แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ลองจินตนาการถึงภาพตัวเองนั่งอยู่เบื้องหน้านายแพทย์ซักคน แล้วหมอก็พูดขึ้นว่า “ทำใจดี ๆ นะครับ คุณเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย หนทางรักษาให้หายขาดนั้นไม่มี ทำได้เพียงประคับประคองอาการไว้ให้นานที่สุด” แม้คุณจะเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ที่มีสิทธิในการรักษาพยาบาลในประเทศนี้อย่างสมบูรณ์ แต่กระบวนการที่จะได้สิทธินั้นต้องมีขั้นตอนดังนี้ - ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายยื่นบัตรทอง พร้อมกับบัตรประจำตัวประชาชน แจ้งความจำนงเพื่อขอใช้สิทธิรับบริการทดแทนไต ที่โรงพยาบาลที่ระบุในบัตรทอง - รายชื่อของผู้ป่วย ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย จะถูกส่งไปยังโรงพยาบาลที่ร่วมบริการทดแทนไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย เพื่อเสนอข้อบ่งชี้ในการบริการต่อคณะกรรมการพิจารณาบริการทดแทนไตฯ ระดับจังหวัด - ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการพิจารณา บริการทดแทนไตฯ ระดับจังหวัด จะได้รับการลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยในระบบ - ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย จะได้รับการแจ้งกลับจากโรงพยาบาลที่ระบุในบัตรทอง เพื่อเตรียมตัวเข้ารับการบริการ ณ โรงพยาบาลที่ร่วมโครงการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย จากนั้นคุณจะได้รับการบริการจากโรงพยาบาลที่ร่วมโครงการ จนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิต แต่หากคุณเป็นบุคคลที่ไม่ใช่คนสัญชาติไทย โอกาสการเข้าถึงบริการดังกล่าวคงเป็นไปได้ยาก เช่นเดียวกับกรณีของนางชิชะพอ ชาวปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) อายุ 48 ปี เป็นบุคคลอยู่ระหว่างการสำรวจเพื่อจัดทำเบียนบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน เกิดที่บ้านกะลิคี ประเทศพม่า เข้ามาประเทศไทยทางด่านเปิ่งเคลิ่ง ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง ตอนอายุ 17 ปี ปัจจุบันอาศัยอยู่บ้านสามัคคี ตำบลอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง นางชิชะพอเริ่มเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอุ้มผางเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 ด้วยอาการซีด เข้ารับการเจาะเลือด แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรค Anemia จึงรับยาและเจาะเลือดซ้ำเรื่อยมา จนเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 แพทย์ได้วินิจฉัยเพิ่มเติมว่าเป็นโรคไตระยะสุดท้าย End-stage renal disease (ESRD) เข้ารับการรักษาทั้งที่เป็นผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในเป็นระยะระยะ 19 มีนาคม 2554 นางชิชะพอเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน และอายุรแพทย์ประจำโรงพยาบาลอุ้มผาง ให้ความเห็นว่าควรได้รับการฟอกล้างไตเพื่อขับของเสียออกจากร่างกาย แต่เมื่อทำการเช็คสิทธิในการรักษา ปรากฏว่า นางชิชะพอไม่มีสิทธิในการรักษาพยาบาลจากกองทุนใด ๆ แพทย์จึงทำได้เพียงให้การรักษาทางยาเท่านั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2554 นางชิชะพอ ถูกรับตัวเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลอุ้มผางอีกครั้งด้วยอาการเหนื่อยง่าย ครั้งนี้อาการของนางชิชะพอไม่ทุเลาลง แพทย์ตัดสินใจส่งตัวไปรักษาต่อกับนายแพทย์พิสิฐ ลิมปธนโชติ แพทย์เฉพาะทางประจำหน่วยไตเทียมของโรงพยาบาลแม่สอด ในวันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม 2554 และได้ทำการเจาะหน้าท้องเพื่อทำการล้างไตทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง การล้างไตทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis หรือ CAPD) เป็นวิธีการดูแลรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการยอมรับวิธีหนึ่ง ซึ่งผู้ป่วยไตวายเรื้อรังสามารถทำได้ด้วยตนเอง และในช่วงเวลาที่น้ำยาอยู่ในช่องท้องสามารถทำงานได้ตามปกติ โดยผู้ป่วยปกติใช้เวลาปล่อยน้ำยาเข้าออกรอบละ 30-45 นาที และต้องดำเนินการวันละ 4 รอบ รอบละ 4-8 ชั่วโมง ซึ่งวิธีการนี้ ผู้ป่วยไม่ต้องระวังเรื่องการรับประทานอาหารมากจนหมดความสุข อีกทั้ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีความสดชื่น เนื่องจากการล้างไตทางช่องท้องเป็นการถ่ายของเสียออกจากร่างกายทุกวัน วันละประมาณ 4 ครั้ง ของเสียจึงไม่ตกค้างในร่างกายนาน หลังจากอาการของนางชิชะพอคงที่แล้ว แพทย์วางแผนจะเจาะเส้นเลือดบริเวณต้นคอเพื่อฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis-HD) ซึ่งต้องเดินทางมารับ บริการฟอกเลือดที่หน่วยบริการที่มีเครื่องไตเทียมและแพทย์โรคไต สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งๆ ละ 4-5 ชั่วโมง ในส่วนของค่าใช้จ่ายการเจาะหน้าท้องและเส้นเลือด ทางโรงพยาบาลแม่สอดแจ้งว่า ไม่สามารถให้การอนุเคราะห์ผู้ป่วยกรณีนางชิชะพอได้ ทางโรงพยาบาลอุ้มผาง จึงยินยอมรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยให้เป็นหนี้สิ้นเรียกเก็บมายังโรงพยาบาลแต่ด้วยภาระปัจจุบันของโรงพยาบาลอุ้มผางจึงยังไม่สามารถชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าว รวมถึงค่าใช้จ่ายที่กำลังจะเกิดขึ้น ราวสามแสนบาทต่อปี หนทางรอดของนางชิชะพอจึงเลือนรางเหมือนแสงสว่างที่รออยู่ปลายอุโมงค์ที่มืดมิด แต่กว่าจะถึงวันนั้น แสงจากคบเพลิงที่ผู้คนจะยื่นมือมาช่วยนับเป็นกำลังใจอันสำคัญที่จะทำให้เธอก้าวไปจนถึงแสงนั้นได้

การป้องกันสำคัญที่สุด ควรมีงา

การป้องกันสำคัญที่สุด

ควรมีงานวิจัยวิถีชีวิตที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเป็นโรคไต
และกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อรณรงค์เรื่องการป้องกันโรคไตวาย

คนที่เป็นโรคไตแล้ว สังคมก็ควรมีเมตตากรุณา ดูแลเขาให้เหมาะสม

แต่สำหรับคนไทยรุ่นใหม่.....เราจะไม่เป็นโรคไต เย้ๆๆๆ

ที่แม่สอด

ที่แม่สอด คนพม่าเดินข้ามกลับไปกลับมาได้ตลอด แต่เราคนไทย จะข้ามไปแค่เมียวดี ยังยุ่งยากเลย แล้วคนกระเหรี่ยงหรือคนพม่า (แยกไม่ออก) เขามีเยอะ เขาเข้ามาอยู่เยอะทีเดียว แถวพบพระ อุ้มผาง มันเป็นรอยต่อของประเทศ สภาพพื้นที่ก็เป็นที่สูงชัน เป็นภูเขา และหน้าผา หุบเหว โดยเฉพาะอุ้มผาง แต่กอ่นเคยขับรถไปกลัวตกเหวจะแย่ แต่พวกเขาก็ชอบพากันข้ามมาอยู่ประเทศเรากันนะ มาเรื่อยๆ ไม่ยอมกลับด้วย ถ้าไม่ใช่ประเทศของตัวเอง ก็อย่างนี้และ เป็นเสมือนพลเมืองชั้นสอง บางทีเห็นใจอยากช่วยเหลือ ก็มีความเป็นไปได้ยากลำบาก

เป็นเรื่องยาก...ที่จะให้ดีแบบ

เป็นเรื่องยาก...ที่จะให้ดีแบบสมบูรณ์ ไร้ข้อตำหนิ

หลักการสากลมีว่า พลเมืองชาตินั้นๆ ก็จะได้รับสิทธิ์ก่อน

แต่หลักการแพทย์มีว่า ต้องรักษาทุกคนไม่เลือกหน้า

ผมว่า...ทางรัฐบาล ก็ออกกฏหมายถูกต้องแล้ว และโรงพยาบาลก็ทำตามจรรยาแพทย์

ปัญหาแท้จริง คือ ผู้ป่วยไม่มีสัญชาติไทย

ดังนั้น ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุ แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จะได้ส่องลงมาตรงจุด...

นี่คือชีวิตคน

นี่คือชีวิตคน บนเส้นแบ่ง
ล้วนแอบแฝง ประโยชน์ผล กันล้นหลาย
ไม่มีเงิน ชีวิตล้ม เหมือนวัวควาย
พวกวายร้าย ไม่ช่วย บอกป่วยการ

จากชายแดน เห็นสาวสาว เดินเข้าซ่อง
ล้วนเข้าออก กันคล่อง เป็นแสนแสน
มีใครได้ ผลพวง จากชายแดน
ค่าตอบแทน แบ่งกัน ระหว่างใคร?

ถึงเป็นคนไทยก็ไม่ใช่จะได้รับก

ถึงเป็นคนไทยก็ไม่ใช่จะได้รับการฟอกเลือดทุกคน แม้มีสวัสดิการเบิกค่ารักาพยาบาลได้ ก็ต้องจ่ายส่วนเกิน เดือนละเป็นหมื่น