ทัศนคติ ... ที่ (ยัง) เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ผู้เขียนเองได้ร่วมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน “เคารพ” เสียงประชาชนผ่านบทความที่ลงตีพิมพ์ในมติชนรายวันเมื่อ 9 มิถุนายน 2554 ที่เพิ่งผ่านไป อย่างไรก็ตาม แม้การตอบรับที่มีมายังผู้เขียนจะค่อนข้างดี (มีผู้เห็นด้วยเป็นอันมาก) แต่ก็มี “ความรู้สึก” เล็กๆ แนบมาด้วยทำนองว่า “ขอให้เป็นเสียงที่แท้จริงของประชาชน” จะได้ไหม ? ความรู้สึกกังวลว่าเสียงประชาชนเป็นเสียงที่ถูกซื้อได้เกิดขึ้นในสังคมไทยมาเนิ่นนานเต็มที ความจริงก็คือการซื้อสิทธิ์ขายเสียงนั้นได้มีอยู่จริงในกระบวนการประชาธิปไตยไทยอย่างยากที่จะปฏิเสธ สาเหตุเกิดจากทั้งตัวนักการเมืองและประชาชนเองอยู่ในช่วงเริ่มต้นของหน่อเนื้อประชาธิปไตย ความผิด (จากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์) ในอดีตของคนในชนบทรุ่นก่อนทำให้มี “ราคาที่ต้องจ่าย” เกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่ที่มีพัฒนาการประชาธิปไตยก้าวรุดหน้าไปจากเดิมมาก แม้ไปเลือกตั้งด้วยความบริสุทธิ์ใจ ก็ยังอาจถูกตั้งคำถามว่ารับเงินเขามาลงคะแนนหรือเปล่า กล่าวสำหรับคนเมืองที่ยังคงคลางแคลงใจกับคะแนนเสียงของคนชนบทนั้น ถึงเวลาที่เราอาจต้องปรับทัศนคติในเรื่องนี้กันเสียใหม่ ต่อให้คะแนนเสียงนั้นถูกซื้อหามา เราก็ยังต้องอดทนยอมรับเพื่อรักษาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนี้เอาไว้ อย่าว่าแต่ยามนี้ คนในชนบทได้พากันตื่นตัวอย่างขนานใหญ่ในเรื่องของประชาธิปไตยจนร่ำๆ จะแซงหน้า “คนเมือง” ไปหลายองคุลีแล้ว เราคงต้องประคับประคองวิถีทางประชาธิปไตยไป พัฒนาคุณภาพของผู้คนไปพร้อมๆ กัน โดยเลือกเอาระบอบให้คงไว้ก่อนเป็นสำคัญ ไม่ใช่เอะอะก็มาบอกว่า ใครต่อใครที่เราสงสัยซื้อสิทธิ์ขายเสียง “ไม่ได้แล้ว .... มันแย่มากเลย “.... แล้วกวักมือเรียกอำนาจพิเศษให้ออกมาทำปฏิวัติ ประเทศไทยก็เลยติดหล่มจมปลัก...วนอยู่แต่ในเขาวงกต ไปไหนไม่ถูกอย่างที่เกิดขึ้นช่วง 4 – 5 ปี มานี้ ประชาธิปไตยของประเทศไทยนั้น แปลกประหลาดที่สุดในโลก พอยุบสภาเสร็จต้องมานั่ง “เกร็ง” กันว่าจะมีเลือกตั้งไหม ครั้น กกต.ประกาศจัดเลือกตั้งกำหนดวันแน่นอนแล้ว ยังต้อง “เกร็ง” กันต่อว่า “โค้งสุดท้าย” จะมีใครแอบมากิน 3 ต่อเข้าฮอร์สหรือไม่ ! ชนชั้นกลางที่เป็นพลังเงียบ จึงอาจต้องเข้าใจให้ได้โดยเร็วว่า ประชาธิปไตยบ้านเรานั้น มีโอกาสที่จะถูกบิดเบือนให้ออกนอกลู่นอกทางได้ตลอดเวลา การได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และประคับประคองให้อยู่ครบวาระ 4 ปีอย่างต่อเนื่อง จึงเป็น “โมเดล” ที่พวกเราอาจต้องช่วยกันดูแลให้เกิดขึ้นให้จงได้ และวิธีเดียวที่จะให้ได้รัฐบาลแบบนี้ก็คือ ให้ความเคารพต่อเสียงประชาชนที่พากันออกมาลงประชามติในวันเลือกตั้ง อย่าได้เผลอไปสงสัยเรื่องความบริสุทธิ์ของคะแนนเสียง ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ กกต. ซึ่งเป็นกรรมการกลางอำนวยความยุติธรรมอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะพลันที่เราสงสัย... ก็จะมีคนสวมรอยขยายผลพร้อมกับเรียกร้องหาอำนาจพิเศษในฉับพลันทันใด ทัศนคติดังกล่าวนี้ยิ่งเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยในบ้านเรา เมื่อไปเกิดกับนักการเมือง ทั้งที่คร่ำหวอดและไม่คร่ำหวอดทั้งหลาย ข้อสังเกตที่นักการเมืองจำพวกนี้ชอบตั้งก็คือ ถ้าประชาชนไปเลือกพรรคที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม จะเป็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงทันที แต่ถ้าเลือกพรรคตนคือเสียงบริสุทธิ์ ทัศนคตินี้เองที่บั่นทอนนักการเมืองระดับปูชนียบุคคล และพรรคเก่าแก่บางพรรค เพราะไป “ปรามาส” หรือ “ดูถูก” ประชาชนจากการพูดเช่นนี้บ่อยๆ จนทำให้ไม่ได้ที่นั่ง ส.ส. แทบจะยกภาคกันเลยทีเดียว กล่าวโดยสรุป คุณภาพของระบอบประชาธิปไตยไทยจะพัฒนาขึ้น ถ้าทุกภาคส่วนช่วยกันประคับประคองให้อำนาจจากประชาชนคงอยู่อย่างมั่นคงสถาวร ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็โดยที่ทุกองคพยพต่างพากันให้ความเคารพต่อเสียงประชาชน ผู้ไปลงคะแนนที่คูหาเลือกตั้ง โดยปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท