โกงกิน-ปล้นชาติในนามรักษ์สิ่งแวดล้อม

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

แนวทางการโกงที่แยบยลที่สุด ก็คือ การอาศัยสิ่งที่คนนับถือและชื่นชมมาโกง เช่น อาศัยผ้าเหลือง อาศัยความศรัทธา อาศัยความเคารพ อาศัยความรัก และอาศัยฉันทาคติต่อสิ่งแวดล้อมมาช่วยในการโกงกินปล้นชาติ ลองมาดูกรณีตัวอย่างนี้ว่าท่านเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร มีโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ในประเทศหนึ่ง สามารถผลิตไฟฟ้าป้อนการใช้สอยของชาวบ้านแทนแสงอาทิตย์ได้เกือบแสนครัวเรือน นัยว่าเผื่อใช้ได้ในกรณีฉุกเฉินเกิดการผลิตไฟฟ้ากระแสหลักด้วยถ่านหินและน้ำมันเชื้อเพลิงใช้การไม่ได้ ประทศชาติยังจะได้มีพลังงานไว้ใช้สอย ซึ่งนับเป็นหลักการที่ดีมาก อย่างไรก็ตามรัฐบาลของประเทศดังกล่าว ต้องชดเชยให้กับบริษัทแห่งนี้หน่วยละ 0.3 ดอลลาร์ หรือ 8 บาทไทย เพราะต้นทุนการผลิตด้วยแสงอาทิตย์ (ประมาณ 11 บาท) แพงกว่าต้นทุนการผลิตด้วยน้ำมันหรือถ่านหิน (ประมาณ 3 บาท) ถึงราว ๆ 8 บาทไทย ด้วยค่าชดเชยดังกล่าวนี้ โรงงานผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่ลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท จะคุ้มทุนในเวลา 7 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นคือกำไรที่รออยู่ทุกปีไปจนถึงปีที่ 30 ถ้าคุ้มทุนเร็วอย่างนี้ ทำไมรัฐบาลไม่ทำเองก็ไม่ทราบได้ ค่าชดเชยหน่วยละ 8 บาทนั้น วันหนึ่ง ๆ รัฐบาลจะต้องชดเชยให้เป็นเงิน 3.432 ล้านบาท หรือปีละถึง 1,250 ล้านบาท ถ้าชดเชยไป 30 ปี ณ อัตราดอกเบี้ย 5% ก็จะเป็นเงินปัจจุบันสุทธิถึง 19,200 ล้านบาท แต่หากเป็นอัตราดอกเบี้ย 7% ก็จะเป็นเงิน 15,500 ล้านบาท ซึ่งล้วนมากกว่าเงินลงทุน 10,000 ล้านบาทถึง 50% - 92% เลยทีเดียว ในอีกประเด็นหนึ่งก็ลองมาตรวจสอบเงินลงทุน 10,000 ล้านบาทนั้น ปรากฏว่าเป็นค่าแผ่นเซลล์พลังแสงอาทิตย์ถึง 2,500 ล้านบาท ราคานี้ต้องซื้อจากโรงงานของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ต่อรองก็ไม่ได้ เราต้องซื้อไปตลอด 30 ปี ซึ่งเป็นเงินอีกมหาศาลที่ต้องเสียไปในอนาคต ว่ากันว่าเซลล์พลังแสงอาทิตย์เหล่านี้มีต้นทุนการผลิตจริงอาจเพียง 100 ล้านบาท แต่ด้วยการมี “ทรัพย์สินทางปัญญา” จึงถูกตั้งราคาไว้สูงลิ่ว ซึ่งก็เท่ากับการปล้นโดยมหาอำนาจนั่นเอง แต่ประเทศมหาอำนาจกลับบอกว่าเป็นการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ทำไมประเทศดังกล่าวไม่ผลิตเซลล์พลังแสงอาทิตย์เอง กรณีนี้ก็คล้ายกับการรถไฟฯ ของไทย ที่ไม่เคยสามารถผลิตหัวรถจักรได้เอง ต้องไปอุดหนุนต่างประเทศมาโดยตลอดตั้งแต่ตั้งการรถไฟมาจนถึงทุกวันนี้นับร้อยปี กลายเป็นเบี้ยล่างต่างชาติ ในกรณีประเทศจีน แม้แต่รถไฟฟ้าความเร็วสูง เขาก็ยังซื้อเทคโนโลยีมาผลิตเอง ไม่ให้ต่างชาติจูงจมูก ถ้าจีน “หงอ” แบบไทย ป่านนี้ชาติมหาอำนาจคง “ขย้ำ” จีนจมเขี้ยวไปแล้ว และคงมีสภาพเป็นกึ่งเมืองขึ้นต่างชาติเช่นประเทศไทย เงินลงทุนอีก 7,500 ล้านบาทหลังจากหักค่าเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์แล้ว ก็ใช้เพื่อซื้อเครื่องจักร เทคโนโลยี ผู้รับเหมา ตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งต้องซื้อของประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจดังกล่าวทั้งสิ้น จนไม่มี “กระเด็น” ไปยังบริษัทของประเทศอื่นใด ซึ่งเท่ากับว่าบริษัทเอกชนของประเทศมหาอำนาจนั้น ครอบงำเศรษฐกิจของประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างไรก็ตามถึงแม้โรงงานแห่งนี้จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้มาก แต่ก็ยังถือว่าน้อยกว่าความต้องการจริงมหาศาล คงไม่ถึง 0.5% ของความต้องการทั้งหมดทั่วประเทศเท่านั้น ถ้าต้องการโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์นี้ให้เพียงพอต่อความต้องการ ก็คงต้องลงทุนอีกมหาศาล ซึ่งคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ทางการเงินที่จะก่อสร้างได้ แม้แต่สหรัฐอเมริกา ก็ยังไม่สามารถทำให้คุ้มทุนได้ การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังแสงอาทิตย์ ยังห่างไกลจากความเป็นจริงในด้านความคุ้มค่านัก แต่ด้วยเหตุที่เป็นโครงการรักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม จึงเท่ากับปิดปากไม่ให้ใครอื่นสงสัย ทั้งที่ถือได้ว่าธุรกิจนี้ โกงกิน-ปล้นชาติตั้งแต่เริ่มต้น และเถือประเทศชาติไปเรื่อยตลอดอายุสัมปทาน น่าแปลกจริง ๆ ที่แสงแดดก็ของท้องถิ่น ที่ดินที่ตั้งโครงการก็อยู่ในประเทศนั้น แต่ไฟทุกหน่วยที่ผลิตได้ กลับต้องแบ่งไปประเคนให้ประเทศมหาอำนาจ หรือข้าราชการถูกต่างชาติซื้อจึงเอาหูไปนาตาไปไร่ ปล่อยให้เกิดการปล้นชาติกันขนาดนี้ ปล. เพื่อป้องกันการถูกฟ้องร้อง ผู้เขียนขอเรียนว่า กรณีนี้ไม่ใช่ประเทศไทย แต่ผู้เขียนไม่อาจระบุชื่อประเทศดังกล่าว อย่างไรก็ตามโรงงานดังกล่าวมีอยู่จริง มีตัวเลขที่ใกล้เคียงนี้จริง และประเทศสูญเสียจริง ๆ

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์