เมืองคอนหนีโรงไฟฟ้าถ่านหิน หันหน้าพึ่ง ‘ลม–น้ำตก’

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 ที่ห้องบงกชรัตน์ โรงแรมทวินโลตัส จังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการการจัดการความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ (ระยะที่ 2) ภายใต้กรอบ “การศึกษาเพื่อการพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือกและโรงไฟฟ้าชุมชน” ร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดนครศรีธรรมราช คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) มหาวิทยาลัยชีวิตเมืองนครศรีธรรมราช และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงานจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีส่วนราชการ ตัวแทนองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สื่อมวลชน ผู้ประกอบการเอกชน และประชาชนเข้าร่วมประมาณ 150 คน นายเรืองเดช ปั่นด้วง ผู้อำนวยการกลุ่มพลังงานลม สำนักวิจัยค้นคว้าพลังงาน กรมพัฒนาพลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวถึงศักยภาพการพัฒนาพลังงานต่อที่สัมมนาว่า จากแผนที่ความเร็วลมของประเทศไทยที่ระดับความสูง 90 เมตร จังหวัดนครศรีธรรมราชมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาพลังงานลม 494.60 ตารางกิโลเมตร สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 31,967.44 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่อยู่บนยอดเขาในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ นายเรืองเดช เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 1.500 เมกะวัตต์ ของกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ที่อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมที่จะนำกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 นี้ โดยเมื่อปี 2551 โรงไฟฟ้าพลังงานลม 2 โรง ของบริษัทมาสเตอร์ เพาเวอร์ จำกัด ขนาด 0.080 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลมของกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ขนาด 0.080 เมกะวัตต์ ได้ขายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาก่อนแล้ว “เอกชนทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และสหกรณ์ สามารถลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลม เพื่อเป็นทางเลือกในการพัฒนา และขยายพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ได้ ในทางกลับกันการลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงาน เท่ากับเป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นการสร้างงานและลดความขัดแย้งในการตั้งโรงไฟฟ้าในพื้นที่ด้วย” นายเรืองเดช กล่าว ผศ.ดร.สุเมธ ไชยประพันธ์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวถึงแนวทางการใช้ชีวมวล เชื้อเพลิงอัดแท่ง และก๊าซชีวภาพเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกต่อที่สัมมนาว่า จากการติดตามการใช้เตาเผาเชื้อเพลิงลูกผสมประหยัดพลังงาน ของสหกรณ์กองทุนสวนยางบ่อทอง (สะบ้าย้อย 6) จำกัด อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา คำนวณต้นทุนการผลิตที่ไม้ฟืนราคา 1 บาท ต่อกิโลกรัม พบว่าสามารถลดปริมาณการใช้ฟืนเฉลี่ย 03.4 กิโลกรัม ต่อกิโลกรัมยาง หรือคิดเป็น 22% ประหยัดฟืนได้ 136,000 บาท ต่อปี สามารถลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ย 0.25 บาท ต่อกิโลกรัมยาง “ในจังหวัดนครศรีธรรมราชมีสหกรณ์กองทุนสวนยางประมาณ 91 แห่ง ถ้านำเตาเผาเชื้อเพลิงลูกผสมประหยัดพลังงานมาใช้ จะประหยัดเงินถึง 6,188,000 บาทต่อปี และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมลงด้วย” นายสุเมธ กล่าว ผศ.พยอม รัตนมณี นักวิชาการคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงศักยภาพพลังน้ำของจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า จากแผนที่ DEM 1:4,000 ของกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผลการสำรวจภาคสนามพบว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมีน้ำตกมากถึง 87 แห่ง สามารถนำไปพัฒนาเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำขนาดเล็ก ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 17,820 กิโลวัตต์ ใช้ได้ประมาณ 35,640 ครัวเรือน รองรับปริมาณประชากรได้ 142,560 คน คิดเป็น 10% ของประชากรจังหวัดนครศรีธรรมราชทั้งหมด 1,500,000 คน ผศ.พยอม กล่าวว่า น้ำตกในจังหวัดนครศรีธรรมราช สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มาก เนื่องจากมีภูมิประเทศลาดชัน สามารถเลือกใช้กังหันที่มีประสิทธิภาพสูง มีท่อส่งน้ำสั้นทำให้เกิดการสูญเสียน้ำน้อย ส่งผลให้ต้นทุนต่ำ นอกจากนี้ ยังสามารถเป็นแนวกันชนให้กับป่าเป็นอย่างดี เพราะน้ำตกจะอยู่รายรอบเทือกเขา นายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ตอนนี้จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้ออกมาคัดค้านการตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะเกรงจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ พลังงานทางเลือกจึงน่าจะเป็นทางออกอีกทางหนึ่ง

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์