ประชาสังคมชะตากรรมและการเหมารวม

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

นับตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืน 400 กว่ากระบอก ในค่ายทหารที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ในเดือนมกราคม 2547 ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยที่ได้สร้างความสูญเสียชีวิต ทรัพย์สินอย่างมากมาย ถึงวันนี้แม้ภาครัฐเองจะพยายามทุ่มงบประมาณมหาศาลลงไปในพื้นที่ แต่ก็ยังไม่เห็นท่าทีของความรุนแรงที่ลดลง เป็นเหตุให้ความคาดหวังของประชาชนต่อภาครัฐในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ก็ริบหรี่ลงไป ท่ามกลางการเผยขึ้นของอีกอำนาจหนึ่งที่ออกมามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ด้วย ซึ่งปรากฏว่าความคาดหวังของประชาชนต่อกลุ่มหลังกลับมีทีท่าที่เพิ่มมากขึ้น กลุ่มที่กล่าวถึงนี้คือ “ภาคประชาสังคม” ท่ามกลางการปรักหักพังของชีวิตและทรัพย์สินจากการปะทุระลอกใหม่ของเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และความล้มเหลวของผู้ถืออำนาจรัฐในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ กลับพบว่ามีการก่อร่างของภาคประชาสังคมในพื้นที่ขึ้น ที่ปรากฏออกมามีส่วนร่วมในการจัดการและนำเสนอแนวทางแก้ไขต่อปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ด้วย ทั้งจากนักสิทธิมนุษยชน ประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนนักกิจกรรมและนักศึกษาที่ต่างออกมามีส่วนร่วมกันอย่างจริงจัง ทั้งการนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง และการนำเสนอแนะแนวทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น จึงพบว่าถึงแม้ภาครัฐจะประสบความล้มเหลว แต่ยังมีภาคประชาสังคมที่ยังพอมีหวังในการช่วยบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมนี้จะสามารถดำเนินการอย่างลุล่วงไปด้วยดี เนื่องจากหลายครั้งที่ถูกทำให้เกิดการชะงักงัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอุปสรรคที่เกิดจากภาครัฐ ซึ่งกรณีนี้เคยมีตัวอย่างที่เห็นชัดมาแล้ว เช่น กรณีที่นักสิทธิมนุษยชนถูกกล่าวหาว่าเป็นแนวร่วมฯ “จากการรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2552 ได้อ้างถึงแหล่งข่าวจากการประชุม กอ.รมน. ภาค 4 ในการประชุมสภาสันติสุข ข่าวรายงานว่ามีผู้ก่อความไม่สงบปลอมตัวเป็นนักสิทธิมนุษยชน เพื่อยุยงให้ประชาชนเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ ในรายงานยังกล่าวถึงกิจกรรมการที่นักสิทธิมนุษยชนลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและควบคุมตัว” นอกจากนี้เจ้าหน้าที่รัฐในรายงานยังกล่าวอีกว่า “การที่นักสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรม และกลุ่มนักศึกษาที่ทำกิจกรรมได้เข้าไปพบประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและควบคุมตัว ทั้งนี้ กอ.รมน. ภาค 4 ยังได้เตือนให้ระวังผู้ก่อความไม่สงบที่ปลอมตัวเป็นนักสิทธิมนุษยชน และบิดเบือนข้อมูลข่าวสารต่างๆเพื่อให้ประชาชนไม่เข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ” ซึ่งเรื่องนี้ทำให้คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ (Working Group on Justice for Peace) ต้องออกแถลงการณ์ต่อเรื่องนี้อย่างทันควัน ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุเช่นนี้แล้วความยากลำบากของพลังภาคประชาสังคมในการออกมามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาต้องเกิดอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเป็นการวิจารณ์นโยบายและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนเมื่อใดที่ภาคประชาสังคมในพื้นที่เกิดมีสถานะเป็นผู้อยู่ตรงข้ามกับอำนาจรัฐด้วยแล้วก็ยิ่งน่าเป็นห่วง เนื่องจากอย่าลืมว่ารัฐนั้นมีเครื่องมือในการใช้อำนาจมากมาย เช่น ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการใช้กฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัวประชาชนโดยไม่ต้องมีข้อกล่าวหา ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่หลายครั้งจะภาคประชาสังคมนั้นไม่ใช่แค่ถูกกล่าวหา แต่ยังถูกเจ้าหน้าที่รัฐนั้นนำไปควบคุมตัว แต่ถูกปล่อยออกมาในภายหลังเนื่องจากไม่มีความผิดใดๆ นอกจากนี้ในหลายกรณีพบว่าไม่ใช่แค่ภาคประชาสังคมที่เคลื่อนในปัจจุบันเท่านั้นที่จะโดนกระทำอย่างที่กล่าวมาข้างต้น แต่ยังรวมไปถึงผู้ที่อดีตเคยทำงานในภาคประชาสังคมมาก่อนก็ยังถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่รัฐเช่นกัน ถึงแม้ว่าการทำงานในอดีตนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบันอุปสรรคของภาคประชาสังคมในพื้นที่ไม่ได้มีกับกลุ่มที่ออกมาวิจารณ์หรือนำเสนอแนวคิดที่ต่างจากรัฐอย่างเดียว เมื่อเกิดภาวะความเข้าใจแบบเหมารวม จนทำให้การเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมอื่นๆ ในพื้นที่ เช่น การออกมาปกป้องทรัพยากรในท้องถิ่นก็ยังถูก“เข้าใจ”ว่าการพัวพันกับแนวร่วมฯ ด้วยเช่นกัน แล้วอย่างนี้จะมีใครบ้างที่ยอมเสียสละมามีส่วนช่วยคิดช่วยทำให้เกิดสันติสุขในพื้นที่อย่างแท้จริง เมื่อเพียงออกมา ก็ตีตรา...

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์