รมน.ได้เสนอให้ กอ.รมน.มีลักษณะเป็นกระทรวงซึ่งดูแลความมั่นคงภายในเหมือนกับกระทรวงของอเมริกาที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งกำลังถูกวิจารณ์อย่างหนักว่ามีการใช้งบประมาณเป็นอันมาก มีการใช้อำนาจมืดในการปิดเว็บไซต์ ในการแสวงหาข้อมูลจนเกินเลย ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรักษาความมั่นคงภายในของอเมริกา เพื่อต่อต้านขบวนการก่อการร้าย และยังมีการใช้อำนาจจับกุมผู้ต้องสงสัยและทำทารุณกรรมกับชาวต่างประเทศ เป็นสิ่งที่ไม่คาดหวังว่าจะเป็นผลงานของประเทศที่ชื่อว่าเสรีนิยมที่มีการพูดคุยถึงสิทธิมนุษยชนมากอย่างอเมริกา ในรายงานฉบับนั้นยังเล่าว่า ผบ.ทบ.ต้องการขยายขอบขายงานของ กอ.รมน.เพื่อจัดการกับการที่ประเทศไทยถูกคุกคาม และกฎกระทรวงใหม่นี้จะดูแลปัญหาภัยพิบัติจากธรรมชาติ ปัญหาภาคใต้ และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังต้องการให้จัดตั้งงบประมาณใหม่สำหรับกระทรวงนี้ด้วย ในรายงานนี้ได้บอกอีกว่า ผบ.ทบ.ได้เสนอความคิดนี้ต่อนายกฯ อภิสิทธิ์แล้ว ซึ่งนายกฯก็เห็นด้วย ผบ.ทบ.จึงสั่งการให้มีคณะกรรมการเพื่อศึกษาวางแผนที่จะเสนอการตั้งกรมใหม่นี้ให้แก่รัฐบาลต่อไป ขณะเดียวกัน กอ.รมน.กำลังถูกวิจารณ์ว่ากำลังส่งอิทธิพลต่อการเลือกตั้งครั้งใหม่ ด้วยการส่งทหารไปทำการพัฒนาเพื่อประชาชนทั่วประเทศ แต่ กอ.รมน.ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ “สถาบันกองทัพไทยเป็นองค์ประกอบสำคัญของฝั่งปฏิกิริยาของผู้ที่ต้องการรักษาระเบียบเก่า และเป็นองค์ประกอบอันหนึ่งของความยุ่งยากในทางการเมือง เคยมีการพูดถึงการปฏิรูปสถาบันทหารให้มีขนาดกะทัดรัดแต่มีประสิทธิภาพ ขณะนี้ไม่มีใครพูดถึงสิ่งเหล่านี้แล้ว กลายเป็นว่ากองทัพกำลังเพิ่มบทบาทโดยเฉพาะจากการรัฐประหาร 2549 ถึงเวลาแล้วหรือยังว่าจะต้องมีการพูดคุยกันว่าการขยายตัวของกองทัพเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี? มีผลกระทบอย่างไร? และแนวโน้มเป็นอย่างไร? ถ้าเราต้องการหาทางออกให้กับประเทศ เราจะต้องเสวนาพูดคุยกันในเรื่องนี้” ผาสุก กล่าวปิดท้ายการเสวนาในช่วงแรก ดันแคน แมคคาร์โก กล่าวถึงวิกฤติของแหล่งที่มาของความชอบธรรมทางการเมืองว่ามีอยู่ 3 แหล่งด้วยกัน คือ 1.ความชอบธรรมจากกติกาใหญ่สุดของสังคมคือรัฐธรรมนูญ มีความเชื่อกันว่าหากมีกฎเกณฑ์สังคมดีพร้อมก็จะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ง่าย 2.ความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง ภายหลังปี ค.ศ.2000 เมื่อเกิดระบอบทักษิณ ก็มีแหล่งความชอบธรรมอีกแหล่งเกิดขึ้นนั่นคือ ความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง เป็นความท้าทายต่อความชอบธรรมจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากผู้ใดได้รับการเลือกตั้งมาก็จะมีความชอบธรรม แม้จะคอรัปชั่นก็ตาม และ 3.ค่านิยมดั้งเดิมของคนไทยคือ ความชอบธรรมจากนักปกครองที่ดี นั่นคือ พระมหากษัตริย์ ถือเป็นความนิยมอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ ดันแคน คิดว่า ประเทศไทยยากที่จะมีเสถียรภาพทางการเมือง เพราะรัฐไม่มีฐานอะไรที่เป็นที่ยอมรับ การปกครองโดยคนดีมีคนท้าทายเยอะ อย่างที่ อ.ผาสุก บอก แนวคิดเรื่องความชอบธรรมจากผู้ปกครองที่ดีนั้นเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ คนในกรุงเทพฯ จะเชื่อเรื่องความดีของผู้นำมากกว่าคนในต่างจังหวัด แนวคิดความชอบธรรมที่มาจากการเลือกตั้งนั้นเป็นแนวคิดที่มาจากกลุ่มคนที่สนับสนุนทักษิณและเพื่อไทย เป็นแนวคิดที่สนับสนุนความชอบธรรมที่ต่างกัน เลยเกิดความไม่ไว้วางใจในการเลือกตั้ง ทักษิณไม่ไว้ใจคนอื่นให้มาเป็นหัวหน้าพรรคเลยให้น้องสาว คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเป็นผู้นำในพรรคเพื่อไทยแทน เมืองไทยนั้นมีการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างและเชิงโครงสร้างในปี ค.ศ. 2010 คนเสื้อแดงเกิดขึ้นจำนวนมาก คนที่มาร่วมชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางระดับล่าง การศึกษาไม่สูงมาก ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน แทบไม่มีข้าราชการหรือมีน้อย อ.อเนก เหล่าธรรมทัศน์ เคยกล่าวไว้ว่ามีการแตกแยกกันระหว่างเขตเมืองกับต่างจังหวัด แต่เขาคิดว่าไม่ถึงขั้นนั้น เพราะฝ่ายที่อยู่ในเมืองก็เป็นคนต่างจังหวัดมากเหมือนกัน เวลานี้คนต่างจังหวัดเริ่มมีความกว้างขวางของแนวคิดเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้านได้เข้ามาอยู่ในระบบตลาดแล้ว ทักษิณนั้นให้อะไรกับเขาหลายอย่างทำให้เขาเคารพ และสนใจในอำนาจเก่าน้อยลง ทำให้เขารู้สึกมีเกียรติ ไม่รู้สึกถูกกดขี่ เหยียดหยาม สิ่งที่เกิดขึ้นในปีก่อนบ่งบอกว่าประเทศไทยเปลี่ยนแปลงมาก มีการถกเถียงกันในหมู่เสื้อแดงเรื่องอำมาตย์กับไพร่ มีการวิเคราะห์กันอย่างละเอียดถึงความต้องการของผู้ชุมนุม คือ ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของนายทุนแต่ไม่ต้องการล้มระบบ เสื้อแดงมีเสียงสนับสนุนมากในภาคเหนือและอีสาน เขาได้ไปทำงานที่สามจังหวัดภาคใต้ วิกฤติการณ์ด้านความชอบธรรมของคนทางใต้นั้นเขามีความรู้สึกว่าถูกล่าเมืองขึ้นจากส่วนกลาง ไทยเสียพื้นที่ให้ต่างชาติหลายครั้งทำให้คนไทยส่วนกลางเกิดความไม่มั่นใจขึ้นขึ้นมา ตัวคนที่อยู่ในพื้นที่ทางใต้เองก็คิดว่าเรามาอยู่ผิดที่หรือเปล่า ความขัดแย้งที่มีสีเสื้อมาแบ่งนี้ไม่ดีเลย เพราะเป็นความขัดแย้งเชิงภูมิภาคไม่ใช่เชิงอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว อีสานมีอัตลักษณ์ของเขา มีความภูมิใจมานาน ในช่วง ค.ศ.1950 มีความรู้สึกแปลกแยกออกจากรัฐไทย มีการก่อการคอมมิวนิสต์ มีการคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการปกครองของรัฐบาลกลาง สืบเนื่องมาจากรัฐบาลกลาง ได้เข้าไปล่าเมืองขึ้นที่อีสาน นี่คือ สิ่งที่อธิบายว่าทำไมทักษิณถึงดัง เพราะเขาไม่ได้เข้าไปเหมือนล่าเมืองขึ้นเขา เหมือนเชียงใหม่ที่มีประวัติความเป็นเอกเทศในระดับหนึ่ง ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่จะยอมรัฐบาลกลาง ในวงกว้างไม่ได้มีหลักฐานอะไรที่เป็นระบบ “ลักษณะการล่าเมืองขึ้นจากส่วนกลางจนถึงเวลานี้ก็ไม่เปลี่ยน แค่มีการเปลี่ยนรูปแบบใหม่เฉยๆ ไม่ได้มีการกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเมือง ผมรู้สึกอย่างนั้น” “ผมมาจากทางอังกฤษตอนเหนือที่มีเรื่องราวลักษณะนี้เหมือนกัน มีอะไรก็พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ขวานผ่าซาก ผมมีความเชื่อว่าสำหรับประเทศไทย จะต้องมีการปรับเปลี่ยนซะใหม่ เพื่อที่ประเทศไทยจะได้รับความชอบธรรมอย่างแท้จริง ภาคใต้ต้องมีการปกครองที่เป็นเอกเทศสักหน่อย เพราะบ้านผมอยู่ก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน ฉะนั้นผมอยากจะบอกว่าหากคุณอยากจะมีรัฐเดี่ยวในศตวรรษที่ 21 ควรที่จะให้มีการขยายคำจำกัดความของรัฐเดี่ยวให้ยืดหยุ่นมากกว่านี้ ความตึงเครียดก็จะลดลง โดยใช้แนวนโยบายที่ผ่อนคลาย และก็ควรจะทำอย่างเร่งด่วนด้วย” ดันแคนกล่าว ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่รัฐบาลใช้กำลังปราบ มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บ เกิดความรุนแรงอีกครั้งหนึ่งในถนนที่กรุงเทพฯ และช่วงนี้ครอบรอบ 19 ปี พ.ค.2535 ด้วย สิ่งที่น่าสนใจคือว่าญาติเหยื่อของ พ.ค.2535 มาตามหาญาติที่หายไป บัดนี้ยังไม่เจอ 19 ปีแล้ว “ผมเชื่อว่าผู้ที่นั่งฟังอยู่ตรงนี้เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญการเมืองการปกครองไทยทั้งนั้น แต่ถ้าจะให้ผมสอนการเมืองไทย ผมสอนไม่ได้ไม่อาจเอื้อมไม่กล้าสอน ผมไม่เข้าใจ มันยุ่งเหยิง ให้สอนการเมืองอังกฤษเสียจะดีกว่า” ชัยวัฒน์ เกริ่นนำเนื้อหา ชัยวัฒน์ กล่าวว่า การคิดถึงสัญญาประชาคมใหม่ภายใต้สภาพแวดล้อมปัจจุบันเป็นการหวนกลับไปพิจารณาว่าอะไรคือฐานของทฤษฎีสัญญาประชาคมในปรัชญาการเมืองยุคใหม่ พื้นฐานของสัญญาประชาคมก็คือ ความไว้วางใจ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้นทฤษฎีสัญญาประชาคมในศตวรรษที่ 17 ความไว้วางใจนั้นยังมีลักษณะเป็นปัจเจกบุคคล และเป็นรากฐานของสังคมประชาธิปไตยที่ทำงานได้ แต่ในสังคมไทยได้เกิดความรุนแรงในระยะเวลาที่ผ่านมา จำเป็นที่จะต้องรื้อฟื้นความไว้วางใจขึ้นมาอย่างยิ่ง คำถามสำคัญที่ต้องถามคือว่า เราจะฟื้นความไว้วางใจได้อย่างไรหลังจากที่มันได้แตกไปแล้ว ชัยวัฒน์ กล่าวต่อมาถึงข้อถกเถียง 6 ข้อ คือ1.เมื่อย้อนกลับไปดูสัญญาประชาคมหรือกำเนิดของสังคมการเมือง มักจะอธิบายว่าเกิดจากสิ่งที่เรียกว่าสภาพธรรมชาติที่มนุษย์เห็นคนอื่นเป็นศัตรู ทุกคนพร้อมที่จะแย่งชิงทำร้ายกันทุกอย่าง แต่แล้ววันหนึ่งมนุษย์ในสภาพธรรมชาติตัดสินใจว่าอยู่แบบนี้ไม่ได้ เกิดการตกลงทำสัญญาประชาคมพร้อมกัน วางอาวุธพร้อมกัน การที่จะทำแบบนี้ได้ต้องเกิดจากการที่ไว้ใจกัน ในที่สุดเราละวางบางอย่างในสภาพธรรมชาติพร้อมกัน แล้วเดินเข้าสู่สังคมการเมือง เกิดสัญญาประชาคมในทางปรัชญาการเมือง 2.Trust หรือความไว้วางใจเป็นฐานของชีวิตปกติ ไม่ว่ามนุษย์จะเดินทางไปไหน เช่น การซื้อตั๋วรถ เราก็ต้องมีความไว้วางใจว่าเราจะต้องได้เดินทาง รถจะต้องออกตรงเวลา ฯลฯ เรียนหนังสือก็ต้องมี trust ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ คนรับทุนกับคนให้ทุน เป็นต้น 3.มีนักวิชาการต่างชาติคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า สิ่งที่ทำให้สังคมประชาธิปไตยทำงานได้ คือ Trust Network หรือ เครือข่ายความไว้วางใจ และเครือข่ายนี้ก่อให้เกิดกลุ่มคนต่างๆ เช่น กลุ่มสมาคมนักเรียนเก่า สมาคมศาสนา สมาคมกีฬา เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าของพวกนี้เป็นฐานสำคัญของสังคม 4.อีกประเด็นหนึ่ง คือ อภัยวิถี มีนักปรัชญาเยอรมันอธิบายไว้วว่าชีวิตมนุษย์มีปัญหาสองด้าน ด้านหนึ่ง คือ ปัญหาของอดีต ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วหวนคืนไม่ได้ ด้านหนึ่ง คือ ปัญหาของอนาคต ทุกอย่างที่จะเกิดล้วนไม่แน่นอน การที่มนุษย์จะอยู่กับอดีตที่หวนคืนมาไม่ได้ต้องอาศัยการให้อภัย แต่สำหรับอนาคตคือ สัญญา ซึ่งสัญญาจะเกิดขึ้นได้ถ้ามีความไว้วางใจ กล่าวได้ว่า Trust เป็นฐานของชีวิตมนุษย์ในการเดินต่อในอนาคต และ 5.จะทำอย่างไรเมื่อ Trust หักพังไปแล้ว? “ในชีวิตครอบครัว หากใครดูดอกส้มสีทอง ภรรยาซึ่งสามีไปมีชู้อาจจะยกโทษให้ได้ แต่ไม่สามารถกลับไปมีความสัมพันธ์แบบเดิมได้ เพราะ trust มันหายไป แล้วจะฟื้นมันอย่างไร? บอกได้เลยว่าโคตรยาก” ชัยวัฒน์ ยกตัวอย่าง ในทางการเมืองเวลาที่พูดถึงสถาบันตุลาการ ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกร้องเรื่องสองมาตรฐานอยู่เต็มเมือง ความไว้วางใจต่อสถาบันที่ให้ความยุติธรรมนั้นหายไป โอกาสที่จะจัดการกับความขัดแย้ง โอกาสที่จะจัดการกับอดีต จึงเป็นเรื่องที่ยาก ครั้งหนึ่งที่มันเคยทำอะไรได้นับวันจะทำอะไรได้น้อยลง แก้ปัญหาได้น้อยลง คุ้มครองป้องกันสังคมได้น้อยลง “อริสโตเติลกล่าวว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับสังคมการเมือง คือ มิตรภาพ “Without friends no one would choose to live” หากไม่มีมิตรสหาย ก็ไม่มีผู้ใดเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราในมิตรสหายมีความไว้วางใจ และความไว้วางใจนั้นเป็นรากฐานของสัญญาประชาคมใหม่ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สังคมไทยกำลังต้องการในตอนนี้” ชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai