โสเภณีถูกกฎหมาย ช่วยปราบทุจริต รักษาศีลธรรม

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

โสภณ พรโชคชัย เปิดประเด็นท้าทาย "สังคมจะยิ่งสงบสุขมากขึ้น เพราะ ‘ซาตาน’ ไม่อาจอยู่ในที่สว่าง  มาช่วยกันรณรงค์ให้โสเภณีเป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมายกันเถอะ" 

ใน ประเทศไทย โสเภณีเป็นอาชีพที่ผิดกฎหมาย แต่กลับมีผู้ประกอบอาชีพนี้อยู่มากมาย  มีสถานค้าประเวณีอยู่เป็นจำนวนมากในรูปแบบสถานอาบอบนวด ร้านคาราโอเกะ ฯลฯ  ศีลธรรมคือข้ออ้างสำคัญที่ทำให้อาชีพนี้ผิดกฎหมาย  แต่การที่ทำให้อาชีพนี้ผิดกฎหมาย กลับเป็นการทำลายศีลธรรมอย่างถึงแก่น และกลายเป็นการปกป้องกลุ่มอิทธิพลบางกลุ่มให้สามารถทำอาชีพนี้อย่างเป็นล่ำ เป็นสัน

ในทางตรงกันข้าม อาชีพโสเภณีกลับถูกกฎหมายในยุโรปตะวันตกนับสิบประเทศ โดยเฉพาะประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่เจริญ น่าอยู่และโปร่งใสที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนั้น  อาชีพโสเภณีเป็นอาชีพที่ต้องได้รับใบอนุญาต ผู้ให้บริการเสียภาษีถูกต้อง  ลูกค้าสามารถจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้ด้วย  น่าแปลกแท้ ๆ ประเทศที่ประชาชนมีจริยธรรมสูงส่ง มีวินัยดีเยี่ยม มีคุณภาพชีวิตและการศึกษาชั้นยอด กลับเปิดกว้างสำหรับอาชีพโสเภณีอย่างถูกกฎหมาย

เฉพาะใน สวิตเซอร์แลนด์ มีโสเภณี 14,000 คน สร้างรายได้ได้ประมาณ 118,055 ล้านบาทต่อปี (3.5 พันล้านสวิสฟรังค์) ผู้ชายระหว่างอายุ 20-65 ปี (อายุเฉลี่ย 33 ปี) จำนวน 350,000 คน (20% ของชายในวัยนี้ทั้งหมด) เคยใช้บริการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  ประชากรสวิตเซอร์แลนด์มี 7.6 ล้านคน แสดงว่ามีโสเภณีประมาณ 1 คนต่อประชากรชาย 271 คน (โดยสมมติให้ประชากรหญิงมีเท่ากับชาย)  หากใช้สถิตินี้มากับกรณีประเทศไทยที่มีประชากร 66.7 ล้านคน ก็อาจอนุมานได้ว่าไทยมีโสเภณีถึง 246,125 คน

การเปิด กว้างและสร้างความโปร่งใสให้เป็นอาชีพที่อยู่ภายใต้การควบคุมตามกฎหมายคล้าย อาชีพวิศวกร สถาปนิก แพทย์ ช่างก่อสร้าง ช่างตัดผม ฯลฯ ก็เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค  โสเภณีที่ได้รับการควบคุมการประกอบอาชีพสามารถโฆษณา หรือติดต่อธุรกิจผ่านทางโทรศัพท์ หรือจัดหาสถานที่ ๆ เหมาะสมเพื่อการทำธุรกิจ  ทางราชการสามารถจัดโปรแกรมการฝึกอบรมความรู้ การออมทรัพย์ การใช้เงิน การวางแผนความมั่งคั่งในอนาคของผู้ให้บริการ  รวมทั้งการอบรมผู้ใช้บริการให้อยู่ในกรอบกฎหมายโดยเคร่งครัด

ว่า กันว่าโสเภณีเป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก  โดยนับย้อนไปถึงยุคเมโสโปเตเมียซึ่งเป็นหนึ่งในสังคมอารยธรรมยุคแรกๆ ของมนุษยชาติ  ในกรณีประเทศไทยมีบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง ครั้งต้นกรุงศรีอยุธยา และไม่ได้ถือว่าเป็นอาชีพที่ผิดกฎหมาย  ในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค รัตนโกสินทร์ศก 127 (พ.ศ.2451) เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาโรค  แต่ก็ไม่ได้ทำให้อาชีพนี้ผิดกฎหมาย  กฎหมายนี้มีความตอนหนึ่งว่า “(สถานค้าประเวณี) ต้องมีโคมแขวนไว้หน้าโรงเป็นเครื่องหมาย . . .”  กฎหมายฉบับนี้ยังบัญญัติให้โสเภณีต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน มีการจัดทำบัญชีรายชื่อ และมีข้อห้ามการบังคับล่อลวงหญิงมาเพื่อค้าประเวณี เป็นต้น  ว่ากันว่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานค้าประเวณีมีอยู่ทั่วไปแทบทุกหัวระแหง

ในบางศาสนา ศาสดาก็ไม่ได้รังเกียจโสเภณี  และโสเภณีก็มีโอกาสขึ้นสู่สรวงสวรรค์หรือบรรลุธรรมเช่นกัน  เพียงแต่สถานค้าประเวณีถือเป็นสถานที่ ‘อโคจร’ สำหรับนักบวช  ยิ่งกว่านั้นนักบุญบางท่านถึงกับมองว่าโสเภณีช่วยแก้ปัญหาความแตกแยกในครอบ ครัวจากการมี ‘มากชู้หลายผัว’  ในพุทธศาสนา ก็มีภิกษุณีที่อดีตเป็นโสเภณีเช่นกัน  นอกจากนี้ในสมัยโบราณยังยกย่องโสเภณีเป็น ‘หญิงงามเมือง’ เป็นอาชีพที่มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรีในสังคม  แต่ในปัจจุบันอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ผิดกฎหมาย และกลายเป็นแหล่งทำเงินสำหรับกลุ่มอิทธิพลบางกลุ่ม

ในขณะ ที่โสเภณีเป็นอาชีพผิดกฎหมาย แต่รัฐกลับปล่อยให้มีการเปิดสถานค้าประเวณีกันมากมายนั้น ย่อมเป็นเพราะผู้ประกอบอาชีพต้อง ‘ส่งส่วย’ แก่ผู้รักษากฎหมายในระดับต่าง ๆ  เป็นการสร้างอาชีพและความมั่งคั่งแก่กลุ่มอิทธิพลบางกลุ่มที่ประกอบการค้า ประเวณี  กลุ่มอิทธิพลกลุ่มนี้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องย่อมขยายอิทธิพลกว้าง ขวางไปได้เรื่อย ด้วยเงินจำนวนมหาศาลจากการลอบประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมายนี้  ย่อมทำให้สุจริตชนถูกเบียดเบียนหรือไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเสรี

ใน ทางตรงกันข้ามหากสามารถทำให้อาชีพนี้ถูกกฎหมาย ก็จะเป็นการทะลายขุมทรัพย์ ‘ตัดท่อน้ำเลี้ยง’ ของเหล่าผู้มีอิทธิพล  ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ อย่างครบวงจร  ช่วยให้ผู้ประกอบอาชีพโสเภณีมีรายได้มากขึ้น ไม่ถูกขูดรีดโดยผู้มีอิทธิพล  รัฐมีรายได้จากภาษีอากรในการให้การศึกษาประชาชนในเรื่องนี้ และนำเงินมาพัฒนาประเทศได้มากขึ้น  สุจริตชนไม่ถูกรังแกจากผู้มีอิทธิพล  ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย  และสวัสดิภาพสังคมของประชาชนทั่วไปจะดีขึ้น  และศีลธรรมจรรยาของประชาชนทั่วไปก็จะมีความมั่นคงมากขึ้นเช่นกัน

การ เปิดให้โสเภณีเป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะไม่ยิ่งส่งเสริมให้อาชีพนี้ระบาด เพราะในปัจจุบันก็มีสถานค้าประเวณีอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว  แต่การที่ต้อง ‘ส่งส่วย’ หรือ ‘เสียค่าคุ้มครอง’ เช่นในปัจจุบันต่างหากที่ผู้ประกอบอาชีพนี้ต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อผลิต และส่งต่อเงินนอกระบบเหล่านี้  แต่หากอาชีพนี้ถูกกฎหมาย และได้รับการคุ้มครองที่ดี  อาจยิ่งช่วยจำกัดการประกอบอาชีพที่ขาดความรับผิดชอบ  กลายเป็นอาชีพที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

สังคมจะยิ่งสงบสุขมากขึ้น เพราะ ‘ซาตาน’ ไม่อาจอยู่ในที่สว่าง  มาช่วยกันรณรงค์ให้โสเภณีเป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมายกันเถอะ

 

 

อ้างอิง
จรูญ วรรธนะสิน. โสเภณี อาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก http://www.tuneingarden.com/work/b-04sn08.shtml

20 Minutes Online. Qui sont les clients des prostitutes?  http://www.20min.ch/ro/news/vaud/story/15213957

What Does Jesus Think About Prostitution? http://whatdoesgodthinkaboutprostitution.blogspot.com

Prostitution in Europe. http://en.wikipedia.org/wiki/Prostitution_in_Europe

Prostitution. http://en.wikipedia.org/wiki/Prostitution

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์