สังคมที่ให้ความสำคัญกับ “ความสมบูรณ์แบบ” ของ “ครอบครัว” จนล้นเกิน

ปัญหาเรื่องการหย่าร้างได้รับความสนใจจากสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะในปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องจากอัตราการหย่าร้างมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนน่าวิตก จนกระทั่งได้มีการก่อตั้งสำนักงานส่งเสริมสถาบันครอบครัวในเดือนตุลาคม พ.ศ.2547 ดังที่ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้แสดงให้เห็นว่าการหย่าร้างมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นทุกปี อาทิเช่น ในปี พ.ศ.2540 มีการหย่าร้างจำนวน 62,379 คู่ ซึ่งเพิ่มเป็น 77,735 คู่ในปี พ.ศ.2545 และเพิ่มเป็นถึง 109,277 คู่ในปี พ.ศ.2552

อย่างไรก็ตาม สังคมไทยดูจะหมกมุ่นวิตกกังวลอยู่กับเรื่องเพียงบางเรื่อง ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาด้านเดียว และส่วนใหญ่ก็เป็นการมองที่ปลายเหตุเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาถึงสาเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดการหย่าร้าง การหาหนทางว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถรักษาสถาบันครอบครัวเอาไว้ การพยายามทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของเด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว และการพยายามหาแนวทางที่จะ “รักษา” “เยียวยา” หรือจัดความสัมพันธ์กับเด็กที่มี “ปัญหา” เหล่านี้อย่างไร

แน่นอนว่าการหย่าร้างย่อมส่งผลกระทบต่อกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมของเด็กอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งทำให้เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะมีปัญหาในการดำรงตนอยู่ในสังคมมากกว่ากว่าเด็กปกติทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสายตาของ “ผู้ใหญ่” ที่ย่อมต้องการให้เด็กๆ มีความคิดและปฏิบัติตนให้อยู่กับร่องกับรอย (น่าสงสัยว่าถ้าหากการหย่าร้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ในอนาคตเด็กกลุ่มใดกันแน่ที่จะเป็นเด็กส่วนน้อย เด็กที่ไม่ปกติ เด็กที่ต้องได้รับการเยียวยาเป็นพิเศษ)

ผู้เขียนชวนให้ตั้งคำถามง่ายๆ ว่า จริงหรือที่ปัญหาต่างๆ ที่เด็กเหล่านี้ได้รับ มีสาเหตุมาจากความไม่สมบูรณ์ของครอบครัวเพียงอย่างเดียว เพราะผู้เขียนเห็นว่าลำพังการหย่าร้าง หรือการอยู่กับ “พ่อ” หรือ “แม่” เพียงคนเดียวไม่น่าจะส่งผลถึงขนาดนั้น แต่กรอบความคิดบางอย่างของสังคมไทยเองต่างหากที่ทำให้ “การหย่าร้าง” หรือ “ความไม่สมบูรณ์” ของครอบครัวกลายเป็นปัญหามากกว่าที่มันควรจะเป็น ดังนั้น หากเรามองในมุมนี้ ประเด็นต่อมาก็คือ “เด็ก” เหล่านี้ (ที่ถูกมองว่าเป็นปัญหา) หรือสังคมไทยกันแน่ ที่ควรจะได้รับการรักษาเยียวยา

การให้ความสำคัญกับความผูกพันในครอบครัวอย่างล้นเกิน

ในขณะที่หลายๆ สังคมให้ความสำคัญกับการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-แม่-ลูกภายหลังการหย่าร้างพอๆ กับความพยายามหาทางรักษา “ครอบครัวที่สมบูรณ์” เอาไว้ ดังที่เรามักจะเห็นในหนังฝรั่งหลายๆ เรื่อง ที่ใช้กลไกทางกฎหมายในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-แม่-ลูก ภายหลังการหย่าร้าง ว่าลูกควรอยู่กับใคร ใครมีสิทธิพบเจอลูกแค่ไหนและเมื่อไหร่ เป็นต้น แต่สังคมไทยกลับมีอคติที่ไม่ดีกับการหย่าร้างมากเกินไป เราไม่มองว่าการทะเลาะเบาะแว้ง การเข้า-ออกจากสถาบันครอบครัว การแยกทาง การหย่าร้างเป็นปัญหาปกติที่เกิดขึ้นในทุกๆ สังคมมนุษย์ เราพยายามไกล่เกลี่ย รอมชอม กดดันและบีบบังคับ (โดยสังคม) ให้ใครบางคนต้องอดทนกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หรือกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อรักษาครอบครัวที่สมบูรณ์แบบตามอุดมคติเอาไว้ ซึ่งลักษณะเช่นนี้เองที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนที่โดนกดขี่ กลายเป็นผู้แบกรับต้นทุน/ภาระ ในการประคับครองครอบครัวตามอุดมคติแบบไทยเอาไว้บนบ่า

การที่เราสร้าง “กรอบมาตรฐาน” บางอย่างขึ้นมานั้น เป็นส่วนสำคัญที่เข้าไปกดดันและทำให้ผู้คนที่ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามกรอบมาตรฐานดังกล่าวได้ รู้สึกผิด ย้ำแย่ และทดท้อในชีวิตมากกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ก็ดังเช่น ในปัจจุบันมีการรณรงค์กันอย่างเข้มข้นในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งถ้าหากวาทกรรมดังกล่าวสามารถสถาปนาขึ้นเป็นกรอบมาตรฐานหลักของสังคมไทยได้แล้ว ก็จะทำให้ผู้หญิงหลายคนที่ไม่สามารถเลี้ยงลูก ดูแลลูก หรือให้นมลูกด้วยนมของตนได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ต้องรู้สึกว่าตนเองได้กลายเป็น “แม่ที่บกพร่อง” ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ต้องกลายเป็น “แม่” ที่ไม่สมบูรณ์ตามอุดมคติของแม่แบบไทยๆ

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เราพบเห็นได้ทั่วไปตามป้ายโฆษณาบนท้องถนนในปัจจุบัน คือการผลิตวาทกรรมว่าด้วยการเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริงต้องบวชให้ได้อย่างน้อยหนึ่งพรรษา ซึ่งถ้าหากวาทกรรมดังกล่าวถูกผลักดันให้กลายเป็นกรอบมาตรฐานของสังคม ก็จะทำให้ผู้ชายจำนวนนับไม่ถ้วนที่บวชไม่ถึงหนึ่งพรรษา (ดังเช่นตัวผู้เขียนเองเป็นต้น) ต้องรู้สึกว่าตนเองบกพร่อง เป็นปมด้อย และเป็น “ลูก(ผู้)ชาย” ที่ไม่สมบูรณ์

ในกรณีเรื่องการหย่าร้างก็เช่นเดียวกัน การที่เด็กคนหนึ่งไม่กล้าที่จะบอกว่าตนไม่มีพ่อหรือแม่ และรู้สึกว่าตนเองเป็นปัญหา มีปมด้อย ไม่สมบูรณ์ และรู้สึกกลัว ไม่กล้าที่จะเปิดเผยตนเองและปัญหาที่มีต่อสังคม จนต้องกลายเป็นเด็กมีปัญหา ไม่ได้เป็นเพราะพ่อแม่ของเขาแยกทางกัน หรือเพราะเขาขาดความอบอุ่นในครอบครัวเท่านั้น แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะสังคม ที่ให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์แบบของครอบครัวมากเกินไปต่างหาก ที่เข้าไปกดดันพวกเขาเหล่านั้น

สังคมที่สถาปนากรอบมาตรฐานของครอบครัวที่สมบูรณ์แบบตามอุดมคติขึ้นมา สังคมที่ไม่มองว่าการหย่าร้างเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ได้เบียดขับให้พ่อ แม่ หรือใครก็ตามที่ไม่สามารถประคับประครองครอบครัวของตนให้เป็นไปตามอุดมคติดังกล่าวได้ หรือใครก็ตามที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในครอบครัวแบบอุดมคติดังกล่าว กลายเป็นคนที่ดูจะมีปัญหา ไม่มีความรับผิดชอบ มีความบกพร่อง และไม่สมบูรณ์อย่างรุนแรง

ดังนั้น สังคมที่ให้ความสำคัญกับความรัก ความผูกพันในครอบครัวจนล้นเกินต่างหาก ที่กดดันและทำให้พวกเขาเหล่านั้นรู้สึกกลัวที่จะออกไปเผชิญกับโลกภายนอกด้วยสิ่งที่เขาหรือครอบครัวของเขาเป็น จนต้องเก็บกดปิดกั้น และแบกรับปัญหาต่างๆ เอาไว้เพียงคนเดียว จนนำมาซึ่งปัญหาในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขาเองกับผู้คนในสังคมภายนอก

ครอบครัวที่ดีแบบไทยๆ

“ครอบครัวที่ดี” แบบไทยๆ ที่ต้องเต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น ความผูกผัน ความช่วยเหลือเกื้อกูล ความกตัญญู การเคารพเชื่อฟัง ความสามัคคี ไม่แตกแยก และที่สำคัญคือไม่หย่าร้าง ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับอุดมการณ์ชาตินิยมตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นต้นมา

อุดมการณ์ชาตินิยมไทยถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความกลมเกลียว ความสามัคคี ความจงรักภักดี ตลอดจนสร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้ปกครอง (ในทุกๆ ระบอบ) อยู่เสมอมา เพราะการสร้างจินตภาพเรื่อง “ชาติไทย” และ “ความเป็นไทย” ให้เกิดขึ้นในสำนึกของคนทั้งปวง จะช่วยในการจัดระเบียบสังคม รวมทั้งยังช่วยลดความแตกต่างและความขัดแย้ง เอื้อให้เกิดสภาวะที่มีเอกภาพ การสมัครสมานภายใน หรือความสามัคคีภายในชาติสามารถเกิดขึ้นได้  [1] ซึ่งลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของ “ชาติไทย” และ “ความเป็นไทย” ที่ถูกสร้างขึ้นคือ ความพยายามทำให้เราจินตนาการว่าผู้คนภายใน “ชาติ” ก็เปรียบดังญาติพี่น้องที่อยู่ใน “ครอบครัว” เดียวกัน

ในสมัยแผนดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเผยแพร่เนื้อหาของจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ให้ปรากฏแก่มหาชน  [2] ซึ่งเนื้อหาของจารึกหลักนี้ได้กลายเป็นพื้นฐานของการอธิบาย “การปกครองแบบไทย” ในสมัยต่อมา ซึ่งถือว่ามีลักษณะพิเศษที่สำคัญคือเป็นการปกครองแบบ “พ่อ” ปกครอง “ลูก”

แต่ช่วงที่อุดมการณ์ชาตินิยมไทยลงมามีบทบาทในการจัดการกับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของประชาชนอย่างเด่นชัดนั้น เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมุงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้ที่พยายามหาทาง “เพาะ” ความรักชาติ ด้วยการ “เพาะ” ความรักใน “คณะ” ย่อยๆ ให้เกิดขึ้นก่อน โดยที่ผู้มีความรักใน “คณะ” ของตนจะต้องตระหนักว่าทุกคณะเป็นส่วนหนึ่งของ “ชาติไทย” ซึ่งเป็นคณะใหญ่ที่สุด  [3]

พระองค์ทรงสร้างสถาบันหรือชุมชนใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้ที่จะรักและเสียสละให้กับชุมชนเหล่านั้น และถ่ายทอดความรักความเสียสละมาสู่ชาติ “คณะ” ที่สำคัญอันหนึ่งได้แก่ “ตระกูล”(ทรงริเริ่มการใช้นามสกุลในประเทศไทย) ซึ่งก็คือ “ครอบครัว” นั่นเอง ฉะนั้น เมื่อ “ชาติ” ของพระองค์คือชาติที่สามัคคี กลมเกลียว รู้ที่ต่ำที่สูง ไม่ขัดแย้ง และทำตามหน้าที่ “ครอบครัว” ตามอุดมคติของพระองค์จึงต้องเป็นครอบครัวที่มีแต่ความรัก ความกตัญญู ความผูกพัน ความสามัคคี ความกลมเกลียว ไม่แตกแยก ไม่หย่าร้างด้วยเช่นกัน

ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลได้แทรกแซงความสัมพันธ์ภายในครอบครัวมากขึ้น เพราะการแต่งงาน การมีครอบครัว ย่อมหมายถึงการสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ๆ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเจริญมั่นคงของชาติ ในช่วงนี้เองเริ่มมีการส่งเสริมให้ประชาชนได้ทำการแต่งงานสร้างครอบครัว มีการนำเสนอแนวทางการดำเนินชีวิตสมรสและแนวทางในการแก้ปัญหาชีวิตสมรส มีการจัดตั้งองค์กรส่งเสริมการสมรสขึ้นในกระทรวงสาธารณสุขเพื่อความสะดวกในการสมรส อันคำนึงถึงความประหยัด ชี้แนะเกี่ยวกับการตรวจร่างกายก่อนสมรส รวมไปถึงการกำหนดพิธีสมรสมากคู่ในคราวเดียว  [4]

การเน้นย้ำว่าความสัมพันธ์ของชาติเปรียบดังความสัมพันธ์ของครอบครัวถูกตอกให้ลงลึกในความรู้สึกของผู้คนมากขึ้นในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งใช้ลักษณะการปกครองแบบพ่อปกครองลูกหรือที่นักวิชาการบางท่านเรียกว่าระบบพ่อขุนอุปถัมภ์ โดยมีหลวงวิจิตรวาทการและพระยาอนุมานราชธนเป็นปัญญาชนเบื้องหลังคนสำคัญ นโยบายต่างๆ ของจอมพลสฤษดิ์จึงสะท้อนการเป็นผู้นำแบบ “พ่อขุน” ไม่ว่าจะเป็น การช่วยเหลือ “ลูกๆ” ด้วยความเมตตา การรักษาความเรียบร้อยในครอบครัว และการส่งเสริมสุขภาพและศีลธรรม เป็นต้น [5] 

ความสัมพันธ์อันสมบูรณ์แบบในครอบครัว ระหว่าง “พ่อ-แม่-ลูก” ได้ถูกเน้นย้ำให้มากยิ่งขึ้นไปอีกในสมัยรัชกาลปัจจุบัน มีการเรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกลาปัจจุบันว่า “พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย” มีการประดิษฐ์วันพ่อ วันแม่ และวันเด็กขึ้นมา ซึ่งในวันเหล่านี้ก็จะตามมาด้วยนิทรรศการเพื่อเน้นย้ำให้เราตระหนักว่าใครเป็น “พ่อ” ของชาติ ใครเป็น “แม่” ของชาติ และใครเป็น “ลูกๆ” ของชาติ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นความพยายามที่จะรักษาและตอกย้ำความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบไทยๆ เอาไว้ นั่นก็คือความสัมพันธ์แบบพ่อปกครองลูกนั่นเอง และเมื่อผู้ปกครองถูกเปรียบเป็น “พ่อ-แม่” พลเมืองหรือผู้ถูกปกครองถูกเปรียบเป็น “ลูก” ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองจึงต้องเป็นความสัมพันธ์ที่สงบเรียบร้อย รู้หน้าที่ รู้ที่ต่ำสูง กตัญญูรู้คุณ ไม่เบาะแว้ง ไม่แตกแยก และเต็มไปด้วยความรักความสามัคคี

การเน้น “ความรัก” ความผูกพัน ความสามัคคี ของผู้คนใน “ชาติ” ที่ถูกเปรียบดัง “ครอบครัว” ได้ทำให้สถาบันครอบครัวไทย ถูกหล่อหลอมไปด้วยทัศนคติแบบชาตินิยมไปด้วย ครอบครัวแบบไทยๆ จึงต้องเป็นความสัมพันธ์ที่รัก-ผูกพัน-สามัคคี แตกแยกไม่ได้ เมื่อเลือกแล้วก็ต้องช่วยกันประคับประคองความสัมพันธ์แบบ “พ่อ-แม่-ลูก” กันต่อไป ส่วนใครก็ตามที่ทำตามกรอบครอบครัวที่สมบูรณ์แบบไทยๆ ไม่ได้ ก็จะต้องกลายเป็นคนที่มีปัญหา ไม่สมบูรณ์ และมีอะไรผิดแปลก และจะถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะเมื่อคุณไม่สามารถประคับประคองอุดมคติครอบครัวแบบไทยเอาไว้แล้วละก็ คุณย่อมอาจเป็นปัญหา และอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะประคับประคองความสัมพันธ์หรืออุดมคติของการปกครองแบบไทยเอาไว้ไม่ได้เช่นเดียวกัน

วาทกรรมเรื่องความรักความผูกพัน ความสามัคคีเช่นนี้เองที่บีบคั้นให้คนที่หย่าร้างกัน คนที่มีครอบครัวไม่สมบูรณ์ รู้สึกบกพร่อง รู้สึกว่าตนไม่สมบูรณ์ จนเกิดความกลัว ความวิตกกังวลที่ล้นเกินมากไป

เชิงอรรถ

[1]  โปรดดูประเด็นนี้ใน สายชล สัตยานุรักษ์, รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการประวัติศาสตร์วิธีคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมไทยของปัญญาชน (พ.ศ.2435-2535), สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนการวิจัย, พ.ศ.2550,
[2]  สายชล สัตยานุรักษ์, รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการประวัติศาสตร์วิธีคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมไทยของปัญญาชน (พ.ศ.2435-2535), สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนการวิจัย, พ.ศ.2550, หน้า  20.
[3]  เรื่องการสร้าง “ชาติไทย” และ “ความเป็นไทย” สมัยรัชกาลที่ ๖ นี้ผู้เขียนใช้ข้อมูลจาก สายชล สัตยานุรักษ์, เพิ่งอ้าง, หน้า ๖๖-๑๐๕.
[4]  โปรดดูใน ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ วันแม่ในทศวรรษ 2480: เซ็กส์ ความรักกับความเป็น “แม่พันธุ์” แห่งชาติ ในhttp://prachatai.com/journal/2009/08/25415
[5]  ดูใน ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ, กรุงเทพฯ: มูลนิธิตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ 2, 2548.

ไม่ค่อยเห็นด้วยกับบทความนี้เท

ไม่ค่อยเห็นด้วยกับบทความนี้เท่าไร การเมืองการปกครองไม่น่าจะมีผลต่อความคิดเรื่องความสามัคคีในครอบครัว น่าจะเริ่มต้นจากค่านิยมทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นหลักซึ่งมีมานานแล้ว คนไทยเรานิยมระบบครอบครัวขยายและอยู่กันแบบปรองดอง ถือไม่เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรจนกว่าจะตายจากกันไป จึงมีความคิดว่าลูกๆของพ่อแม้ที่หย่ากันจะมีปัญหาเพราะไม่ได้รับความรักความอบอุ่นหรือการดูแลจากคนทั้งสองและญาติๆเท่าที่ควร เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในครอบครัว ทั้งสองฝ่ายจึงต้องหวานอมขมกลืนหลักๆคือเพื่อลูกหรือเพื่อพ่อแม่หรือญาติคนอื่นๆในครอบครัวเพื่อให้ครอบครัวใหญ่ยังดำรงอยู่ต่อไป

ในทางตรงกันข้าม ความคิดค่านิยมเรื่องครอบครัวดังกล่าวนี้มีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ในสังคมไทย เช่นการนับคนในวัยต่างๆหญิงชายแม้ไม่รู้จักด้วยคำว่าคำที่แสดงความเป็นญาติ แสดงให้เห็นว่าคนไทยนับถือกันเป็นพี่เป็นน้อง เป็นญาติ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก หรือแม้แต่การยกย่องพระราชาพระราชินีว่าเป็นพ่อแม่ ยิ่งเราผูกความคิดเรื่องครอบครัวเข้ากับระบบการปกครองและสถาบันมากเท่าไร การที่จะสลัดออกจากพันธะอันนี้ก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น

นี่เป็นความเห็นส่วนตัว

นี่เป็นความเห็นส่วนตัว หลังจากที่อ่านจบ พลันกลับมาคิดว่า ตัวเองโชคดีที่อยู่ในครอบครัวที่ไม่ได้ประสบปัญหาการ หย่าร้าง คำว่า หย่าร้างดูจะห่างไกลจากความคิดที่จะแสดงทัศนะเอามากๆ และตัวเองคิดว่า ไม่ดีพอที่จะมาออกความเห็นด้วยซ้ำ แต่หลังจากทีอ่านจบ กลับพบว่า บทความนี้ สะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบันที่ ครอบครัวไทยกำลังประสบปัญหาหย่าร้างมากขึ้น ทั้งในมิติประชากร และ มิติสังคม แต่ถ้ามองลึกลงไปใน หนึ่งครอบครัว จะพบว่า มีปัญหาใต้น้ำใหญ่หลวงมหาศาลที่ส่งผลกระทบหลายอย่างที่ทำให้เกิดสภาพ การกระจายตัวและขยายพันธุ์ ลักษณะการแตกแยก ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ถ้าจะแบ่งจาก สามัญปัญหาที่ พอมองเห็น หลักๆ คงไม่พ้น ปัญหาค่าครองชีพ ปากท้อง ความไม่เข้าใจกัน ขันติทางอารมณ์ระหว่างสามีภรรยา นั้นน้อยลง ที่บอกว่า น้อยลงนั้นไม่ได้แปลว่า ใช้อารมณ์กันมากขึ้น แต่เป็นเรื่อง ไม่สามารถโอนอ่อนตามความแรงเมื่อประดังอารมณ์ใส่กันได้ เท่ากับคนรุ่นก่อน

สะท้อนให้เห็นว่า ช่วง 20 ปีนี้ ลักษณะของครอบครัวไทย เปลี่ยนแปลงเร็วมากทางสังคม สิทธิผู้หญิงมากขึ้น ผู้ชายไร้ความรับผิดชอบมากขึ้น การตระหนักใน ความเป็นหุ้นส่วนชีวิต ก็น้อยลง เพราะ ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพที่แตกต่างกัน แม้จะเป็นสามีภรรยากัน ภาวะเศรษฐกิจของสังคมไทยกำลังบีบให้ครอบครัวต้องปรับตัว เนื่องจาก เศรษฐกิจในเมืองใหญ่ทั่วโลก ต่างก็ดำเนินอยู่ กิจลักษณะ เวลาและผลกำไร เป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตแต่ละคน เมืองใหญ่ในประเทศไทยเองก็ไม่พ้น แนวคิดนี้ เรื่องก็คือ ส่วนตัวเชื่อว่า เราคงจะไม่สามารถ ลด การขยายตัวของ การหย่าร้าง ในครอบครัวได้ ทำได้เพียง คิดกันว่า เหลืออะไรบ้างจากการหย่าร้างและ มีมาตรการรอบรับ ผลกระทบ นอกเหนือจาก ปัญหาบุคลากรอย่าง เยาวชน หรือยัง ซึ่งเชื่อว่า หน่วยงาน จำนวนมากในประเทศเรา ณ ตอนนี้ มีประสิทธิภาพที่หลดหลั่นกันไป และไม่สอดประสานกันเลย

จากที่ผู้เขียน พูดถึง ปัญหา ยัดเยียด แนวคิด ความสมบูรณ์มากเกินไป ผ่านระบบปกครอง ส่วนตัวกลับมองว่า โดยหลักแล้ว เป็นแนวคิด สุดท้าย ที่จะทำให้ ครอบครัวแตกแยก สังคมไทยมีลักษณะที่ลดหลั่นกันไปของฐานะทางครอบครัว ซึ่งมีปัจจัย องค์ประกอบ จาก การตั้งรกราก สถานภาพดั้งเดิมของแต่ละฝ่ายชายหญิง พื้นฐานแนวคิดเฉพาะทางชนชาติของชายหญิง ความเป็นชาติพันธุ์เฉพาะเองก็มีส่วน บางครอบครัวถ้าสืบไล่ไป อาจไม่มีเลือดคนไทยอยู่เลยด้วยซ้ำ ซึ่งมองว่า วัฒนธรรมกับแนวคิดความเชื่อทางการเมือง มีผลสะท้อนน้อยมาก สำหรับ การตัดสินใจ ขั้นเด็ดขาดในเรื่อง หย่าร้าง ปัญหาสำคัญที่สุดและเร่งด่วน น่าจะมาจาก ความโอนอ่อนทางอารมณ์ ความรุนแรงจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายที่ใกล้เคียงการเหยียดหยามทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม และปัญหาค่าครองชีพ เสียมากกว่าที่จะ ยึดภาพ แนวคิดที่แตกต่างทางการเมือง และ การสอนแนวคิด ความสมบูรณ์ทางครอบครัวที่ ครอบครัวใหญ่ สั่งสอน ให้เป็นเช่นนั้น

สังคมยุคปัจจุบันเป็นสังคมที่เ

สังคมยุคปัจจุบันเป็นสังคมที่เร่งรีบ ทำอะไรรวดเร็วไปหมดแม้กระทั่งการที่เลือกคู่ครอง
ก็จะอยู่ในภาวะฉาบฉวยนั้นด้วย ไม่ได้ศึกษาดูใจดูความเหมาะสมกันมากมายเหมือนคนสมัยก่อน
นึกชอบกัน ก็แต่งงานกันเลย โดยที่ห้วงเวลาแห่งการทำความเข้าใจกันน้อยมาก
ช่วงเวลาสั้นๆเช่นนี้ก็มักจะพบเจอแต่สิ่งดีๆ ที่หยิบยื่นให้กัน ความเป็นธรรมชาติในตัวตนด้านลบ
ยังไม่แสดงออกมา เมื่อได้เป็นคู่ชู้ชื่นกันแล้ว พฤติกรรมที่ไม่เคยพบก็ได้พบ บางเรื่องสามารถปรับเข้าหากันได้
บางเรื่องรับกันไม่ได้เลย ทำให้เกิดการเปรียบเทียบก่อนแต่ง หลังแต่ง ทำไมเป็นอย่างนี้ ไม่เหมือนที่วาดฝันไว้เลย
บางคู่ปรับจูนกันได้ก็อยู่กันไป และหลายคู่ไปไม่รอดต้องร้างลาในที่สุด ยิ่งถ้ามีลูกด้วยกันแล้วอาจจะกลายเป็นปัญญา
กับลูกได้ ลูกขาดความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ ก่อนที่จะแต่งหรือมีลูกจงคิดให้หนัก และต้องนำหลักของการ
เอาใจเขามาใส่ใจเรา ความเห็นอกเห็นใจกัน เราไม่ชอบอะไรอย่าปฏิบัติอย่างนั้นกับคู่ครองเรา ถ้าปฏิบัติได้
ก็ครองชีวิตคู่ได้อย่างแน่นแฟ้นครับ

ผมอ่านแล้วไม่แน่ใจนักว่าผู้เข

ผมอ่านแล้วไม่แน่ใจนักว่าผู้เขียนต้องการสื่อถึงอะไรกันแน่
ก็ไม่ได้ว่าเขียนไม่ดีหรอกนะครับ เพราะผมเองก็คงเขียนแบบนี้ไม่ได้

ถ้าดูตามหัวเรื่องแล้วมาอ่านด้านท้ายๆบทความก็พอจะประมาณว่า
ผู้เขียนเป็นห่วงผู้คนส่วนหนึ่ง ที่ประสบปัญหาการหย่าร้างจะเครียดมั้ง

เรื่องการประดิษฐ์วาทกรรมพ่อของชาติ แม่ของชาติอะไรนั้น
ส่วนหนึ่งก็เป็นการดี ที่จะมีเครื่องมือมาร้อยใจคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียว
แต่ว่าคอนเซปท์มันออกจะดูโบราณไปหน่อย
สภาพสังคม สภาพครอบครัวบ้านเรามันเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว
วิธีการดังกล่าวจึงอาจจะใช้ได้กับคนบางส่วนเท่านั้น

การหย่าร้างที่สูงขึ้นในปัจจุบันนั้น ผมว่ามันเป็นผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมหลายๆอย่างรวมกัน
สมัยโบราณมีการเคลื่อนย้ายของผู้คนน้อย ทำให้การจับคู่แต่งงานเกิดขึ้นจากคนในละแวกใกล้เคียงกัน
ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ทำให้ง่ายต่อการปรับตัวเข้าหากัน โอกาสหย่าร้างจึงมีน้อย

ปัจจุบันผู้คนเคลื่อนย้ายไปต่างถิ่นมากขึ้น ความแตกต่างในวิถีชีวิต เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มีโอกาสหย่าร้างสูงขึ้น
แต่นั่นก็เป็นเพียงเหตุผลเล็กๆเหตุผลหนึ่ง ท่ามกลางเหตุผลใหม่ๆมากมายในสังคม ที่อุบัติขึ้นอย่างชนิดที่เราอาจคาดไม่ถึง
จะว่าไปการหย่าร้างมันเกิดขึ้นมากมายทุกระดับชนชั้น จากชนชั้นล่างสุด จนถึงชนชั้นสูงสุดในแผ่นดินก็มีให้เห็น

ค่านิยมในสังคมที่เปลี่ยนไปมากแล้ว ผมมองว่าปัญหาการหย่าร้าง ได้กลายเป็นเรื่องสุดแสนจะธรรมดาในสังคมไปแล้ว
ผมจึงมองปัญหานี้ว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ก็ได้ปรับตัว เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปนี้อย่างกลมกลืน

แล้วการที่มีคนเอาเรื่องทัศนคติทางด้านครอบครัว มาสร้างกระแสในทางการเมืองนั้น
มันจึงไม่ประสบผลสำเร็จอะไรมากนัก เพราะสถาบันครอบครัวของบ้านเราในปัจจุบัน
มันไม่ได้แข็งแกร่งแบบครอบครัวใหญ่ในอดีตอีกแล้ว

คนส่วนใหญ่ปัจจุบัน จะค่อนข้างอิสระจากครอบครัวเมื่อเรียนจบมีงานทำแล้ว
มันจะคล้ายสังคมในตะวันตกมากขึ้น และทัศนคติการเมืองการปกครองก็จะแปรเปลี่ยนไป
มันจะเปลี่ยนไป ที่จะสอดคล้องตามลักษณะความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวในที่สุดครับ

สังคมไทยต่างหากที่ต้องการการเ

สังคมไทยต่างหากที่ต้องการการเยียวยา เพราะมันมีผลกระทบสำคัญกับทุกมิติของประเทศชาติ และนั่นก็หมายรวมถึงอนาคตของชาติที่เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของชาติด้วยเช่นกัน

น้ำลัด

[quote=น้ำลัด]ผมอ่านแล้วไม่แน่ใจนักว่าผู้เขียนต้องการสื่อถึงอะไรกันแน่... ถ้าดูตามหัวเรื่องแล้วมาอ่านด้านท้ายๆบทความก็พอจะประมาณว่า ผู้เขียนเป็นห่วงผู้คนส่วนหนึ่ง ที่ประสบปัญหาการหย่าร้างจะเครียดมั้ง... [/quote]

ผู้เขียนบอกว่า ส่วนหนึ่งของปัญหาก็ คือ การที่สังคมมองจากภายนอกเข้าไปดูภายในแต่ละครอบครัว ด้วยกรอบคิดเรื่อง "ครอบครัวสมบูรณ์" นี่แหละ กลายเป็นวาทกรรมครอบครัวสมบูรณ์เหมาเข่งจากภายนอก ที่เข้าไปสร้างปัญหาให้กับครอบครัว ซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับสังคม และผมก็เห็นด้วยไม่น้อย เพราะแต่ละครอบครัว ย่อมมีวิถีของตัวเอง ความสมบูรณ์ของครอบครัวหนึ่ง อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนความสมบูรณ์ของอีกครอบครัวหนึ่ง

ที่จริง ครอบครัว ที่ปกติ

ที่จริง ครอบครัว ที่ปกติ ก็พึงประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก อยู่แล้ว มันไม่เกี่ยวว่า สมบูรณ์แบบหรือไม่
เพราะ มันก็มาจากตรงนั้น ลักษณะเช่นนั้น แต่อะไรคือสาเหตุการแตกแยก ร้าวฉานของภาวะครอบครัว ต่างหากที่ทำให้
ผลิตผลของมันมีประมาณมากขึ้น จนเกิดแนวคิดแย้ง ภาวะครอบครัวปกติไปเสีย แล้วกลายเป็นการหาเหตุผลมาอ้างลดเครดิต
สภาวะครอบครัวปกติ ให้กลายเป็น การล้นเกิน ของการให้ความสำคัญ ลักษณะเช่นนี้ เข้าทำนอง องุ่นเปรี้ยว มะนาวหวาน ไปซะ

เป้าหมายของบทความ ต้องการแย้งกับ แนวคิด พ่อของแผ่นดิน
เพราะ รัฐไทย เอาครอบครัวมาสร้างความชอบธรรม ในระดับมหภาค ดังนั้น บทความ จึงลดทอนน้ำหนักของครอบครัว
เพื่อ สู้กับ อุดมการณ์พ่อของแผ่นดิน เมื่อ ครอบครัวไม่สำคัญ ก็ไม่จำเป็นต้องแคร์วาทกรรมพ่อแม่ของแผ่นดิน ใช่ไหม?

กล่าวได้ว่า บทความ ได้รับอิทธิพลจาก การแก้ปัญหาครอบครัวจากสังคมตะวันตก โดยการสร้างระบบสังคมมารองรับ
ภาวะครอบครัวหย่าร้าง นั่นเพราะ ทิศทางสังคมไทยกำลังไปในทางนั้น ซิ คือ ทุนนิยมสุดโต่ง ชีวิตนอกบ้าน คือสรณะ
งานคือทุกอย่างของชีวิต โดยอ้างความจำเป็นของการหาเงิน เพื่อครอบครัว จากนั้น ครอบครัวอันเป็นเป้าหมายก็ค่อยๆมลายสูญ

ความจริงแล้ว พ่อแม่ลูกอยู่พร้อมหน้า ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่คือ ปกติธรรมดาที่พึงเป็นไปของครอบครัว
ความสมบูรณ์แบบ จักถูกสร้างขึ้น จากการปฏิบัติต่อกันระหว่างการอยู่พร้อมกันต่างหาก และพ่อแม่ที่อยู่ด้วยกัน ก็คือ รากฐานทางบุคคลิกภาพแห่งตัวตนของเด็ก โดยเฉพาะในช่วง 3-5ปี ขาดไปซึ่งต้นแบบ เขาก็จักเติบโตขึ้น อย่างขาดพร่อง
ของการเติมเต็ม ความเป็น หญิงหรือชายในตัว ไม่ว่าสมดุลของอำนาจกับความเมตตา การควบคุมตนเองกับอิสรภาพ
หรือแม้กระทั่ง การรักให้ถูกเพศกับการเบี่ยงเบนทางเพศ เป็นต้น