มข.ระอุ อดีตคณบดี+เจ้าหน้าที่โวยโดนสั่งย้าย-ห้ามเข้าคณะ

ศึกสรรหาคณะบดีระอุ กิตติบดี ใยมูล อดีตคณบดีนิติศาสตร์ ขอนแก่น พร้อมเจ้าหน้าที่คณะ 6 คนเข้าร้องเรียนอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน กรณีอธิการบดีและฝ่ายบริหารส่งคนมาเป็นรักษาการคณบดีอ้างคำสั่งย้อนหลัง ประกาศห้ามพนักงานกระด้างกระเดื่อง ตัดโอนตำแหน่งเจ้าหน้าที่-สั่งย้ายอาจารย์ไม่เป็นธรรม ออกคำสั่งห้ามบุคลากรหัวแข็งเข้าคณะ พร้อมแปะรูปประจาน 20 มิ.ย.54 ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อนุกรรมการว่าด้วนสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง โดย นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุฯ รับเรื่องร้องเรียนจาก นายกิตติบดี ใยมูล อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ให้ตรวจสอบการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ภายในมหาวิทยาลัย กรณีความไม่ชอบมาพากลในการสรรหาคณบดีคณะนิติศาสตร์คนใหม่ และการใช้อำนาจของอธิบการบดีที่มีคำสั่งด่วนที่สุดประกาศห้ามอาจารย์และบุคลากรรวม 14 คน เข้าพื้นที่คณะ นายกิตติบดี ท้าวความถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าว่า เนื่องจากตนเองหมดวาระจากการทำหน้าที่เป็นรักษาการคณบดีคณะนิติศาสตร์ และได้รับการเสนอชื่อจากคณะกรรมการสรรหาให้เป็นคณบดีต่อ เมื่อผ่านสภามหาวิทยาลัย สภามีมติให้ดำเนินการเพิ่มเติมในการปรับปรุงหลักสูตรและอื่นๆ 6 ประการ จากนั้นให้มีคณะกรรมกาประเมินผลงาน หลังจากนั้นไม่เคยมีผลการประเมินและความชัดเจนจากทางมหาวิทยาลัยในเรื่องดังกล่าวอีก กระทั่งเกิดสภาวะสุญญากาศตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.54 จากนั้นรองอธิบการบดีฝ่ายแผนและพัฒนาบุคลากรอ้างว่าสภามหาวิทยาลัยมีมติให้มาทำหน้าที่รักษาการคณบดี แต่ไม่ปรากฏคำสั่งแต่งตั้งหรือคำชี้แจงของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้คณะอาจารย์กลุ่มหนึ่งกล่าวอ้างว่าจะมีตำแหน่งงานบริหารคณะได้เข้ามามีพฤติกรรมข่มขู่ว่าหากบุคลากรใดขัดขืนจะถูกเล่นงาน ทำให้เจ้าหน้าที่และอาจารย์ในคณะกลุ่มหนึ่ง จำนวน 27 คนทำหนังสือสอบถามความชัดเจนไปยังมหาวิทยาลัยนันที่ 13 มิ.ย. เพราะเกิดความสับสนในการปฏิบัติงานที่ต้องการความชัดเจนว่าบุคคลที่อ้างมติสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจจริงหรือไม่ เพราะมีการเรียกข้อมูลชั้นความลับทางราชการ มีการเข้าไปแทรกแซงการปฏับัติงานของสายสนับสนุน วันต่อมา วันที่ 14 มิ.ย. มีการเผยแพร่คำสั่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งผู้รักษาการคณบดีคนดังกล่าว ลงวันที่ 9 มิ.ย.และให้มีผลย้อนหลังในวันที่ 1 มิ.ย. จากนั้นวันที่ 15 มิ.ย.อธิการบดีได้ออกประกาศมหาวิทยาลัย เรื่องการกำกับดูแลระบบบริหารและการประกันคุณภาพการศึกษา โดยสาระสำคัญของเนื้อหา มิใช่ “การกำกับ” แต่เป็น “การควบคุม” เช่น ให้สำนักงานอธิการบดีควบคุมสถานการณ์ในคณะ กรณี 1.บุคลากรแสดงพฤตกรรมต่อต้านมติของสภาฯ 2.บุคลาการพยายามทำลายหลักฐานหรือปกปิดซ่อนเร้นหลักฐานราชการเกี่ยวกับการเงิน การจัดซื้อจัดจ้าง 3.บุคลากรแสดงพฤติกรรมชักจูงและส้างข่าวลือเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสรรหาคณบดี กิตติบดี ชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า ข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ถูกข่มขู่ และไม่ได้รับคำตอบว่าคณะบริหารใหม่เข้ามาได้อย่างไร แต่ไม่ได้รับคำตอบ จึงนัดกันใส่ชุดดำทุกวันพุธ หากมีการเชิญโดยรักษาการคณบดีก็จะไม่ไป แต่หากมีหนังสือเป็นเรื่องเป็นราวก็ให้ความร่วมมือด้วยดี ส่วนเรื่องข้อกล่าวหาคอรัปชั่นนั้นเป็นการเบี่ยงเบนประเดน ถ้าคิดว่ามีปัญหานี้ก็ควรตั้งกรรมการสอบอย่างจริงจัง และการกล่าวว่าเอกสารหลักฐานหายนั้นก็ไม่แน่ชัดว่าหายในช่วงตนเป็นคณบดีหรือมาหายภายหลัง “การจะกล่าวหาต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอ และควรมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหามีมูลจริง แต่ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยไม่มีการสอบสวนเรื่องนี้เลย” กิตติบดีกล่าวและว่า ประกาศดังกล่าวยังคาดโทษด้วยว่าบุคคลใดฝ่าฝืนคำสั่งผู้บังคับบัญชาจะถูกดำเนินการทางวินัย อดีตคณบดีกล่าวว่า ต่อมาวันที่ 15 มิ.ย. อธิการบดีได้มีคำสั่งด่วนที่สุดตัดโอนพนักงานมหาวิทยาลัยจำนวน 7 คนไปอยู่สังกัดอื่นโดยไม่ระบุเหตุผล และต่อมา 17 มิ.ย.ก็สั่งให้อาจารย์อีก 7 คน (จากทั้งหมด 14 คน) ย้ายไปปฏิบัติงานที่อื่นโดยที่ที่ถูกย้ายไปนั้นไม่มีงานตรงกับความรู้ความสามารถของอาจารย์เหล่านั้น ทั้งนี้ บุคคลากรทั้งหมดที่ถูกสั่งย้าย ตัดโอนนั้นเป็นผู้ลงนามในหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงจากมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ในวันนี้(20 มิ.ย.) ได้รับทราบข่าวอย่างไม่เป็นทางการว่าจะมีคำสั่งให้ทั้งหมดกลับเข้าทำงานในคณะแล้ว ตัวแทนพนักงานคนหนึ่งขยายความว่า อาจารย์ 7 คนได้รับคำสั่งย้ายซึ่งไม่มีผลต่อการนับอายุราชการ ส่วนเจ้าหน้าที่นั้นโดนคำสั่ง “ตัดโอน” ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีการนับอายุการทำงานต่อเนื่อง ต้องเริ่มต้นใหม่ แต่มีอาจารย์คนหนึ่งที่อยู่ในรายการตัดโอนด้วย 1 คนคือนายกิตติบดี “ถ้ามีการสรรหาอีกครั้ง อาจารย์กิตติบดีก็จะไม่มีสิทธิแล้ว เพราะถือว่ายังทำงานในคณะไม่ครบ 1 ปีตามข้อกำหนด ส่วนพวกเราพนักงานที่โดนตัดโอนก็ไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเช่นกัน เพราะเริ่มต้นนับอายุงานใหม่ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะออกเสียงได้” พนักงานคณะนิติศาสตร์คนหนึ่ง หนึ่งในผู้เสียหายกล่าวถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว กิตติบดีกล่าวว่า ความขัดแย้งนั้นรุนแรงถึงขนาดว่าในวันที่ 17 มิ.ย. อธิการบดีได้ลงนามในคำสั่งเรื่องการบริหารจัดการอาคาร สถานที่ โดยสั่งห้ามบุคคลจำนวน 14 คน เข้าพื้นที่คณะนิติศาสตร์ หากฝ่าฝืนถือว่าขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาและจะถูกลงโทษทางวินัย โดยมีการติดคำสั่ง รายชื่อพร้อมรูปถ่ายบุคคลดังกล่าวไว้ในพื้นที่สาธารณะ “การกระทำดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจที่ลุแก่อำนาจหรือไม่ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการประจานบุคคล เป็นการหมิ่นเกียรติในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย และการดำเนินกาต่างกรรมต่างวาระแก่บุคลากรไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม ไม่มีการสดับตรับฟังข้อมูลอย่างปราศจากอคติ เลือกปฏิบัติระหว่างบุคคล สร้างสภาวะกดดันและคุกคามความมั่นคงในชีวิต ร่างกาย เสรีภาพและทรัพย์สิน เขายังระบุด้วยว่าตัวเขาและเพื่อนอาจารย์อีกคนหนึ่งโดนคุกคามโดยมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบคอยติดตามที่บ้านด้วย นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุกรรมการฯ กล่าวว่าทางอนุกรรมการฯ จะดำเนินการทำหนังสือสอบถามไปยังอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นเพื่อให้ชี้แจงให้ชัดเจน ที่ผ่านมาอาจารย์กิตติบดี ได้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเรื่องสิทธิมนุษยชน ทีผ่านมาได้ร่วมกับอนุกรรมการฯ เป็นผู้เชี่ยวชาญสอบข้อเท็จจริงกรณีควมขัดแย้งที่อุดรธานี มีการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิ ตั้งศูนย์กฎหมายเพื่อสังคมให้ชาวบ้านปรึกษาเรื่องกฎหมาย ทั้งกรณีปากมูล โปแตช ลำปาง ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายกิตติบดียังช่วยประกันตัวกลุ่มนักศึกษาที่าที่ร่วมกับชาวบ้านอุดรธานีประท้วงโครงการสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และช่วยเหลือการประกันตัวนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ กรณีถูกแจ้งความดำเนินคดีเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112) ที่จังหวัดขอนแก่น “ผมไม่ได้สนใจเรื่องตำแหน่งว่าจะได้เป็นคณบดีอีกหรือไม่ แต่อยากสร้างมาตรฐานการใช้อำนาจในสถาบันการศึกษา ต้นทางสำหรับสร้างสังคมไม่ควรมีการละเมิดสิทธิเสียเอง และเราน่าจะใช้กรณีนี้ในการเรียกร้องให้สภามหาวิทยาลัยมีสัดส่วนของภาคพลเมืองเพิ่มขึ้น นอกจากคนจากส่วนกลาง” อดีตคณบดีกล่าวและว่า การปฏิรูปโครงสร้างดังกล่าวจะทำให้คณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นและตรงตามความต้องการของพื้นที่

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท