รายงาน: คดีเสื้อแดงมุกดาหารสืบพยานมาราธอนถึง2ทุ่ม 4วันรวด

จำเลย ส่วนใหญ่แค่มาดูเหตุการณ์ ยันเจตนาร่วมขนยางเพื่อเป็นบังเกอร์เหมือนราชประสงค์และช่วยห้ามปรามตลอดจน ขนออกเมื่อสถานการณ์ส่อรุนแรง นอกจากไม่มีทนายและอัยการร่วมสอบปากคำแล้ว ยังถูกเกลี้ยกล่อมให้เซ็นรับรองภาพถ่ายประกอบสำนวนฟ้อง

ศาลจังหวัด มุกดาหารนัดสืบพยานจำเลยคดีเผาศาลากลางวันที่ 22-24 มิถุนายน 2554 อันเป็นวันที่ 2,3 และ 4 จำเลยอีก 22 คนขึ้นให้การเป็นพยานให้ตนเอง พร้อมพยานแวดล้อมอีก 15 ในจำนวนนี้มีจำเลย 9 คน ที่ถูกจับและทำร้ายร่างกายในวันที่เกิดเหตุการณ์เผาศาลากลาง (19 พ.ค.53) ถูกจับตามหมายจับ 9 คน จับโดยไม่มีหมาย 1 คน และเข้ามอบตัว 3 คน

จำเลย ส่วนหนึ่งให้การว่า ผ่านมาเห็นการชุมนุมที่ข้างศาลากลางโดยบังเอิญจึงเข้ามาดูเหตุการณ์ บางรายเป็นสามล้อรับจ้างเห็นที่ชุมนุมมีคนมากจึงนำรถเข้ามาจอดหวังจะได้ผู้ โดยสาร บางคนหวังเข้ามากินข้าวที่ทำแจกผู้ชุมนุม และมีหลายคนตั้งใจเดินทางมาศาลากลางเพื่อร่วมชุมนุมกดดันรัฐบาลไม่ให้ใช้ ความรุนแรงสลายการชุมนุมที่กรุงเทพฯ หลังทราบข่าวจากโทรทัศน์ ส่วนจำเลยที่ 17 นายพรพจน์ พันธ์สุวรรณ ซึ่งเคยขึ้นเวทีเป็นแกนนำได้รับการขอร้องจากเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาในที่ ชุมนุม เนื่องจากเกรงว่าเหตุการณ์จะลุกลามรุนแรง และจำเลยที่ 24 เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ได้รับคำสั่งจากผู้ใหญ่บ้านให้มาดูแลลูกบ้านซึ่งอาจมาชุมนุม

ในช่วง สายที่มีผู้ชุมนุมประมาณ 2,000 คน จำเลยหลายคนและพยานซึ่งเป็นนายตำรวจเบิกความว่า ผู้ชุมนุมขอให้ผู้ว่าฯ ออกมาเจรจาเพื่อขอเข้าชุมนุมในศาลากลางและยื่นหนังสือเรื่องให้ยุติการเข่น ฆ่าประชาชน แต่ผู้ว่าฯ ไม่ออกมาพบผู้ชุมนุม ทั้งนี้ นายพรพจน์ให้การว่าก่อนหน้านั้นผู้ว่าฯ ก็ได้เรียกตนเองไปพบ และปฏิเสธที่ให้มีการชุมนุมในศาลากลาง หลังจากนั้น จำเลยหลายคนเห็น อส.เอากุญแจมาไขเปิดประตูรั้วให้ผู้ชุมนุมเข้าในศาลากลางเอง หลังผู้ชุมนุมจำนวนมากเขย่าประตูรั้ว ต่อมา ผู้ว่าฯ ได้ส่งรองผู้ว่าฯ (นางสาวสมหมาย ปรีชาศิลป์) ลงมาเจรจา แต่รองฯสมหมายกลับต่อว่าเรื่องการบุกรุกเข้าในสถานที่ราชการ ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจ และเริ่มมีการลำเลียงยางเข้าไปกองใกล้มุขของอาคารศาลากลางหลังเก่า

จำเลย ที่ขับสามล้อรับจ้าง 3 คน เบิกความว่า มีคนมาว่าจ้างให้ไปขนยางรถยนต์เก่าจากริมถนนที่อยู่ห่างศาลากลางออกไปนำมา ไว้ที่หน้าประตูรั้วด้านข้างศาลากลาง จำเลยซึ่งคิดว่ายางดังกล่าวจะนำมาเป็นบังเกอร์ป้องกันทหารมาสลายการชุมนุม ดังเช่นที่เห็นภาพข่าวในโทรทัศน์ จึงรับจ้างไปขนยางมา แต่เมื่อมาถึงจุดที่ต้องนำยางลง ประตูรั้วเปิดแล้ว และผู้ชุมนุมผลักดันให้นำยางเข้าไปลงไว้ด้านใน ห่างจากประตูรั้วประมาณ 20 เมตร เมื่อการเจรจากับรองผู้ว่าฯ ไม่เป็นผล มีการลำเลียงยางเข้าไปใกล้อาคารศาลากลาง โดยนายพรพจน์ให้การว่า มีชายแต่งชุดรัดกุม สวมหมวกโม่งอำพรางใบหน้าประมาณ 20 คน คอยแทรกในกลุ่มผู้ชุมนุมและยุงยงให้ลำเลียงเข้าใกล้อาคาร มีการประกาศจากเจ้าหน้าที่ รวมทั้งแกนนำอย่างนายพรพจน์ ให้เข็นยางกลับออกมา จำเลยที่ไปขนยางมา รวมทั้งจำเลยคนอื่นก็ได้มีส่วนช่วยในการขนยางออกห่างอาคารด้วย แต่ทั้งนี้ การขนยางออกก็ไม่สามารถทำได้ทั้งหมด

เมื่อเหตุการณ์เริ่มส่อเค้า รุนแรง ไม่มีใครควบคุมอะไรได้ การห้ามปรามโดยแกนนำและผู้ร่วมชุมนุม รวมทั้งจำเลยบางคนไม่เป็นผล จำเลยหลายคนให้การว่าได้กลับออกมานอกศาลากลาง และบางคนกลับบ้านไปเลย จนกระทั่งมีคนจุดกองยางที่อยู่ชิดอาคาร และมีควันไฟลอยขึ้นท้องฟ้า จำเลย 12 ซึ่งเป็นการ์ดและได้ออกไปดูแลการชุมนุมอีกแห่งหนึ่งกลับเข้ามา เห็นว่าพระบรมฉายาลักษณ์ซึ่งอยู่หน้ามุขอาจจะถูกไฟไหม้จึงบอกให้ตำรวจที่ ตรึงกำลังหน้าบันไดทางขึ้นอาคารขึ้นไปเอาลงมา แต่ถูกปฏิเสธ จึงร่วมกับจำเลย 10 ซึ่งไม่รู้จักกัน และผู้ชุมนุมอีกคนปีนมุขอาคารขึ้นไปเอาลงมาและส่งให้คนข้างล่างรับไปวางไว้ ที่อนุสาวรีย์ ร.5 ขณะกลับลงมาทางบันได จำเลย 10 และ 12 ให้การว่าเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคนอยู่บนชั้นสอง

เหตุการณ์ลุกลาม ไปจนกระทั่งมีไฟลุกไหม้ในอาคารศาลากลาง มีจำเลยเพียง 4 คน ที่ให้การว่าอยู่ในบริเวณศาลากลางในช่วงนี้ แต่ก็เพียงแต่เดินดูเหตุการณ์ไปรอบๆ ไฟไหม้อาคารศาลากลางหลังเก่าอยู่ราว 2 ชั่วโมง ช่วงเวลาดังกล่าว มีจำเลยหลายรายที่เพิ่งผ่านมาเห็นจึงเข้ามาดู บางรายได้ยินข่าววิทยุว่าไฟไหม้ศาลากลางจึงเดินทางมาเพื่อดูเหตุการณ์ แต่ไม่นานก็มีการสลายการชุมนุมโดยกองร้อยควบคุมฝูงชน ซึ่งหลายคนเบิกความว่าเริ่มด้วยการขว้างปาก้อนหินและเหล็กใส่ผู้ชุมนุม และผู้ชุมนุมปาตอบโต้ จากนั้น เจ้าหน้าที่จึงวิ่งไล่ มี 4 คน ที่ขึ้นเบิกความในวันนี้ถูกจับกุมอยู่ในศาลากลาง และอีก 5 คน ถูกจับอยู่ด้านนอกรั้ว ห่างจากศาลากลางไป 200 ม.ก็มี บางคนบอกว่าตำรวจวิ่งไล่ผู้ชุมนุมผ่านตนเองไปแล้ว ตามจับไม่ได้ จึงวกกลับมาจับตนเองซึ่งกำลังเดินอยู่ โดยทั้งหมดนี้ถูกตีด้วยไม้กระบอง ถูกเตะหรือเหยียบด้วยคอมแบท จนบางคนถึงกับสลบ บางคนต้องแกล้งสลบ ตำรวจจึงหยุดทำร้ายร่างกาย

หลังจากกลุ่มที่ถูกจับในวันที่เกิดเหตุ ถูกคุมขังในรถขังผู้ต้องหาอยู่หน้าศาลากลาง 3 วัน 2 คืน และนำไปฝากขังที่เรือนจำแล้ว ตำรวจก็ออกหมายจับและตามจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติม ตลอดจนมีคนเข้ามอบตัว จำเลยทั้งหมดให้การตรงกันว่า ในการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่มีทนายและเจ้าพนักงานอัยการเข้าร่วม ไม่มีการอ่านบันทึกคำให้การให้จำเลยฟัง หรือให้จำเลยอ่านก่อนลงลายมือชื่อ การเซ็นรับรองภาพถ่ายว่าเป็นตัวจำเลยก็บอกให้จำเลยเซ็นๆ ไปก่อน ถึงแม้จำเลยบางคนจะเห็นว่ารูปนั้นไม่ใช่รูปตนเอง จำเลยบางคนไม่มีแม้แต่ภาพถ่ายในเหตุการณ์ประกอบสำนวนฟ้อง

หลังจากสืบพยานจำเลยเป็นเวลา 4 วัน โดยสืบจนถึง 2 ทุ่ม ทุกวัน ตามที่ศาลได้นัดไว้ ก็ยังไม่สามารถสืบพยานได้หมดทุกปาก ยังคงเหลือจำเลย อีก 1 คน และพยานแวดล้อมอีก 3 ศาลจึงเลื่อนการสืบพยานที่เหลือออกไปเป็นวันที่ 17 สิงหาคม 2554

 
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์