ฟ้องกลับจำเลยปล้นปืน ‘ภาณุพงศ์’พ้นผิดคดีซ้อมทรมาน

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่า ในเวลา 10.00 น.วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน 2554 นายซูดีรือมัน มาและ พร้อมพวก รวม 8 คน ซึ่งเป็นผู้ถูกควบคุมตัวที่ถูกซ้อมทรมานให้รับสารภาพว่า ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จังหวัดนราธิวาส เมื่อปี 2547 และทนายความจากสภาทนายความจะเดินทางไปรายงานตัวที่กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามหมายเรียก กรณีที่ถูกนายตำรวจระดับสูงฟ้องกลับ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งด้วยว่า การฟ้องกลับดังกล่าว ทำให้เหยื่อซ้อมทรมานซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าพนักงานตำรวจนั้น กลับตกเป็นจำเลยเสียเอง แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรมทั้งในระบบตำรวจและกลไกพิเศษ เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ รัฐตำรวจไทยยังคงมีอิทธิพลในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและมีส่วนในการสร้างวัฒนธรรมการไม่รับผิด (Impunity) ในสังคมไทย ผู้ต้องหาคดีปล้นปืน 5 คน ได้แก่ นายมะ กะตา ฮารง, นายสุกรี มะมิง, นายมะนาแซ มามะ, นายซูดีรือมัน มาเละ และนายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี ร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม กล่าวหาว่า พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ตำแหน่งในปัจจุบัน) และพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ตำแหน่งปัจจุบัน) กับพวกรวม 19 คน ซึ่งถูกกล่าวหาว่า เป็นตำรวจชุดจับกุมซ้อมทรมานให้พวกตนรับสารภาพว่า เป็นตัวการร่วมกันปล้นปืน คดีดังกล่าวเกี่ยวพันกับคดีการหายตัวของนายสมชาย นีละไพจิตร ในคืนวันที่ 12 มีนาคม 2547 เนื่องจากวันที่ 11 มีนาคม 2547 นายสมชายฯ เป็นทนายความให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหา ได้ทำจดหมายร้องเรียนให้แก่ผู้ต้องหาทั้งห้า ซึ่งต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม อีกทั้งนายอับดุลเลาะห์ อาบูคารีพยานในการคุ้มครองของกรมสอบสวนคดีพิเศษถูกบังคับให้หายตัวไปในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสเมื่อเดือนธันวาคมพ.ศ. 2552 โดยปัจจุบันยังไม่ทราบว่ามีชีวิตอยู่หรือไม่อย่างไร ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แถลงถึงกรณีผลการพิจารณาชี้มูลความผิดเกี่ยวกับข้อกล่าวหาพลตำรวจนายหนึ่งและพวกรวม 10 นาย กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันกลั่นแกล้งผู้ต้องหาคดีปล้นอาวุธปืนของกองพันทหารพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 โดยใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวนด้วยอำนาจหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษกว่า 6 ปี และ ป.ป.ช. ใช้เวลาในการตรวจสอบเพื่อชี้มูลเป็นเวลากว่า 3 ปี ผลการพิจารณาเป็นแต่เพียงว่า การซ้อมทรมานไม่มีหลักฐาน คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า “จากการไต่สวนข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่า พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา กับพวก รวม 19 คน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามที่ถูกกล่าวหาให้ข้อกล่าวหาตกไป” จึงเป็นเหตุให้นายตำรวจระดับสูงกลุ่มนี้ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษพยานทั้ง 8 ในคดีดังกล่าว โดยที่พยานกลุ่มนี้ได้รับการคุ้มครองพยานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษในระหว่างการพิจารณาคดีของ ป.ป.ช. แต่หลังจากป.ป.ช.ไม่ชี้มูลความผิดดังกล่าวการคุ้มครองพยานก็สิ้นสุด สำหรับนายซูดีรือมัน มาเละ ยังคงได้รับการคุ้มครองพยานอยู่โดยเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2552 พล.ต.อ ภาณุพงศ์ เป็นโจทก์ฟ้องนายซูดีรือมันแล้ว แต่ศาลมีคำสั่งว่าคดีไม่มีมูล นอกจากนี้ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ก็เป็นโจทก์ฟ้องนายซูดีรือมันมาแล้วหนึ่งคดี เป็นคดีดำหมายเลข อ.2161/2552 ว่า แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนของป.ป.ช. และขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอาญากรุงเทพในวันที่ 30 มิถุนายน, 1, 5 และ 6 กรกฎาคม 2554

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง