"จักรภพ" ยื่น "ทักษิณ" เสนอโละคดี "หมิ่นเบื้องสูง"

ฟุตบอลกระชับมิตรเสื้อแดง-กัมพูชาชื่นมื่น “ฮุนเซน-สมชาย” กัปตันทีม ปิดสกอร์แดงชนะ 10 ต่อ 7 “ฮุนเซน” ลั่นฝันร้ายผ่านไปแล้ว ส่งสัญญาณถึงกองกำลังชายแดน 2 ประเทศ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ขณะที่ “จักรภพ” โผล่ยื่นข้อเสนอโละคดีหมิ่นเบื้องสูง หากรัฐบาลรับ 7 ข้อเสนอ คอป. เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 54 ที่ผ่านมาเว็บไซต์เดลินิวส์รายงานว่าที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ก่อนที่การแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรระหว่างทีมวีไอพีรัฐบาลกัมพูชา กับทีม ส.ส. และแกนนำเสื้อแดงจากรัฐบาลไทย ที่สนามกีฬาโอลิมปิกสเตเดี้ยม บรรยากาศตัวเมืองของกรุงพนมเปญเป็นไปอย่างคึกคัก ด้วยบรรดาคนเสื้อแดงหลายพันคนพร้อมใจสวมเสื้อแดง ขนอุปกรณ์การเชียร์ยกขบวนมาร่วมชมและเชียร์ฟุตบอลนัดสำคัญ โดยใช้ชื่อ “กองเชียร์หัวใจแดง” ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาได้จัดเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก และดูแลความปลอดภัยแกนนำและกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปช.ที่อยู่ระหว่างหลบหนีคดีในต่างประเทศ ได้เดินทางมายังโรงแรมคัมโบเดียน่า กรุงพนมเปญ ท่ามกลางการต้อนรับของบรรดาคนเสื้อแดง โดยนายจักรภพ กล่าวว่า ตนเห็นว่าขณะนี้กระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยยังอยู่ในสภาพที่ไว้วางใจไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นแม้อยากจะมาต่อสู้แต่เราก็ต้องถามว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ ตอนนี้ทุกคนมีใจที่อยากจะปรองดอง แต่ต้องดูว่า 5 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร การปรองดองต้องอยู่บนพื้นฐานอนาคตและประชาธิปไตยที่ไม่ถดถอยด้วย จากนั้นนายจักรภพได้ใช้เวลาในช่วงเช้ากล่าวบรรยายกับบรรดาคนเสื้อแดงประมาณ 50 คน ซึ่งไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนบันทึกภาพ ถึงข้อเสนอ 7 ข้อของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ที่เสนอต่อรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เนื้อหาตอนหนึ่งว่า ตนทราบว่าภายใน 2 สัปดาห์นี้จะพิจารณารับข้อเสนอดังกล่าว แต่เรื่องนี้ทำให้มีแนวคิดของมวลชนแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยตนได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีก็ยอมรับว่าเป็นความจริงที่จะรับข้อเสนอของ คอป. แต่เราต้องดูในรายละเอียดด้วย โดยเฉพาะข้อ 3 ที่หากพิจารณาและสรุปให้เข้าใจคือ ควรจะมีการตั้งต้นคดีว่าสมควรจะถูกดำเนินคดีตั้งแต่ต้นหรือไม่ โดยเฉพาะคดีการเมืองที่มีการเสนอให้ทบทวน รวมถึงการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ถูกกล่าวหาโดยที่ไม่เรียกหลักประกัน “ผมจึงเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าหากรับข้อเสนอของ คอป.ในเรื่องนี้ ก็จะต้องมีการทบทวนผู้ที่ถูกกล่าวหารวมถึงในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ที่ขณะนี้มีผู้ถูกกล่าวหากว่า 500 คนที่อยู่ในเรือนจำ จะต้องปล่อยด้วย รวมทั้งต้องมีช่วงเวลาและข้อตกลงให้ชัดเจน ถ้าไม่ตรงเวลาจะถือว่าตระบัดสัตย์ ซึ่งผมทราบว่ารัฐบาลจะรับข้อเสนอนี้ ส่วนแกนนำที่หลบหนีในต่างประเทศมีการโอ้โลมให้กลับบ้าน ถึงขนาดที่มีการติดสินบนของบางคนเพื่อขอให้กลับ แต่ตนได้เรียนต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ไปแล้วว่ายอมเป็นคนดื้อ ยังไม่ขอกลับ เพราะยังมองเห็นภาพที่มีการบาดเจ็บ เสียชีวิต จึงยังกลับไม่ได้ จะเจ็บก็ไม่เป็นไร จะตายก็ไม่ต้องกลับจะขอทำเพื่อบ้านเมือง” นายจักรภพ กล่าว ต่อมาเมื่อเวลา 15.00 น. การแข่งขันฟุตบอลกระชับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ได้เริ่มต้นขึ้น ต่อหน้าผู้เข้าชมกว่า 2 หมื่นคนเต็มความจุของสนาม ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด สำหรับผู้เล่น 11 คน ตัวจริงของทีมสีแดง ประกอบด้วย สมเด็จฮุนเซน ซึ่งสวมเสื้อหมายเลข 9 สวมปลอกแขนกัปตันทีม มีผู้เล่นฝ่ายไทย 6 คนผสมกัมพูชา 5 คน อาทิ จอมพลซาวสุคา รอง ผบ.สส. นายจุติมา ผู้ว่าการกรุงพนญเปญ นายอารี ไกรนรา นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายพายัพ ปั้นเกตุ เป็นต้น ส่วนทีมสีฟ้ามีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สวมเสื้อหมายเลข 9 และปลอกแขนเป็นกัปตันทีม มีผู้เล่นกัมพูชา 6 คนผสมกับไทย 5 คน เช่นกัน อาทิ นายเฮง สัมริน ประธานวุฒิสภากัมพูชา พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรรัตน์ นายวรชัย เหมะ นายยศวริศ ชูกล่อม เป็นต้น อย่างไรก็ตามการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรครั้งนี้แกนนำเสื้อแดงเดินทางมาร่วมพร้อมเพียง รวมถึงนางดารุณี กฤตบุญญาลัย แนวร่วม นปช.ยกเว้นเพียงนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ไม่ได้เข้าร่วม ทั้งนี้ นายสมชาย กล่าวเปิดการแข่งขันว่า ในนามของพี่น้องประชาชนไทยขอขอบคุณที่ได้รับเชิญจากสมเด็จฮุนเซนและชาวกัมพูชาในการแข่งขันฟุตบอลครั้งนี้ เป็นการยืนยันถึงมิตรภาพของพี่น้องชาวกัมพูชาและชาวไทยยังแนบแน่นตลอดมา และขอนำความปรารถนาดีจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย มายังสมเด็จฮุนเซนและพี่น้องชาวกัมพูชาที่ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นในโอกาสที่ไม่นานนักจะขอกราบเรียนเชิญสมเด็จฮุนเซนและพี่น้องชาวกัมพูชาไปเยือนประเทศไทย จากนั้นสมเด็จฮุนเซน กล่าวว่า ฝันร้ายในช่วงหนึ่งของยุครัฐบาลไทยและกัมพูชาหมดไปแล้ว การแข่งขันฟุตบอลครั้งนี้จะเป็นสารส่งไปถึงที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนไทยและทหารไทย ขอยืนยันว่าขณะนี้ความสัมพันธ์ไทยและกัมพูชาได้เปลี่ยนแปลงจากสนามรบเป็นสนามการค้าขายแลกเปลี่ยนกัน การเปลี่ยนแปลงจากเสียงปลายกระบอกปืนเป็นเสียงดนตรีที่สัมพันธ์ดีต่อกัน และการแข่งขันนี้ยังเป็นพยานถึงสัญญาณที่ดีระหว่างสองประเทศ สำหรับการแข่งขันจบลงด้วยทีมสีแดงเอาชนะไปด้วยสกอร์ 10 ประตู ต่อ 7 ทั้งนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่มเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์ก่อนการแข่งขันว่า การแข่งขันวันนี้ไม่ได้หวังผลแพ้หรือชนะกี่ลูก เพราะเป็นนัดมิตรภาพถ้าแพ้ก็แพ้ทั้งคู่ ชนะก็ชนะทั้งคู่ ส่วนนายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำกลุ่ม นปช. ซึ่งเดินทางมาร่วมชมการแข่งขัน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อช่วงคืนวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำ นปช.ได้เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญและใช้โอกาสพบปะพูดคุยกับพี่น้องคนเสื้อแดง แต่การแข่งขันฟุตบอลวันนี้นายอริสมันต์ไม่ได้มาร่วมเพราะไม่ต้องการให้เป็นข่าว ด้านนางดารุณี กฤตบุญญาลัย แนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวว่า ต้นเดือน ต.ค.นี้ตนจะเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อต่อสู้คดีซึ่งคิดว่ากระบวนการยุติธรรมคงพอมีความเป็นธรรมกับตนเองอยู่บ้างและหวังกลับเมืองไทยแล้วยืนยันที่จะเคลื่อนไหวร่วมกับพี่น้องมวลชนต่อไป เพราะที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ทุกคนต่างก็มีความมุ่งหวังเดียวกันคือทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ส่วน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ ภายหลังจากการไปเยือนประเทศกัมพูชาอย่างเป็นทางการว่า ในการหารือกันนอกรอบระหว่างตนกับ พล.อ.เตีย บันห์ รมว.กลาโหมกัมพูชา เห็นว่าควรทำตามมติของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เพื่อให้ปัญหาคลี่คลาย ประชาชนทั้งสองประเทศมีชีวิตที่ดี มีการพัฒนาในด้านท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ทั้งนี้เราจะต้องเร่งประชุมให้ได้ก่อน 21 พ.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีมติให้ปรับกำลังทหาร โดยมีการหารือกันว่าจะปรับจากทหารเป็นตำรวจ และในพื้นที่ดังกล่าวจะปลอดจากอาวุธสงคราม ให้มีได้แค่อาวุธประจำกายขนาดเล็กเท่านั้น และเห็นว่าควรมีประเทศอินโดนีเซียเป็นตัวแทนสังเกตการณ์ ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ มอบให้กองเลขานุการของสองประเทศไปกำหนดกรอบการประชุมมา ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนายอัษฎา ชัยนาม อดีตประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา ระบุว่าถูกปรับเปลี่ยนเพราะไม่ใช่คนของพรรคเพื่อไทยว่า ที่จริงตำแหน่งประธานเจบีซีต้องเป็นรมช.ต่างประเทศ และเมื่อมีรัฐบาลใหม่ตนก็มีสิทธิที่จะเลือกประธานเจบีซีคนใหม่ ส่วนการเลือกนายบัณฑิต โสตถิพลาฤทธิ์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยนั้น ได้มีการปรึกษาหารือกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงการต่างประเทศแล้ว “แม้ทูตอัษฎาจะเป็นผู้มีความรู้ แต่ถ้าท่านทำสำเร็จ ก็คงทำได้ตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมาแล้ว ผมเห็นว่าทูตบัณฑิตเป็นผู้ที่มีความรู้ และมีความสัมพันธ์กับกัมพูชาเป็นอย่างดี ก็น่าจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ ในฐานะคนทำงานผมก็ต้องขอโอกาสให้คนใหม่เข้ามาทำดูและให้พวกผมทำงานบ้าง ฝ่ายค้านก็อย่ามากล่าวหาหรือว่ากันเลยว่าเปลี่ยนคนนั้นคนนี้ เพราะในทางการเมืองตอนที่ท่านทำงานท่านก็เปลี่ยนเหมือนกัน รัฐบาลใหม่ก็อยากทำอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่ไปซ้ำรอยเดิม” นายสุรพงษ์ กล่าว พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ระบุว่าได้หารือสมเด็จฮุนเซน เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างไทยกับกัมพูชาว่า เบื้องต้นกระทรวงยุติธรรมยังไม่ได้รับการประสานอย่างเป็นทางการ แต่ในวันจันทร์ที่ 26 ก.ย. นี้ ตนจะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบว่าในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวนั้นมีหลักเกณฑ์หรือระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างไทยและกัมพูชาเคยมีข้อตกลงกันอยู่ แต่ต้องไปดูว่าในหลักการมีรายละเอียดอย่างไร รวมถึงนำกรณีที่เคยมีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันมาเป็นกรณีเทียบเคียงด้วย ทางด้าน นายกษิต ภิรมย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า พฤติกรรมที่สมเด็จฮุนเซนได้ทำมาตลอด โดยเฉพาะช่วงเวลารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นการแทรกแซงกิจการภายใน และถือหางกลุ่มการเมืองอีกฝ่ายหรือไม่นั้น ตนอยากให้สมเด็จฮุนเซนได้ไปดูกฎบัตรอาเซียนและปฏิบัติตามด้วย ทั้งนี้ ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลของสมเด็จฮุนเซน ที่จะคบหากับคนไทย โดยเฉพาะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือบางคนที่มีข้อหาคดีอาญา แต่ก็อยากให้กลับไปอ่านกฎบัตรของอาเซียนว่า ผู้นำประเทศต้องเคารพซึ่งกฎหมายเป็นสำคัญ การคบโจรเป็นสิ่งที่ผู้นำของประเทศ ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนพึงกระทำหรือไม่ เพราะเป็นการสร้างความเจ็บปวดให้กับประชาชนคนไทย เป็นการไม่เคารพกฎเกณฑ์ เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย อยากให้สมเด็จฮุนเซนได้ปรับตัวเสียใหม่ด้วย “การที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งมาเป็นรัฐบาล การเตะบอล หรือการเชิญอดีตนายกฯ ไปกล่าวสุนทรพจน์ ให้คำแนะนำว่าจะพัฒนาระบบเศรษฐกิจอย่างไร ทั้งหมดไม่ได้นำไปสู่การจะได้มาโดยมิชอบเป็นอันขาด การจะให้ได้พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรไปฟรี ๆ หรือสามารถดำเนินการทำแผนบริหารจัดการตามกฎเกณฑ์ของคณะกรรมการมรดกโลก ในส่วนที่เกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร จะทำโดยไม่มีความสะเทือนต่อสังคมไทยคงเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่ว่าญาติดีกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ หรือ พ.ต.ท.ทักษิณแล้วจะได้พื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวตามความปรารถนา เพราะในรัฐสภาเรามีฝ่ายค้าน นอกสภาก็มีประชาชนชาวไทยอีกกว่า 60 ล้านคน รัฐบาลใดก็แล้วแต่ไม่สามารถทำตามอำเภอใจ รวมทั้งไม่สามารถเอาดินแดนไทยไปมอบให้สมเด็จฮุนเซนได้ ทรัพย์สมบัติของประเทศไทยก็เป็นของคนไทย ไม่ใช่เป็นทรัพย์สมบัติของสองครอบครัวที่จะมาปู้ยี่ปู้ยำกันได้ ผมจะไม่ยอมให้ทรัพย์สมบัติของประเทศชาติสูญหายเป็นอันขาด” นายกษิต กล่าว ที่บช.น. พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีชันสูตร 13 ศพ จากการสลายการชุมนุม ได้เรียกประชุมชุดพนักงานสืบสวนสอบสวนที่ห้องประชุมปารุสกวัน 1 ประกอบด้วย พล.ต.ต.สำเริง สุวรรณพงษ์ ผบก.ประจำ บช.น. ผู้ช่วยหัวหน้าพนักงานสอบสวนฯ พร้อมทั้งชุดพนักงานสืบสวนสอบสวนจำนวน 44 นาย มีรายงานว่าในที่ประชุมได้แบ่งชุดทำงานเป็น 6 ชุด โดยตามเขต สน.ซึ่งเป็นจุดที่พบศพ มี 3 บก. คือ บก.น.1 มอบหมายให้ พ.ต.อ.วิชาญญ์วัชร บริรักษ์กุล รอง ผบก.น.1 เป็นหัวหน้า บก.น.5 มอบหมายให้ พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน รอง ผบก.น.5 เป็นหัวหน้า บก.น.6 มอบหมายให้ พ.ต.อ.สืบศักดิ์ พันธุ์สุระ รอง ผบก.น.6 เป็นหัวหน้า นอกจากนี้ยังมีชุดคณะสืบสวนสอบสวนชุดพิเศษ มีหน้าที่คอยเสริมการทำงาน แก้ไข และประสานงาน มอบหมายให้ พ.ต.อ.วัลลภ ประทุมเมือง รอง ผบก.น.9 เป็นหัวหน้าชุดฝ่ายสนับสนุนด้านการสืบสวน มอบหมายให้ พ.ต.อ.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบก.สส. เป็นหัวหน้า และชุดฝ่ายสนับสนุนด้านเทคโนโลยี มอบหมายให้ พ.ต.อ.สุกิจ อรุณฤกษ์ถวิล ผกก.ฝอ.8 บก.อก.บช.น. เป็นหัวหน้า โดยใช้เวลาประชุมนาน 1 ชั่วโมงครึ่ง พล.ต.ต.อนุชัย กล่าวว่า ได้เรียกประชุมคณะสืบสวนสอบสวนเพื่อพิจารณาสำนวน 13 ศพ เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งสำนวนให้ บช.น.ดำเนินการ ตาม ป.วิอาญามาตรา 150 วรรค 3 หลังรายงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้นได้รับมอบหมายให้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนขึ้นมารับผิดชอบเพื่อดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะมีการกำหนดกรอบแนวทางการปฏิบัติและการแบ่งงาน รวมทั้งร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว บริสุทธิ์ และเป็นธรรม “ตามกฎหมายการสอบสวนสำนวนชันสูตรพลิกศพได้กำหนดกรอบระยะเวลาการทำงานในแต่ละคดีไว้ว่า จะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานทราบเรื่อง แต่เรื่องนี้ได้ผ่านพ้นมาเป็นระยะเวลานานแล้วและเป็นกรณีที่สอบสวนชันสูตรพลิกศพตาม ป.วิอาญามาตรา 150 วรรคแรก เพราะตอนนั้นยังไม่พบว่าการตายเกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงาน คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนก็จะเริ่มนับหนึ่งในวันที่ 19 ก.ย.วันที่กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งสำนวนมาให้ สำหรับภารกิจของคณะสืบสวนสอบสวนชุดนี้ มีหน้าที่สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ความว่า ผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน ตายอย่างไร ใครเป็นคนทำให้ตาย ภารกิจจะเสร็จสิ้นเมื่อส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ จากนั้นพนักงานอัยการก็จะส่งสำนวนให้ศาลไต่สวนการตาย เราคงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการที่จะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องใคร” พล.ต.ต.อนุชัย กล่าว

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์