รายงาน:madiFESTO 2011 กับปฏิบัติการป่วนทางวัฒนธรรม

รายงานเรื่อง “การป่วน” ในงาน madiFESTO ซึ่งได้กลายเป็นการป่วนสังคมวัฒนธรรมไทยในหลากหลายมิติ  กระตุกให้เจ้าของสังคม วัฒนธรรม ที่ถูกสอนให้รู้จักแต่ความภาคภูมิใจในสารพัดความเป็นไทย ต้องตั้งคำถามต่อรากเหง้าความเชื่อของตัวเอง

เห็นโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์และชื่อกิจกรรมของงานเทศกาล madiFESTO 2011 ทีแรก ผู้เขียนก็คิดเอาเองตามประสาคนนอกวงการศิลปะว่า คงไม่ต่างจากงานแสดงศิลปะอื่นๆ ที่ถ้าไม่อาร์ตจนดูไม่รู้เรื่อง หรือคนทั่วไปดูอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่างานจะสื่อถึงอะไร ก็คงเป็นงานยกย่องยกชูความเป็นไทยแบบกระทรวงวัฒนธรรมที่มีอยู่ทั่วไปหมดแล้ว แต่เมื่อได้เข้าชมงานโดยไม่ได้ตั้งใจ จากการไปเยี่ยม "มิตร ใจอินทร์"ใน"ปฏิบัติการอดอาหาร 112 ชั่วโมง"ของเขาแล้ว ผู้เขียนก็พบว่างานเทศกาลครั้งนี้ช่างสนุกสนานและเต็มไปด้วยความสามารถในการสร้างความปั่นป่วนได้อย่างที่ไม่คาดคิด... 

madiFESTO เป็นกิจกรรมที่ปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้ว โดยสาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ (Media Arts and Design) สังกัดคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีนี้กิจกรรมและศิลปินที่เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมาก มีทั้งนักศึกษาระดับปริญญาตรีและโท ศิลปินอิสระที่ถูกเชิญมาแสดงงาน กิจกรรมเสวนาด้านศิลปะวัฒนธรรมต่างๆ และดูเหมือนแนวทางศิลปะแบบ madiFESTO จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นตามลำดับ ในลักษณะงานศิลปะแบบที่มี “ปฏิบัติการป่วนทางวัฒนธรรม” ไปด้วยพร้อมๆ กัน (แน่นอนว่าความหลากหลายของศิลปินและรูปแบบงานย่อมมีอยู่ แต่ผู้เขียนในฐานะคนนอกวงการไม่มีความรู้พอจะกล่าวถึง)   แม้ไม่สามารถเข้าชมงานในทุกชิ้นและทุกเวลาสถานที่ ผู้เขียนก็พบว่างานแสดงหลายชิ้นในเทศกาลครั้งนี้ได้ทำให้พรมแดนของสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะ” แบบที่เข้าใจกันทั่วไปในสังคมไทยพร่าเลือน และไม่ใช่ศิลปะบริสุทธิ์นามธรรมและลอยตัวอยู่เหนือสังคมการเมืองที่เราอยู่อีกต่อไป แต่ศิลปะได้ถูกหลอมรวมเข้ากับปฏิบัติการในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ปฏิบัติทางการเมือง ปฏิบัติการทางสังคม และปฏิบัติการทางวัฒนธรรม ดังชื่องานที่บอกอยู่แล้วตั้งแต่ต้นว่าเป็น “เทศกาลปฏิบัติการทางวัฒนธรรมร่วมสมัย” งานศิลปะแบบปฏิบัติการจึงเต็มไปด้วยการแสดงออก และกระทำการต่างๆ โดยเฉพาะในรูปแบบของ “การป่วน” ในงาน madiFESTO ทั้งงานจึงแทบจะกลายเป็นการป่วนสังคมวัฒนธรรมไทยในหลากหลายมิติ   ชื่องานในปีนี้คือ “FALL” ที่ในภาษาไทยถูกแปลว่า “ล้ม” ก็ได้หยิบฉวยคำที่ติดปากติดหูคนไทยในรอบสองสามปีที่ผ่านมา มาเล่น ซ่อนนัยยะ และเปิดการตีความให้ศิลปินที่เข้าร่วมแสดงงานได้สร้างสรรค์งานอย่างน่าสนใจ  

 ความป่วนเริ่มตั้งแต่ป้ายข้อความบริเวณลานจอดรถหอศิลปวัฒนธรรมที่ตีความได้หลายนัยยะ

 

วิธีการแจกกำหนดการของเทศกาลแบบป่วนๆ คืออยู่ในถังขยะและถูกขยุ้มยับเป็นก้อน 

ผู้เขียนเดาว่ากำลังเสียดเย้ยงานแสดงศิลปะทั่วไปที่คนเข้าชมมักทิ้งกำหนดการที่แจกลงถังขยะมากกว่าจะเก็บกลับบ้าน

พิธีอ่านคำประกาศเปิดเทศกาลในเครื่องจับเท็จ พร้อมผู้คุมตรวจสอบ ให้นัยยะของการเสียดสีตัวเทศกาลและคำประกาศเสียเอง

(ขอบคุณภาพจาก Supapong และเชิญชวนให้อ่านคำประกาศ FALL อันทรงพลัง)
 
ช่วงเวลาการจัดเทศกาลใน madiFESTO ก็เต็มไปด้วยความปั่นป่วน กิจกรรมถูกจัดขึ้นที่นู้นบ้าง ที่นี่บ้าง เวลาดึกดื่นบ้าง เช้าตรู่บ้าง เช่น โปรแกรมการฉายภาพยนตร์สั้นเรื่อง “MERVEMUSIK” เริ่มฉายในเวลา 1.30 น. ใครเห็นก็ต้องถามทันทีว่าบ้าหรือเปล่า ฉายหนังตอนตีหนึ่งครึ่ง! หรือกำหนดการอดข้าวของมิตร ใจอินทร์เองก็หยุดลงเอาตอนตี 4 แถมการแถลงคำประกาศก็เกิดขึ้นตอนเช้าตรู่ของวันเสาร์ ทำให้ใครได้ยินก็สงสัยว่าใครที่ไหนจะตื่นมาร่วมกิจกรรม 
 
อีกทั้งห้วงเวลาการจัดเทศกาลยังถูกแบ่งเป็นช่วงต่างๆ ไม่ได้จัดเสร็จภายในรอบเดียว แต่เปลี่ยนย้ายไปแสดงในแกลอรี่ศิลปะต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่อีกหลายแห่ง เช่น หลังเสร็จการจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรม งานจัดแสดงที่ร่ำเปิงอาร์ตสเปซ ก็เพิ่งเริ่มจัดแสดงต่อภายใต้ชื่อเทศกาลเดียวกัน ระยะเวลาของเทศกาลนี้จึงแทบบอกให้แน่นอนไม่ได้ว่าเริ่มต้นเมื่อไร และสิ้นสุดลงเมื่อไร
 
ยังไม่ต้องพูดถึงสถานที่จัดงานซึ่งกระจายไปทั่วเมืองเชียงใหม่ และอยู่ในที่แปลกๆ ที่ดูไม่น่าจะใช้จัดกิจกรรมได้ เช่น กิจกรรมฉายภาพยนตร์ “ร่วมรักกับความเหงา” ถูกจัดในตึกร้างย่านอาเขต, นิทรรศการ “บ้านพ่อ” ที่กลุ่มศิลปะใช้บ้านเช่าหนึ่งหลังเป็นที่จัดแสดงงาน, งาน “แผนการล่วงหน้า Rise” ถูกนำไปหลบซ่อนแสดงที่ร้านอาหารเจ๊ใหญ่ ผักปลอดสารพิษ บริเวณถนนนิมมานเหมินทร์ หรือกิจกรรม “ลองดี” (Be Good) พื้นที่จัดแสดงก็เคลื่อนไหวไปมารอบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กระทั่งยังมีการนำรูปแบบทัวร์เข้ามาเพื่อพาผู้ชมให้สามารถตระเวนชมเทศกาลศิลปะในพื้นที่ต่างๆ พร้อมพูดคุยกับศิลปินในเวลา 1 วัน
 
กาละและเทศะแบบปกติๆ ของการจัดแสดงงานศิลปะทั่วๆ ไป จึงถูก madiFESTO ทำลายลงอย่างราบคาบ แถมอารมณ์ขรึมขัง เก่าแก่ สูงส่ง และเข้าถึงยากแบบที่หอศิลปวัฒนธรรมในประเทศไทยทั่วไปมักเป็นกัน ก็ถูกการแสดงงานศิลป์แบบมีอารมณ์ขัน เล่นสนุก เสียดเย้ย และทิ่มแทง ของศิลปินกลุ่มนี้นำมาเขย่าเล่นอย่างเมาส์มัน (คำว่า “เทศกาล” โดยตัวมันเอง ก็สะท้อนความสนุกสนานและมีชีวิตชีวา)
 

ใบปลิวที่แจกและวางไว้อยู่ทั่วทั้งงาน คล้ายใบปลิวโฆษณาทั่วไป แต่เมื่ออ่านข้อความดีๆ จึงเห็นความป่วน

                                                                                                                                                                                                 

พื้นที่จัดแสดงภาพถ่ายแบบป่วนๆ 
 

ของแจกอย่างหนึ่งในงานคือถุงยางอนามัย พร้อมการรณรงค์ “Love me-safe sex”

การป่วนทางวัฒนธรรม (Culture Jamming) นั้น เป็นการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์ที่ได้รับความนิยมในตะวันตก เช่นการล้อเลียนภาพโฆษณาสินค้าหรือตราสินค้า โดยการป่วนมีเป้าหมายสองอย่าง คือรบกวนการสื่อสารของแนวคิดกระแสหลักในสังคมบริโภคนิยม และสื่อสารความหมายหรือข้อมูลบางอย่างที่ทวนกระแสให้คนทั่วไปรับรู้หรือตั้งคำถาม การสื่อสารแบบนี้จึงสร้างพื้นที่อิสระทางวัฒนธรรมขึ้นมาเพื่อสะกิดให้ผู้บริโภคหรือผู้ชมหยุดคิด ตั้งคำถาม และในขั้นสูงสุดคือเปลี่ยนแปลงบทบาทของตนเองจากผู้บริโภคกลับไปสู่การเป็นพลเมืองที่ตระหนักถึงปัญหาสังคมและหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

 
รูปแบบการป่วนวัฒนธรรมมักถูกใช้โดยกลุ่มคนรุ่นหนุ่มสาวที่เติบโตมาในสังคมบริโภคสุดขั้ว ผนวกกับบทบาทของเทคโนโลยีสมัยใหม่ และวัฒนธรรมปัจเจก ที่เน้นการไม่มีผู้นำ การลงมือทำด้วยตนเอง ปฏิบัติการต่างๆ จึงเป็นไปอย่างมีอารมณ์ขัน สนุกสนาน มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งแตกต่างจากขบวนการทางการเมืองที่เคร่งขรึมในสมัยก่อน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหนังสือ “สามัญชนเปลี่ยนโลก” ของภัควดี วีระภาสพงษ์ โดยสำนักพิมพ์ของเรา)
 
เทศกาล madiFESTO ก็ดูเหมือนจะได้ทดลองป่วนในหลากหลายมิติ ทั้งป่วนภายในวงการศิลปะกันเอง ตั้งคำถามท้าทายไปถึงความเป็นศิลปะ ความเป็นศิลปิน และพื้นที่ในการจัดแสดงงาน หรือการป่วนเรื่องการบริโภคนิยม งานหลายชิ้นตั้งคำถามไปถึงวัฒนธรรมท่องเที่ยว วัฒนธรรมการช็อปปิ้ง วัฒนธรรมการกินของชนชั้นกลาง หรือการปะทะประสานระหว่างโลกาภิวัตน์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งเคลื่อนเข้าหากันอย่างชุลมุน ปั่นป่วนแยกจากกันแทบไม่ออกอีกต่อไป 
 
ขณะที่งานอีกหลายชิ้นยังขยับขยายการป่วนทางวัฒนธรรมจากเรื่องการบริโภคอย่างในสังคมตะวันตก ไปป่วนแนวคิดความเป็นไทยกระแสหลัก ตั้งคำถามกับสิ่งที่คนมักคิดว่าเป็นไทยๆ ไม่เหมือนชาติใดในโลก และเปิดโปงสิ่งที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังความเป็นไทยนั้นอีกที ทั้งในเรื่องพรมแดน ชนชั้น ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และค่านิยมต่างๆ  เช่น งานภาพสามมิติ ซึ่งคำว่าไทยตรงกลางภาพประกอบขึ้นจากรูปเล็กๆ ของผู้คนที่แต่งตัวด้วยชุดชนเผ่า, ภาพถ่ายเด็กน้อยใช้เท้าตีระฆังในวัด, ภาพถ่ายเส้นทางจักรยานแต่รถที่วิ่งกลับเต็มไปด้วยรถจักรยานยนต์, หรือภาพถ่ายผู้คนหลากหลายกลุ่มชนชั้นและสถานะในเชียงใหม่กว่า 20 ภาพเรียงต่อกันในแถวยาวเหยียด พร้อมชื่อและหมู่บ้านที่อยู่ เป็นต้น

อาหารฟาส์ตฟู้ดถูกนำไปป่วนวางบนขันโตกแบบล้านนา

ป่วนงานมอเตอร์โชว์ด้วยรถเก่าบุโรทั่ง

ป่วนวัฒนธรรมท่องเที่ยวสมัยใหม่

ความป่วนเกิดขึ้นแม้แต่เรื่องเพศสภาพในห้องน้ำ พร้อมเสียงเพลงประกอบที่แตกต่างไปตามสีเสื้อของผู้เข้าใช้ห้องน้ำ

  

ป่วน แผนที่ประเทศไทย

ที่จัดแสดงงานแบบป่วนๆ และข้อความสะท้อน“ความเป็นไทย”ในบางด้าน

สัญลักษณ์แบบไพร่ๆ ของคนเสื้อแดงถูกนำมาทำใหม่ในชุดสูทสมัยใหม่แบบผู้ดีๆให้นัยยะย้อนแย้งเชิงอัตลักษณ์

ป่วนวาทกรรมแบบไทยๆ โดยให้ผู้ชมสามารถนำข้อความค่านิยมแบบต่างๆ ไปแปะบนตัวหุ่นจำลองเด็กที่สมองถูกด้ายขึงเป็นข่ายทั่วไปหมด

ไม่เพียงแต่การป่วนทางวัฒนธรรม madiFESTO ยังป่วนไปในมิติทางสังคมและทางการเมือง ตัวอย่างในสองมิตินี้ คืองานของมิตร ใจอินทร์ และของกีรติ กุสาวดี ซึ่งกลายเป็นข่าวอย่างที่ทราบกัน กรณีงาน“ปฏิบัติการอดอาหารท้วงประเทียด 112 ชั่วโมง” (112 Hunger Strike) ในฐานะการตั้งคำถามต่อประเด็นทางการเมืองอย่างประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้ทำให้ศิลปะ ปฏิบัติการแบบสันติวิธีอย่างการอดอาหาร และการเรียกร้องทางการเมือง มาหลอมรวมกันเป็นพลังของงานชิ้นนี้ ซึ่งศิลปินต้องใช้เวลาเตรียมงานนานถึง 2-3 เดือน เมื่อต้องค่อยๆ ลดปริมาณการกินอาหารในแต่ละวันให้เหลือ 2 มื้อ และแต่ละมื้อกินน้อยลงๆ เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับ “การแสดง” หรือปฏิบัติการจริง

ขณะที่งาน “ลองดี” (Be Good) ของกีรติได้ทำให้ศิลปะกลายเป็นปฏิบัติการตั้งคำถามทางสังคม โดยเฉพาะต่อระบบการศึกษาไทย ความป่วนของ “ลองดี” ถูกวางไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การให้รองคณบดีเป็นผู้ล่ามโซ่ทั้ง 5 จุดในพิธีเปิดงาน และเก็บรักษากุญแจที่ล็อคโซ่ไว้ในงานแสดงที่หอศิลป์ ขณะที่ศิลปินต้องใช้ชีวิตภายใต้ชุดดังกล่าวอีก 5 วัน ก่อนที่ผู้ทำการไขกุญแจที่ล็อคไว้คือนักการฯ ของคณะวิจิตรศิลป์ ซึ่งเป็นที่รักของนักศึกษาในคณะมานาน อุปมาต่อการล็อค-ปลดล็อค และสถานะทางสังคมของผู้ที่ทำหน้าที่ใส่โซ่ตรวนและผู้ปลดปล่อยพันธนาการของบัณฑิตจึงทำได้อย่างน่าสนใจในปฏิบัติการนี้

เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติการของนายกีรติได้ถูกห้ามเข้าไปยังพื้นที่ในมหาวิทยาลัยอย่างไม่ได้ตั้งใจและไม่มีการวางแผนไว้ แต่การสั่งห้ามก็สามารถถูกมองให้เป็นส่วนหนึ่งของศิลปะ ที่ช่วยในการเปิดโปงนัยยะของอำนาจในระบบการศึกษาปัจจุบันอย่างเจ็บแสบ การยกชูคุณค่าของสิ่งของอย่างชุดครุยและใบปริญญาอย่างสูงส่ง จนหลงลืมเสรีภาพทางความคิดและความรู้ที่นักศึกษามีอย่างแท้จริงไป กระทั่งการยึดกุมนิยามความดีไว้ภายใต้ระบบอำนาจก็ถูกงานของกีรติป่วนและเปิดโปงออกมา ภายใต้การปฏิเสธไม่ให้เข้ามหาวิทยาลัย เพราะ “ไม่เหมาะสม”

ปฏิบัติการ “ลองดี” จบลงโดยนักการฯ ของคณะวิจิตรศิลป์เป็นผู้ปลดล็อคกุญแจโซ่ตรวนให้กีรติ

ที่สุดแล้ว ความป่วนดังกล่าวได้ทำให้พรมแดนของศิลปะกับชีวิตประจำวันพร่าเลือนไป ศิลปะในความหมายของเทศกาล madiFESTO ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในหอศิลป์ แล้วตั้งโชว์สวยหรู ราคาแพงๆ แต่คนทั่วไปเอื้อมไม่ถึงอีกต่อไป หากมันลงไปอยู่ในชีวิตประจำวัน ในห้วงเวลาของคนปกติ ในสถานที่ไหนก็ได้ กระทั่งลงไปอยู่ในการใช้ชีวิตของเราๆ ท่านๆ

ดังที่กีรติ ผู้ทดลองอยู่กับชุดครุย โซ่ตรวน และแท่งปูน นิยามงานของตนเองว่าคือการทดลองใช้ชีวิตมากกว่าจะเป็นงานศิลปะเสียด้วยซ้ำ เขาทดลองว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไรกับภาวะเงื่อนไขที่ศิลปินสร้างขึ้น รวมทั้งค้นหาคำตอบของโจทย์เรื่องความดีที่เขาตั้งขึ้น หรืองานของมิตร ใจอินทร์ที่ใช้การกินอาหารอันเป็นกิจกรรมทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน ใครๆ ก็นึกไม่ถึงว่าการ “อด” ไม่กินอาหารจะกลายเป็นงานศิลปะหรือปฏิบัติการทางการเมืองได้ แต่มันเป็นได้ อาจเพราะมันได้เล่นกับความเป็น-ความตายของมนุษย์ ได้ตั้งคำถามกับสิ่งปกติอย่างการกินขึ้นมา และได้ทำให้เงื่อนไขเวลา 112 ชั่วโมงที่กำหนดขึ้นกลายเป็นแนวคิดและกรอบกำหนดของงานด้วย

ดังนั้น ในทั้งการทดลองรูปแบบการใช้ชีวิต และการตั้งคำถามกับเรื่องต่างๆ ในสังคม จึงสามารถเป็น “งานศิลปะ” และ “การป่วน” ที่ใครก็ตามในสังคมสามารถทำได้เช่นเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปินหรือนักปฏิบัติการผู้เชี่ยวชาญมาจากไหน อาจกล่าวได้ว่างาน madiFESTO 2011 ในครั้งนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของรูปธรรมในการรณรงค์ต่อสู้ทางวัฒนธรรม และในระดับชีวิตประจำวันแบบที่มิตร ใจอินทร์และกลุ่มศิลปินเสนอในวันสุดท้ายของการอดอาหาร

madiFESTO ได้เปลี่ยนหอศิลป์ธรรมดาๆ จนกลายเป็นพื้นที่ปฏิบัติการทางการเมือง-สังคม-วัฒนธรรม ศิลปะถูกทำให้มีชีวิตชีวา เป็นเรื่องสนุกสนาน มีอารมณ์ขัน แต่ก็เสียดสีเย้ยหยันสังคมวัฒนธรรมไทยอย่างนุ่มนวลและแหลมคม กระทั่งเกิดพลังในการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ กระทั่งอาจเลยเถิดไปสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ก็เป็นได้ อย่างน้อยก็ในทางจินตนาการต่อสังคมการเมืองไทยของผู้เข้าชมเทศกาล

ผลตอบรับเล็กๆ ต่อเทศกาลครั้งนี้ที่ผู้เขียนได้พบ ปรากฏอยู่บนข้อความในกระดาษเล็กๆ แผ่นหนึ่งที่ถูกติดไว้บนผนังซึ่งให้ผู้เข้าชมร่วมแสดงความคิดเห็นต่อระบบการศึกษาไทย แน่นอนว่าหลายคนไม่ได้เขียนถึงแต่เรื่องการศึกษา แต่บ่นเรื่องนู้นเรื่องนี้กันอีกหลากหลาย รวมไปถึงกระดาษแผ่นเล็กสีเหลือง ลายมือวัยรุ่นๆ แผ่นนั้นซึ่งมีข้อความว่า “NO 112 คือ? อยากรู้” อันทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าวิธีสื่อสารทางศิลปะและวัฒนธรรมในแบบ madiFESTO 2011 ได้ก่อคลื่นแห่งการตั้งคำถามและความสงสัยใคร่รู้ขึ้นในคนรุ่นใหม่ที่เข้าชมงานแล้ว อย่างน้อยก็ใครสักคนหนึ่งที่ได้เขียนข้อความนั้นลงไป...

 

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์