สัมภาษณ์ประวิตร โรจนพฤกษ์: ตลกร้าย (2) กรณีประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ คนเสื้อแดง และเด็กม.เกษตร

 

บทสัมภาษณ์ที่พาดพิงผู้คนมากมายหลายชื่อ สอบทานความเป็นประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง กรณีระหว่างประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์และมติชนที่ยังคงค้างคาใจใครหลายคน โดยเฉพาะในเรื่องความโปร่งใสต่อกรณีดังกล่าว และข้อเสนอต่อท่าทีของคนเสื้อแดงที่ควรมีต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

สืบเนื่องจากบทความ ตลกร้าย กรณี “ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์” ถูก มติชน “เชิญออก” โดยประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่วิพากษ์วิจารณ์กรณีการลาออกของประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ หลังจากเป็นผู้สื่อข่าวที่มติชนกว่า 27 ปี ทำให้เกิดปฏิกิริยาทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่อข้อเสนอแนะในบทความ บ้างก็กล่าวว่า การที่ประสงค์ถูก “เชิญออก” เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว หากแต่ประวิตรยังยืนยัน ต้องปกป้องแม้คนที่เห็นต่างจากเรา เพราะ “ความเห็นต่างทางการเมือง เป็นรากฐานที่สำคัญของประชาธิปไตยและเสรีภาพ” 

0000

จากกรณีระหว่างมติชนและคุณประสงค์ที่ยังคงไม่มีความชัดเจน คิดว่าคนในสังคมต้องมองเรื่องนี้อย่างไร
คือมันมีสองสามประเด็นที่สำคัญต้องตระหนัก อันแรกคือ มติชน ในฐานะที่เป็นองค์กรสื่อที่มีคุณภาพ อันนี้ไม่ได้พูดอย่างดัดจริต ผมคิดว่ามติชนมีคุณภาพอยู่ระดับหนึ่ง ควรจะทำตัวให้โปร่งใส ชี้แจงเรื่องนี้ ในเมื่อเรื่องนี้กลายเป็นข้อครหา เนื่องจากคุณประสงค์ไปทวีตเรื่องนี้ทำให้สามารถตีความ หรือทำให้เข้าใจได้ว่าคุณประสงค์ถูกจัดการเพียงเพราะมีจุดยืนทางการเมืองที่ต่าง

ต้องกลับไปดูทวีตของคุณประสงค์ที่อ้างว่า ทางบรรณาธิการมติชนบอกว่าไม่ต้องเขียนอีกแล้ว และแม้แต่การสัมภาษณ์ซึ่งปรากฎในหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น ซึ่งผมไม่ได้เป็นผู้สัมภาษณ์ ปรากฎในวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา คุณประสงค์ยังพูดอย่างแทงกั๊ก บอกว่าแกจะชี้แจงเรื่องนี้หลังจากวันที่ 15 สิงหา เพราะว่ายังเป็นลูกจ้างจนถึงวันที่ 15 การพูดเช่นนี้ เท่ากับเป็นการ”แทงกั๊ก” หรือทำให้สาธาธารณะตีความได้อีกว่าถูกมติชนจัดการอย่างไม่เป็นธรรม เพียงเพราะความต่างทางจุดยืนทางการเมือง เพราะถ้าเกิดมติชนไม่ได้ทำอะไรผิดจรรยาบรรณสื่อต่อคุณประสงค์ คุณประสงค์น่าจะพูดให้ชัดเจนตั้งแต่วันนี้ได้แล้วว่ามันไม่มีอะไร มันเป็นการออกจากงานธรรมดา เพราะฉะนั้น ผมก็ต้องฟังหูไว้หู

ผมได้คุยกับคนอย่างธนาพล อิ๋วสกุล บ.ก. ฟ้าเดียวกัน อ้างว่า คุณประสงค์ฉวยโอกาสปั่นตัวเอง ปั่นกระแสความนิยมตนเองตอนที่รัฐบาลเพื่อไทยกำลังขึ้น โดยการสร้างสถานการณ์ว่าตัวเองถูกบีบออก เพื่อให้สังคมเข้าใจผิด ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงผมต้องถือว่าเป็นหน้าที่ของมติชนที่จะต้องออกมาชี้แจงว่าอะไรเป็นอะไร

ผมจะไปคาดหวังต่อคุณประสงค์ซึ่งเป็นปัจเจกชนเทียบเท่ามติชนได้อย่างไร แน่นอนผมก็อยากจะให้ทั้งสองฝ่ายออกมาชี้แจง แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่ชี้แจง ผู้ที่ควรถูกตำหนิมากที่สุด น่าจะเป็นมติชน เพราะมติชนเป็นองค์กร ที่ควรจะมีความโปร่งใส ส่วนคุณประสงค์นั่นเป็นปัจเจกชน มีดีมีชั่วเราไม่รู้

สิ่งที่คุณธนาพลพูดทำให้ผมนึกถึงเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ คือเรื่อง Privilege of information หรือ “ข้อมูลวงใน” “คนใน” หรือ “ข้อมูลพิเศษ” ผมคิดว่าถ้าเรามาอ้างอย่างนั้นโดยที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน กล่าวหาคุณประสงค์ ผมคิดว่ามันไม่แฟร์ มันก็ไม่ต่างจากที่เวลามีใครซักคนอกมาปกป้องสถาบัน บอกโอ๊ย คุณไม่ต้องไปวิจาณ์หรอกเพราะผมรู้ว่าข้างในดีอย่างนู้นอย่างนี้ แล้วก็ไม่จบ เพราะไม่มีหลักฐาน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะวิพากษ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะต้องวิพากษ์ไปตามเนื้อผ้า

อีกเรื่องหนึ่งที่ผิดหวังคือคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ยังหลงผิดโดยใช้ตรรกะที่ว่า ในเมื่อคุณประสงค์ยืนอยู่ข้างเผด็จการ ในมุมมองของคนเสื้อแดง จึงสมควรแล้วที่จะถูกมติชนไล่ออก ถ้าคิดเช่นนี้ มันไม่ได้นำมาซึ่งสังคมที่ดี มันไม่ได้ทำให้สังคมเป็นประชาธิปไตยได้ เพราะเมื่อไหร่ที่เสื้อเหลืองขึ้นมามีอำนาจ เขาก็จะจัดการกับพวกคุณเหมือนกันโดยอ้างว่า เพราะพวกคุณก็เผด็จการเหมือนกัน อยู่กับทักษิณ เขาก็จะกล่าวหาเช่นนั้น และก็จะไม่ออกยินดียินร้ายกับการปิดสื่อเสื้อแดง หรืออาจจะเห็นด้วย หรือสนับสนุนกับการปิดสื่อเสื้อแดง และถ้าเป็นเช่นนี้ ผมต้องถามว่าถ้าอย่างนั้นแล้วคุณจะต่างจากเสื้อเหลืองอย่างไร เพราะคุณก็ใช้ตรรกะฟาสซิสต์เหมือนคนเสื้อเหลืองหรือเปล่า ที่ว่า ถ้าอยู่ฝ่ายตรงข้าม ตนก็จะไม่สนใจ จะปกป้องเฉพาะฝ่ายตัวเอง

ผมคิดว่าต้องมีการทบทวนมาก โดยเฉพาะคนที่เป็นปัญญาชนอย่างวิภา ดาวมณี เข้าไปโพสต์ในเฟซบุ้กบอกว่า การจัดการให้คุณประสงค์ออกจากงานเป็นเรื่องปรกติของบริษัท ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือมันมีสองเรื่อง คือหนึ่ง ก็มีรุ่นน้องที่ชื่ออดิศร เกิดมงคล ออกมาโต้อาจารย์วิภา บอกว่า ถ้าอาจารย์พูดอย่างนี้แล้วอาจารย์จะออกมาพูดเรื่องสหภาพ สิทธิแรงงาน สิทธิลูกจ้างได้อย่างไร นั่นแปลว่าลูกจ้างจะทำอะไรก็ได้อย่างนั้นหรือ และอย่างมีพวกที่อ้างต่อว่า นายจ้างทำอะไรก็ได้ เพราะนี่เป็นบริษัทเอกชน ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่เราควรเรียกร้องต่อบริษัทสื่อหรือ Corporate Media ให้ทำตัวดีกว่าบริษัททั่วไป ดีกว่าโรงงานผลิตรองเท้า โรงงานนรก หรือร้านโชว์ห่วยที่บริหารโดยครอบครัว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ที่จะต้องออกมาเรียกร้อง มิใช่บอกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นก็โอเค ก็เหมือนบริษัททั่วไป มันไม่ใช่ ผมคิดว่า มันเป็นหน้าที่ของสื่อ แม้กระทั่งบริษัทสื่อ มากกว่าบริษัทขายน้ำอัดลม บริษัทผลิตรองเท้าหรือร้านโชวห่วยที่มีการบริหารอย่างเป็นเผด็จการอย่างชัดเจน

ทำไมเราควรจะต้องปกป้องคนที่คิดเห็นต่างทางการเมือง ทั้งๆที่เขาอาจจะไม่ได้เป็นประชาธิปไตยมากนัก และหากไม่ทำเช่นนั้นแล้ว คิดว่าอนาคตสังคมไทยจะเป็นอย่างไร

เพราะความเห็นต่างทางการเมือง เป็นรากฐานที่สำคัญที่เป็นประชาธิปไตยและเสรีภาพ มิเช่นนั้น ใครมีอำนาจก็จะขึ้นไปกำหนดเสียงที่เห็นต่างให้ถูกทำลายไป สังคมเช่นนั้น ไม่มีทางเป็นประชาธิปไตยได้ อย่างมากก็เป็นสังคมธรรมาธิปไตย แต่ปัญหาคือ ใครเป็นคนที่จะบอกว่า อะไรคือสิ่งที่ดี อะไรที่ควรจะเซ็นเซอร์หรือไม่เซ็นเซอร์ สุดท้ายเราแทบจะหลีกเลี่ยงเส้นทางที่จะนำเราไปสู่ระบบฟาสซิสต์ไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการที่คุณออกมาดีเฟนด์คุณประสงค์ ไม่ใช่เพราะคุณเห็นด้วยกับคุณประสงค์ หรือเห็นด้วยกับจุดยืนทางการเมืองของคุณประสงค์ แต่เพราะคุณเห็นด้วยว่า สังคมควรจะมีพื้นที่ที่เคารพความเห็นต่าง โดยเฉพาะความเห็นต่างทางการเมือง

ขอเพิ่มเรื่องความน่าอายของคุณประสงค์ที่มีแทงกั๊กอย่างนี้ เป็นการปฏิบัติตนที่ไม่สมควรอย่างยิ่งของผู้สื่อข่าวอาวุโสและผู้ที่เคยเป็นนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย การที่ปล่อยให้สังคมถกเถียงกันต่อโดยที่ทำให้สังคมแทงกั๊กเช่นนี้ ในขณะที่ตัวเองทำมาหากิน ทำอาชีพที่ไปตรวจสอบคนอื่น อ้างว่าไปทำให้สังคมโปร่งใส มาวันนี้คุณประสงค์ก็ไม่ยอมไปแตะเรื่องนี้เลย นั่งทวีตเรื่องอื่น ทำตัวไม่ต่างจากกรมประชาสัมพันธ์ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การที่หนังสือพิมพ์เอเสทีวีของผู้จัดการได้ปฏิบัติตัวอย่างน่าละอายที่นำรูปของเด็กม.เกษตรที่พึ่งจบใหม่ ที่ถูกจับเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไปลงประจานโดยใช้ชื่อเต็มและนามสกุล ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าจะนำไปสู่การล่าแม่มด การโทรไปขู่ญาติพี่น้อง ครอบครัวของผู้นั้นอีก ในขณะเดียวกัน ผมก็ทราบมาว่า คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งก็ต้องการรูปภาพ ที่อยู่ และโทรศัพท์ของตัวรองอธิการบดี ผู้ฟ้องตัวเด็กม.เกษตรผู้นั้นเช่นเดียวกัน

คำถามก็คือว่า จริงๆแล้วคนสองกลุ่มนี้ คิดต่างกันจริงหรือ ผมคิดว่าไม่ต่าง ทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะใช้วิธีการที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยในการทำลายฝ่ายตรงข้าม เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงยิ่ง

ผมยังอยากจะเห็นคนอย่างบ.ก. ลายจุด คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ ออกมาแสดงความเห็น ถ้าคนอย่างบ.ก.ลายจุดไม่ออกมาทัก ติง แสดงจุดยืนให้ชัดเจน ผมคิดว่าขบวนการเสื้อแดงจะไถลตกเหว และไม่สามารถจะเป็นขบวนการที่ต่อสู้ให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริงในสังคมไทยได้ และที่น่าสนใจคือ เท่าที่ผมทราบคือ บ.ก. ลายจุดก็ยังคงเงียบกับเรื่องนี้ ผมคิดว่าอาจจะถึงจุดที่เขาต้องถามตัวเองเหมือนกันว่า จะเลือกผู้ที่ชื่นชอบและเป็นกองเชียร์สนับสนุน และพูดทุกอย่างที่พวกเขาแฮปปี้ หรือกล้าพอที่จะพูดอะไรบางอย่างที่ฟังแล้วอาจจะไม่เข้าหูพวกเขา แต่ต้องจำเป็น เพื่อที่ว่าสังคมนี้จะได้มุ่งไปในทางที่เป็นประชาธิปไตยกว่านี้อย่างแท้จริง มันเป็นคำตอบที่เลือกยาก เพราะว่าคุณคงจะเอาทั้งสองอย่างไม่ได้ แต่จุดหนึ่งถ้าคุณเงียบ ก็เท่ากับว่าคุณยอมรับการกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

แต่ก็ยังเห็นว่าคนเสื้อแดงก็ยังสามารถมีโอกาสถกเถียง เรียนรู้และพัฒนาต่อไปได้ โดยเฉพาะในเชิงหลักการมากกว่านี้ในอนาคต?

ถูกต้อง ประเด็นของผมตอนนี้คือ ผมไม่เห็นด้วยกับใครตอนนี้ที่จะมาอ้างว่า เห็นไหม คนเสื้อแดงเขาก็ไม่เห็นด้วยหรอกในการที่จะเคารพความต่าง หรือการออกมายืนยันต่อสู้เพื่อความเห็นต่างของคนอื่น ถ้าไม่ใช่พวกตัวเอง เพราะฉะนั้น คนเหล่านี้ก็ควรจะปิดปาก และไม่ควรมีสิทธิทางการเมือง ผมเห็นต่างกับความเห็นเช่นนี้ ซึ่งอาจเป็นความคิดเห็นของชนชั้นอำมาตย์จำนวนหนึ่ง ที่บอกว่าพวกเสื้อแดง นี่ไงเห็นไหม เอาเข้าจริงก็ไม่เข้าใจประชาธิปไตย ไม่เข้าใจความคิดที่เห็นต่างของคนส่วนน้อย ผมคิดว่า มันยังด่วนเกินไปที่จะสรุปเช่นนั้น เสียงของคนเสื้อแดงซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากคนจนเนี่ย เพิ่งมีโอกาสลืมตาอ้าปากได้ มองเห็นผิดบ้างถูกบ้างก็ว่ากันไป แต่ผมไม่เห็นด้วยกับความเห็นหรือข้อเสนอของใครก็ตามที่จะบอกว่า เช่นนั้นเราควรจะปิดปากไม่ให้สิทธิคนเสื้อแดงหรือคนยากคนจนมีสิทธิเสียง เพราะดูแล้วเขาอาจจะไร้วุฒิภาวะ

ผมคิดว่า คนส่วนใหญ่ในสังคมคงต้องเรียนรู้กันไป เรียนรู้กับคนส่วนน้อยในสังคมด้วย ถกเถียงกันไป มีวิวาทะ มี Dialogue (บทสนทนา) เพราะเราเห็นแล้วว่า แม้คนชั้นกลางส่วนใหญ่ ก็ได้กระทำการตัดสินใจผิดซ้ำซากโดยการสนับสนุนการทำรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาตลอดระยะเวลากว่า 60-70 ปี กับสิ่งที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นหากคนชั้นกลาง ป่านนี้ยังไม่ตื่น หรือคนจำนวนมากในคนชั้นกลางยังไม่ตื่น ผมคิดว่าก็ควรจะให้โอกาสคนส่วนใหญ่ให้ลองผิดลองถูกเช่นเดียวกัน แต่ผมขอร้องว่าคนเสื้อแดงที่ก้าวหน้าและผมก็ทราบดีว่ามีจำนวนหนึ่ง ควรจะต้องออกมามีความกล้าที่จะพูด ไม่ว่าคุณจะใช้ไม้แข็งหรือไม้อ่อน หรือวิธีการเจรจาแบบประนีประนอมหรืออะไรก็ตามแต่ แต่ออกมาเตือนสติได้แล้ว ไม่งั้นผมคิดว่าหลงทางแน่

ผมคิดว่าเหตุการณ์สามสี่วันที่ผ่านมา เหตุการณ์เรื่องปฏิกิริยาต่อคุณประสงค์ หรือเหตุการณ์ที่มีการพยายามขอรูปถ่าย ข้อมูลส่วนตัวของรองอธิการบดีที่ฟ้องร้องเด็กที่เพิ่งจบจากม.เกษตรนั้น ผมคิดว่าเป็นปรากฎการณ์ที่น่าเป็นห่วงว่า เอาเข้าจริง คนเหล่านี้พร้อมที่จะเป๋ไปอยู่ในวัฒนธรรมที่ต่อต้านประชาธิปไตย และถ้าพวกคุณไม่ทำตอนนี้ พวกคนเสื้อแดงที่มีจิตใจที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และมองเห็นปัญหาที่แท้จริง ไม่พยายามท้วงติง หรือดึง ออกมาพูดคุยกับคนเสื้อแดงด้วยกันในตอนนี้ ผมเกรงว่า ไปอีกหกเดือนหรือหนึ่งปีมันจะสายเกินไป

เราต้องตระหนักว่า เพียงเพราะเราอยู่กับฝ่ายตรงข้ามกับเผด็จการกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่า เราเป็นฝ่ายประชาธิปไตยไปโดยปริยาย เพราะเผด็จการน่าจะมีมากกว่าหนึ่งกลุ่มหรือหนึ่งแบบในสังคมไทย กรุณาอย่าเข้าใจผิด

สรุปง่ายๆว่า การตรวจสอบตนเอง เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรควรมีใช่ไหม

สังคมที่มันไม่โปร่งใส ตรวจสอบกันไม่ได้ มันเป็นประชาธิปไตยได้หรือเปล่า สังคมที่คุณไม่มีพื้นที่สำหรับความเห็นต่าง มันเป็นสังคมประชาธิปไตยหรือ มันไม่ใช่ ผมอยากให้เรามองข้ามความขัดแย้งระยะสั้น ใครจะขัดแย้งอะไรหรือกับใคร และคนเสื้อแดง โดยเฉพาะเสื้อแดงที่ต้องการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งมีอยู่จริงแต่ผมไม่รู้ว่ามีจำนวนมากหรือน้อยแค่ไหน ซึ่งตอนนี้ก็เงียบไปเพราะไม่อยากจะไปตีรวนหรือเปล่า เขาต้องออกมา เขาต้องมองข้ามช็อตไปให้ได้ว่าสิ่งที่เขาอยากมองเห็น มันไม่ใช่เอารัฐบาลที่ดีที่ตัวเองชอบเข้าไปมีอำนาจเท่านั้น แค่นั้นมันไม่พอ เราต้องสร้างวัฒนธรรม อย่างอเมริกาที่เขาไม่มีรัฐประหารเป็นเพราะทหารก็รู้ว่าถ้าทำไปประชาชนเขาก็ไม่ยอมรับ เขาก็อยู่ไม่ได้ เมืองไทย ตราบใดที่ไม่มีวัฒนธรรมที่ยอมรับความเห็นต่าง วัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับรัฐประหาร การรัฐประหารก็ยังเกิด ความเห็นต่างก็มีลำบาก

ผมคิดว่าสำคัญมาก ไม่ว่าจะเสื้อสีอะไร ถ้าอ้างว่าตนเองอยากเห็นสังคมเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เราต้องมาจัดการปูพื้นฐานสังคมประชาธิปไตยให้ได้ก่อน และพื้นฐานหนึ่งของสังคมประชาธิปไตยที่สำคัญคือ ความเห็นต่าง การเคารพความเห็นต่าง อันที่สองคือ ทำให้สื่อโปร่งใสและมีความรับผิดชอบกว่าทุกวันนี้ ไม่ใช่บอกว่า อ้างว่า ในเมื่อมติชนไม่เคยอธิบายอะไรที่ผ่านมาในอดีตก็ควรต้องปล่อยไปเป็นอย่างนี้หรือ อันนี้ถกเถียงกับคุณธนาพล (อิ๋วสกุล) เขาบอก มติชนก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่เคยอธิบาย ผมก็เลยว่า อ้าวแล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะเปลี่ยน มันสมควรจะเปลี่ยนไหม ถ้าอย่างนั้นคนอื่นก็จะมาอ้างว่า อ้าว ก็ความสัมพันธ์ระหว่างไพร่กับอำมาตย์ก็เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วมิใช่หรือ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องเปลี่ยนสิ ผมว่านั่นไม่ใช่ข้ออ้าง ปัญหาคือว่าเราอยากเห็นสังคมเป็นแบบไหน และอย่าไปหลงติดว่าใครสู้ตรงไหน ถ้าใครก็ตามเปลี่ยนจุดยืน และไม่ได้ยืนอยู่กับประชาธิปไตยอย่างชัดเจนแล้ว ผมคิดว่า คนที่สนับสนุนคนนั้นก็ต้องพร้อมที่จะเดินออกมา หรืออย่างน้อยก็ต้องตักเตือนกันก่อน พยายามอย่างเต็มที่เสียก่อนเพื่อจะดึงเขาไปในทิศทางที่จะรังสรรค์ให้สังคมเปิด เป็นสังคมที่เป็นประชาธิปไตย สังคมที่มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกองค์กร

ถ้าหากคนเสื้อแดงมีสำนึกทางการเมือง มีความตระหนักรู้ด้านความโปร่งใส แต่รัฐบาลใหม่นี้ยังคงเหมือนเดิม ไม่ต่างจากยุคก่อนหน้า อย่างนี้จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
ก็มีหลายวิธี อาจจะต้องไปคุย ล็อบบี้กันก่อน หรืออะไร แต่เอาเข้าจริง คุณต้องออกมาแสดงจุดยืนถ้ามันชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลใหม่มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับความโปร่งใสหรือการตรวจสอบ คุณต้องแยกให้ออกระหว่างหลักการ กับความชอบระหว่างตัวบุคคล หรือพรรค ในที่สุด คุณอาจจะต้องเลือกด้วยซ้ำไป ถ้าพรรคที่คุณชื่นชอบอาจจะไม่ได้ยืนหยัดกับหลักการที่คุณคิดว่าเขาสนับสนุน หรืออ้างว่าสนับสนุน ถึงจุดหนึ่ง ถ้าคุณต้องเลือกระหว่างพรรคเพื่อไทย, หรือเสื้อแดงกับประชาธิปไตย หรือพรรคเพื่อไทยกับประชาธิปไตยคุณจะเลือกอะไรถ้ามาถึงจุดนั้น ซึ่งตอนนี้มันอาจจะยังไม่ชัดเจน แต่ถ้ามาถึงจุดนั้นแล้วคุณจะเลือกอะไร ผมคิดว่าเป็นคำถามที่ท้ายที่สุดแล้วมันอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ก็อาจจะมีคำถามที่ว่า คนชั้นกลางก็พูดเรื่องหลักการ คำใหญ่คำโตได้ แต่ชาวบ้านก็ยังคงสนใจเรื่องนโยบายปากท้อง และชื่นชอบในนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยอยู่ มากกว่าสนใจเรื่องความโปร่งใส คิดว่าอย่างไร

ไม่มีปัญหา คือมันไม่ใช่เรื่องที่เราต้องทำเรื่องหนึ่งและไม่ทำอีกเรื่องหนึ่ง คือใครมีศักยภาพและสนใจทำเรื่องอะไรก็ทำไปพร้อมกัน คือผมเห็นด้วยกับการให้ประชาชนส่วนใหญ่มีสวัสดิการดีกว่าที่เป็นอยู่ มีการศึกษาที่เท่าเทียม มีโอกาสเข้าสู่การศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกว่าที่เป็นอยู่ มีโอกาสเข้าต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมที่เท่าเทียมกันมากกว่านี้ มันใมใช่การถกเถียงว่า ต้องเลือกก.ไก่ แล้วไม่เอาข.ไข่ ผมว่าไม่ใช่ มันเป็นเป็นเรื่องที่สามารถทำไปพร้อมกันหลายเรื่องได้ แต่ผมคิดว่ามันเป็นบางอย่างที่มันเป็นพื้นที่รากฐานที่สำคัญ ถ้าไม่จัดการรักษาไว้ หรือสร้างให้มันเกิด สังคมมันก็จะเป๋ เราคงไม่อยากเห็นสังคมเป็นอย่างสิงคโปร์ที่ผู้คนก็มีกินในระดับหนึ่งแต่ไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สื่อถูกคุม ไม่มีความเห็นต่าง ความเห็นต่างถูกกดทับ ผมคิดว่า สังคมอย่างประเทศสิงคโปร์ก็คงไม่ใช่สังคมอุดมคติ

 
 

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์