ประมวล เพ็งจันทร์ : พุทธศาสนามีมิติทางสังคมหรือไม่? (2)

“...ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมเลยก็ได้ อาจารย์สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) เคยอ้างพระราชสัตยาธิษฐานของ ร.7 ว่ากษัตริย์ต้องทรงทศพิธราชธรรม รักษาประชาธิปไตยโดยไม่ลงนามในรัฐธรรมนูญที่มาจากการก่อรัฐประหารล้มประชาธิปไตย ถ้าเอาทศพิธราชธรรมมาจับก็คือ “อวิโรธนะ” การปฏิบัติไม่คลาดจากธรรม คือมันเป็น “ธรรมทางสังคม” ที่ต้องรักษาประชาธิปไตย อย่างนี้ตามหลักการทางพุทธศาสนา ประชาชนสามารถใช้เกณฑ์นี้มาตรวจสอบได้ไหมครับ? (บางส่วนของคำถาม) **************** แต่บ้านเราก็มีความพยายามจะเอาพุทธศาสนามาใช้กับบริบทที่เป็นอยู่นะครับ ถ้าไปดูในร้านหนังสือธรรมะก็จะเห็นว่าธรรมะตอบทุกปัญหา เช่นธรรมมาพารวย ทำบุญอย่างไรจึงจะสวย หรือธรรมาธิปไตยจะตอบโจทย์ทางการเมืองได้อะไรทำนองนี้ คือเหมือนกับเอาธรรมะไปตอบมิติชีวิตของปัจเจกและมิติทางสังคมทุกเรื่อง อาจารย์มองปรากฏการณ์แบบนี้อย่างไร? นี่แหละคือปัญหา เพราะเราไม่เข้าใจส่วนที่เป็น “หลักการบริสุทธิ์” ก่อน แล้วเราก็เลยไปเอาสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ (ในอดีต) มาใช้อธิบาย และปรากฏการณ์นี้มันมีความสำเร็จรูปในตัวของมันเอง ผมเข้าใจว่าในกรณีเรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับกรรมที่เป็นหนังสือที่ขายดีมากๆ อยู่ในตลาดหนังสือในปัจจุบันคือกรณีตัวอย่างของการไม่เข้าใจส่วนที่เป็นหลักการบริสุทธิ์ คำว่า “บริสุทธิ์” ที่ผมใช้นี่ไม่ได้มีความหมายว่าผิดหรือถูกนะ แต่หมายความว่ายังไม่ได้ถูกตีความผ่านปรากฏการณ์ เช่นพวกเราที่เคยศึกษามาในทางพุทธศาสนา เมื่อเราอ่านคัมภีร์พระธรรมบทแล้วก็มีเรื่องราวว่า พระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งปฏิบัติศีลพรตมาอย่างสะอาดบริสุทธิ์เป็นเวลานาน วันหนึ่งพอท่านนั่งเรือไปแล้วเอามือหย่อนลงไปในน้ำขณะที่เรือแล่นไปบนผิวน้ำ นิ้วชี้เพียงแค่เกี่ยวเอาสาหร่ายติดมือมานิดเดียวเท่านั้นเอง และในเรื่องก็บอกว่าท่านตายไปเสวยวิบากกรรมอันเผ็ดร้อนในนรกเป็นเวลานานใช่ไหมครับ (หัวเราะ) ถ้าเราเอาปรากฏการณ์ทำนองนี้มาเป็น “แบบจำลองสำเร็จรูป” แล้วเอามาอธิบายอะไรที่มันเป็นสังคมปัจจุบัน ผมว่าโอ้มันยุ่งยากมากครับ มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ผมยกตัวอย่างนี้เพียงเพื่อจะบอกว่าในปัจจุบันเรามักจะไปหยิบฉวยเอาปรากฏการณ์หรือบริบทอะไรบางอย่างในการอธิบายความหมายของกฎแห่งกรรมในอดีตมาใช้กับปัจจุบันแบบรวบรัดตัดทอน แล้วก็ผูกเป็นเรื่องง่ายๆ นี่คือความสับสนและความยุงยากในการที่จะดึงพุทธศาสนาให้เข้ามาสู่สังคมอย่างอะไรดี... คือ “อย่างเป็นธรรม” ก็แล้วกัน (หัวเราะ) อาจารย์กำลังจะบอกว่า คนทุกวันนี้มักเอาบริบทในอดีตมาอธิบายเพื่อทำความเข้าใจความหมายของหลักการใช่ไหมครับ? ใช่ แล้วสมัยพระพุทธเจ้าท่านมีวิธีอธิบายของท่านอย่างไรครับ? ผมเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าเองก็มีบริบท มีสถานการณ์ทุกๆ ครั้ง ถ้าเรากลับไปดูคัมภีร์หลักของเราซึ่งเป็นเถรวาท ยกเว้นอภิธรรมเพราะอภิธรรมเป็นการถอดเอาสิ่งที่เรียกกันว่าหลักการมาวางอย่างบริสุทธิ์ นี่คือสิ่งที่เราทราบอยู่แล้ว เพราะในอภิธรรมไม่ได้พูดถึงสถานการณ์ และไม่ได้พูดถึงบริบทเลย แต่ถ้าเป็นพระสุตตันตปิฏกก็ต้องมีสิ่งที่เรียกกันว่าบริบท สถานการณ์ และปรากฏการณ์ แต่ต้องอย่าลืมว่าสถานการณ์และปรากฏการณ์นั้นๆ มันวางตั้งอยู่ใน “พื้นที่ทางสังคม” ทีนี้พื้นที่ทางสังคมนั้นมันมีสิ่งที่เรียกกันว่าความเชื่อมโยง คือเราดึงมาจากเรื่องเดียวก็จริงนะ แต่ความจริงกว่าจะมาถึงเรื่องนี้มันมีโครงสร้างเยอะแยะมากมาย เพราะฉะนั้น เราจึงจะไม่รู้สึกแปลกใจเลยว่าทำไมในพุทธศาสนาจึงมีเรื่องราวที่อยู่นอกคำสอนในพระพุทธศาสนา แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำสอนด้วย เช่นเรื่อง “ความเชื่อ” ต่างๆ ซึ่งจริงๆ แล้วพุทธศาสนาก็ไม่ได้สนับสนุนความเชื่อนี้ใช่ไหมครับ แต่ทำไมเรื่องเหล่านี้ยังมีอยู่ เพราะก็คนยังเชื่อไงครับ และดูเหมือนจะขัดแย้งกันไหม อย่างเช่นว่าในพระสูตร เช่น อัคคัญญสูตรเหมือนพระพุทธเจ้าปฏิเสธระบบชนชั้น แต่พอคำสอนเรื่องกรรมกลับบอกว่าคนเราแตกต่างกันเพราะกรรม ก็เหมือนกับยอมรับความแตกต่างทางชนชั้นที่เป็นผลของกรรมอยู่ในที ตกลงตรงนี้หลักการที่แท้จริงของพุทธศาสนาคืออะไร? เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงอัคคัญญสูตร ก็ต้องการแสดงให้เห็นว่าธรรมชาติของสังคม การเกิดขึ้นของรัฐว่า มันมีความเป็นมาอย่างไรในมิติทางความเชื่อและความเข้าใจที่เราพูดกันว่าเป็นชาวพุทธ เป็นการอธิบายให้เห็นเพื่อจะบอกให้รู้ว่า สภาวะที่ถูกกำหนดหมายว่าเป็นเทพกำหนดนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นในมิติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น การกำหนดให้มีหน้าที่ในทางสังคมก็มีที่มาที่ไปในการกำหนดขึ้น แต่ว่าพัฒนาการของการกำหนดขึ้นนั้นมันยาวนานมาก แต่เราอายุสั้นเกินไปจึงไม่สามารถจะไปเห็นที่มาของกำหนดนั้นได้ อยู่ดีๆ เราก็เกิดมาเป็นอย่างนี้แล้ว แต่ความจริงก่อนจะเป็นอย่างนี้มันมีที่มานะ ผมเข้าใจว่านี้คือความหมายของสิ่งที่ต้องการจะอธิบายหลักการสำคัญอันหนึ่งในพุทธศาสนาว่า “การเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆ นั้นมีเหตุมีปัจจัยให้เกิดขึ้น” หลักการอยู่ตรงนั้น? ครับ แต่ตามนัยอัคคัญญสูตร พุทธศาสนาก็ไม่ได้เสนอหรือครับว่า มนุษย์ควรจะมีเสรีภาพ หรือความเสมอภาค? ผมเข้าใจว่า อันนี้ก็ต้องเป็นหลักอีกหลายเรื่อง เพราะเวลาเราพูดถึงหลักการเมื่อกี้เราบอกว่าลอยอยู่บนฟ้าหรือลอยอยู่บนอวกาศใช่ไหม แต่เวลาเราพูดถึงสถานการณ์ เรากำลังพูดถึงสิ่งที่มันเป็นชุดของปรากฏการณ์ที่มันไม่ได้มีเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว มันมีเรื่องหลายเรื่องเข้ามาผสมอยู่ในเนื้อเรื่องนั้นใช่ไหมครับ ปรากฏการณ์ที่พูดถึงเช่นมีข้อเท็จจริงทางธรรมชาติ มีข้อเท็จจริงทางด้านความรู้สึกนึกคิด ทางจิตใจ มีอะไรมากมายเข้ามาผสม พอเข้ามาผสมปุ๊บเนี่ยมันจึงทำให้เวลาเราจะดึงเอาเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาเพียงเรื่องเดียว ความหมายมันอาจจะบิดเบี้ยวไปเลย เพราะว่ามันมีความเป็นสถานการณ์ และที่เราเริ่มต้นวันนี้ใช่ไหมครับ ที่ผมบอกว่าถ้าเราจะพูดว่าพระพุทธศาสนามีมิติทางสังคมหรือไม่ ก็ต้องกลับไปสู่ประเด็นว่าพุทธศาสนาถูกนำมาใช้อธิบายความหมายทางสังคมหรือไม่ใช่ไหมครับ ถ้าถูกนำมาใช้อธิบายความหมายทางสังคม นั่นก็แสดงว่าพุทธศาสนาทำให้มีความหมายทางสังคมแล้ว แต่ประเด็นว่าความหมายนั้นมันไปสอดรับกับ “หลักการ” ของพุทธศาสนาหรือไม่ นั่นก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องวินิจฉัยกันเอง นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เหมือนกับว่าพอเอาหลักการพุทธศาสนามาอธิบายมิติทางสังคม หรือเอามิติทางสังคมไปอธิบายหลักการของพุทธศาสนาก็แล้วแต่ ดูเหมือนว่ามันจะ “ไม่อยู่กับร่องกับรอย” ยกตัวอย่างเช่นสมัยพระเจ้าอโศกหรือสมัยราชาธิปไตยนั้น ทศพิธราชธรรมก็ดูเหมือนว่ามันกลมกลืนไปด้วยกันกับระบบแบบนั้น แต่พอมาถึงปัจจุบันเป็นยุคประชาธิปไตย อย่างอาจารย์ ส. ศิวรักษ์ ก็จะบอกว่า ถ้ามองตามหลักทศพิธราชธรรมแล้วกษัตริย์ควรถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้ แต่ในบริบทของราชาธิปไตยทศพิธราชธรรมก็ถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนความศักดิ์สิทธิ์ของสถานะและอำนาจของกษัตริย์ มันมีการตีความที่ตรงกันข้ามกันแบบนี้ ตกลงอะไรกันแน่ที่เป็น “หลักการที่แท้จริง” ของพุทธศาสนา? มันมีความหมาย ชุดความหมาย คือความจริงไม่ใช่ตรงกันข้ามนะครับ เราต้องทำความเข้าใจก่อน ความหมายของมันก็คือเมื่อเราอยู่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นั่นก็คือหมายความว่าเราทำให้สิ่งที่เรียกว่าอำนาจรัฐ หรือองค์อธิปัตย์ไปอยู่ในบุคคล เมื่อไปอยู่ในบุคคลกระบวนการที่จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกกันว่าการใช้อำนาจรัฐที่มันจะเป็นคุณ จึงถูกทำให้มีความหมายว่าองค์อธิปัตย์นั้นจะต้องสำนึกหรือมีทศพิธราชธรรม เพราะในสมัยนั้นไม่มีองค์กรตรวจสอบใดๆ จะไปมีอำนาจในการตรวจสอบองค์อธิปัตย์ได้เลย องค์อธิปัตย์มีอำนาจเต็ม เราจึงเรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พอเป็นอย่างนี้คำถามก็คือแล้วพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวอย่างไร ก็เลยเข้าไปเกี่ยวในฐานะที่องค์อธิปัตย์เป็นปัจเจกจึงทำให้มีความหมายว่า องค์อธิปัตย์นี้แม้จะมีอำนาจเต็มก็จริงนะ แต่ถ้าสมมติเกิดปรากฏว่าองค์อธิปัตย์ละเมิด หรือไม่ปฏิบัติตามสภาวะที่ถูกเรียกว่า “ทศพิธราชธรรมไ หรือ “จักรวรรติธรรม” ความเสื่อมขององค์อธิปัตย์นั้นก็จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา และสังคมก็เสื่อมตาม แล้วก็จะมีกระบวนการการทางสังคมที่จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงองค์อธิปัตย์โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามกลไกแบบสมัยนั้น เพราะฉะนั้น ในตอนนั้นมันจึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ถูกตรวจสอบ” ในลักษณะที่ตรงไปตรงมา แต่พอมาถึงอีกยุคหนึ่ง องค์อธิปัตย์ไม่ได้อยู่กับปัจเจกบุคคลในความหมายที่เราพูดถึงแล้ว แต่องค์อธิปัตย์นั้นถูกสถาปนาขึ้นมาโดยสิ่งที่เรียกว่ากฎหมาย ถ้าใครผ่านกระบวนการทางกฎหมายนี้ก็จะได้เป็นผู้ไปถือครองอำนาจที่เป็นองค์อธิปัตย์นั้น องค์อธิปัตย์นี้ยังจำแนกอีกเพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า balance of power ก็คือหมายความว่าไม่ให้ใช้อำนาจใน 3 ทางทับซ้อนกันนะ สมมติตัวอย่าง ผมเข้าใจว่ากลไกนี้คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้น กระบวนการตรวจสภาวะที่เป็นองค์อธิปัตย์แบบนี้ก็จะมีกระบวนการขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้น มันจึงไม่ใช่ประเด็นที่จะบอกว่ามันมีความขัดแย้งในพุทธศาสนา แต่มันต้องถามว่าแล้วเราอธิบายให้มันเกิดความขัดแย้งกับหลักการในพรพุทธศาสนาหรือไม่ ถ้าสมมติว่าพุทธศาสนาที่พูดถึงนี้คือหลักการชุดหนึ่งที่เราตั้งไว้ เอาละก็ต้องกลับไปสู่ประเด็นที่อาจารย์พูดถึงเมื่อกี้ว่าถ้าตามหลักการพุทธศาสนาแล้ว เป้าหมายอยู่ที่พระนิพพานใช่ไหมครับ ก็แสดงว่าคำถามก็คือถ้าเป้าหมายอยู่ที่พระนิพพานนั่นก็คือเมื่อเอาพุทธศาสนามาใช้ทางสังคมก็แสดงว่า สังคมนี้มีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนหรือดำเนินกิจกรรมไปเพื่อให้เกิดสภาวะๆ หนึ่ง ซึ่งสภาวะนี้จะตั้งชื่อยังไงก็ไม่รู้สภาวะนี้ก็เป็นอันว่าตั้งชื่อว่านิพพานก็แล้วกันนะ เพื่อให้มีคำที่มันไม่ต้องไปคิดขึ้นใหม่ ผมเข้าใจว่าทันทีที่สามารถตรวจสอบได้ว่าการขับเคลื่อนไปของ “อำนาจรัฐ” นะครับ แทนที่จะเข้าไปสู่สภาวะที่เราสมมติเรียกกันว่านิพพาน กลับนำไปสู่สภาวะวังวนแห่งการเกลียดชังรังเกียจโกรธแค้นกันเป็นสังสารวัฏ เออ...อย่างนี้แหละที่ผมคิดว่าคือคำอธิบายที่เราต้องกลับไปสู่ประเด็นนั้นละทีนี้ โดยปกติการตรวจสอบมันก็จะไม่นำไปสู่การเกลียดชัง คือการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบมันก็เป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตย? อ่า...นี้คือสิ่งที่เรากำลังสถาปนาขึ้นในระบบที่เรียกว่าประชาธิปไตย เพราะเป็นการตรวจสอบโดยกฎหมาย มิได้หมายความถึงว่าผมเกลียดอาจารย์ผมจึงไปตรวจสอบอาจารย์ ผมอาจจะเคารพอาจารย์เป็นที่สุด แต่โดยความหมายก็คือต้องมีการตรวจสอบ เพราะฉะนั้น ในความหมายนี้เราจึงมีบทบัญญัติทางกฎหมายใช่ไหมครับ เช่นสมมติว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดคนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่แห่งรัฐใช่ไหมครับ แล้วเขาละเมิดกฎหมายด้วยการไม่ปฏิบัติหน้าที่ประชาชนมีสิทธิฟ้องเขาฐานละเมิดกฎหมาย ก็คือไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ เราจึงมีสิทธิ์จะไปฟ้องได้เพราะฉะนั้น คำว่าผิดหรือถูกในความหมายนี้มันมีครรลองของกฎหมายเข้ามากำกับ ถ้าเราดูความหมายจริงๆ ของทศพิธราชธรรมมันเป็นคุณสมบัติเฉพาะของปัจเจก หรือว่าเป็น “เกณฑ์” ที่สังคมจะต้องใช้มองผู้ปกครองว่าคุณทำได้ตามเกณฑ์นี้หรือเปล่า ถ้ามันเป็นเกณฑ์ที่ใช้มองก็หมายความว่า สังคมก็ต้องตรวจสอบการกระทำของผู้ปกครองได้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนๆ หนึ่งมีทศพิธราชธรรมจริง ถ้าเราตรวจสอบไม่ได้? คำถามก็คือ สังคมนั้นมีความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าหลักการของทศพิธราชธรรมหรือหลักธรรมที่ถูกตั้งชื่อว่า “ทศพิธราชธรรม” เพียงพอที่จะตรวจสอบไหม ผมยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างปัจจุบันเช่นเราพูดว่าทศพิธราชธรรมประกอบด้วยทาน ผมเข้าใจว่าทันทีที่เรานิยามคำว่า “ทาน” ขึ้นมาในความหมายอะไรบางสิ่งบางอย่าง มันก็มีความหมายที่ต้องเอาทานไปใส่ไว้ในโครงสร้างของสถานการณ์อะไรบางสิ่งบางอย่างแล้ว ในยุคปัจจุบันเวลาเราพูดถึงเรื่องจาคะ พูดถึงเรื่องทานมีความหมายที่ค่อนข้างจะยุ่งยากในการอธิบายไม่ใช่น้อย มันเหมือนกับเวลาที่เราพูดถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามกับทานคือความโลภ ทานที่ถูกแสดงออกมาให้ปรากฏ ปรากฏก็คือหมายความว่าเพื่อต้องการให้สังคมนี้มีการฝึกฝนให้คนกลับมาสู่ครรลองของทานให้ได้ เราจึงมีบทบัญญัติลงโทษคนอย่างเช่นมีศีล 5 ข้ออทินนาทานก็คือตรงกันข้ามกับทานนะครับ ประเด็นแห่งการละเมิดอทินนาทานนั้น ถ้าเราดูความหมายแบบหยาบๆ เหมือนกับเอาดึงเรื่องในชาดกมาใช้บางที่ก็ยุ่งยากไม่ใช่น้อย เพราะการที่เราจะเป็นอทินนาทานปัจจุบันมันไม่ได้มีของเป็นชิ้นๆ เหมือนที่เราจะไปขโมยตะกร้าอันนี้มาหนึ่งตะกร้าใช่ไหมครับ หมายความว่าอทินนาทานเชิงระบบ เชิงโครงสร้างมันมีอยู่? มันซับซ้อนมาเลย ปัจจุบันเวลาขโมยเขาไม่ได้ขโมยของเป็นชิ้นๆ แล้ววิ่งไปต่อหน้าต่อตาแล้ว แต่บางอย่างมันชัดใช่ไหมครับ เช่นในทศพิธราชธรรมมันมีประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ซึ่งมันมีความชัดเจนพอสมควร คือเวลาเราพูดถึง “ธรรมทางสังคม” หรือธรรมที่เป็นมิติทางสังคมมันก็เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทใช่ไหมครับ ธรรมที่เป็นมิติทางสังคมของสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นแบบหนึ่ง ในระบอบประชาธิปไตยเป็นแบบหนึ่ง ทีนี้ทศพิธราชธรรมจะมีข้อ “อวิโรธนะ” คือปฏิบัติไม่คลาดจากธรรม เช่น ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมเลยก็ได้ อาจารย์สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) เคยอ้างพระราชสัตยาธิษฐานของ ร.7 ว่ากษัตริย์ต้องทรงทศพิธราชธรรม รักษาประชาธิปไตยโดยไม่ลงนามในรัฐธรรมนูญที่มาจากการก่อรัฐประหารล้มประชาธิปไตย ถ้าเอาทศพิธราชธรรมมาจับก็คือ “อวิโรธนะ” การปฏิบัติไม่คลาดจากธรรม คือมันเป็น “ธรรมทางสังคม” ที่ต้องรักษาประชาธิปไตย อย่างนี้ตามหลักการทางพุทธศาสนา ประชาชนสามารถใช้เกณฑ์นี้มาตรวจสอบได้ไหมครับ? ก็ผมเข้าใจว่าเกณฑ์นี้ก็เช่นเดียวกันมันมีบริบท มีความซับซ้อนในความหมาย มีโครงสร้างอะไรที่ซับซ้อนมาก คำว่าซับซ้อนมากก็คือ ณ ขณะหนึ่งที่เราพูดถึงองค์อธิปัตย์ แล้วเราบอกว่าทันทีที่มีการปฏิวัติแล้วใครสามารถยึดอำนาจรัฐได้ก็จะต้องสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นองค์อธิปัตย์ เขาสามารถที่จะสั่งยกเลิกรัฐรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายแม่บท แล้วร่างธรรมนูญการปกครองขึ้นมาใหม่กี่มาตราก็แล้วแต่ ซึ่งตรงนี้นะครับต้องไปถามนักรัฐศาสตร์เลยว่าในการศึกษารัฐศาสตร์และการศึกษานิติปรัชญานั้น มีสภาวะที่ว่านี้จนกระทั่งกลายมาเป็นบทเรียนแล้วก็เลยกลายมาเป็นต้นแบบให้ประเทศ คือขอโทษนะสมัยที่ยังเป็นสมบูรณษญาสิทธิราชย์ ก็มีการปฏิวัติเช่นเดียวกัน จับองค์อธิปัตย์คือพระเจ้าแผ่นดินไปฆ่าหรือไปขัง ไปทำอะไรก็ได้แล้วยึดอำนาจมาใช่ไหมครับ ก็คือไม่ต้องไปเกี่ยวกับประชาชนอะไรมากมาย ประชาชนจะจงรักภักดีหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมเข้าใจว่านี่ก็เป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาตลอดว่าในสมัยที่มีการปฏิวัติรัฐประหารในประเทศไทยหลังจากที่เรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บท เพราะฉะนั้น ทันทีที่มีการขับรถถังมายึดกรมประชาสัมพันธ์ได้แล้วก็ประกาศแถลงการณ์คณะปฏิวัติ ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ให้ยกเลิกอะไรก็ว่าไปใช่ไหม ผมเข้าใจว่าอันนี้คือกระบวนการที่มันมีความซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะตัดสินง่ายๆ เพียงแค่จะบอกว่าไปเอาเรื่องราวใดๆ มาเป็นตัวตัดสินชี้วัด เพราะมันมีความซับซ้อนในเชิงโครงสร้างของกลไกต่างๆ ของสังคม เมื่อเรามีการเคลื่อนย้ายสังคมมาสู่ระบบนี้ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยที่นับถือพุทธศาสนา หรือสมมติว่าถ้าจะมีประเทศอีกสักประเทศหนึ่งจะเป็นนับถือศาสนาอะไรก็ตามทีนะครับมันเป็นโครงสร้างกลไกเชิงอำนาจรัฐที่มีในสังคมประเภทที่ว่านี้ ผมคิดว่าโครงสร้างประเภทนี้มันมีความหมายของมันในมิติทางสังคมที่อาจจะไม่จำเป็น หรืออาจจะต้องไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกกันว่าใครจะไปอ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว ผมเข้าใจว่าในสถานการณ์เช่นนี้มันมีความซับซ้อนมากเกินกว่าที่จะไปอ้างเหตุเฉพาะกรณีเพื่อจะอธิบายความหมายของหลักธรรมในพุทธศาสนา เพราะหลักธรรมในพุทธศาสนาพอถึงจุดๆ หนึ่งแล้วเป็น “แค่ข้ออ้าง” แน่นอนครับถ้ามีใครสักคนหนึ่งบอกว่าผมเป็นพุทธ ถ้าอะไรที่ผิดจากพุทธผมจะไม่ทำประมาณนี้ ซึ่งผมว่าก็คงเป็นข้ออ้างที่จะมีคนบอกว่าคุณก็ “เถรตรง” เกินไป

Nom

[quote=Nom]แล้วสมัยพระพุทธเจ้าท่านมีวิธีอธิบายของท่านอย่างไรครับ?

ผมเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าเองก็มีบริบท มีสถานการณ์ทุกๆ ครั้ง ถ้าเรากลับไปดูคัมภีร์หลักของเราซึ่งเป็นเถรวาท ยกเว้นอภิธรรมเพราะอภิธรรมเป็นการถอดเอาสิ่งที่เรียกกันว่าหลักการมาวางอย่างบริสุทธิ์ นี่คือสิ่งที่เราทราบอยู่แล้ว เพราะในอภิธรรมไม่ได้พูดถึงสถานการณ์ และไม่ได้พูดถึงบริบทเลย

แต่ถ้าเป็นพระสุตตันตปิฏกก็ต้องมีสิ่งที่เรียกกันว่าบริบท สถานการณ์ และปรากฏการณ์ แต่ต้องอย่าลืมว่าสถานการณ์และปรากฏการณ์นั้นๆ มันวางตั้งอยู่ใน “พื้นที่ทางสังคม” ทีนี้พื้นที่ทางสังคมนั้นมันมีสิ่งที่เรียกกันว่าความเชื่อมโยง คือเราดึงมาจากเรื่องเดียวก็จริงนะ แต่ความจริงกว่าจะมาถึงเรื่องนี้มันมีโครงสร้างเยอะแยะมากมาย เพราะฉะนั้น เราจึงจะไม่รู้สึกแปลกใจเลยว่าทำไมในพุทธศาสนาจึงมีเรื่องราวที่อยู่นอกคำสอนในพระพุทธศาสนา แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำสอนด้วย เช่นเรื่อง “ความเชื่อ” ต่างๆ ซึ่งจริงๆ แล้วพุทธศาสนาก็ไม่ได้สนับสนุนความเชื่อนี้ใช่ไหมครับ แต่ทำไมเรื่องเหล่านี้ยังมีอยู่ เพราะก็คนยังเชื่อไงครับ

[/quote]

ประโยคนี้คิดตาหลักของความน่าจะเป็น มีความน่าเชื่อถือ 50% เพราะเป็นเหตุผลส่วนตัว ผู้ปฏิบัติย่อมรู้ดีว่าพระไตรปิฎกมีไว้ทำอะไรสำหรับชาวพุทธ ยังอ่านไม่จบบทความ ถ้าอ่านจบอาจจะได้คำตอบที่ดีกว่านี้

Quote:ถ้ามีใครสักคนหนึ่งบอกว่

[quote]ถ้ามีใครสักคนหนึ่งบอกว่าผมเป็นพุทธ ถ้าอะไรที่ผิดจากพุทธผมจะไม่ทำประมาณนี้ ซึ่งผมว่าก็คงเป็นข้ออ้างที่จะมีคนบอกว่าคุณก็ “เถรตรง” เกินไป
[/quote]

งงตรงที่แล้วคำว่าพุทธที่พูดถึงคืออะไร เข้าใจว่าพุทธศาสนาสอนอะไรรึ อ่านจนจบแล้วตอบได้แค่ว่า สิ่งที่เกี่ยวข้องกับพุทธมีแค่ตัวอย่างอ้างอิง นอกจากนั้นเหตุผลส่วนตัวล้วน ๆ ไม่มีอะไรเป็นพุทธเลย แต่ก็ทำให้เราได้สิ่งธรรมะกลับมา อนุโมทนาด้วยนะ

Port Stephen Trip wrote:Nom

[quote=Port Stephen Trip][quote=Nom]แล้วสมัยพระพุทธเจ้าท่านมีวิธีอธิบายของท่านอย่างไรครับ?

ผมเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าเองก็มีบริบท มีสถานการณ์ทุกๆ ครั้ง ถ้าเรากลับไปดูคัมภีร์หลักของเราซึ่งเป็นเถรวาท ยกเว้นอภิธรรมเพราะอภิธรรมเป็นการถอดเอาสิ่งที่เรียกกันว่าหลักการมาวางอย่างบริสุทธิ์ นี่คือสิ่งที่เราทราบอยู่แล้ว เพราะในอภิธรรมไม่ได้พูดถึงสถานการณ์ และไม่ได้พูดถึงบริบทเลย

แต่ถ้าเป็นพระสุตตันตปิฏกก็ต้องมีสิ่งที่เรียกกันว่าบริบท สถานการณ์ และปรากฏการณ์ แต่ต้องอย่าลืมว่าสถานการณ์และปรากฏการณ์นั้นๆ มันวางตั้งอยู่ใน “พื้นที่ทางสังคม” ทีนี้พื้นที่ทางสังคมนั้นมันมีสิ่งที่เรียกกันว่าความเชื่อมโยง คือเราดึงมาจากเรื่องเดียวก็จริงนะ แต่ความจริงกว่าจะมาถึงเรื่องนี้มันมีโครงสร้างเยอะแยะมากมาย เพราะฉะนั้น เราจึงจะไม่รู้สึกแปลกใจเลยว่าทำไมในพุทธศาสนาจึงมีเรื่องราวที่อยู่นอกคำสอนในพระพุทธศาสนา แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำสอนด้วย เช่นเรื่อง “ความเชื่อ” ต่างๆ ซึ่งจริงๆ แล้วพุทธศาสนาก็ไม่ได้สนับสนุนความเชื่อนี้ใช่ไหมครับ แต่ทำไมเรื่องเหล่านี้ยังมีอยู่ เพราะก็คนยังเชื่อไงครับ

[/quote]

ประโยคนี้คิดตาหลักของความน่าจะเป็น มีความน่าเชื่อถือ 50% เพราะเป็นเหตุผลส่วนตัว ผู้ปฏิบัติย่อมรู้ดีว่าพระไตรปิฎกมีไว้ทำอะไรสำหรับชาวพุทธ ยังอ่านไม่จบบทความ ถ้าอ่านจบอาจจะได้คำตอบที่ดีกว่านี้[/quote]

ต้องขออภัยคุณ Nom ด้วย เราไป quote ข้อความของคุณมาแล้วแก้เอาเนื้อหาในบทความมาใส่เพื่อจะแสดงเหตุผล จึงทำให้คุณต้องถูกพาดพิงโดยไม่ได้ตั้งใจ ขออภัยด้วย

ผมคิดว่าโครงสร้างประเภทนี้มัน

ผมคิดว่าโครงสร้างประเภทนี้มันมีความหมายของมันในมิติทางสังคมที่อาจจะไม่จำเป็น หรืออาจจะต้องไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกกันว่าใครจะไปอ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว ผมเข้าใจว่าในสถานการณ์เช่นนี้มันมีความซับซ้อนมากเกินกว่าที่จะไปอ้างเหตุเฉพาะกรณีเพื่อจะอธิบายความหมายของหลักธรรมในพุทธศาสนา เพราะหลักธรรมในพุทธศาสนาพอถึงจุดๆ หนึ่งแล้วเป็น “แค่ข้ออ้าง”

----------------------------------------------
ที่อาจารย์ประมวลพูดมาทั้งสองตอน ใจความมันอยู่ตรงนี้ คนถาม(สุรพศ)พยายามรุกเร้าอยู่นานให้แกพูดเรื่องกระทบสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านการวิพากษ์หลักการในเชิงสังคมของพุทธศาสนา แต่อาจารย์ประมวลแกรู้ทัน ตะล่อมไปตะล่อมมา สุดท้ายแกก็พูดสรุปให้ฟังอย่างที่ว่่า ซึ่งถึงอาจารย์ประมวลไม่ได้สอนแต่ก็เหมือนสอนมวยกลายๆ ไม่รู้ว่าสุรพศเข้าใจหรือไม่

จะว่าผมโง่ก็ได้ ดูแล้วได้ข้อสรุป 1. คนเขียนพยายามใช้ต้นทุนของอาจารย์ประมวลมาเป็นเครื่องมือในการอธิบายกรอบพุทธศาสนาในเชิงการ(ถูก)ใช้ประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์และอำมาตย์ --แต่ไม่สำเร็จ ถามชี้นำ ตะล่อมแล้ว แต่อาจารย์ประมวลแกค่อนข้างแก่กล้า
2.อาจารย์บอกว่า การวิพากษ์ทุกเรื่องไม่มีเหตุผลอะไรตายตัว ทุกอย่างมันเป็นเพียงสมมติฐาน เมื่อเจอกับความซับซ้อนของสถานการณ์ การอ้างเหตุเฉพาะจึงเป็นเรื่องที่โชว์โง่จนเกินไป

นี่ผมวิพากษ์คนเขียนนะ เดี๋ยวจะไม่รู้อีก

รู้นะว่าคนเขียนโชว์โง่

[quote=รู้นะว่าคนเขียนโชว์โง่]ผมคิดว่าโครงสร้างประเภทนี้มันมีความหมายของมันในมิติทางสังคมที่อาจจะไม่จำเป็น หรืออาจจะต้องไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกกันว่าใครจะไปอ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว ผมเข้าใจว่าในสถานการณ์เช่นนี้มันมีความซับซ้อนมากเกินกว่าที่จะไปอ้างเหตุเฉพาะกรณีเพื่อจะอธิบายความหมายของหลักธรรมในพุทธศาสนา เพราะหลักธรรมในพุทธศาสนาพอถึงจุดๆ หนึ่งแล้วเป็น “แค่ข้ออ้าง”

----------------------------------------------
ที่อาจารย์ประมวลพูดมาทั้งสองตอน ใจความมันอยู่ตรงนี้ คนถาม(สุรพศ)พยายามรุกเร้าอยู่นานให้แกพูดเรื่องกระทบสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านการวิพากษ์หลักการในเชิงสังคมของพุทธศาสนา แต่อาจารย์ประมวลแกรู้ทัน ตะล่อมไปตะล่อมมา สุดท้ายแกก็พูดสรุปให้ฟังอย่างที่ว่่า ซึ่งถึงอาจารย์ประมวลไม่ได้สอนแต่ก็เหมือนสอนมวยกลายๆ ไม่รู้ว่าสุรพศเข้าใจหรือไม่

จะว่าผมโง่ก็ได้ ดูแล้วได้ข้อสรุป 1. คนเขียนพยายามใช้ต้นทุนของอาจารย์ประมวลมาเป็นเครื่องมือในการอธิบายกรอบพุทธศาสนาในเชิงการ(ถูก)ใช้ประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์และอำมาตย์ --แต่ไม่สำเร็จ ถามชี้นำ ตะล่อมแล้ว แต่อาจารย์ประมวลแกค่อนข้างแก่กล้า
2.อาจารย์บอกว่า การวิพากษ์ทุกเรื่องไม่มีเหตุผลอะไรตายตัว ทุกอย่างมันเป็นเพียงสมมติฐาน เมื่อเจอกับความซับซ้อนของสถานการณ์ การอ้างเหตุเฉพาะจึงเป็นเรื่องที่โชว์โง่จนเกินไป

นี่ผมวิพากษ์คนเขียนนะ เดี๋ยวจะไม่รู้อีก[/quote]

อืม! ท่านชี้ทางให้เราได้มาก นี่ถ้ามีบุคคลอยางพระสารีบุตรอยู่ด้านหลังอาจจะบรรลุไปแล้วก็ได้

คำถามสุดท้ายนี่กำลังมันส์

คำถามสุดท้ายนี่กำลังมันส์ ติดตามอยู่ว่าแล้วคำถามต่อไปจะถามอะไร

หากบริบทช่วงหลัง 2475 เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีความซับซ้อนมาก
มากเกินกว่าจะหยิบมาเป็นเกณฑ์ เพื่อใช้ประเมินความหมายของหลักธรรมที่อ้างถึงนั้น

แล้วถ้าเราไม่พูดถึงหลักธรรมในทางพุทธเลย ยกเรื่องหลักการบริสุทธิ์ออกไป
แต่ถามถึงเรื่องหลักการของประชาธิปไตยอย่างเดียว เราจะตอบคำถามนี้อย่างไร

เพราะคำว่าประชาธิปไตยในยุคนั้น บริบทนั้น มันต่างกับประชาธิปไตยในบริบทปัจจุบันนี้ั หรือไม่อย่างไร

ครับ อ่านคร่าวๆ(แบบเทอร์โบฯ)

ครับ อ่านคร่าวๆ(แบบเทอร์โบฯ) ผมประเมินว่าคนตอบ(ประมวลฯ)รอบต่ำกว่าคนถาม(สุรพศ)เพราะคนถามเจตนาถามแบบนักจับผิด? ไม่ใช่นักหาคำตอบในบทสนทนา หรือหาสาระในบทสนทนา? แต่คนถามกำลังมีธง หรือมีเป้าหมายส่วนตัวในการถาม เพื่อใช้คำถามที่อ้างอิงศาสนามาหาธงในเป้าหมายส่วนตัวของตัวเอง?

ผมเห็นหลายบทวิเคราะห์ของสรุพศแล้ว แต่เนื่องจากช่วงนี้ประเด็นมันเยอะมาจนไม่มีเวลาเข้าไปอ่านหรือตอบ ผมเห็นว่าสรุพศไม่ใช่คนที่จะมาปุจฉาฯ, วิสัจสนา,กรณีพุทธศาสนาที่ดีเลย? เพราะลึกๆเขามีอคติและมีธงในเป้าหมายส่วนตัว เกินกว่าจะมาคุยเรื่องศาสนสาอย่างเปิดใจหรือมีมิติกว่ามุมธงของเขา?

เรื่องนี้คุณประมวล รอบต่ำ หรืออ่อนเกินกว่าที่จะมาตอบคำถามคุณสรุพศ? มันจึงคุยแบบเหมือนโดนต้อน ? ทั้งที่ศาสนาพุทธ มีอะไรลึกซึ้งเกินกว่าที่จะให้คนระดับสุรพศ(ที่ยังตื้นมากบวกอคติหลายเรื่องในใจ)มาต้อนเอาๆง่ายๆแบบนี้?เพราะคนตอบคำถามดัน ตื้นกว่า(ประมวล)

แม้โดยส่วนตัวท่านประมวลเป็นนักปฎิบัติทางพุทธระดับสูงมาก เท่าที่รู้ คือเข้าถึงด้วยการปฎิบัติ? แต่ท่านยังเป็นนักอธิบายให้เหตุผลไม่ดีเท่านั้น? ในความหมายคำว่า"อ่อน"ของผม ไม่พยายามก้าวล่วงไปถึงการปฎิบัติในวัตรปฎิบัติที่ดีทางพุทธของท่านประมวล(ด้วยความเคารพ)

แต่เงื่อนไขคือการที่มีคนตั้งคำถามล่อเป้าแบบสรุพศ ที่ตัวตนเหมือนเข้าใจมิติด้านศาสนาลึกซึ้ง? แต่ในกรณีศาสนาพุทธ เขา เข้าถึงแค่มิติการจับผิดไม่ใช่ตรวจสอบที่ดี(จากหลายบทความบทวิเคราะห์ที่ผมอ่านมันแย้งได้ทุกกรณีบนคำถามที่ลกๆลวกๆของเขา) ในการจับผิดพุทธศาสนาที่เขาวัดผลที่ปลายน้ำหรือเปลือกพุทธศาสนามาจับผิดโดยส่วนใหญ่?

เรื่องนี้เช่นกันท่านประมวล ตอบคำถามของสุรพศในความหมายของคำว่าพุทธ เชิง"หลักการ " ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าอ่อนไปและไหลตามคำถามนำ ของสุรพศเกินไปเพราะถ้าพุทธตื้นขนาดนั้นมันไม่ใช่ศาสนาแล้ว มันแค่อภิปรัชญาที่คนระดับสรุพศที่ตื้นมากต้อนเอาๆได้?(แถมไปใช้นิยามพุทธแถเจตนาแขวะใครผมรู้ เพราะมันตื้นไงผมเลยไม่สนใจ)

เพราะความหมายที่ท่านประมวลพยายามสื่อคำว่า"หลักการ"ตัวตนจริงๆคือมันลึกกว่านั้นมากนั้นคือมันลึกถึงระดับ"จิตวิญญานทางพุทธ" เพราะพุทธ หรือการพัฒนาจิตแบบ"จิตพุทธะ" ในเป้าหมายของพุทธ มันหมายถึงการเข้าไปค้นลึกในพัฒนาการหรือยกระดับด้านจิตใจมนุษย์ ระดับจิตสำนึก ให้ลึกลงไปหาหรือเข้าหา"จิตพุทธะ"

มันลึกและมีมิติทางสังคมมากกว่าคำว่า"หลักการทางพุทธ"ของอ.ประมวลหลายชั้นมากเพราะมันมีมิติทางสังคมระดับการพัฒนาจากหน่วยที่เล็กที่สุดปัจเจกหรือระดับอัตตา ส่งผลรวมในมวลรวมจิตสำนึกที่ดีที่มีพัฒนาการของคนในสังคม เช่น จากกัขฬะ มาเป็นอารยะ>อัจฉริยะ>อริยะ>นิพาน

แต่เบื้องต้นพุทธคือเครื่องมือในการพัฒนาสังคมในหน่วยที่เล็กสุดระเอียดสุดนั้นคือกลไกระดับจิตสำนึกยกระดับพัฒนาการยกระดับจิตมวลรวมของสังคมนั้น จากคำว่าอัตตา(ปัจเจก)พัฒนามวลรวมไปถึง"อัตลักษณ์"(พหุฯ)ทางสังคม จนเกิดหลากหลายวัฒนาธรรมประเพณี ด้วยเครื่องมือกล่อมเกลาทาจิตจากบทบาทศาสนา แบบพุทธที่เน้นการพัฒนาจิตมนุษย์ธรรมดาไปหาจิตพุทธะ

เรื่องนี้ไม่ใช่ตื้นๆแค่"หลักการ"(ตามคำอธิบายของประมวล) เพราะสถานะ มันจะเหมือนเครื่องมืออื่น ๆหรือศาสตร์อื่นๆเช่นนิติศาสตร์,รัฐศาสตร์ แต่พุทธสาสตร์ นั้นลงลึกไปกว่าหลักการที่คุณประมวลยกมาตอบ แต่พุทธศาสตร์ทำหน้าที่ลึกกว่าหลักการ ไปในระดับจิตสำนึกหรือลงลึกระดับจิตวิญญาน นั้นคือคำว่าการพัฒนา"จิตพุทธะ"

เรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัจเจก หรือปลีกวิเวก แต่มันคือรายละเอียดของการที่จะเข้าถึง"จิตพุทธะ" อย่างไร? เช่นการปฎิบัติ เชิงวิปัสนาฯ การภาวนาจิต เพื่อประกอบวิธีการพัฒนายกระดับจิตพุทธะ? มันจึงคนละอย่างกับคำอธิบายที่มักง่ายว่าคือการปลีกวิเวกปฎิเสธสังคม?เพราะการพยายามยกระดับจิตพุทธด้วยวิปัสนากรรมฐาน เพื่อยกระดับจิตพุทธะมันมีวิธีปฎิบัติมีขั้นมีตอนมีที่มาที่ไปมีความหมายในตัววัตรปฎิบัตรนั้นๆ เช่นการบวชมีที่มาที่ไปมีความหมายอย่างไรมากว่าโกนหัวหนีสังคมแค่ไหน?

และตัวอย่างชัดที่สุดคือพระพุทธเจ้าการที่หลายคนมองว่าปลีกวิเวก หรือหนีสังคมกบฏกรอบของสังคม? นั้นจริงๆแล้วนั้นคือการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อมวลมนุษยชาติจนเกิด"พระพุทธศาสนา"

เพราะทรงเสียสละที่ยิ่งใหญ่(ไม่ใช่หนีปัญหาหนีสังคมอย่างที่หลายฝ่ายพยายามตีความอย่างแคบ) มีทั้งหมดเพื่อค้นพบตัวยาดับทุกข์แบบพุทธ ที่พระองค์ท่านเสียสละจนค้นพบเอามาเผยแผ่ในมติที่ใหญ่กว่าคำว่า"ปฎิเสธสังคม" ของชุดคำถาม คุณสรพศมาก

เพราะสเกล หรือความหมายของคำว่ามนุษยชาติในคำว่า"ศาสดาเอก"และศาสนาของโลกมันใหญ่กว่าโจทย์คำว่า"สังคม" หรือชุดคำถามที่ว่าแนวทางพุทะปฎิเสธสังคมหรือไม่?แนทางปัเจกเกินไปไหม? คำถามที่เกี่ยวกับการกล่าวหาว่าพุทธ หนีสังคมในแบบปัจเจกหรือไม่ คำถาม ขอเด็กๆยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม? หรือเด็ก อมมือแบบนี้ ผมไม่เข้าใจว่าคุณประมวลเสียเวลากับเรื่องนี้ทำไม? แถมตอบตามน้ำให้เขาต้อนจนเสียหายแบบนี้ทำไม???

ส่วน

ส่วน เนื้อหาที่กล่าวหาว่าพุทธมีลักษณะแบ่งชั้นวรรณะทางสังคมไหม?(เทียบเคียงการที่พุทธถูกกลไกนักปกครองครอบงำตามบทสนทนาของสองท่าน)

จริงๆเรื่องนี้พุทธต้นฉบับจริงๆ มีลักษณะ ต้นแบบของ"ธรรมมาธิปไตย"(คือปกครองโดยธรรมะเช่นเน้นศิลในวัตรปฎิบัติ) ไม่มีลักษณะเชิงนิติศาสตร์ หรือรัฐศาสตร์ เข้มข้นแบบหลายศาสนา เช่นอิสลาม มุสลิมมีข้อกฎหมายเชิงรัฐศาสตร์แบบมุสลิมชัดเจน?

แต่พุทธศาสตร์ใช้ศิล แต่ที่มีการมาเทียบเคียงสมัยรัตนโกสินทร์(การสังฆายณา) ในการพยายามจะจัดระเบียบองค์กรสงฆ์(ในเจตนา) แต่ผลข้างเคียงมันกลับเป็นการสร้างระบบศักดินาในทางสงฆ์ ด้วยจริตฆาราวาสที่เจตนาจัดระเบียบศาสนาในตัวองค์กรสงฆ์ตามหลักปกครองขณะนั้น?(สมบูรณ์ฯ)

จนใช้ชุดความคิดของฆารวาส (อาณาจักร)ไปใส่ในพระศาสนา (ศาสนาจักร)หรือพุทธศาสนาในการสังฆายณาครั้งนั้น จนเกิดสมณศักดิ์ระดับชั้นทางสงฆ์ ในเจตนาเพื่อให้หลักปกครองสงฆ์เพื่อจัดระเบียบคณะสงฆ์(ไม่เจตนาครอบงำ)

นั้นคือเงื่อนไขของการที่การพยายามปรับตัวเข้าหาสังคมตามมัชฉิมาฯทางในเชิงโครงสร้างการปกครอง? หรือหาสีสันให้องค์ประกอบเชิงโครงสร้างให้ตรงจริตของสังคมนั้นๆหรือผู้มีอิทธิพลทางสังคมนั้นๆ(หมายถึงนักปกครองขณะนั้น)กับการยกแนวทางพระเจ้าอโศกมหาราชต่อบทบาทการเปลี่ยนแปลงของพุทธศาสนา เชิงโครงสร้างอำนาจการปกครองในการสังฆายาณาครั้งนั้นจึงมีการเทียบเคียงแบบมีที่มาที่ไปไม่ใช่ใส่ลงไปมั่วๆแบบที่คิด

เรื่องนี้มองหลายมิติมาก มองเป็นอุปถากหรืออุปถัมพกก็ได้ ครอบงำโดยอาณาจักรมายังศาสนาจักรก็ได้?บนเงื่อนไขคือ อยู่บนหลักพึ่งพา หรือกดขี่เบียดเบียนกัน แต่จากลักษณะของสมัยนั้น(ที่กลายมาเป็นต้นแบบสมัยนี้) เป็นลักษณะพึ่งพาเกื้อกูลกันแยกไปตามบทบาทหน้าที่

แต่เงื่อนไขการสังฆายาณาสมัยร.4(ผมพูดตรงๆว่าทำให้หลายเรื่องเพี้ยนไปมากในพุทธทางเถรวาท)ที่กลายมาเป็นสมณศักดิ์ทางสงฆ์ ตามระเบียบกฎเกณฑ์สมัยศักดินาของสมบูรณายาสิทธิราชที่กลายมาเป็นต้นแบบของการจัดระเบียบสงฆ์สมัยนี้ ที่ผมพูดตรงๆว่าไม่สอดคล้องกับพัฒนาการทางสังคมโดยเฉพาะหลักปกครองที่เปลี่ยนไป(สมัยนี้มาก)

จนทำให้เงื่อนไขสมณศักดิ์ทางสงฆ์ ถูกตั้งคำถามากมาย(เช่นจากคุณสุรพศ) ซึ่งมันคือเงื่อนไขจริงๆเพราะมันขัดแย้งวิถีชีวิตที่พัฒนาการสังคมเปลี่ยนไปแล้ว ?แต่กฏเกณฑ์เดิมๆที่เทียบเคียงอ้างอิงนักปกครองเดิมๆยังคงอยู่มันจึงกักๆกันอยู่เชิงหลักการ(ตรงนี้ใช่มันคือหลักการไม่ใช่จิตวิญญาน)

เพราะตัวตนพุทธในเชิงจิตวิญญานคือต้นแบบของปชต.ที่มีต้นแบบมาจาก"ธรรมาธิปไตย"สูงมากเพียงแต่กฎเกณฑ์ที่ไปเทียบเคียงอ้างอิงโครงสร้างการปกครองตามยุคตามสมัยในหลักมิชฉิมาทาง แค่นั้นที่ทำให้เพี้ยนไปบ้างในทางเปลือกสีสันที่ห่อหุ้มพระศาสนา

ในเงื่อนไขทางอุบายธรรมหรือการปรับตัวเข้าหาธรรมะชาติของความต่าง แต่เนื้อใน(แก่น)ของพุทธจริงๆคือ"ธรรมาธิปไตย"ที่เป็นต้นน้ำของหลักปชต.?

ดังนั้นถ้าจะสังฆายณาคณะสงฆ์หลักปกครองสงฆ์ไทยตอนนี้(ผมเห็นด้วยว่าต้องทำ) ก็ควรจะทำให้ย้ำความหมายตัวตนของพุทธศาสนาที่มีหลัก"ธรรมาธิปไตย" ในตัวแก่นสูงมากกว่าเปลือก? ของระบบศักดินาสมณศักดิ์ทางสงฆ์ขณะนี้มาก ทั้งบริบทสังคมเปลี่ยน ความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างปกครองสงฆ์ตอนนี้ง่อนแง่นเพราะมันเพี้ยนเข้าหาหลักปกครองทางฆารวาสเกินไป?ในตัวโครงสร้างหลักปกครองสงฆ์ที่เพี้ยนไปจากแก่นเดิมๆ?

ตรงนี้ผมเห็นด้วยกับสุรพศว่าสังคมต้องอภิปรายเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพราะคือปัญหาพื้นฐานของพุทธด้วยขณะนี้ที่มันเสื่อมเพราะเรื่องนี้ ตรงนี้ของสุรพศเป็นบทอภิปรายที่ดีผมสนับสนุนเนื้อหาแบบนี้ กว่าเนื้อหาอื่นๆที่แล้วมา???