ธิดา ถาวรเศรษฐ: ความขัดแย้งภายในองค์กรและความขัดแย้งในหมู่ประชาชน

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ปกติทุกองค์กรทุกหน่วยงาน จะมีความขัดแย้งกันตลอดเวลา และความขัดแย้งจากทัศนะที่แตกต่างกัน จะทำให้องค์กรพัฒนาไปได้ แต่เมื่อใดที่ยกระดับความขัดแย้งเหนือองค์กร กระโดดข้ามไปสู่สาธารณะก็จะบ่งถึงการสิ้นสุดความขัดแย้ง นำไปสู่ความแตกแยก เพื่อการแตกแยก การจะเป็นเช่นนี้ แม้แต่หน่วยเล็กที่สุดคือ สามีภรรยา ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำความขัดแย้งไปเปิดเผยต่อสาธารณะ ก็ยากที่จะคืนดีกันได้ ถ้าเป็นบริษัทองค์กรเอกชนก็จะแยกไปตั้งบริษัทใหม่ สำหรับการต่อสู้ของประชาชนนั้น ยิ่งถูกเรียกร้องหนักมากยิ่งกว่านั้น เพราะเกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์ประชาชน ตราบเท่าที่ยังอยู่ในขบวนเดียวกัน ในองค์กรต่อสู้เดียวกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีส่วนในองค์กรนำด้วยกัน ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดก็ตาม การนำความขัดแย้งออกมากล่าวโทษ กล่าวร้ายและเสียหายต่อการนำในที่สาธารณะ ถือเป็นการเจตนาทำลายการนำ ทำลายองค์กร และทำลายการต่อสู้ของประชาชน ชัยชนะ 14ตุลา16 ในเวลาเริ่มต้นก็เกิดความแตกแยกเสียหายในการนำของขบวนการนิสิต นักศึกษา นักเรียนอาชีวะทันที ด้วยการดำเนินงานของเครือข่ายอำมาตยาธิปไตยและกลไกรัฐล้าหลัง เพราะหลังจากนั้น นักเรียน นิสิต นักศึกษา ไม่อาจผนึกกำลังของการต่อสู้ได้อีก จวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ทั้งนี้ด้วยการวางแผนอย่างแยบยลต่อเนื่องจนกลายเป็นกลุ่มที่อยู่กับผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวมและไม่อาจสามัคคีกันทำงานให้ประเทศชาติได้อีกต่อไป ทำงานให้เฉพาะกลุ่มสถาบัน เช่นเดียวกับวันเวลาในยุคเผด็จการครองเมืองนั่นเอง จากสถานการณ์ที่เราถูกกระทำอย่างเหี้ยมโหดป่าเถื่อนกลางกรุงเทพมหานคร ทางการทหารและรัฐบาลนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ลำพองใจกับชัยชนะ โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังพ่ายแพ้ทางการเมือง ในสายตาประชาชน เพราะความผิดที่แก้การเมืองด้วยการทหาร ส่วนประชาชนคนเสื้อแดง เราพ่ายแพ้จากการใช้การทหารของฝ่ายตรงข้าม เพราะเรามาต่อสู้ทางการเมืองเท่านั้น ไม่ได้คิดหรือเตรียมตัวมาต่อสู้ทางการทหารแต่ประการใด ความจริงหลังการปราบปรามรุนแรงจาก 10 เมษา จนถึง 19 พฤษภา 53 นานาประเทศทำนายว่าเมืองไทยต้องเป็นกลียุคแน่ๆ จะลุกขึ้นต่อสู้ด้วยอาวุธ เช่นเดียวกับสามจังหวัดภาคใต้ แต่ปรากฏว่า คนเสื้อแดง อดกลั้น อดทน เช็ดน้ำตา เก็บศพวีรชน จำนวนหนึ่งเดินเข้าคุก คนที่เหลือลุกขึ้นเดินหน้าต่อสู้ต่อไปอย่างองอาจกล้าหาญ จนถึงวันนี้ วันที่ประชาชนประกาศชัยชนะระดับหนึ่ง จากการเลือกตั้ง เป็นชัยชนะที่ได้มาจากการอดทน เสียสละ รักษาหนทางการต่อสู้สันติวิธี พร้อมทำงานสร้างความตื่นตัวทางการเมือง ยกระดับความรู้และจัดตั้งองค์กร สร้างการนำรวมหมู่ จัดตั้งคณะนำในระดับต่างๆ สร้างปัจจัยแห่งชัยชนะ และขยายบทบาทการต่อสู้กับเครือข่ายระบอบอำมาตย์ไปสู่ชนชั้นกลาง และชนชั้นล่างในเขตเมือง เรากลืนเลือดเพื่อเอาชนะใจประชาขนให้ได้มากที่สุด ในช่วงเวลาที่เราเพิ่งลุกขึ้นมา ทุกครั้งก็มีคนเยาะเย้ย แต่เราลุกขึ้นมายิ่งใหญ่กว่าเดิม นี่คือการสรุปบทเรียนยกระดับและปฏิบัติได้ผล นี่จึงเป็นชัยชนะทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่โดยประชาชนกว่า 15 ล้านคนตัดสิน ให้ได้ผู้รับเลือกตั้ง 265 คน เกินกว่าครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ถามว่า เรามีจุดข้อผิดพลาด จุดอ่อนจากการนำที่ผ่านมาหรือไม่? ในองค์กรนำที่เรารู้กันดี ท่ามกลางผลสำเร็จในการขยายมวลชนคนเสื้อแดง การมีแนวทาง นโยบายยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี มีโรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน และมวลชนขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ข้ออ่อนในเรื่ององค์กรนำ โครงสร้างการนำและหลักการนำยังมีปัญหาที่ยึดบุคคลมากกว่าการนำรวมหมู่ ลักษณะลัทธิเอาอย่าง เกิดเป็นวีรชนเอกชน เกิดเสรีไร้ระเบียบวินัย เกิดลัทธิสุ่มเสี่ยงที่ไร้การควบคุมด้วยการนำ เหล่านี้ ล้วนเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องลดข้อเสียเหล่านี้ เพื่อยกระดับการนำองค์กร หลังจากเกิดคณะรักษาการแกนนำส่วนกลาง จากการตัดสินใจร่วมกันของแกนนำในประเทศทั้งนอกคุกและในคุก คณะรักษาการก็ออกแถลงการณ์เพื่อภาระกิจเฉพาะหน้าสี่ประการเกี่ยวกับการรณรงค์เพื่อให้ประกันตัวแกนนำมวลชนคนเสื้อแดง การเยียวยา การเรียกร้องความยุติธรรมและการยกระดับการต่อสู้ของประชาชน จากนั้นในสัปดาห์ต่อมาก็เริ่มโครงการปรับปรุงโครงสร้างการนำให้ได้กรรมการ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ทุกระดับทั่วประเทศ นี่จึงเป็นความพยายามถอดบทเรียน เพื่อปรับปรุงแก้ไข ให้การนำของเราดีขึ้นด้วยการนำรวมหมู่และใช้หลักการแทนบุคคล ตลอดเวลาแปดเดือน เรามีความเข้มแข็งในการจัดตั้งองค์กรได้มากขึ้น รวดเร็ว แต่ยังไม่สมบูรณ์ นี่จึงทำให้ยังไม่ได้ขยายแกนนำส่วนภูมิภาคเข้ามาในส่วนกลาง แต่ผลงานการจัดตั้งคณะกรรมการในทุกจังหวัดได้แสดงพลังวิริยภาพอย่างยิ่งในเวลาที่ผ่านมา ความขัดแย้งในองค์กรประชาชน จะต้องถูกเรียกร้องสูงด้วยวิธีการแก้ไขที่ถูกต้องยิ่งกว่าความขัดแย้งในหมู่ประชาชนโดยทั่วไป ยิ่งองค์กรนั้นเป็นองค์กรต่อสู้ของประชาชนยิ่งจำเป็นต้องเรียกร้องสูงมาก ถ้าเป็นแกนนำขององค์กรจะต้องมีข้อบังคับระเบียบวินัยองค์กรเข้มงวด ต้องปฏิบัติตามมติโดยเคร่งครัด ถ้าเป็นประชาชนทั่วไป เราใช้หลักแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างได้ แต่ในระดับแกนนำองค์กรต่อสู้ การสงวนจุดต่างจะทำให้เกิดเรื่องราวพลิกผันใหญ่โตได้ ดังที่ได้เคยเกิดขึ้นในอดีต หนทางการต่อสู้สันติวิธี ไม่อนุญาตให้มีการกระทำใดสุ่มเสี่ยง อันอาจเป็นเหตุให้ถูกอ้างเพื่อใช้ปราบปรามประชาชน หรือปฎิบัติการใดๆอันละเมิดแนวทางนโยบาย แกนนำในองค์กรเดียวกันย่อมกระทำมิได้ การแก้ปัญหาความขัดแย้งในองค์กรการต่อสู้ จึงต้องทำการต่อสู้ภายในองค์กรเท่านั้น อย่างเข้มข้น จริงจัง ตามหลักการและผลการตัดสินใจใช้หลักการนำรวมหมู่ ภายใต้วิธีการประชาธิปไตยแต่มาตรฐานนี้ต้องใช้กับคนในองค์กรที่มีลักษณะร่วมกันด้วยพื้นฐานความเข้าใจและข้อมูลและหลักคิดใกล้เคียงกัน การนำขององค์กรต่อสู้ของประชาชนที่มีองค์ประกอบแตกต่างกันมากก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งในองค์กรได้บ่อยมากๆด้วยธรรมชาติที่แตกต่างกัน เช่นนี้เป็นเรื่องยาก เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ สถานการณ์ที่ต่างกัน นักต่อสู้ของประชาชนจะคิดและทำแบบหนึ่ง... นักการเมืองหรือนักเลือกตั้งจะคิดและทำอีกแบบหนึ่ง... นักเลงก็จะคิดและทำอีกแบบหนึ่ง... นักลงทุนก็จะคิดและทำอีกแบบหนึ่ง... แต่นักต่อสู้ของประชาชนและนักเลงอาจจะมีความคล้ายกันตรงที่ไม่ขยายความขัดแย้งภายในออกไปสู่ภายนอก ต่อภายนอกจะปกป้ององค์กรประชาชน ปกป้องคนในองค์กร แต่จะตรงกันข้าม... ถ้าเป็นนักการเมืองนักเลือกตั้งหรือนักลงทุนและผู้แสวงหาผลประโยชน์

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์