ผู้ต้องหากับมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ความมั่นคง

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

หลังจากที่หลากหลายฝ่าย หลากหลายองค์กร ทั้งสนับสนุน ต่อต้านและกังวล กับการบังคับใช้มาตรา21 ของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ) แม้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ มีความเข้มข้นน้อยกว่าพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ที่มีการประกาศใช้มาตลอดหลังเกิดเหตุไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ระลอกใหม่ เช่นเดียวกับ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ที่มีการประกาศใช้มานับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2548 โดยประกาศต่ออายุทุกๆ 3 เดือนจนถึงปัจจุบัน ที่ผ่านมาประกาศยกเลิกใช้ไปแล้วหนึ่งอำเภอ และมีแนวโน้มจะยกเลิกในอีกหลายอำเภอตามความเห็นของฝ่ายบริหาร แต่ก็ยังไม่ได้รับความเห็นด้วยจากฝ่ายความมั่นคงทั้งในส่วนหน้าและส่วนกลาง อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี เป็นอำเภอแรกในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รับการประกาศยกเลิกการบังคับใช้กำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ 2548 และเป็นพื้นที่แรกในการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากประกาศใช้ไปแล้วในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ตั้งแต่ปลายปีพ.ศ.2552 หลังประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงฯ ทั้งสองพื้นที่ดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2554 และวันที่ 19 มกราคม 2554 นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร (ผอ.รมน) มีประกาศตามมติคณะรัฐมนตรี กำหนดลักษณะความผิดอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ตามลำดับ มาตรา 21 นั้น ถือเป็นสาระสำคัญหรือหัวใจหลักของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในการนำกระบวนการอบรมแทนการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่กระความผิดตามที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนด และผู้นั้นกลับใจเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานหรือพนักงานสอบสวน โดยได้ดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏว่า บุคคลนั้นได้กระทำไปเพราะหลงผิด หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้นั้นกลับใจมอบตัว จะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เมื่อพนักงานสอบสวนส่งรายงานการสอบสวนและความเห็นไปให้ผู้อำนวยการกอ.รมน.(กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน) และผู้อำนวยการกอ.รมน.เห็นด้วยกับความเห็นของพนักงานสอบสวน ผู้อำนวยการกอ.รมน.ส่งบันทึกสำนวน พร้อมทั้งความเห็นไปยังพนักงานอัยการ พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาให้ผู้อำนวยการ กอ.รมน.เพื่อเข้ารับการอบรม หากผู้ต้องหายินยอมเข้ารับการอบรมและปฏิบัติตามเงื่อนไข และศาลเห็นสมควร ศาลจะสั่งให้ส่งผู้ต้องหานั้นให้ผู้อำนวยการกอ.รมน.เพื่อเข้ารับการอบรมเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดและเมื่อผู้ต้องหาเข้ารับการอบรมและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด สิทธิในคดีอาญามาฟ้องผู้ต้องหาเป็นอันระงับไป หากพิจารณาจากสาระสำคัญหลักในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 จะเห็นได้ว่า มีผู้ที่มีบทบาทและได้รับผลกระทบมากที่สุด นั่นก็คือ ผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (2) “ผู้ต้องหา หมายความถึงบุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่า ได้กระทำความผิดแต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล” การถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดนั้น ต้องเป็นการกล่าวหาต่อเจ้าพนักงานว่า ได้กระทำความผิดอาญาขึ้นโดยคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายหรือคำกล่าวโทษของบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่ผู้เสียหาย ผู้ต้องหาตามมาตรา 21 นั้นต้องเป็นผู้ถูกล่าวหาว่า ได้กระทำความผิดที่คณะรัฐมนตรีกำหนดลักษณะความผิด อันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ทั้งนี้การร้องทุกข์ของผู้เสียหายหรือการกล่าวโทษของบุคคลอื่นว่า ผู้ต้องหาได้กระทำความผิดอาญานั้น ต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอในการที่จะร้องทุกข์หรือกล่าวหาด้วย จากจำนวนคดีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การร้องทุกข์ส่วนใหญ่แล้ว จะร้องทุกข์ในกรณีที่ไม่ทราบผู้กระทำความผิดเป็นส่วนใหญ่ โดยจะมีการกล่าวหาของเจ้าพนักงานมากกว่าการร้องทุกข์ของผู้เสียหาย โดยพยานหลักฐานหลักในการกล่าวหาของเจ้าพนักงานนั้น มักจะมีพยานหลักฐานเพียงคำให้การซัดทอดของผู้ที่ถูกควบคุมตัว ตามกฎอัยการศึกหรือตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เท่านั้น ที่ซัดทอดถึงขบวนการที่มีอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายกรณีปรากฏว่า ผู้ที่ให้การซัดทอดเอง ก็มิได้ถูกดำเนินคดีอาญาต่อศาลแต่อย่างใด หรือเจ้าพนักงานจะมีเพียงคำให้การรับสารภาพในชั้นควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกหรือตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของผู้ต้องหาเสียเอง ซึ่งหลักฐานดังกล่าวเป็นเพียงการอ้างขึ้นของบุคคลที่ถูกซักถามตามกฎหมายพิเศษ ช่วงเวลาการซักถามตามกฎหมายพิเศษนั้น ก็เป็นการซักถามของเจ้าหน้าที่ทหารหรือตำรวจที่ไม่ใช่พนักงานสอบสวนตามกฎหมายแต่อย่างใด และการให้ถ้อยคำตามกฎหมายพิเศษที่บังคับใช้อยู่ ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย โดยการให้การหรือให้ถ้อยคำนั้น ไม่มีผู้ที่ตนไว้วางใจ ญาติ หรือทายความเข้าร่วมในการซักถามแต่อย่างใด และหลายกรณีปรากฏว่า มีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างการซักถามนั้น เพื่อให้ผู้ให้ถ้อยคำรับสารภาพหรือซัดทอดต่อบุคคลอื่นอีกด้วย การให้การปรปักษ์ต่อตนเองนั้น ถึงแม้จะเป็นการให้การในชั้นซักถามตามกฎอัยการศึกหรือพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็ตาม ก็มิอาจนำมาเพื่อเป็นพยานหลักฐานประกอบการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษตามกฎหมายได้ หากนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาประกอบ ก็ย่อมขัดต่อหลักตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 บัญญัติไว้ในมาตรา 40 (4) ที่บัญญัติคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในการที่จะไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง ประกอบกับกติกาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ICCPR ข้อที่ 14 (3) สิทธิในการที่จะถูกบังคับให้การปฏิปักษ์ต่อตนเองหรือให้รับสารภาพผิด ดังนั้นเจ้าพนักงานที่กล่าวโทษนั้นต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอที่เห็นได้ว่า หรือเชื่อได้ว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำความผิดจริง และพนักงานที่รับแจ้งการร้องทุกข์กล่าวโทษก็ย่อมที่จะพิจารณาขั้นต้นในการที่รับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษดังกล่าวว่า ผู้ต้องหานั้นได้กระทำหรือเชื่อได้ว่าเป็นผู้กระทำความผิดตามคำร้องทุกข์กล่าวโทษนั้นด้วย อย่างไรก็ตามหากบุคคลใดตกอยู่สถานะของผู้ต้องหา สิทธิต่างๆก็ย่อมได้รับความคุ้มครองเฉกเช่นเดียวกัน ดังที่ได้บัญญัติในรัฐธรรมนูญ ICCPR และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้ในการรับมอบตัว การสอบสวน หรือการให้คำให้การของผู้ต้องหานั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ต้องหาจะต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการพบหรือปรึกษาทนายความเป็นการเฉพาะตัว ให้ทนายความหรือบุคคลที่ตนไว้วางใจเข้าร่วมในการสอบปากคำในชั้นสอบสวน ได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติ หรือในชั้นที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่ง ผู้ต้องหาสามารถมีทนายความร่วมในการไต่สวนคำร้อง ยื่นคำร้องคัดค้าน รวมทั้งสามารถนำพยานหลักฐานของตนเข้าร่วมในกระบวนการไต่สวนของศาลด้วย ตามมาตรา 21 จึงเห็นได้ว่า ผู้ต้องหาที่เข้ามามอบตัว หรือผู้ต้องหาที่พนักงานสอบสวนเห็นว่า ผู้ต้องหากระทำไปเพราะหลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้น ต้องเป็นผู้ต้องหาตามที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้น จะนำผู้ที่มีหมายตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ผู้ที่ควรเฝ้าระวังหรือบุคคลเป้าหมายด้านความมั่นคงที่อยู่ในเรือนจำ บุคคลผู้หลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์และบุคคลอื่นๆ ที่ไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวข้องด้านความมั่นคง แต่ประสงค์เข้าร่วมรายงานตัวหรือบุคคลที่อพยพออกจากพื้นที่ ด้วยความหวาดกลัวแต่มีความประสงค์จะกลับคืนสู่ภูมิลำเนาไม่ได้ เพราะกลุ่มบุคคลเหล่านั้นมิใช่ผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21 แต่อย่างใด -------------------- * บทความฉบับนี้ เขียนขึ้นมาระหว่างการฝึกงานกับ คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission Of Jurist :ICJ )

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์