จิตรา คชเดช: ค่าแรง 300 ขนหน้าแข้งนายทุนไม่ร่วง

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

จากการที่พรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนเสียงข้างมากในการเลือกตั้งที่ผ่านมา นโยบายกำหนดค่าแรงขั้นต่ำที่ 300 บาทที่พรรคเพื่อไทยใช้ในการหาเสียงจึงกลายเป็นประเด็นที่ทำให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) แถลงค้านทันทีว่าปรับ 300 บาทไม่ได้ ด้วยหลายเหตุผลเช่น ควรปล่อยให้ค่าแรงขั้นต่ำเป็นไปตามกลไกตลาด, เป็นการทำให้ต้นทุนสูงกว่าประเทศอื่น ต่างชาติก็หนีไปลงทุนประเทศอื่น จนอาจทำให้ SMEs ที่มีอยู่กว่า 2 ล้านรายทั่วประเทศต้องปิดกิจการลงไปกว่าครึ่ง ส.อ.ท.ยังมีข้อต่อรองว่าหากจะขึ้นจะต้องมีเงื่อนไข เช่นถ้ารัฐบาลต้องการจ่ายค้าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ให้รัฐบาลไปหาค่าจ้าง 300 บาท มาจ่ายเอง แต่หากรัฐบาลยืนยันจะขึ้นจริงๆ ให้ภาครัฐช่วยเหลือค่าใช้จ่ายที่เป็นส่วนต่างของค่าจ้างที่ปรับขึ้น รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยการออกคูปองชดเชยให้ผู้ประกอบการ ในสัดส่วน 70-80 % ของค่าจ้างที่ปรับเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการนำคูปองนี้ไปใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภคต่างๆ หรือเงินที่จะจ่ายสมทบกองทุนประกันสังคม หากไม่มีมาตรการใดรองรับ และเห็นว่าเหมาะสมอยู่ที่การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 220 -240 บาท ต่อวัน ส่วนความเห็นของกรรมกรอย่างพวกเรา เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่นายทุนต้องออกมาคัดค้าน เพราะการที่จะได้มาซึ่งกำไรก็คือการขูดรีดแรงงานซึ่งก็คือการกดค่าแรงนี่เอง ดังนั้นนายทุนก็ต้องออกมาคัดค้านเรื่องการปรับค่าจ้าง และหาข้อต่อรองเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดเสมอ บางทีเผลอๆ การเพิ่มค่าแรงเป็น 300 บาท อาจจะได้ส่วนต่างจากรัฐบาลเป็นกำไรอีกต่อ เนื่องจากรัฐบาลที่เคยหาเสียงไว้แล้วก็ต้องหาเงื่อนไขจูงใจให้เหล่าบรรดานายทุนเห็นด้วย กรรมกรอย่างพวกเราเห็นว่าการปรับค่าจ้างวันละ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องของผู้ใช้แรงงานได้ทั้งหมด เพราะเพียงแค่จะประกาศขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคคงแข่งกันขึ้นล่วงหน้าไปแล้ว ก็ทำให้คนงานก็ยังไม่พอกินอยู่ดี การปรับค่าจ้างต้องควบคู่ไปกับการควบคุมราคาสินค้า และการจัดสวัสดิการให้กับคนงาน เช่นลูกของคนงาน รัฐต้องจัดให้เรียนฟรี อาหารกลางวันฟรี ค่ารถโรงเรียนฟรี อุปกรณ์และเครื่องแบบฟรี เพื่อแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ส่วนใหญ่คนงานเป็นแรงงานย้ายถิ่นสิ่งที่จำเป็นคือที่อยู่อาศัย ค่าน้ำ ค่าไฟและรัฐต้องควบคุมราคาที่เหมาะสมกับพื้นที่และค่าจ้างเช่นค่าที่อยู่อาศัยควรไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างเพราะปัจจุบันที่อยู่อาศัยห้องเช่าอยู่ที่ประมาณ 40-50 เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างขั้นต่ำ และแรงงานส่วนใหญ่จะส่งลูกไปให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัดดูแลจึงต้องส่งเงินค่าอาหาร และการศึกษารวมถึงเงินดูแลพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ที่ช่วยดูแลลูกให้ รัฐต้องควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นสำหรับคนงาน เช่น ข้าวเปล่า แกงถุง ก๋วยเตี๋ยว อาหารจานเดียว บะหมี่สำเร็จรูป ปลากระป๋อง ไข่ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง ค่าไฟฟ้า/น้ำประปาจากห้องเช่า นมผงเด็ก สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก และร้านค้าขายปลีกตามหอพักห้องเช่าจะขายราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป รัฐก็จำเป็นต้องเข้ามาควบคุม รัฐต้องสนับสนุนให้ลูกจ้างมีสหภาพแรงงานเพื่อจะได้นำไปสู่การรวมตัว ยื่นข้อเรียกร้องเจรจาต่อรองค่าจ้างสวัสดิการ ให้มีรายได้สวัสดิการเหมาะสมกับผลกำไรของบริษัท และทำให้ลูกจ้างเข้าถึงสิทธิของคนงาน เพราะบริษัทข้ามชาติหรือบริษัทยักษ์ใหญ่มีกำไรมหาศาลและนำเงินออกนอกประเทศในขณะที่คนไทยได้แค่ค่าจ้างถูกๆ ในขณะเดียวกันรัฐกลับส่งเสริมการลงทุนทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่เสียภาษี นำเข้าเครื่องจักร และภาษีรายได้ส่วนบุคคล และเตรียมจะลดภาษีอีกซึ่งขณะนี้สัดส่วนการจ่ายภาษีของนักลงทุนต่างๆ น้อยมากอยู่แล้ว รัฐต้องจัดให้บริษัททำกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อจะทำให้คนงานมีเงินออมและเมื่อเกษียณจะได้มีเงินส่วนหนึ่งไปใช้ดำรงชีพต่อไปและเงินรายได้ของลูกจ้างควรมีมากพอที่จะออมได้ด้วยตัวเองเพราะตอนแก่ไม่สามารถทำงานได้หรือความไม่มั่นคงของการทำงานเมื่อตกงานจะได้มีเงินสำรองในการกินอยู่ ในปัจจุบันคนงานส่วนใหญ่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ทำให้จำเป็นต้องกู้เงินนอกระบบและส่วนใหญ่มีหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะเป็นหนี้สะสมมาอย่างยาวนาน เช่นหาเงินใช้หนี้ ธกส.ให้กับครอบครัว การผ่อนสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ใช้ในการศึกษาลูก ผ่อนมอเตอร์ไซค์ เล่นแชร์ ส่วนใหญ่คนงานดำรงอยู่ได้ด้วยการทำงานล่วงเวลา หรือหาอาชีพอื่นเสริมเช่น ธุรกิจขายตรง ขายประกัน เสริฟอาหาร หรือขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง (ซึ่งค่าเสื้อวินก็แพงมาก) ขับแท็กซี่ ไม่เช่นนั้นทำให้เงินไม่พอใช้ จึงเกิดธุรกิจรายย่อยเช่นการปล่อยเงินกู้ดอกแพง หรือการตั้งตัวเป็นคนรับหวยเถื่อนเพื่อกินเปอร์เซนต์ และส่งต่อเจ้าใหญ่ เพราะมันเป็นทางออกอีกอย่างของคนที่รายได้ไม่พอใช้คือการเสี่ยงโชค บางบริษัทมีคนงานได้รับค่าจ้างมากกว่า 300 บาท/วัน แต่หลายบริษัทขึ้นค่าจ้างตามกฎหมายขั้นต่ำไม่สนใจว่าจะอายุงานเท่าไหร่ อยากแนะนำว่าถ้าบริษัทไหนที่ปรับค่าจ้างแล้วจะทำให้อยู่ไม่ได้ควรจะเรียกดูผลกำไรของแต่ละปีว่าเท่าไหร่ถ้าปรับขึ้นค่าจ้างจะเสียหายหรืออยู่ต่อไปได้หรือไม่ และควรเรียกดูเป็นระบบถึงบริษัทแม่ในประเทศและต่างประเทศด้วย เพราะจะได้เห็นว่าปัญหาที่แท้จริงที่ไม่สามารถปรับค่าจ้างได้คืออะไร ไม่มีเงินหรือไม่อยากสูญเสียกำไร เพราะบางบริษัทหมดเงินไปกับการโฆษณาสินค้า จ่ายเงินค่าโฆษณานางแบบนายแบบต่อครั้งเท่ากับการทำงานของคนงาน 1 ปี การจ่ายเงินเดือนสำหรับผู้บริหารมากกว่าคนงานถึง 17 เท่าต่อเดือน การลดช่องว่างระหว่างผู้บริหารและการใช้หลักการคนงานมีคุณภาพชีวิตดีสินค้าที่ผลิตก็ดี การที่บริษัทโฆษณาการดูแล CSR ของบริษัทปลูกต้นไม้ ทำบุญ 9 วัด สร้างโรงเรียนกลับมาสร้างCSR กับพนักงานของตัวเอง จัดค่าจ้างสวัสดิการให้กับลูกจ้างแทนสิ่งเหล่านั้นและยกภาระการสร้างวัดสร้างโรงเรียนเป็นของรัฐบาลจะดีกว่า การปรับค่าจ้างของคนงานที่ผ่านมาได้ปรับตามค่าจ้างขั้นต่ำยกตัวอย่างกรุงเทพฯและปริมณฑลจากวันละ 206 บาทมาเป็น 215 บาท นายจ้างจ่ายค่าจ้างเฉพาะวันทำงานเท่ากับ 26วันต่อเดือนเท่านั้น เท่ากับคนงานมีรายได้ต่อเดือน 5590 บาทหรือเฉลี่ยวันละ 186 บาทเท่านั้นและเห็นว่ามีการปรับค่าจ้างเพิ่มมาประมาณ 4.5 เปอร์เซ็นต์ แต่มาดูการปรับค่าอุปโภคบริโภคจากปีที่แล้วมาปีนี้และอย่าลืมว่าคนต้องกินอาหารทุกวันไม่เว้นวันหยุด เปรียบเทียบราคาสินค้าอุปโภค บริโภค ค่าที่อยู่อาศัยที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ประเภทอาหาร ลำดับ ประเภทสินค้า ปี 2553 ปี2554 ส่วนต่าง เพิ่ม 1 ข้าวเปล่า1 ถุง 5 7 2 40% 2 แกงถุง 1 ถุง 20 25 5 25% 3 ก่วยเตี๋ยว+อาหารจานเดียว 1 จาน 20 25-30 5-10 25-50% 4 บะหมี่สำเร็จรูป 1 ซอง 5 6 1 20% 5 ปลากระป๋อง 1 กระป๋องสามแม่ครัว 13 17 4 30% 6 น้ำเปล่า 1 ขวด 5 6 1 20% 7 น้ำมันพืช 1 ลิตร ปาล์ม 27 44 17 ประมาณ 60% 8 ไข่เบอร์ศูนย์ 10 ฟอง 39 44 5 ประมาณ 12 % 9 น้ำตาลทรายขาว 1 กิโล 21 24 3 ประมาณ 15% ประเภทที่อยู่อาศัยและค่าเดินทาง ลำดับ ประเภทสินค้า ปี 2553 ปี2554 10 ค่าห้องเช่าห้องน้ำในตัวไกลถนน 1800 1900 100 ประมาณ 5 % 11 ค่าห้องเช่าห้องน้ำในตัวใกล้ถนน 2300 2350 50 ประมาณ 2 % 12 ค่ามอเตอร์ไซร์รับจ้างออกจากซอยในเมือง 10 12 2 20 % 13 ค่ามอเตอร์ไซร์รับจ้างออกจากซอยนอกเมือง 10 15 5 50% 14 ค่าน้ำประปาห้องเช่า/ยูนิค 15 16 1 ประมาณ 7% 15 ค่าไฟห้องเช่า 5 8 3 60 % ประเภทค่าใช้จ่ายจำเป็น ลำดับ ประเภทสินค้า ปี 2553 ปี2554 16 นมผงเด็กเอนฟาเลค/600กรัม 489 589 100 20% 17 ค่าเลี้ยงเด็ก/เดือน 2500 3000 500 20% 18 ค่ารถโรงเรียน/เดือน 600 700 100 17% สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน ผู้ค้าปลีกปรับเพิ่มอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็น ตัวอย่างค่าใช่จ่ายของคนงาน 1 คน ต่อเดือน ค่าอาหาร 3000 บาท ค่าที่อยู่อาศัย 1800 บาท ค่าน้ำประปา+ค่าไฟฟ้า 500 บาท ค่าอุปโภค 500 บาท ค่าพาหนะ 1000 บาท ค่าโทรศัพท์ 300 บาท รวม 7100 บาท ซึ่งยังไม่รวมเครื่องนุ่งห่ม บันเทิง หรือผ่อนทีวี ตู้เย็นและภาษีสังคมเช่นซองผ้าป่า กฐิน งานศพ งานแต่งและที่สำคัญพ่อแม่ขั้นต่ำคนละ 1000/ เดือน เด็กเล็กเดือนละ 5000/เดือนลูกโต ขั้นต่ำ 3000/เดือน เปรียบเทียบให้เห็นว่าค่าจ้างเงินจะหมดไปกับค่าอาหารและที่อยู่อาศัย โดยสรุปการปรับค่าจ้างวันละ 300 บาทไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับบริษัทใหญ่ๆและขนาดเล็ก และถ้าบริษัทไหนไม่พร้อมที่จะปรับค่าจ้างทำให้กำไรลดลงจนยอมไม่ได้ก็ต้องปิดกิจการ ประเทศไทยยังมีทรัพยากรเช่นที่ดินว่างเปล่าอีกมากถ้านักลงทุนต้องถอนทุนปิดกิจการ รัฐก็สนับสนุนให้คนงานบริหารจัดการทำกันเอง หรือจัดสรรที่ทำกินให้คนตกงาน จัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า ภาษีที่ดิน มรดก ลดการใช้จ่ายภาษีที่ไม่จำเป็นเช่นพิธีกรรมที่ฟุ่มเฟือย งบประมาณทหารที่ไม่เกิดประโยชน์ส่วนใหญ่ของประชาชน พวกเราก็อยู่กันได้ เพื่อให้เป็นไปได้ตามนโยบายพรรคเพื่อไทย 1. ปรับค่าจ้างทันที 300 บาทเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2555 และพิจารณาการปรับค่าจ้างสำหรับคนงานอายุงาน 3 ปีขึ้น(ที่ยังได้ค่าจ้างขั้นต่ำมาตลอด)ไปตามฝีมือแรงงานหรือตามอายุงาน 2. ให้บริษัทที่ไม่สามารถปรับค่าจ้างได้ตามกฎหมายกำหนด ให้นำหลักฐานทางการเงินเข้ามาให้กระทรวงแรงงานตรวจสอบและเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อจะได้หาทางแก้ไขว่าปรับค่าจ้างไม่ได้เพราะอะไร 3. ให้กระทรวงแรงงานสนับสนุนให้ทุกสถานประกอบการมีสหภาพแรงงาน เพื่อจะได้เกิดการยื่นข้อเรียกร้องเจราจาต่อรองค่าจ้างสวัสดิการตามผลกำไรบริษัท 4. ค่าจ้างสำหรับคนเรียนจบปริญญาตรีต้องไม่น้อยกว่า 15000 บาทตามสาขาอาชีพที่เรียนมา หวังว่าคงไม่มีใครออกมาปฏิเสธหรือคัดค้านเพราะมนุษย์เราควรจะทำงาน 8 ชั่วโมง มีรายได้ที่เป็นธรรมคือดูแลตัวเองและคนอื่นได้อีกสองคน อย่าทำตัวเป็นนายทุนหน้าเลือด บริษัทอยู่ได้ ลูกจ้างอยู่ได้ การจ้างงานที่เป็นธรรมต้องเกิดขึ้นได้จริงตาม ปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration of Human Rights, 1948) ข้อ 23 แต่ละคน มีสิทธิมีงานทำ ที่เสรี - เป็นธรรม - เหมาะสม / ค่าจ้างเท่ากัน สำหรับการทำงานที่เท่ากัน / ค่าจ้างที่เป็นธรรมและเหมาะสม / สิทธิที่จะก่อตั้ง - เข้าร่วมในสหภาพแรงงาน ข้อ 24 แต่ละคน มีสิทธิพัก - ผ่อนคลาย - จำกัดชั่วโมงทำงาน – วันหยุดโดยมีค่าจ้าง จิตรา คชเดช 18 กรกฎาคม 52554

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์